Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

‘นุ่น ยศยา’ ตอกย้ำจุดยืนสายมู นิมนต์พระเจิมป้ายเสริมสิริมงคล หวังคว้าชัย เข้าไปผลักดันนโยบาย ‘เศรษฐกิจสายมู’ ของ ‘ชพก.’

(11 พ.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงาน สีสันการเลือกตั้งช่วงโค้งสุดท้ายการหาเสียงของ ผู้สมัคร ส.ส.อย่างวันนี้ นางสาวยศยา ชิยาปภารักษ์ หรือนุ่น ผู้สมัคร ส.ส. เขตพระโขนง บางนา เบอร์ 2 จากพรรคชาติพัฒนากล้า ตอกย้ำจุดยืนความเป็นสาวสายมู นิมนต์พระเกจิอาจารย์มาเจิมและสวดมนต์เอาฤกษ์เอาชัยป้ายเพื่อความเป็นสิริมงคลให้แก่ป้ายประชาสัมพันธ์ตนเอง ทั่วเขตพระโขนง และเขตบางนา สร้างความฮือฮาแก่ผู้คนที่ละแวกนั้นไม่น้อย นับเป็นสีสันแห่งการทิ้งโค้งช่วงสุดท้ายที่สะท้อนให้เห็นถึงหลักความเชื่อ และศิลปะวัฒนธรรมของชาวไทย เชื้อสายพุทธที่มีมาช้านาน 

นางสาวยศยา กล่าวว่า ตนลงพื้นที่ พบปะพี่น้องประชาชนและขอคะแนนเสียง มาจนถึงวันนี้ มั่นใจเกินร้อยว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนส่ง ‘นุ่น ยศยา’ เบอร์ 2 เข้าไปทำงานในสภา เพื่อเข้าไปผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสายมู สร้างแลนด์มาร์คเชิงศรัทธาทั่วไทย 77 จังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และเพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ใหม่ให้คนไทยทั้งประเทศ

นายสาวยศยา กล่าวว่า แม้จะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แต่ให้จำสโลแกนที่ใช้หาเสียงมาตลอดคือ “สายมู พร้อมอยู่คู่ประชาชน” ตนพร้อมอาสาเข้ามาทำงานการเมือง หญิงแกร่งคนนี้จบการศึกษาปริญญาเอกสาขาบริหารธุรกิจ อาสามาทำงานการเมืองโดยมุ่งทุบทุนผูกขาด สร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้คนไทยทุกคน เพื่อให้คนไทย “งานดี มีเงิน ของไม่แพง” ทั่วทั้งประเทศ ฝากพี่ ๆ น้อง ๆ เป็นกำลังใจให้น้องนุ่น ยศยา ชิยาปภารักษ์ ผู้สมัคร ส.ส. เขต เขตพระโขนง และเขตบางนา วันที่ 14 พฤษภาคม กาเบอร์ 2 เพื่อให้นุ่นได้เข้าไปทำงานในสภา และกาเบอร์ 14 เพื่อให้ทีมเศรษฐกิจจากพรรคชาติพัฒนากล้าเข้าไปแก้ไขปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชน

วิเคราะห์ฉากทัศน์ ‘ทิศทางประเทศไทย’ ภายใต้ขั้วรัฐบาล ‘อนุรักษ์นิยม vs เสรีนิยม’

นับถอยหลังจากนี้เหลือเวลาเพียงไม่อีกกี่วันก็จะถึง 'การเลือกตั้งปี 2566' ที่จะมีขึ้นวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม 2566 ขณะที่มีการประเมินว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนจะตื่นตัวออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างคึกคัก มากกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2562  

ทั้งนี้ เห็นได้จากการเลือกตั้งนอกเขตเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา มีผู้ลงทะเบียนกว่า 2 ล้านคน และมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์กว่า 90%

ขณะที่ ในสนามการเลือกตั้งต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือด โดยในภาพใหญ่เป็นการแข่งขันกันระหว่าง 2 ขั้วที่เรียกว่า ฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือ พรรคฟากรัฐบาล ที่นำโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับฝ่ายเสรีนิยม หรือ ฟากฝ่ายค้าน ที่นำโดยพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล

เมื่อดูตามผลโพลของสำนักต่าง ๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ พบว่าฝ่ายเสรีนิยมมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมสูงกว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกระแสความนิยมในตัวนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล ที่มีคะแนนนิยมพุ่งอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันฝ่ายเสรีนิยม 2 พรรคที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้รับความนิยมรวมกันมากถึง 68-84%

แต่ทว่า การจัดตั้งรัฐบาลนั้น มีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา เพราะพรรคที่ได้จำนวน ส.ส.มากเป็นอันดับ 1 อาจไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ได้ ซึ่งได้ปรากฏให้เห็นแล้วเมื่อครั้งเลือกตั้งปี 2562 ที่ผ่านมา 

ส่วนการฉากทัศน์หลังการเลือกตั้งในครั้งนี้ จะเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองประเทศไทยอย่างไร หากพรรคอย่างกระแสแรงอย่าง พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

หากว่ากันตามระบอบประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้พรรคมีคะแนนเสียงมากเป็นอันดับ 1 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็เป็นไปได้ที่ พรรคเพื่อไทย จะได้เป็นรัฐบาล แต่จากการประเมินกระแสล่าสุด แม้ว่า เพื่อไทยจะได้คะแนนเสียงเยอะที่สุด แต่ก็ยังไม่ถึงกับแลนด์สไลด์ตามเป้า 

ดังนั้น หากเพื่อไทย อยากเป็นรัฐบาล ต้องได้ ส.ส. 376 ขึ้นไป จึงจำเป็นต้องไปดึงพันธมิตรฝ่ายที่คุยกันรู้เรื่องมาก่อน ซึ่งก็น่าจะเป็น ‘ก้าวไกล’ เพราะอย่างน้อยเคยร่วมเป็นฝ่ายค้านมาถึง 4 ปี และถือว่าอยู่ในขั้วเสรีนิยมด้วยกัน รวมถึงพรรคเล็ก ๆ ในฝั่งเดียวกัน แต่หากเสียงยังไม่พอ อาจต้องถึงพรรคต่างขั้วมาร่วม เพราะมีพรรคที่พร้อมเข้าร่วมแต่ขอให้ได้เป็นรัฐบาล

ถ้าเสียงยังไม่พอ อาจจะต้องพึ่งเสียง สว.มาเพิ่มอีก เพื่อรวมเสียงทั้งหมดให้ได้ 376 ขึ้นไป แต่อย่างไรก็ดี หากเพื่อไทยได้เก้าอี้ ส.ส. ไม่เยอะจริง อาจจะถูกต่อรองเก้าอี้กระทรวงสำคัญ ไปถึงขั้นเก้าอี้ ‘นายกรัฐมนตรี’ และเป็นไปได้ที่เพื่อไทยอาจจะยอม เพราะต้องการเป็นรัฐบาลไว้ก่อน เนื่องจากห่างหายมานาน และยังมีเรื่องสำคัญคือ การพา ‘ทักษิณ ชินวัตร’ กลับบ้านมาเลี้ยงหลาน ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้คือความหวังและอาจจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของทักษิณ หากเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล

ท้ายที่สุด ถ้าเพื่อไทย - ก้าวไกล และพรรคร่วมสามารถตกลงจัดสรรตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้อย่างลงตัว ในแง่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อาจจะทำได้ทันที ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน อาจจะเกิดเหตุชุมนุมทางการเมืองขนาดเล็ก จากกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามบ้างในช่วงแรกของการเป็นรัฐบาล 

แต่ในกรณีที่ฝั่งอนุรักษ์นิยม นำโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลเดิมรวมเสียงกันได้เกิน 126 เสียง บวกกับ สว.อีก 250 เสียง จัดตั้งรัฐบาลเหมือนเมื่อครั้งปี 2562 ในกรณีนี้ มีความเป็นไปได้ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ จะได้เป็นนายกฯ ต่อไป เพราะมีแต้มต่ออยู่ที่ สว. เพียงแต่มีเงื่อนไขพรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องได้ ส.ส. 25 เสียงขึ้นไป

ถ้าโฉมหน้าการเมืองหลังเลือกตั้งออกมาเช่นนี้ ในแง่การบริหารราชการแผ่นดินคงไม่ต่างไปจากเดิม แต่จะเกิดการต่อรองทางการเมืองสูง และเสถียรภาพของรัฐบาลจะไม่มั่นคง เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย การผลักดันกฎหมายจะทำได้ยาก มีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ครบ 4 ปี แม้ว่าจะหลังจากตั้งรัฐบาลเสร็จ จะมี ส.ส.ย้ายพรรคมาร่วมด้วยก็ตาม 

และที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า พลเอกประยุทธ์ จะเหลือวาระการดำรงตำแหน่งอีกเพียง 2 ปีเท่านั้น ยกเว้นจะไปแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อครบวาระแล้ว หลังจากนั้นจะให้ใครขึ้นมานั่งเก้าอี้นายกฯ แทน ตรงนี้อาจจะต้องกำหนดให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง

แน่นอนว่า รัฐบาลจะมีความเปราะบางสูง เป็นต้นว่า หาก พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีไม่ผ่าน ก็ความเสี่ยงที่จะต้องยุบสภาจัดการเลือกตั้งใหม่ อีกทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีความเสี่ยงถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจสูง นอกจากนี้ ยังมีโอกาสเกิดการชุมนุมทางการเมืองขนาดใหญ่เหมือนที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต เพราะภาพความเป็นผู้นำที่มีความเด็ดขาดของพลเอกประยุทธ์ เชื่อว่าจะไม่ยอมเจรจากับฝ่ายใดง่าย ๆ และหากเกิดภาพเช่นนี้จริง จะยิ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างการฟื้นตัว

แต่หากฝ่ายอนุรักษ์นิยม มองว่า พลเอกประยุทธ์ เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปี ไม่เหมาะนั่งนายกฯต่อ หันมาสนับสนุนให้พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ แคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ ขึ้นมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแทน ก็จะเป็นการวนไปสู่ภาพของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ แต่จะต่างกันที่ในครั้งนี้ฐานเสียงไม่แน่นเหมือนครั้งที่ผ่านมา เพราะอดีต ส.ส. จำนวนหนึ่งได้ย้ายออกไปสังกัดพรรคอื่นแล้ว 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ การต่อรองทางการเมืองที่สูงมาก เสถียรภาพรัฐบาลไม่มั่นคง และอาจจะมีการชุมนุมใหญ่ทางการเมืองตามมา แต่ความรุนแรงอาจจะแตกต่างกัน เพราะด้วยบุคลิกของพลเอกประวิตร ที่มีความประนีประนอมมากกว่านั่นเอง  

แต่อย่างไรก็ตาม ผลสรุปของการเมืองหลังการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ และโฉมหน้ารัฐบาลจะออกมาอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหน้าใหม่ หรือหน้าเก่า อำนาจส่วนหนึ่งอยู่ที่ปลายปากกาของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่จะเป็นส่วนสำคัญร่วมกำหนดทิศทางของประเทศ

‘กรณ์’ ลุยภาคใต้ 2 สัปดาห์ติด มั่นใจกระแสดี ปักธงใต้อย่างน้อย 5 คน การันตี!! ผู้สมัคร ‘ชพก.’ เน้นลงมือทำ-แก้ปัญหา พาใต้สู่ยุครุ่งเรืองได้

(11 พ.ค. 66) นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ยังคงปักหลักอยู่ที่ จ.ภูเก็ต เพื่อช่วย 2 ผู้สมัคร นายเทมส์ ไกรทัศน์ เขต 2 เบอร์ 7 และนางสาวอรทัย เกิดทรัพย์ เขต 3 เบอร์ 1 ขอเสียงประชาชนในช่วงท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง

โดยช่วงเช้า นายกรณ์ได้ขึ้นรถแห่พร้อมด้วยนายเทมส์ ไปยัง ต.ฉลอง ต.ราไวย์ อ.เมือง เพื่อขอเสียงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมา ตลอดจนผู้ประกอบการร้านค้าสองข้างทาง และหมู่บ้านต่างๆ โดยมีเสียงตอบรับและให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งชูมือสัญลักษณ์เลข 7 ตลอดเส้นทาง โดยนายกรณ์ ได้ฝากนายเทมส์ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ความสามารถ มีจิตสาธารณะ เป็นคนที่เราใฝ่หาคนแบบนี้มาตลอด ทำให้มั่นใจว่าเขาจะเป็นส.ส.ที่ดีให้กับชาวภูเก็ตได้อย่างแน่นอน ขณะที่นายเทมส์ ก็ได้เสริมว่า เพื่ออนาคตของภูเก็ต ถ้าได้เทมน์ ไกรทัศน์ เบอร์ 7 ท่านจะได้ ส.ส.เด็ดๆ ได้ภูเก็ตที่ดีกว่า ได้คนทำงาน ได้คนกล้า เข้าไปแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน    

จากนั้นนายกรณ์ ได้ให้สัมภาษณ์ กับผู้สื่อข่าวว่า วันนี้มั่นใจว่า ผู้สมัครทั้ง 2 คนที่พรรคชาติพัฒนากล้า ส่งลงจะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน เพราะประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง วันนี้ภูเก็ตจะมีนักท่องเที่ยวกลับเข้ามามาก แต่เราไม่ได้มองแค่ตัวเลขนักท่องเที่ยวหรือ หรือ ตัวเลขจีดีพีที่เพิ่มขึ้น แต่เราต้องไปดูในระดับประชาชนว่าเขาได้รับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างไร ภูเก็ตควรมีโอกาสบริหารตัวเอง การจัดสรรงบประมาณต้องเป็นธรรม เราพูดแต่แรกว่า ภูเก็ตจะเป็นเมืองระดับโลกที่แท้จริงได้ สาธารณูปโภคต้องอยู่ในระดับมาตรฐานของโลกด้วย และตัวของ ส.ส.ที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนของชาวภูเก็ต นอกจากจะพึ่งพาได้แล้ว ยังต้องเป็นคนที่คนภูเก็ตภาคภูมิใจ ว่าเขาเป็นตัวแทนในระดับสากลได้ด้วย นอกจากนี้เรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุเหตุมาจากต้นทุนพลังงาน และค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เราต่อสู้มาโดยตลอด นอกจากนี้ในช่วง 2 ปี ที่ภูเก็ตซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว ต้องหยุดชะงักเพราะสถานการณ์โควิด หนี้สินภาคครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น เราจะเข้ามาช่วยคนตัวเล็กให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม 

นายกรณ์ กล่าวว่า กระแสของพรรคชาติพัฒนากล้าในภาคใต้ดีวันดีคืน ตนมาอยู่ที่ภาคใต้ตลอดสองสัปดาห์ ตระเวณช่วยผู้สมัคร ปราศรัยหาเสียง ตั้งแต่ ภูเก็ต สงขลา หาดใหญ่ พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร ฯลฯ แม้เราจะไม่ได้ส่งผู้สมัครครบทุกเขต แต่คะแนนของผู้สมัครเราอย่าในระดับดี ประชาชนให้การยอมรับในท่าทีของเราที่ไม่ขัดแย้งกับใคร เรายึดความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เพราะการลงพื้นที่ไม่เคยมีใครถามว่า เราจะอยู่ฝ่ายไหน มีแต่สะท้อนปัญหาความเดือดร้อนให้เราช่วยผลักดันแก้ไข เราจึงส่งผู้สมัครคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจเปลี่ยนแปลงการเมือง เพราะเชื่อว่าบ้านเมืองเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าการเมืองไม่เปลี่ยน เพราะปัจจุบันการผูกขาดมันมากขึ้นเรื่อยๆ และครอบงำการเมืองระดับประเทศ พรรคเราเป็นพรรคเล็กที่ปราศจากทุนผูกขาดอุปถัมภ์ เราสู้แบบไม่ต้องเกรงใจใคร และผู้สมัครทุกคนก็มีอิสระทางความคิดของตนเอง 

“ภาคใต้เราส่งผู้สมัคร 19 คน ผมมั่นใจเข้ามาได้อย่างน้อย 5 คน ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงสำหรับพรรคขนาดเล็กของเรา และหากเข้ามาได้ จะมีผลต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของภาคใต้ ที่จะกลับไปสู่จุดเดิม ผมเป็นคน กทม.เคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์มาก่อน มีความชื่นชมการเมืองภาคใต้ตลอด รู้สึกว่าการเมืองภาคใต้ เป็นผู้นำทางความคิด และผู้นำในระดับประเทศ แต่ช่วงนี้มันหายไป เราไม่เห็นบุคคลที่โดดเด่นทางความคิดในทางปฏิบัติ เหมือนในอดีต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ผมเชื่อว่าชาวใต้เองก็โหยหา ในส่วนของคนรุ่นใหม่พรรคชาติพัฒนากล้าครั้งแรกผมก็ไม่ได้มั่นใจนัก แต่พอเขาแสดงตน มีหลายคนที่จะสามารถนำพาการเมืองกลับไปสู่เหมือนเดิมได้ เพราะมีอุดมการณ์ที่ชัดเจนคือ ไม่ซื้อเสียง นำความคิด เน้นเรื่องลงมือทำ เน้นการแก้ปัญหา ทั้งเทมส์ – อรทัย ภูเก็ต, จูรี หาดใหญ่ สงขลา, ทนายลิขิต ชุมพร, นายหัวสิทธิ ชะอวด นครศรีธรรมราช คนพวกนี้จะเข้าไปเป็นเชื้อการเมืองที่ดี แนวสร้างสรรค์ นำมาการเมืองภาคใต้ไปอยู่ยุครุ่งเรืองเหมือนในอดีตได้ ผมเชื่อแบบนั้น” หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าว  

ด้านนายเทมส์ กล่าวว่า การเลือก ส.ส.เขต คือเลือกตัวบุคคล โดยส่วนตัวไม่อยากให้การเมืองใหญ่มาเป็นปัจจัยในการลงคะแนน หยิบปากกาให้มั่น เลือกคนที่คุณมั่นใจจริง ๆ เราไม่ได้เลือกแล้วมีผลต่อการตั้งรัฐบาลทันที แต่สิ่งที่สำคัญคือ ชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชน อย่าเลือกด้วยความกลัวว่าใครจะกลับมาหรือใครจะอยู่ต่ออีกกี่ปี แต่อยากให้เลือกด้วยความหวัง ว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้จะดีขึ้น ปากท้องดีขึ้น เงินต้องมี สินค้าต้องไม่แพง เราต้องเลือกด้วยความหวังว่า คนไหนที่จะมาแก้ปัญหาให้เราได้ และ ส.ส.เขตคนไหนที่เราพึ่งได้จริงๆ ว่าเขาจะแก้ไขปัญหาให้เราได้ พูดแทนเราได้จริง การเมืองไทยจะดีขึ้น 14 พฤษภาคม เลือกเทมส์ ไกรทัศน์ เบอร์ 7 ไม่ผิดหวังแน่นอน

ผบ.ตร.- นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เปิดร้านกาแฟ 'ปันรักษ์ คาเฟ่ @phuket immigration' สาขา 4 ณ ตม.จว.ภูเก็ต หวังพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวตำรวจและชุมชน ยกระดับสร้างภาพลักษณ์ให้บริการนักท่องเที่ยว

วันนี้ (11 พ.ค.66) ที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พร้อมด้วยคุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เป็นประธานในพิธีเปิดร้านกาแฟ 'ปันรักษ์ คาเฟ่ (Punrak Cafe) @phuket immigration' ซึ่งร้านดังกล่าวดำเนินการโดยสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต โดยมี พล.ต.ท.วันไชย เอกพรพิชญ์ จตร.ปฏิบัติราชการ ภ.8 , พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. , พล.ต.ต.เสริมพันธุ์ ศิริคง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต, นายอานุภาพ รอดขวัญ ยอดระบำ รอง ผวจ.ภูเก็ต , นางบุญวันดี วุ่นซิ้ว นายกเหล่ากาชาดภูเก็ต, คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ อุปนายกสมาคมตำรวจ, คุณอนงค์นาถ ถนอมจิตร ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 8, ตัวแทนกงสุลประเทศต่างๆ, คณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ , ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีฯ

ร้านกาแฟ 'ปันรักษ์ คาเฟ่ (Punrak Cafe) @phuket immigration' เกิดขึ้นเนื่องจาก ตม.จังหวัดภูเก็ตเล็งเห็นว่า ร้านกาแฟปันรักษ์ คาเฟ่ ที่ดูดี มีมาตรฐาน นอกจากจะเป็นสวัสดิการให้ตำรวจและครอบครัว สามารถช่วยอำนวยความสะดวก ให้บริการ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ ยกระดับความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือขององค์กรได้ 

พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.ตม.6 จึงเห็นชอบในโครงการ ให้ พ.ต.อ.ธเนศ สุขชัย ผกก.ตม.ภูเก็ต สร้างร้าน 'ปันรักษ์ คาเฟ่ (Punrak Cafe) @phuket immigration' ขึ้น ตามนโยบาย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ คุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ที่มีดำริสานต่อโครงการสวัสดิการ ร้านปันรักษ์ คาเฟ่ เพื่อเป็นรายได้เสริมให้ข้าราชการตำรวจ ครอบครัว และชุมชน โดยตั้งใจจะขยายโอกาสไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ 

ร้าน 'ปันรักษ์ คาเฟ่' ที่ตำรวจ ตม.ภูเก็ต จัดสร้างขึ้นนับเป็นสาขา 4 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวตำรวจและชุมชน โดยต่อยอดหลังจากที่สมาคมแม่บ้านตำรวจ เปิด 'ร้านปันรักษ์' 3 สาขาแล้ว ได้แก่ สาขาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สาขากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ สาขากองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อรวบรวมสินค้า ผลิตภัณฑ์คุณภาพ ของที่ระลึก ของขวัญ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ของฝาก ของดีประจำจังหวัด และจากฝีมือของครอบครัวตำรวจทั่วประเทศมาวางจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปและข้าราชการตำรวจ 

ผบ.ตร. กล่าวว่า  “ต้องขอบคุณสมาคมแม่บ้านตำรวจ และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต ที่ร่วมกันผลักดันเปิดร้าน 'ปันรักษ์ คาเฟ่ @phuket immigration' ซึ่งเป็นร้านปันรักษ์ คาเฟ่แห่งที่ 4 ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายของการขยายสาขา เพื่อเป็นการขยายแบรนด์ปันรักษ์ สร้างรากฐานยั่งยืน สร้างอาชีพเสริมให้ครอบครัวตำรวจ โดยร้านปันรักษ์ คาเฟ่ มีเครื่องดื่ม กาแฟ ผลิตภัณฑ์กาแฟ และผลิตภัณฑ์สินค้า ของฝากฝีมือครอบครัวตำรวจทั่วประเทศ เชื่อมั่นว่าร้านปันรักษ์ คาเฟ่ จะเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้า สร้างผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ครอบครัวตำรวจมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นไปตามจุดประสงค์หลักที่เราต้องการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีคุณภาพ เริ่มจากการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ตำรวจ และครอบครัวตำรวจ นอกจากนี้ ยังเป็นการอำนวยความสะดวก ยกระดับสร้างภาพลักษณ์การให้บริการกับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

เวลาเปลี่ยน เมืองไทยเปลี่ยน: รถไฟทางคู่สายตะวันออก

‘รถไฟทางคู่สายตะวันออก’ เส้นทางศรีราชา-ระยอง มาบตาพุด-ระยอง-จันทบุรี-ตราด-คลองใหญ่ ระยะทางกว่า 340 กิโลเมตร เสริมศักยภาพโครงข่ายทางราง รองรับการขนส่งผลไม้และพัฒนานิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก EEC 

‘ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต’ โต้กลับ 5 ข้อ ลั่น!! ‘ตุ๊ยตุ่ย’ สร้างหนี้เอง ย้ำ!! มาอยู่ฟรี กินฟรี เรียนฟรี ไม่เคยได้เงิน ถ้ามีก็โชว์หลักฐาน

(11 พ.ค. 66) จากกรณีที่ ตุ๊ยตุ่ย นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ได้ออกมาเปิดใจแชร์อดีตที่เคยพลาด สารภาพหลงเข้าลัทธิเข็มทิศชีวิตพัง ทำหมดเงิน 100 ล้าน เป็นหนี้สินติดตัวอีกกว่า 50 ล้าน สูญเสียทั้งมิตรภาพและเงินทอง ซึ่งโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทั้งยังโยงไปถึง ครูอ้อย-ฐิตินาถ ณ พัทลุง เจ้าของคอร์สเรียนดังอย่าง ‘เข็มทิศชีวิต’ ที่มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นเซเลบริตี้คนดังจำนวนมาก

ที่ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ครูอ้อย ได้ออกมาโพสต์ข้อความตอบกลับประเด็นดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก โดยอ้างว่าขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

“ความจริง การที่ตุ่ยได้ไปออกรายการ แล้วทำให้คนที่ได้ฟังและสื่อจำนวนมากเผยแพร่ออกไปว่า มาเข็มทิศเสียเงิน 100 ล้าน เป็นหนี้ 50 ล้าน ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงคือ…

1. ตุ่ยไม่เคยให้เงินครู ในทางใด หรือค่าเรียนอะไรก็ตาม มาอยู่ฟรี พักฟรี กินฟรี เรียนฟรี โดยไม่เคยเสียค่าใช้จ่าย ค่าเรียน หรือ ค่าใดๆ ที่จ่ายให้ครูอ้อยแม้แต่บาทเดียว ไม่เคยให้ทั้งค่าเรียน หรือให้โดยเสน่หา ไม่เคย เงินร้อยล้านของตุ่ยมีตอนไหนไม่เคยเห็น ถ้ามีหรือเคยให้ ขอดูหลักฐาน โปรดไปถามเขาชัดๆ เคยให้เงินครูอ้อย 100 ล้าน จริงไหมให้เขาตอบมา เขาอาจจะบอกว่าไม่ได้พูด

2. หนี้ 50 ล้าน ไม่ได้ให้ครู ไม่เกี่ยวกับครู ตุ่ยหาที่อยู่ แล้วไปซื้อคอนโดจากโครงการที่สาทร ประมาณ 40 ล้าน อยู่มาถึงตอนนี้ เกือบ 10 ปี ไปถามเขาใหม่ หนี้ 50 ล้าน คือค่าบ้านคอนโดที่ตัวเองอยู่มาเกือบ 10 ปีใช่หรือไม่

3. ปี 2560 วันที่ตุ่ยกลับจากศรีสัชนาลัย ครูบอกตุ่ยว่า ไม่ต้องมาเจอกันอีก ขอยุติการคบกันแค่นี้ และตุ่ยจะมาหาครูที่บ้าน ครูจึงออกไปพักที่โรงแรมสุโขทัยคนเดียว และเขียนกลับมาบอกในกลุ่มไลน์โดยมีน้องสาวครูและตุ่ยอยู่ว่า ครูขออนุญาตไม่เอาแล้ว เลิกคบกัน ครูพอแค่นี้ เพราะครูเชื่อว่า ทุกคนควรมีสิทธิ์ขอยุติความสัมพันธ์ และต่างคนต่างไปมีชีวิตของตัวเอง โดยไม่ต้องออกมาให้ร้ายกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ครูเงียบเฉยมาตลอดแม้จะถูกพาดพิง

ไปถามตุ่ยได้ ว่าวันนั้นทางไลน์กลุ่ม ครูไลน์หาจากโรงแรมที่ครูไปพัก ครูขอเลิกคบกัน แล้วตุ่ยบอกว่า รักครูเหมือนแม่จริงหรือไม่ จากนั้นครูไม่เคยพบตุ่ย พูดคุยหรือติดต่อกันอีกตลอด 6-7 ปีที่ผ่านมา

4. การสอน ครูไม่สอนมาหลายปี แต่ตอนที่สอน ครูสอนให้
– รักครอบครัว รักพ่อแม่ กตัญญู ภรรยาให้เคารพสามี สามีให้รักภรรยา
– คิดดี พูดเรื่องดีดี เอาชีวิตไปทำเรื่องดีดี
– ตั้งเป้าหมายที่ดีงาม แล้วไปทำให้สำเร็จ

คนที่มุ่งร้ายต่อครู โจมตีครูมาตลอดสิบกว่าปี (ซึ่งก็อยู่เบื้องหลังการปั่นข่าวครั้งนี้อีกเหมือนเดิม ครูยังไม่ได้เริ่มจัดการ) เรียกการกตัญญูต่อพ่อแม่ ทำงานให้มีคุณภาพ เรียกให้เสื่อมเสียน่ารังเกียจว่าเป็นลัทธิ การที่เรารักพ่อแม่ กอดท่าน กตัญญูต่อท่าน สามีภรรยา ควรรักกันอย่างซาบซึ้ง เข้าใจต่อกัน และคนทุกคนควรมีโอกาสทำความฝันที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่และครอบครัวให้ดี ต้องถูกตราหน้าว่าเป็นลัทธิหรือ?

ปัจจุบันครูไม่สอนแล้ว เพราะบทเรียนฟรี ที่ครูทำไว้ให้มีมากพอ และครูก็อยากใช้เวลาสงบสุขของตัวเอง

5. เมื่อหลายปีก่อนตอนยังคบกัน ตุ่ยบอกว่าเพราะครูเลยขายของ ตอนนั้นขายดีมาก วันแรกมาเจอครูอยากมีเงินแค่ 1 ล้าน วันที่ 8 มีนาคม 2559 ที่ห้องเรียนเข็มทิศฟรีฟรีฟรี มีคนไปฟรี 1,000 คน ตุ่ยประกาศว่ามีเงินรวมทรัพย์สิน 200 กว่าล้าน

และภายหลังประกาศกับประชาชนออกสื่อว่าเพราะครูสอนให้ทำงานแบบมีคุณภาพเลยได้งานพิธีกรรายการ Amazing Thailand (ชื่อรายการจำไม่ได้แม่น) ถ่าย 3 เทปได้เงิน 7 แสนบาท ตุ่ยพูดว่า ปกติทำพิธีกรเหนื่อยราวกับไถนา พอทำที่ครูสอนได้เงินจากขายของและทำพิธีกร ดีกว่าเดิมมากๆเลย ไปถามตุ่ยได้ว่า พูดจริงหรือไม่

สรุป ตลอดเวลาที่คบกัน ทุกวันตุ่ยจะขอบคุณครูในสิ่งที่ครูทำให้ และครูไม่เคยได้เงินจากตุ่ยเลย และครูเป็นคนว่าตุ่ยและขอเลิกคบตุ่ย ตลอดเวลาที่เราเคยคบกันตุ่ยไม่เคยแสดงหลักฐานการมี 100 ล้านให้ดู และไม่เคยมีเหตุเสียเงิน 100 ล้านใดๆ ดูจากสเตทเม้นท์ธนาคารของเขาได้

แต่หลังจากครูเลิกคบตุ่ยแล้ว เขาไปเสียเงินกับใครที่ไหนครูไม่เกี่ยวและไม่ทราบ

สุดท้าย แม้ครูไม่ต้องการเป็นเพื่อนกับตุ่ย แต่ครูก็มีความปรารถนาดีและเห็นใจตุ่ยเสมอ คนบอกว่าตุ่ยเล่าในรายการว่าลำบาก เงินหมดเป็นหนี้ ครูก็ขอเอาใจช่วยให้ตุ่ย พ้นจากเคราะห์กรรมวิบาก พ้นเคราะห์พ้นโศก โรคภัยเสนียดจัญไรเวรกรรม”

‘ไป่ ทาคน’ สุดหล่อแห่งเมียนมาเยือนไทยในรอบ 3 ปี  รับ!! เมืองไทยเหมือนบ้านหลังที่ 2 พร้อมลุยละคร 3 เรื่อง 

‘ไป่ ทาคน’ เยือนประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 บอกคิดถึงเหมือนบ้านหลังที่สอง จากนี้ก็จะมีงานออกมาเรื่อยๆ ทั้งที่ไทย จีนและกัมพูชา เผยตอนนี้ยังอยู่ที่พม่า มีหลายเรื่องที่พูดไม่ได้ หลายเรื่องที่ทำให้รู้สึกน้อยใจ แต่ก็จะตั้งใจทำงานต่อไป พร้อมกับจะฝึกพูดภาษาไทยและจีนให้มากขึ้นด้วย

กลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในรอบ 3 ปี สำหรับนายแบบหนุ่มหล่อจากฝั่งพม่า ‘ไป่ ทาคน’ หลังจากเกิดสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ และทำให้เจ้าตัวต้องถูกดำเนินคดี ล่าสุดหนุ่ม ไป่ ทาคน ได้มาเปิดใจให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังจากที่ได้รับรางวัลหนุ่มหล่อที่สุดในโลก ประจำปี 2021 The 100 Most Handsome Faces of 2021 ที่จัดทำขึ้นโดย TC Candler ณ โรงแรมธีธารา งามวงศ์วาน-เกษตรนวมินทร์ โดยเผยว่าคิดถึงประเทศไทยมาก เพราะรู้สึกเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง

ไป่ ทาคน กล่าวว่า “ครั้งนี้เป็นการมารอบที่ 2 ครับ ประเทศไทยเหมือนบ้านหลังที่สอง ประทับใจและคิดถึงมาก ครั้งนี้ก็ตั้งใจมาเพื่อพักผ่อนด้วย และมีงานที่ค้างไว้คราวก่อนจะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด ก็กลับมาทำงานที่ค้างเอาไว้ และงานใหม่ก็มีรับไว้เช่นกันครับ ตอนนี้ผมก็ยังมีงานละครที่พม่า มีงานถ่ายโฆษณาต่อเนื่อง แล้วก็มีซีรีส์ที่กัมพูชา เซ็นสัญญาแล้ว วันที่ 18 นี้จะบินไปถ่ายหนังที่กัมพูชา ก็ต้องฟิตหุ่นมากกว่านี้ครับ เน้นการเล่นกล้าม และที่ประทับใจอีกอย่างคือได้เซ็นสัญญาที่ประเทศจีนด้วย ก็จะบินไปเดือนกันยายนนี้ เป็นงานซีรีส์ครับ จากนี้ก็จะรับงานไปเรื่อยๆ มีเรื่องนึงต้องเล่นเป็นพระด้วย กำลังคุยกันอยู่ว่าจะไว้ผมยาวหรือโกนผม

“สำหรับที่ไทยก็มีงานละครติดต่อมา 3 เรื่อง น่าจะได้เริ่มต้นประมาณตุลาคม-พฤศจิกายนในปีนี้ ก็จะพยายามในการศึกษาภาษาไทยเพิ่มครับ แต่ส่วนมากจะเป็นภาษาอังกฤษที่ใช้ในการแสดง ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่านางเอกเป็นใคร แต่ถ้าทราบจะรีบบอก ก็พยายามจะเรียนรู้ภาษาไทย ที่ผ่านมาก็ได้เรียนรู้ก่อนโควิด แต่พอโควิดก็ห่างๆ กันไป ที่พูดได้ก็คือ สวัสดีครับ ผมรักประเทศไทยมากๆ (ยกมือไหว้) ก็ขอบคุณที่สนับสนุนผมครับ จากนี้ก็จะเริ่มเรียนรู้ภาษาไทยกับภาษาจีนไปพร้อมๆ กัน

ไป่ ทาคน กล่าวอีกว่า “3 ปีที่ห่างหายไป ก็ยังมีงานค้างครับ ครั้งนี้ตั้งใจว่าจะมาเที่ยวพัทยา เพราะผมยังไม่เคยไปเลย ส่วนอาหารไทยที่อยากกินว่าคือน้ำพริกกะปิครับ ผมชอบมาก

“แล้วก็มีผัดไทย, ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก เป็นอาหารโปรดเลย ซึ่งมาไทยรอบนี้ก็น่าจะอยู่ประเทศไทย 6 วันก่อนที่จะไปถ่ายละครที่กัมพูชา 18 กุมภาพันธ์นี้ ครับ ก็อยากบอกแฟนคลับชาวไทยว่า ตอนนี้ผมก็พยายามอยู่ในประเทศผมนะครับ แต่หลายๆ เรื่องในประเทศก็พูดไม่ได้ หลายๆ อย่างที่น้อยใจก็มีบ้าง ก็อยากขอบคุณแฟนคลับชาวไทยทุกคน มาครั้งนี้ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ อาจจะไม่ค่อยสะดวก ก็ขอโทษแฟนคลับด้วย อาจจะไม่ค่อยมีชีวิตชีวา เพราะว่าพักผ่อนไม่เพียงพอเท่าไหร่ครับ” ไป่ ทาคน ทิ้งท้าย

ผู้ว่าฯสั่ง! เตรียมพร้อม แก้สถานการณ์ภัยแล้ง

ผู้ว่าฯขอนแก่น สั่งการ นำผังภูมิสังคมเพื่อการบริหารจัดการน้ำหมู่บ้านชุมชน ของกรมโยธาฯมาแก้ปัญหาภัยแล้ง แบบบูรณาการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชน

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงาน การเตรียมความพร้อมแก้สถานการณ์ภัยแล้งเนื่องจากฝนทิ้งช่วง นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดทำแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของจังหวัดขอนแก่นแบบบูรณาการ โดยการนำผังภูมิสังคมเพื่อการบริหารจัดการน้ำหมู่บ้าน/ชุมชน แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน (Geo-social Map) ของกรมโยธาธิการและผังเมือง มาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการระบุพื้นที่ที่เกิดปัญหาภัยแล้ง กำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหา จัดทำแผนงาน/โครงการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาพื้นที่ขาดแคลนน้ำในระยะสั้น และเร่งกักเก็บน้ำเพื่อให้ทันในฤดูฝน พ.ศ. 2566 

อาทิ การจัดหาแหล่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการผลิตประปาหมู่บ้าน การขยายเขตประปาของการประปาส่วนภูมิภาค การผันน้ำชลประทาน เพื่อบรรเทาภัยแล้งให้โครงการเกษตรแปลงใหญ่ การขุดบ่อบาดาล การต่อท่อสูบน้ำจากแหล่งน้ำข้างเคียง การกำหนดแหล่งน้ำนอกเขตชลประทานที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำ และการขุดลอกแหล่งน้ำเพื่อเป็นแก้มลิงในฤดูฝน เป็นต้น โดยข้อมูลดังกล่าวจะใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของจังหวัดขอนแก่นแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2566 – 2570 ซึ่งเป็นแผนในระยะยาวต่อไป 

เมื่อ 'เด็กรุ่นใหม่' ไม่ได้ต้องการ 'ความมั่นคง-งานประจำ' แต่สังคมล้างสมองด้วยคำนี้ ทั้งที่เด็กๆ อยาก 'เสี่ยง-ท้าทาย'

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ใช้งานติ๊กต็อกชื่อ ‘ckfastwork’ โพสต์คลิปวิดีโอเกี่ยวกับพฤติกรรมของวัยรุ่นยุคใหม่ ที่ชอบความท้าทาย และมองข้ามคำว่าความมั่นคง โดยระบุว่า…

ปัจจุบันเด็กไม่อยากได้ความมั่นคง ผมบอกตรงๆ นะครับ คำว่าความมั่นคงมันเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ต้องการ แต่มันเป็นสิ่งที่สัมคมบอกว่าเราต้องการ เด็กทุกคนที่บอกว่าอยากได้ความมั่นคง เขาบอกว่าอยากได้ความมั่นคงเพราะพ่อแม่ ไม่ได้เพราะตัวเอง เด็กทุกคนไม่มีใครโตมาบอกว่า เราอยากได้ความั่นคง ไม่มีครับ ไม่มีในประวัติศาสตร์ของเด็ก ไม่มีใครบอกว่าเด็กอยากได้ความมั่นคง ไม่มี 

แต่ทุกคนเกิดมาทุกคนอยากลองเสี่ยง มันเป็นเหตุผลที่เราอยากเล่นเกม เราอยากจะสตรีม เราอยากที่จะสร้างแบรนด์ มันก็เลยเป็นเหตุผลที่เด็กนำเรื่องเกมมาก เด็กนำเรื่องติ๊กต็อกมาก เพราะเด็กชอบที่จะหาความเสี่ยง 

เราจะเห็น มหาเศรษฐีที่สร้างธุรกิจนะ เป็นเด็กทั้งนั้นเลย ไม่ค่อยมีผู้ใหญ่ เพราะเด็กชอบที่จะเสี่ยง แต่คำว่าความั่นคงมันเป็นสิ่งที่สังคม ผู้ใหญ่ล้างสมองเด็กตั้งแต่เด็ก บอกว่าคุณต้องการความมั่นคง รับงานราชการ คุณต้องรับงาน บ้านจะได้สบาย มันเป็นสิ่งที่ล้างสมองมาตลอด ผมถึงไม่ชอบสังคมไทยมาก เพราะมุมนี้ 

เพราะเราพยายามล้างสมองเด็ก ทั้งที่เด็กไม่มีความต้องการในเรื่องความมั่นคงเลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่บอกว่าคนต้องการ จริง ๆ ไม่มีจริง มันเป็นสิ่งที่เราโดนล้างสมอง มันเป็นสิ่งที่สังคมบอกว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ผมเข้าใจนะครับว่าทำไมสังคมถึงบอกว่าสำคัญ เพราะว่ามนุษย์เงินเดือนจะเป็นคนที่จ่ายภาษีมากที่สุด อันนี้เป็นทั่วโลกนะครับ ไม่ใช่เฉพาะที่ประเทศไทย 

เพราะว่ามนุษย์เงินเดือนเป็นคนที่จ่ายภาษีมากที่สุดในสังคม ยกตัวอย่างนะ ตอนอีลอน มัสก์บอกว่าเขาจะย้ายไปที่รัฐไหนสักรัฐในอเมริกา ทุกรัฐมีสิทธิประโยชน์ให้อีลอน มัสก์ เพราะว่าถ้าอีลอน มัสก์ไปรัฐนั้น เขาสามารถจ้างคนตรงนั้น แล้วคนตรงนั้นก็จะจ่ายภาษีให้กับรัฐ 

มนุษย์เงินเดือนเป็นคนที่จ่ายภาษีมากที่สุด มันก็สมเหตุสมผลที่หลาย ๆ คนบอกว่า ความมั่นคงสำคัญ งานประจำสำคัญ เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าไม่มีงานประจำ ภาษีของรัฐก็จะได้น้อยลง

'บิ๊กตู่' ปลื้ม!! กล้วยหอมทองหนองบัวแดง ขึ้นทะเบียน GI  ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนปีละไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท

(11 พ.ค. 66) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยินดีที่ได้รับทราบว่า 'กล้วยหอมทองหนองบัวแดง' ของจังหวัดชัยภูมิ ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications : GI) สะท้อนคุณภาพของผลไม้ไทยที่มีศักยภาพและมีอัตลักษณ์จากแหล่งผลิตท้องถิ่น ปัจจุบันมีการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศที่สำคัญ คือ ประเทศญี่ปุ่น สามารถสร้างรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท ขณะที่ ทุเรียนไทย มีแพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน KASETTRACK ช่วยควบคุมมาตรฐานการผลิต พร้อมส่งออกผลไม้ไทยในตลาดต่างประเทศควบคู่การใช้นวัตกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEPA) บริษัท วีเดฟซอฟท์ จำกัด ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน KASETTRACK และกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียน อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี ยังได้มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการใช้แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน KASETTRACK เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการบันทึกข้อมูลการผลิตให้แก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียน สร้างมาตรฐานการผลิตทุเรียนคุณภาพ 

โดยระบบจะสร้างขั้นตอนการผลิตทุเรียนที่เป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐาน GAP ให้เกษตรกรสามารถบันทึกและวิเคราะห์ความก้าวหน้ากิจกรรมการผลิต และการดูแลรักษาในทุกระยะการเติบโต สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าทุเรียนอันดับหนึ่งของไทย โดยปัจจุบันเกษตรกรใช้งานแอปพลิเคชัน KASETTRACK แล้วกว่า 1,000 รายใน 8 จังหวัด ได้แก่ ตราด จันทบุรี ระยอง ชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ยะลา และสุโขทัย พร้อมตั้งเป้าหมายว่า KASETTRACK จะดูแลการผลิตทุเรียนไทยคุณภาพได้กว่า 1 แสนตัน สร้างเกษตรกรคุณภาพที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ไม่น้อยกว่า 10,000 รายในปี 2569

“นายกรัฐมนตรีสนับสนุนความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่ผลักดันและพัฒนาศักยภาพภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลไม้ไทยซึ่งเป็นผลผลิตจากชุมชนท้องถิ่น ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมาทั้งการส่งเสริมสินค้า GI และการผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อควบคุมการผลิต เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าทางการค้า คงมาตรฐานคุณภาพสินค้าไทยในตลาดโลก ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่น สร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน” นายอนุชา กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top