Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

‘ทนายธันย์พิชา’ ยืนยันเลิกเป็นทนายให้ ‘แอมไซยาไนด์’ ชี้ สุดสิ้นหน้าที่ตั้งแต่ 1 พ.ค. ลั่น!! ใครวิจารณ์เสียหายเจอฟ้อง

(12 พ.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ธันย์พิชา เอกสุวรรณวัฒน์ ทนายความของนางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ ‘แอม ไซยาไนด์’ ได้ติดต่อผ่าน อมรินทร์ทีวี แจ้งว่าขณะนี้อย่ามาเรียกว่าทนายแอม เพราะตนไม่ทำคดีให้แอมแล้ว ตอนนี้แอมมีการเปลี่ยนทนายใหม่ ตอนแรกตนสอบถามแอมในชั้นพนักงานสอบสวนว่าจะเปลี่ยนทนายหรือไม่ ถ้ายังรับได้กับการทำคดีของตน ซึ่งแอมบอกไม่เปลี่ยน

“แต่พอเข้าไปสู่เรือนจำ เมื่อถามแอมอีกครั้ง แอมบอกเปลี่ยน ดิฉันจึงสิ้นสุดการทำคดีให้แอม ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. จึงอยากให้รับทราบโดยทั่วกัน หลังจากนี้เรื่องคดีความของแอม ขอให้สื่อมวลชนไปติดตามกับทนายคนใหม่ คือนายชินคุปต์ ไทยยะกร”

น.ส.ธันย์พิชา บอกอีกว่า ส่วนตัวไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับแอม แต่มาทำหน้าที่ในฐานะของทนายความในชั้นพนักงานสอบสวนเท่านั้น วันนี้แอมได้แต่งตั้งทนายใหม่เรียบร้อยแล้ว ถือว่าหน้าที่ทนายความของตนสิ้นสุดลงแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.

“ส่วนคนที่ทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของดิฉันให้เกิดความเสียหายหลังจากนี้ ตอนนี้จะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย จะฟ้องกลับทุกคดี” น.ส.ธันย์พิชา ระบุ

‘ทนายอนันต์ชัย’ พบ ‘กลุ่มมาเฟีย’ เก็บค่าเช่า-ออกตั๋วผี หน้าพระธาตุพนม สั่งรื้อแผงลอยเช่าขายของทั้งแถบ พร้อมปลด ‘กรรมการวัด’ ที่มีส่วนรู้เห็น

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 66 นครพนม ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายกองทัพธรรม ไวยาวัชรกรวัดพระธาตุพนม สั่งรื้อหมดทั้งแถบ แผงลอยเช่าขายของเรียกเก็บค่าเช่าตั๋วผี พร้อมปลดทั้งชุดกรรมการวัด ตั้งชุดใหม่บริหารงานจัดระเบียบ พระเทพวรมุนี เจ้าอาวาส ตั้งทนาย อนันต์ชัย ไชยเดช เป็นประธานฝ่ายประสานงาน ดูแลวัด ทุกภาคส่วน เตือนใครฝ่าฝืนมติวัดดำเนินคดีทันที เดินหน้าขึ้นทะเบียนมรดกโลก ด้านแม่ค้า พ่อค้า ยอมถอยเข้าพื้นที่จัดระเบียบ

จากกรณีมีคำสั่งจัดระเบียบพื้นที่ขายของ หน้าวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม จนกระทั่งมีข้อพิพาท ระหว่าง ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิกองทัพธรรม ในฐานะไวยาวัชกรวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อีกทั้งเป็นประธานบริหารดูแลผลประโยชน์ทั้งภายนอกภายในวัด เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนา และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ในการเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จนกระทั่งภายหลัง บรรดา พ่อค้า แม่ค้า กลุ่มผู้ค้าดอกไม้เร่ ลอตเตอรี่แผงลอย ที่ออกมาประท้วงวางของขายปิดทางเข้าประตูวัดยอมถอย เนื่องจากทางวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร มีการออกกฎเหล็กสั่งดำเนินคดี ขั้นเด็ดขาดหากฝ่าฝืน ทำให้บรรดาพ่อค้า แม่ค้า ยอมถอยเข้าไปขายในพื้นที่จัดระเบียบชั่วคราว รอการสร้างพื้นที่ขายของถาวร เพื่อสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ให้เกิดความสวยงาม เป็นระเบียบ

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิกองทัพธรรม ในฐานะไวยาวัชกรวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ได้สั่งรื้อแผงลอยเช่าขายของ บริเวณหน้าวัด ที่มีกลุ่มมาเฟีย ที่แอบแฝงผลประโยชน์ อ้างเป็นกรรมการวัด ฉวยโอกาสมาตั้งแผงลอย ให้บรรดา พ่อค้า แม่ค่าเช่า เพื่อเรียกเก็บค่าเช่า แผงละ 500 บาท ต่อเดือน โดยมีการเรียกเก็บมาตั้งแต่งานนมัสการองค์พระธาตุพนม ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 และฉวยโอกาสเก็บค่าเช่าต่อ และออกใบเสร็จเป็นตั๋วผี อ้างนำเงินเข้าวัด จนกระทั่งมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบมีกรรมการวัดบางกลุ่มรู้เห็น จึงมีการสั่งรื้อแผงลอยเช่า ทั้งหมด เพื่อแก้ไขปัญหา และเป็นการจัดระเบียบ นอกจากนี้ยังได้ มีคำสั่งปลดกรรมการวัดทั้งชุดเดิม

ทั้งชุด และออกคำสั่งแต่ตั้งใหม่ เพื่อล้างระบบมาเฟีย และป้องกันการฉวยโอกาส แสวงผลประโยชน์จากวัด ทั้งนี้ทาง พระเทพวรมุนี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง ให้ ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิกองทัพธรรม ในฐานะไวยาวัชกรวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายประสานงานกิจการคณะสงฆ์วัดพระธาตุพนม เพื่อประสานงานกับทุกภาคส่วนแทนวัดพระธาตุพนม ให้เป็นไปตามระเบียบขอมหาเถรสมาคม และ พ.ร.บ.คณะสงฆ์

ขณะเดียวกันจากการสอบถามบรรดาพ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบการ ในพื้นที่จัดระเบียบ ยอมรับว่า ทำการค้าขายมานานหลาย 10 ปี เมื่อมีการจัดระเบียบ ช่วงแรกยังมีปัญหาความไม่เข้าใจ แต่มีการพูดคุยเจรจาหารือตกลง เกี่ยวกับการจัดสรรพื้นที่เหมาะสมให้ จึงยอมรับในคำสั่งของมติวัดพระธาตุพนม และยอมขายของในพื้นที่จัดระเบียบ แต่เพียงต้องการความชัดเจน และเหมาะสม เนื่องจารกที่ผ่านมายังไม่มีความชัดเจน ในการจัดระเบียบ บางรายยังฉวยโอกาสเข้าไปขายในพื้นที่หวงห้าม ไม่มีมาตรฐาน ฝากถึงคณะกรรมการวัดขอให้มีมาตรฐานในการจัดระเบียบ ทางพ่อค้า แม่ค้า ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ และให้มีการตรวจสอบสำหรับกลุ่มคนที่ยังฉวยโอกาสแสวงประโยชน์กับทางวัด

ตำรวจ ปส.(NSB) ทลาย 8 เครือข่ายยาเสพติด ยึดไอซ์มโหฬาร 1,300 กก. ยาบ้า 17 ล้านเม็ด คีตามีน 2 กก. มูลค่ามหาศาล

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.66 เวลาประมาณ 10.00 น. พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.พลัฏฐ์ วิเศษสิงห์ ผบก.สกส., พล.ต.ต.สมกิต พุ่มวารี ผบก.ขส., พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ บุญยืนอนนต์ ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.คมสิทธิ์ รังไสย์ ผบก.ปส.3, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และ กอ.รมน. ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดตามนโยบาย ตร. ในการระดมกวาดล้างอาชญากรรมก่อนการเลือกตั้งปี 2566 ประกอบกับการเดินหน้าทำลายเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่และรายย่อยตามนโยบายเร่งด่วนของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. อย่างเข้มข้นล่าสุดตำรวจ ปส.(NSB) สามารถทลาย 8 เครือข่าย

ผู้ต้องหา 24 คน พร้อมของกลางไอซ์ 1,300 กก., ยาบ้า 17 ล้านเม็ด และ คีตามีน 2 กก.

คดีที่ 1 เมื่อวันที่ 19 เม.ย.66 เวลาประมาณ 23.30 น.ตำรวจ บก.ปส.3 ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 คน ได้แก่ นายเกรียงไกร และ นายอะสะพะ พร้อมด้วยของกลางยาบ้าประมาณ 8.7 ล้านเม็ด ได้ที่บริเวณหน้ารีสอร์ตในพื้นที่ ต.กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ โดย ตำรวจ ปส.3 ได้สืบสวนติดตามพฤติการณ์ของเครือข่ายยาเสพติด

นายเกรียงไกร และนายอะสะพะ ซึ่งลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนติดทางด้าน อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ เพื่อส่งต่อให้ผู้ลำเลียงใน จ.เชียงใหม่ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 เม.ย.66 ขณะที่ตำรวจ ปส.3 กำลังเฝ้าติดตามเครือข่าย  ยาเสพติดดังกล่าว พบรถกระบะเป้าหมายวิ่งไปถึง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จึงได้สกัดรถไว้ได้ที่บริเวณถนนหน้ารีสอร์ต แห่งหนึ่ง ต.กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มีนายเกรียงไกร เป็นผู้ขับขี่ และมีนายอะสะพะ นั่งข้างคนขับ จากการตรวจค้นรถ พบยาบ้า จำนวน 6 กระสอบ จำนวน 1.5 ล้านเม็ด อยู่ภายในห้องโดยสารของรถยนต์ และพบยาบ้า จำนวน 26 กระสอบ หรือ 7.2 ล้านเม็ด อยู่ภายในกระบะท้าย รวมยาบ้า 8.7 ล้านเม็ด  จึงยึดเป็นของกลางและจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ดำเนินคดี และสืบสวนขยายผลถึงผู้สั่งการต่อไป
คดีที่ 2 เมื่อ 25 เม.ย.66 ตำรวจ บก.สกส., ขส. และ ปส.3 ได้ร่วมทำการจับกุม ผู้ต้องหา 4 คน ได้แก่   1.นายชรินทร์, 2.น.ส.เกตพิกุล, 3.นายซามูดิน และ 4.นายอับดุลเล๊าะ พร้อมด้วยของกลางไอซ์ประมาณ 251 กก. ได้ที่ด่านตรวจยานพาหนะพยุหะคีรี ต่อเนื่อง บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาบางปะอิน ก่อนการจับกุมสืบทราบว่าเครือข่ายนี้จะลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือ มาส่งให้ลูกค้าใน จ.ปทุมธานี โดยจะใช้รถยนต์แบบตู้ทึบ ลักษณะขนส่งสินค้าเอกชนซุกซ่อนและลำเลียงยาเสพติด ตำรวจ ปส. จึงเฝ้าติดตามตลอดเส้นทางจากบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จนถึง จ.นครสวรรค์ และสามารถจับกุม 2 ผู้ต้องหาคือ นายชรินทร์,น.ส.เกตพิกุล   ได้ที่บริเวณด่านตรวจยานพาหนะพยุหะคีรี พบไอซ์ถูกซุกซ่อนในรถยนต์ 234 กก. สอบสวนนายชรินทร์ ระบุมีไอซ์    อีก 17 กก. ซุกซ่อนในห้องเช่าใน ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย หลังเช่าไว้สำหรับพักยาเสพติดเพื่อรอส่งมอบให้กับลูกค้า จึงตรวจยึดและจับกุมผู้ร่วมขบวนการอีก 2 คน คือ นายซามูดิน และ นายอับดุลเล๊าะ ดำเนินคดี

 คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 1 พ.ค.66 ตำรวจ ปส.3 ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 คน ได้แก่ นายกิตติ มิ่งลดาพร และ นายเสกสรร อ่ำส้ม พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้า จำนวน 2 ล้านเม็ด ได้ที่ บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท.แม่อาย จ.เชียงใหม่ จากการสืบสวนขยายผลทราบว่า นายกิตติ และ นายเสกสรร มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากแนวชายแดนด้าน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ส่งเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศอย่างต่อเนื่อง กระทั่ง 30 เม.ย.66 ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน   ได้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดอีกครั้ง กระทั่งกลางดึกวันเดียวกัน ผู้ต้องหาได้ขับรถออกมาจากบ้านห้วยปู โดยรถมีการบรรทุกสิ่งของในลักษณะที่มีน้ำหนักมากและขับรถจอดเป็นระยะๆ และเลี้ยวเข้าไปในปั๊มน้ำมัน ปตท.แม่อาย  จ.เชียงใหม่ ตำรวจ ปส.3 จึงเข้าตรวจค้นพบยาบ้าอยู่ภายในห้องโดยสารและท้ายรถ รวม 2 ล้านเม็ด จึงยึดเป็นของกลางและจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ดำเนินคดี

คดีที่ 4 เมื่อวันที่ 6 พ.ค.66 ตำรวจ ปส.2 ได้ทำการจับกุมนายสหรัถ พร้อมของกลางไอซ์ประมาณ 450 กก. ได้ที่บริเวณสี่แยกไฟแดงบ้านธาตุ ต.ธาตุนาเวง อ.เมือง จ.สกลนคร โดยตำรวจ ปส.2 สืบสวนทราบว่านายสหรัถ จะลักลอบลำเลียงยาเสพติดจาก จ.บึงกาฬ ไปส่งให้กับลูกค้าใน กทม. จึงวางกำลังตามเส้นทางเพื่อจับกุม กระทั่งเมื่อวันที่ 5 พ.ค.66 ตำรวจ ปส.2 พบรถเป้าหมายขับมาในเส้นทาง อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร โดยมีรถนำสำรวจเส้นทาง ชุดจับกุมจึงนำกำลังสกัดกั้นได้บริเวณสี่แยกไฟแดงบ้านธาตุ อ.เมือง จ.สกลนคร พบนายสหรัถ เป็นผู้ขับขี่รถกระบะ จากการตรวจสอบภายในห้องโดยสาร พบไอซ์ 450 กก. บรรจุในกระสอบ 9 กระสอบ สอบถามผู้ต้องหา  รับสารภาพว่า รับยาเสพติดจากชายแดนแม่น้ำโขง จ.บึงกาฬ โดยจะมีกลุ่มนักบินภาคใต้มารอรับอีกทอดหนึ่ง

คดีที่ 5 เมื่อวันที่ 8 พ.ค.66 ตำรวจ ปส.1 ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 คน ได้แก่นายอดุลย์หรือบังเลาะห์ และ นายธนกฤติ  ได้ที่บ้านพักย่านลำลูกกา บ้านพักย่านสรงประภา และตรวจยึดยาบ้า 1.6 ล้านเม็ด, คีตามีน 2 กก. ได้ที่ศูนย์กระจายสินค้าเอกชน ต.นาดี อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โดย ตำรวจ ปส.1 ได้สืบสวนและเฝ้าติดตามพฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ซึ่งลักลอบส่งยาเสพติดทางไปรษณีย์ และได้ประสานความร่วมมือกับบริษัทขนส่งพัสดุภัณฑ์ เพื่อติดตามพัสดุที่ผู้ต้องหาส่ง จนกระทั่งทราบว่าพัสดุดังกล่าว กำลังขนส่งไปถึง จ.สมุทรสาคร จึงทำการตรวจสอบพัสดุดังกล่าวร่วมกับบริษัทขนส่งพัสดุ พบยาบ้า 1.6 ล้านเม็ด และ คีตามีน 2 กิโลกรัม บรรจุในกล่องพัสดุ 16 กล่อง จึงได้ยึดเป็นของกลางและติดตามไปจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คนมาดำเนินคดี และตรวจยึดรถยนต์ 3 คัน, สร้อยคอทองคำ 8 บาท และแหวนเพชร 1 วง  รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 3 ล้านบาท

คดีที่ 6 เมื่อวันที่ 8 พ.ค.66 ตำรวจ บก.สกส. ร่วมกับ บก.ขส. ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 7 คน ได้แก่ 1.นายธงไชย, 2.นายวิทยา, 3.นายสมชาย, 4.นายธรรมนูญ, 5.นายภาคภูมิ, 6.น.ส.สุธาดา และ 7.นายบัญฑิตย์ พร้อมของกลางยาบ้า 4.4 ล้านเม็ด ได้ที่บริเวณริมถนนตาก-พิษณุโลก(หมายเลข 12) ต.ไกรนอก อ.กงไกรลาส จ.สุโขทัย โดยชุดจับกุมสืบสวนทราบว่าในห้วงวันที่ 6–8 พ.ค.66 จะมีเครือข่ายค้ายาเสพติดจากภาคเหนือนำไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยใช้รถยนต์ 3 คัน ในการลำเลียงยาเสพติดและนำทาง ตำรวจ ปส.ชุดจับกุม จึงวางกำลังตามเส้นทางบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย จนถึง จ.สุโขทัย กระทั่งจับกุม 7 ผู้ต้องหา ได้บริเวณริมถนนตาก–พิษณุโลก จ.สุโขทัย ตรวจสอบรถที่ใช้ก่อเหตุพบยาบ้าประมาณ 4.4 ล้านเม็ด และตรวจยึดรถยนต์ที่ใช้ขนยาเสพติด 3 คันดังกล่าว เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

คดีที่ 7 เมื่อวันที่ 8 พ.ค.66 ตำรวจ ปส.4 ร่วมกับ บก.ขส. ได้ร่วมทำการจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 4 คน ได้แก่   1.นายกฤษณ์, 2.น.ส.สิรารมย์, 3.นายธนิสร และ 4.น.ส.วรัญธิญา ได้ที่ด่านตรวจยาเสพติด (บ้านควนมีด) อ.จะนะ จ.สงขลา ต่อเนื่องบริเวณจุดสกัดป้อมตำรวจโคกกอก ต.ท่ามิหรำ อ.เมือง จว.พัทลุง พร้อมของกลางไอซ์ประมาณ 300 กก. จากการสืบสวนขยายผลการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ไอซ์ 688 กก. เมื่อต้นปีที่ผ่านมา พบว่าเครือข่ายดังกล่าวจะลักลอบขนยาเสพติดจากภาคกลางซุกซ่อนมากับรถ 2 คัน เพื่อส่งให้ลูกค้าในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ จึงเฝ้าติดตามพฤติการณ์ ต่อมาวันที่ 9 พ.ค.66 พบรถ 2 คัน มุ่งหน้าลงใต้ในลักษณะเป็นรถนำ-รถตาม ตำรวจ ปส.4 จึงประสานด่านตรวจยาเสพติดบ้านควนมีด จ.สงขลา ให้เตรียมเรียกตรวจรถ แต่รถดังกล่าวได้จอดหลบข้างทางก่อนถึงด่านตรวจ 3 กม. ตำรวจ ปส.4 จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นรถ พบนายกฤษณ์ และ น.ส.สิรารมย์ให้การมีพิรุธ จึงเชิญทั้ง 2 คน เข้าด่านตรวจยาเสพติด พร้อมนำรถยนต์เข้าตรวจเอกซเรย์พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายยาเสพติด จึงทำการตรวจค้น พบไอซ์ 300 กก. ถูกซุกซ่อนมากับพืชผลทางการเกษตร จากนั้นได้ติดตามจับกุมรถสำรวจเส้นทาง มีนายธนิสร เป็นผู้ขับขี่และ น.ส.วรัญธิญา นั่งไปด้วย ขณะนี้ ตำรวจ ปส.4 อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป

คดีที่ 8 เมื่อวันที่ 10 พ.ค.66 ตำรวจ ปส.3 ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 คน ได้แก่ 1.นายบรรยงค์ และ  2.นายยิ่งคุณ พร้อมด้วยของกลางไอซ์ประมาณ 300 กก. ได้ที่ บริเวณถนนหมายเลข 1063 ต่อเนื่องบริเวณถนนหมายเลข 1209 หน้าบ้านเลขที่ 205 หมู่ 15 ต.แม่ข้าวต้ม อ.เมือง จ.เชียงราย โดยตำรวจ ปส.3 ได้สืบสวนติดตามพฤติการณ์ของกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดตามแนวชายแดนด้าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ทราบว่าจะมีการขนยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในด้วยรถกระบะ จึงเฝ้าสืบสวนติดตาม จนกระทั่งเมื่อวันที่ 10 พ.ค.66 พบรถยนต์ต้องสงสัยขับตามกันมาจึงเข้าตรวจสอบรถทั้ง 2 คัน ได้ขับขี่หลบหนี แต่ตำรวจ ปส.3 สามารถสกัดจับกุมได้ ตรวจสอบรถคันที่นายบรรยงค์เป็นผู้ขับขี่พบไอซ์ 300 กก. อยู่ภายในรถ โดยมีนายยิ่งคุณ ขับขี่รถนำทางอีกคัน ซึ่งตำรวจ ปส.อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลถึงผู้สั่งการต่อไป

'ดร.หิมาลัย' ลั่น!! รทสช. พร้อมป้อง ‘ชาติ ศาสน์ กษัตริย์’ หวังคนรุ่นใหม่ไม่ลืม 'รากเหง้าความเป็นไทย'

เปิดใจ ‘ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ’ ยืนยัน ‘บิ๊กตู่’ เหมาะนั่งนายกฯ ต่อ ย้ำ!! รทสช. ยึดมั่นสถาบัน ไม่แตะ ม.112 ลั่น!! พร้อมปกป้อง ‘ชาติ ศาสน์ กษัตริย์’ หวังคนรุ่นใหม่ไม่ลืม 'รากเหง้าความเป็นไทย'

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.66 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์เปิดใจในรายการ 'ถลกข่าว ถลกคน' EP 9 ถึงการเข้าร่วมทำการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่า...

ตอนนี้ตนเองได้เดินหน้าร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างเต็มตัว เพราะต้องการสนับสนุนให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีโอกาสทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนต่อไป

ทั้งนี้ ดร.หิมาลัย ยืนยันว่า สาเหตุที่ตัดสินใจออกมาจากการทำงานให้กับพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพื่อมาสนับสนุนพลเอกประยุทธ์นั้น ไม่มีความขัดแย้งกับทาง พปชร.ใด ๆ ทั้งสิ้น และยังคงให้ความเคารพนับถือพลเอกประวิตรเช่นเดิม เพราะแม้แต่ตัวท่านพลเอกประยุทธ์เอง ก็ยังเคารพรักพลเอกประวิตรไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ท่าน ไม่เคยกล่าวถึงกันในแง่ไม่ดีเลย และในการหาเสียงนั้น ทางพลเอกประยุทธ์จะกำชับทุกคนห้ามกล่าวโจมตีพลเอกประวิตรอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าทั้ง 2 ท่านไม่มีความขัดแย้งกันโดยส่วนตัว

แต่ทว่า ในทางการเมืองนั้น อุดมการณ์และแนวคิดการทำงานอาจจะแตกต่างกัน ทำให้พลเอกประยุทธ์แยกออกมาทำการเมือง เดินหน้าต่อเพื่อประชาชนอย่างเต็มตัว เพราะยังมีหลายส่วนที่ท่านเห็นว่า จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชน และการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ

ดร.หิมาลัย กล่าวต่ออีกว่า จากการที่ได้ทำงานกับพลเอกประยุทธ์ในช่วงที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าท่านเป็นคนที่ตั้งใจและทุ่มเททำงานจริง ที่สำคัญมีความโปร่งใส ดูได้จากตลอด 8 ปีที่พลเอกประยุทธ์ นั่งตำแหน่งนายกฯ ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าอย่างมาก และที่สำคัญเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ 

"ผมขอยกตัวอย่าง การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย ที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ทำได้สำเร็จในรอบกว่า 30 ปี ซึ่งประเทศไทยได้รับประโยชน์มหาศาล จากทั้งในแง่การส่งออกสินค้า แรงงาน และการลงทุนด้านปิโตรเคมี นอกจากนี้ ในด้านโครงสร้างพื้นมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนด้านระบบรางที่เชื่อมโยงทั้งในไทยและเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีเป้าหมายสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาคอาเซียน ตอนนี้วางระบบรางไปแล้วนับพันกิโลเมตร และขยายถนนอีกนับหมื่นกิโลเมตร" 

ดร.หิมาลัย เผยอีกว่า แม้กระทั่งในช่วงที่ทั่วโลกเผชิญกับโรคโควิด-19 ซึ่งถือเป็นวิกฤตโรคระบาดใหม่ที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน หลายประเทศตื่นตระหนก แม้กระทั่งประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความเจริญก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน ยังประสบกับระบบสาธารณสุขล่มสลาย ประชาชนล้มตายจำนวนมาก แต่ภายใต้วิสัยทัศน์และความเป็นผู้นำของพลเอกประยุทธ์ ได้มีคำสั่งตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ขึ้นมารับมือทันที โดยให้อาจารย์หมอมาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา เพราะท่านรู้ว่า เรื่องนี้ท่านสู้หมอไม่ได้ ดังนั้นจึงให้ผู้มีความรู้นำแก้ปัญหา ส่วนตัวท่านและรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนทำตามคำแนะนำ ทำให้ประเทศไทยสามารถฝ่าวิกฤตมาได้และฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านระบบสาธารณสุขและด้านเศรษฐกิจ จนทั่วโลกให้การยกย่อง

ส่วนวิสัยทัศน์ในด้านการบริหารความมั่นคงนั้น จะเห็นว่าประเทศไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ชาติมหาอำนาจให้ความสำคัญ คนที่บอกว่า ประเทศไทยล้าหลังไป 8 ปี ห่วยแตก เศรษฐกิจไม่ดี ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ชาติมหาอำนาจคงไม่มองเราเป็นประเทศยุทธศาสตร์ และคนที่สามารถสร้างสมดุลให้กับมหาอำนาจทุกฝ่าย ก็คือ พลเอกประยุทธ์ นั่นเอง

ขณะที่หลายฝ่ายพยายามกล่าวหาว่า พลเอกประยุทธ์ เสพติดอำนาจนั้น ดร.หิมาลัย กล่าวว่า หากพลเอกประยุทธ์เป็นคนเสพติดอำนาจ วันนี้คงจะยังร่วมงานกับพรรคเดิม ไม่จำเป็นต้องมาทำการเมืองกับพรรคใหม่อย่างรวมไทยสร้างชาติ เพราะตรงนั้นมีฐานเสียงอยู่แล้ว แต่เป็นเพราะท่านคิดว่า ยังสามารถทำงาน พัฒนาประเทศต่อไป โดยเฉพาะในส่วนที่ได้เริ่มทำมาแล้วแต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ส่วนจะได้กลับมาทำต่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชนที่จะเป็นผู้ตัดสินในวันที่ 14 พฤษภาคม นี้ ซึ่งผลจะออกมาอย่างไร ท่านก็พร้อมจะยอมรับ เพราะอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องความมั่นคง ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พรรครวมไทยสร้างชาติให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการปกป้องสถาบันหลักของประเทศ ทั้งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

"อย่างที่รับทราบกันว่า ขณะนี้มีคนบางกลุ่มพยายามโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่รู้หรือไม่ประเทศไทยที่ดำรงอยู่จนเท่าทุกวันนี้ เพราะบรรพบุรุษใช้เลือดเนื้อรักษาเอาไว้ตลอดมา และอย่าได้ลืมเลือนประวัติศาสตร์ ว่าครั้งหนึ่งเราเกือบตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ แต่ด้วย 'เงินถุงแดง' ที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 สะสมไว้ ช่วยให้ไทยรอดพ้นมาได้จนเท่าทุกวันนี้" ดร.หิมาลัย กล่าวและว่า...

“ฝากถึงน้อง ๆ ที่มีแนวคิดอยากเปลี่ยนแปลง อยากถามว่า บ้านของเรามีเสาหลักอยู่ วันดีคืนดีมาบอกว่า อันนี้ไม่ดีจะเอาออก หากเอาเสาหลักออกไปแล้ว จะมีอะไรมาทดแทนค้ำยันบ้านไม่ให้พังทลายลงหรือเปล่า

อย่างไรก็ตาม ทางพรรครวมไทยสร้างชาติ คงไม่สามารถไปห้ามความคิดของใครได้ ทุกอย่างเป็นไปตามบริบทและพลวัตรของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่พรรคฯ จะยึดมั่นในอุดมการณ์ในการปกป้องสถาบันหลักของชาติเป็นสำคัญเช่นเดิม ในขณะเดียวกัน ก็พร้อมที่จะรับฟังความเห็นต่าง และสร้างความเข้าใจ โดยไม่ปิดกั้นความคิดเห็นหากไม่ไปละเมิดกฎหมายบ้านเมือง เพราะยึดหลักในการให้เกียรติซึ่งกันและกัน สังคมจึงจะไม่แตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

แต่ถึงกระนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติ ยืนยันว่า ไม่มีแนวคิดที่จะแตะต้องหรือแก้กฎหมายมาตรา 112 อย่างแน่นอน เพราะถือเป็นกฎหมายที่อยู่ในหมวดความมั่นคง เพื่อปกป้ององค์พระประมุขของชาติ และทางพรรคฯขอย้ำว่า กฎหมายนี้ ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนเลย ไม่มีผลต่อการดำรงชีวิตของสุจริตชน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะไปแก้ไขใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อถามถึงเงื่อนไขการร่วมรัฐบาลหลังการเลือกตั้งนั้น ดร.หิมาลัย เผยว่า "พรรครวมไทยสร้างชาติสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ถ้าพรรคการเมืองใดก็ตาม สนับสนุนการปกครองระบอบนี้ ทาง รทชส. ก็พร้อมทำงานร่วมรัฐบาลกันได้"

เมื่อถามถึงนโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ที่หลายพรรคหยิบยกขึ้นมาหาเสียงเลือกตั้ง ดร.หิมาลัย ให้ความเห็นว่า "ที่ผ่านมานโยบายของกองทัพ ได้มีการปรับลดการเกณฑ์ทหารลงมา และเพิ่มสัดส่วนพลทหารอาสาสมัครมากขึ้น เพื่อปรับให้เข้ากับบริบทสังคมแต่อย่างไรก็ดี อยากจะฝากพรรคการเมืองที่มีนโยบายลดการเกณฑ์ทหาร ให้ดูบริบทประเทศรอบข้างของไทยว่าเป็นอย่างไร เชื่อมั่นได้หรือไม่ว่าวันข้างหน้าจะไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ และหากศึกษาอย่างละเอียด จะพบว่า ศักยภาพทางทหารของประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่และกำลังพลของกองทัพ"

“เราไม่สามารถรับรู้ได้ว่าในอนาคตจะเกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ ดูตัวอย่างประเทศที่กำลังรบกันอยู่ขณะนี้ก็ได้ ประเทศหนึ่งไม่พูดกล่าว แต่อีกประเทศที่มีผู้นำพูดเก่งออกทีวี ออกโซเชียลทุกวัน แต่ประเทศได้รับความบอบช้ำอย่างหนักแทบจะล่มสลาย เพราะฉะนั้น อยากฝากถึงพรรคการเมืองที่มองว่า ทหารไม่สำคัญ หากวันหนึ่งเกิดการสู้รบขึ้นมา ถ้าเราไม่มีทหารออกรบ ข้าศึกไม่ตายเพราะปากนะครับ” ดร.หิมาลัย กล่าวเสริม

ช่วงท้ายของรายการ ดร.หิมาลัย ยังได้นำเสนอนโยบาย รทสช. ที่จะผลักดันเร่งด่วนหากได้เป็นรัฐบาลคือเรื่องค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง ประกอบด้วย การเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 1,000 บาท ซึ่งเป็นแนวคิดด้านมนุษยธรรมช่วยเหลือคนที่ลำบาก และอีกข้อ คือ เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาททุกช่วงวัย ส่วนนี้เป็นเรื่องของความกตัญญู เป็นการดูแลคนแก่ ซึ่งในอดีตเป็นผู้ที่ทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประแทศ เมื่อกำลังลดน้อยถอดลง ก็ต้องดูแลกันตามหลักของความกตัญญู ขณะเดียวกัน ยังมีสวัสดิการสำหรับเด็กเกิดใหม่ตั้งแต่ 0-6 ขวบ ซึ่งจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน

ดร.หิมาลัย ยืนยันว่า นโยบายดูแลเรื่องค่าครองชีพที่ทางพรรคได้วางไว้นั้น จะสอดคล้องกับงบประมาณแผ่นดิน โดยไม่เป็นภาระหนัก หากเทียบกับนโยบายของบางพรรคการเมืองที่ประกาศจะแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล ซึ่งมองว่าจะเป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินอย่างมาก เพราะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลกว่า 5.6 แสนล้านบาท แต่อย่างไรก็ดี ต้องขอบคุณนโยบายดังกล่าวด้วย เพราะเท่ากับเป็นการยืนยันว่า เศรษฐกิจในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ดีขึ้นแล้ว เพราะเงินส่วนหนึ่งที่จะนำมาแจกนั้น คือเงินภาษีที่เก็บได้ในปีนี้นั่นเอง

#THESTATESTIMES
#ElectionTime
#NewsFeed
#หิมาลัยผิวพรรณ
#รวมไทยสร้างชาติ
#เบอร์22

‘เปิ้ล ไอริณ’ เปิดใจถึงประเด็นแช่ง ‘ใบเตย’ ในอดีต เผย ถ้าย้อนกลับไปจะไม่พูด ปัจจุบันไม่ขอซ้ำเติมใคร

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 66 ตอนนี้ชาวเน็ตพากันขุดคลิปเก่าที่ ‘เปิ้ล ไอริณ’ พูดถึง ‘ใบเตย สุธีวัน’ ครั้งทั้งคู่มีปัญหากันเมื่อ 9 ปีก่อน และเปิ้ลออกมาบอกว่า “ถ้าไม่ยอมขอโทษ ได้ไปนอนหนุนแอร์เมสในตารางแน่นอน ฝากไปบอกเขาด้วย” บางคนถึงกับบอกว่าปากของเธอศักดิ์สิทธิ์ และคำสาปเป็นจริงแล้ว

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ‘เปิ้ล ไอริณ’ ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าย้อนกลับไปได้ก็จะไม่พูดประโยคดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นเหมือนกับจิตใจค่อนข้างจะอ่อนแอ เพราะเจอหลายเรื่องมาก ทั้งโดนแคนเซิลงาน ทั้งโดนผู้ใหญ่ต่อว่า โดนเยอะแยะ ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิด

“เปิ้ลเป็นคนให้เกียรติคนอย่างที่สุด แล้วชั่วโมงนั้นรู้สึกเหมือนโดนหยามเกียรติ ยอมรับว่าด้วยความที่มันหลายเรื่อง และใจตอนนั้นก็ค่อนข้างบางๆ อาจจะพูดไปโดยที่โมโหอยู่ แต่หลายปีผ่านไป ย้อนไปดู เรื่องเกียรติยศ หรือศักดิ์ศรีมันก็คืออัตตา ตัวตน เราไปยึดก็หนัก ตอนนี้ถ้าย้อนกลับไปได้ก็ไม่คิดพูด ไม่สาปแช่งใคร อยากส่งคลื่นพลังงานดีๆให้คนมากกว่า”

เธอยังบอกด้วยว่า เธอคงไม่อวดอ้างว่าตัวเองพูดอะไรไปแล้วศักดิ์สิทธิ์ ที่บอกได้คือเป็นคนเชื่อหลักฟิสิกส์ ควอนตัม เชื่อในกฎวิทยาศาสตร์

“อะไรก็ตามที่พูดจากใจ ด้วยพลังงานที่มันเพียว มันก็จะแอทแทคให้ให้เป็นเรื่องจริง บวกกับเราเป็นคนค่อนข้างรักษาศีล พยายามไม่มุสา แล้วก็ใช้ปากในการสวดมนต์ทุกคืนตั้งแต่จำความได้ ตั้งแต่เด็ก เหมือนกับเราใช้ปากในการท่องคาถามั้ง แล้วพยายามไม่พูดคำหยาบ ก็เลยคิดว่าอาจจะมีส่วนที่เวลาพูดอะไรมันก็เลยมีพลัง เชื่อเรื่องพลังมากกว่าเชื่อเรื่องงมงายค่ะ”

เธอยังบอกด้วยว่า หลายคนอาจไม่ทราบว่ากรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นอีกฝ่ายได้ฝากคำขอโทษโดนนัยมากับผู้จัดการของเธอแล้ว

“เขาฝากขอบคุณมากับผู้จัดการเปิ้ล บอกถ้าไม่ได้พี่เปิ้ลช่วงนั้นเขาอาจจะไม่เปรี้ยงก็ได้ เขาฝากผู้จัดการเปิ้ลมาพูด เปิ้ลเองก็ไม่ได้คิดอะไรแล้วจริงๆ แล้วตัวเปิ้ลเองไม่ชอบเห็นใครโดนซ้ำเติม แล้วตัวเองก็จะไม่ทำอย่างนั้นกับใครด้วยค่ะ”

“เอาเป็นว่าตอนนี้เปิ้ลไม่มีอะไรกับใคร ใฝ่หาความสงบ แล้วอยากจะเดินหน้าทำงานต่อไป ทำอะไรให้สังคม อยากเป็นตัวอย่างมายด์เซ็ตที่ดีให้กับผู้คน ไม่อยากส่งอะไรให้คนทุกข์ คิดว่าตอนนี้ทุกคนต้องการกำลังใจ อยากส่งกำลังใจให้ทุกคนมากกว่าค่ะ”

“ถ้าย้อนกลับไปได้ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นเลยค่ะ”

เวลาเปลี่ยน เมืองไทยเปลี่ยน: สนามบินเชียงใหม่ เชื่อมอาเซียนตอนบน ศูนย์กลาง CLMV

รัฐบาลมุ่งพัฒนา ‘สนามบินเชียงใหม่’ ยกระดับสนามบิน แก้ปัญหาจราจร และพื้นที่จอดรถ สร้างอาคารอเนกประสงค์ และอาคารจอดรถ
 

‘โบว์ เบญจวรรณ’ เปิดใจทั้งน้ำตา รับเลิก ‘ก๊อต จิรายุ’ ยืนยัน ไม่ได้เป็นฝ่ายหมดรัก ไม่รู้จุดพลิกมันคือตรงไหน

(12 พ.ค. 66) เป็นที่จับตาสำหรับความรักของ ‘ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล’ พระเอกชื่อดัง และ ‘โบว์ เบญจวรรณ’ ที่คบหากันมานานกว่า 10 ปี หลังจากฝั่งชายได้ออกมาโพสต์ว่า “Good bye social media … see u soon” ขณะที่ฝ่ายหญิงก็ได้ลบภาพคู่ออกจากในอินสตาแกรม

ล่าสุด โบว์ เบญจวรรณ ได้มาออกรายการแฉ เปิดใจครั้งแรก แบบสดๆร้อนๆ กับเรื่องราวความรักครั้งนี้

นักแสดงสาว เปิดใจว่า โบว์ไม่เคยไม่มั่นใจในความรักของโบว์ เราอาจจะไม่เข้าใจกัน เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอ จริงๆ ที่มีการเมนชั่นถึง ตั้งแต่ต้นปี ยันวันครบรอบ 8 กุมภาพันธ์ ทุกอย่างก็ยังโอเค ไม่มีสัญญาณอะไร วาเลนไทน์ก็ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน ไม่ได้รู้สึกมีสัญญาณอะไร หรืออาจจะมองข้ามไป

“พอกลับจากต่างประเทศก็เริ่มไม่เหมือนเดิม เขารู้สึกว่าอยากขอเวลาไปอยู่กับตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีโมเมนต์พวกนี้ อาจจะเหนื่อย ล้า จากงานที่กระทบเรา ก็ขอเวลาไปอยู่แบบนั้น ผ่านมา เดือนกว่า 2 เดือนกว่า พอได้คุยกัน ก็มีความไม่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ”

“เราไม่อันฟอล ไม่ได้ลบรูป ตอนนั้นโบว์ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยซ่อนไว้ เพราะเวลามีคนคอมเมนต์ รูปนั้นมันจะเด้ง โบว์สับสนอยู่ว่าจะไปยังไงนะ เขาบอกจะไปจัดการ อาทิตย์ที่แล้วก็บอกเขาว่า โบว์จะมาทำงานอาจจะต้องพูดถึง ขอคุย ก็ได้คุยก่อนเข้ารายการ”

ก่อนที่โบว์ เบญจวรรณ จะเงียบไป จนมดดำถามว่า “บทสรุปคือ ทุกอย่างจบแล้ว” โบว์จึงได้พยักหน้า มีน้ำตาซึม และระบุว่า “ใช่” พร้อมบอกว่า “แต่ว่า มันปุปปัป แค่รู้สึกว่า เรารู้สึกว่า 10 ปี มันมีอะไรดีๆด้วยกันมาตั้งเยอะ เราโตมาด้วยกัน มันผ่านอะไรหลายๆอย่าง พอมาถึงตรงนี้ ก็แค่คิดว่า มันไม่มีอะไรที่เราไม่สามารถคุยหรือเคลียร์กันได้ แต่พอเอาจริงๆ มันก็แค่ โบว์ยังมึนๆ อึ้งๆ เพราะมันเฟรชมาก”

ถามต่อว่าได้พูดคุยก่อนที่จะขอเวลาอยู่กับตัวเองไหม โบว์ กล่าวว่า มีการตั้งคำถาม แต่เป็นสิ่งที่โบว์กับเขา ต้องจัดการกันเอง

เขาเพิ่งให้คำตอบวันนี้? “โบว์ว่า เขาอาจจะให้สัญญาณ อาจจะเป็นปีที่แล้ว หรือช่วงก่อนหน้านี้ ช่วงปีใหม่ สิ่งที่โบว์ลงไป ก็คือความรู้สึกนั้นๆ อาจจะมีพูดไม่เข้าหูบ้าง เราอาจจะไม่ได้คิดว่าไปทริกเกอร์อะไร โบว์ก็พยายามบอก ว่ามีอะไรคุยกันได้ไหม แต่แบบ โบว์ไม่รู้”
.
และว่า ‘อยากเคลียร์’ ? โบว์บอกว่า “โบว์ไม่ได้หยุดรักเขา ไม่รู้ว่าจุดพลิกมันคือตรงไหน ไม่เห็นประโยชน์ของการจี้ถาม เขาเองก็อาจจะลำบากใจด้วย” จนทำให้เหล่าพิธีกร ในรายการถึงกับช็อก มดดำได้บอกว่า หมดคำถาม เพราะสคริปต์ไม่มีคำว่าเลิกกันเลย และอยากให้พูดอะไรหากก็อตได้ฟังอยู่
.
“ไม่รู้จะพูดอะไร หนูบอกเขาไปแล้ว ว่าหนูรักเขา หนูบอกแล้วไม่อยากยอมแพ้ หนูรู้สึกว่า 10 ปีที่ผ่านมา หรือการได้อยู่กับเขามาตลอด ไม่ว่าจะดีหรือร้าย โบว์รู้สึกว่าเรามีการเติบโต และพัฒนาด้วยกันมาเรื่อยๆ เราเติบโตทางความคิด สติปัญญา มันมีความทรงจำ ตีภาพมาอยู่เรื่อยๆ และคิดถึงโมเมนต์นั้นๆ เขารู้ว่าโบว์รัก และรู้ด้วยว่าเขาคือคนสำคัญของโบว์นะ” ถามถึงปัญหาที่ผ่านมา โบว์บอกว่าปัญหาจุกจิก มีอยู่บ้าง เช่น พูดไม่เข้าหู ปฏิกิริยาไม่น่ารัก
.
เป็นไปได้ไหม เพราะต่างคนต่างดัง? ดาราสาวก็ว่า “โบว์ว่าไม่เกี่ยว อาจจะอยู่ในจุดที่แต่ละคนหาอะไรที่เอนจอยมากขึ้น ส่วนอยากจะถามอะไร โบว์ถามไปหมดแล้ว บางอย่างได้คำตอบ บางอย่างไม่ได้คำตอบ ขอไม่ลงรายละเอียด”
.
มดดำ กล่าวว่า ไม่มีคำถามว่าเลิกกันเลย แค่บอกว่าจะพูดถึง แต่ระหว่างรอเข้ารายการก็ได้คำตอบ ตอนแต่งหน้าอยู่นี่หละ มันหนักนะ หนักสำหรับคนถามด้วย โบว์ จึงได้เสริมว่า “จริงๆ ก่อนได้คุย โบว์ก็แอบหวังว่าอาจจะมีอะไรคาใจ หรือให้เวลารักษามัน ต่อให้มันยาก โบว์ก็ต้องยอมรับในการตัดสินใจ เพราะรู้สึกว่าโบว์ให้คุณค่ากับสิ่งที่โบว์มี และทุ่มเทกับมันมาก เพราะรู้สึกว่ามีค่าสำหรับโบว์”
.
“หลังๆ เราไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน แต่ละคนมีไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เขาทำงานเยอะ เขาทำเพื่อตัวเอง ครอบครัว เขาทุ่มเท เราเห็นก็รู้สึกว่า คนนี้ไกด์เราได้ วันไหนเราเคว้ง หรือมีคำถามที่ตอบไม่ได้ จึงรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่เราอยากไปต่อยาวๆ ไม่จำเป็นต้องแต่งงาน เป็นคนที่เราสบายใจ เป็นตัวของตัวเอง อยากโตไปด้วยกัน แค่นั้นก็มีค่า โบว์ก็ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ โบว์เห็นภาพอนาคตของเรา จนวันนี้ยังเห็น ก็ไม่คิด ประเด็น คือ มีโมเมนต์ที่แฮปปี้ด้วยกันเยอะ”

ถามว่า ได้คุยกับเขาวันนี้ว่าอะไร? โบว์บอกว่า “วันนี้โบว์ก็บอกว่าโบว์จะมาทำงาน อาจจะมีการถามเรื่องนี้ ให้โบว์ตอบว่าอะไร เขาบอกว่าอยากพูดอะไร พูดได้เลย เขาไม่ได้พูดคำนั้น แต่บางทีไม่ต้องพูดคำนั้นก็ได้ เพราะสัญญาณมันชัด เขารู้อยู่แล้ว ว่าโบว์จะพูดประมาณไหน บางทีไปไหนมาไหน ก็ยังถามอยู่ว่า ก็อตหละ เราก็พูดไม่ถูก พอวันนึงไม่มีแล้ว มันก็…(พูดไม่ออก)”

สำหรับ 2 ครอบครัว เป็นอย่างไร? โบว์บอกว่า “แม่โบว์รู้ แม่เขาก็รู้ แม่โบว์ดีขึ้น แต่อึ้งแอบงอนโบว์ ว่าเอ้าทำไมเกิดเรื่องแบบนี้ เพราะเขาก็ถามตลอด เราก็บอกว่าไม่ต้องห่วง จะตัดสินใจกัน แต่พอมาวันนี้ แม่โบว์ 70 กว่าแล้ว เขาก็คิดว่าอย่างน้อยคือมีคนดูแล คนที่ห่วงที่สุดในการพูดเรื่องนี้คือแม่ เพราะไม่รู้สภาพจิตใจยังไง”

“ก่อนหน้านี้ โกรธกันหลักเดือนมี แต่พอบอกว่า ขอกลับไปจัดการตัวเอง ไม่พร้อมปะทะ ก็คุยกัน แล้วกลับมาปกติ ครั้งนี้ก็คิดว่าแบบนั้น แต่คำตอบสาหัสอยู่”

ศลต.ตร.เผยตั้งแต่บ่ายวันนี้ มีเวทีปราศรัยใหญ่ 8 พรรค 8 จุด กทม. – ปริมณฑล แนะประชาชนวางแผนการเดินทาง จัดกำลังตำรวจจราจรอำนวยความสะดวก

วันนี้ (12 พฤษภาคม 2566) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการ ประจำสำนักงาน ผบ.ตร. ทำหน้าที่ โฆษก ศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศลต.ตร. กำชับให้ ศลต.ตร.กำหนดแผน และมีมาตรการในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้แก่พี่น้องประชาชน ในช่วงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป พ.ศ.2566
 
พล.ต.ท.นิธิธร ฯ กล่าวว่า เนื่องจากในวันนี้ (12 พฤษภาคม 2566) ศลต.ตร.ได้รับแจ้งว่า พรรคการเมืองหลายพรรคได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ศลต.ตร.โดยพล.ต.อ.รอยฯ ได้สั่งการให้ตำรวจในพื้นที่ที่มีการจัดการปราศรัย และพื้นที่ติดต่อ วางมาตรการเพื่อบริหารจัดการการจราจรอำนวยความสะดวกกับประชาชนที่เดินทางไปร่วมฟังการปราศรัย และเพื่อให้ผลกระทบกับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนน้อยที่สุด ทั้งนี้ขอประชาสัมพันธ์ ให้พี่น้องประชาชนรับทราบ เพื่อการวางแผนการเดินทางด้วย
 
ขณะนี้ ศลต.ตร.รับแจ้งว่าตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันนี้ ซึ่งเป็นวันศุกร์ที่ปริมาณรถมากกว่าปกติ จะมีการปราศรัยใหญ่ของพรรคการเมือง 8 จุด ดังนี้
1. พรรคพลังประชารัฐ ปราศรัยที่ อาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย - ญี่ปุ่น เขตดินแดง กทม. ในเวลา 14.00 น.
2. พรรคภูมิใจไทย ปราศรัยที่ ห้างสรรพสินค้า โชว์ ดีซี ถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง กทม.ในเวลา15.30 น.
3.พรรครวมไทยสร้างชาติ ปราศรัยที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กทม. ในเวลา 16.00 น.
4.พรรคประชาธิปัตย์ ปราศรัยที่ ลานคนเมือง เขตพระนคร กทม. ในเวลา 17.00 น.
5.พรรคเพื่อไทย ปราศรัยที่ อิมแพ็คอารีนา เมืองทองธานี จว.นนทบุรี ในเวลา 17.30 น.
6. พรรคก้าวไกล ปราศรัยที่ อาคารกีฬาเวสน์ 1 สนามกีฬาไทย - ญี่ปุ่น เขตดินแดง กทม. ในเวลา 18.00 น.
7. พรรคชาติพัฒนากล้า ปราศรัยที่ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กทม. ในเวลา18.00 น.
และ 8. พรรคไทยสร้างไทย ปราศรัยที่ ลานกิจกรรม ปาร์ค พารากอน เขตปทุมวัน กทม.ในเวลา 18.00 น.
ขณะเดียวกันกรมอุตุนิยมวิทยา ออกรายงานแจ้งว่า ด้วยอิทธิพลจาก พายุไซโคลนโมคา ทำให้มีฝนตกต่อเนื่อง และฝนตกหนักบางแห่ง ทั่วประเทศ รวมถึงกทม.และปริมณฑล ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม ดังนั้นอาจส่งผลให้การจราจรติดขัด หนาแน่นกว่าปกติ จึงขอให้ประชาชนวางแผนการเดินทาง และเผื่อเวลาในการเดินทางด้วย
 
พล.ต.ท.นิธิธร ฯ กล่าวด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน ผอ.ศลต.ตร.จึงได้สั่งการกำชับไปยังตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1 ให้เตรียมแผนรองรับ และให้จัดกำลังตำรวจจราจรคอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจร รวมถึงบริการดูแลประชาชน อย่างเต็มที่ โดยประชาชนสามารถโทรสอบถามเส้นทาง สภาพการจราจรได้ที่สายด่วน 1197 กองบังคับการตำรวจจราจร หรือติดตามได้ทางเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์  “1197สายด่วนจราจร”
 

กองทัพเรือจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสครบรอบวันสิ้นพระชนม์ 100 ปี “เสด็จเตี่ย” ณ อาคารอเนกประสงค์ พิพิธภัณท์ทหารเรือ (อาคาร Utility Hall) พร้อมให้ข้าราชการทหารเรือและประชาชนที่สนใจเข้าชม

วันที่ 11 พ.ค.66 พล.ร.อ.สุวิน  แจ้งยอดสุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือในฐานะประธานกรรมการจัดงานครบรอบวันสิ้นพระชนม์ 100 ปี พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ติดตามความพร้อมในการจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสครบรอบวันสิ้นพระชนม์  100 ปีฯ เพื่อเปิดให้ข้าราชการทหารเรือ และประชาชนเข้าชมได้ในวันจันทร์ - วันศุกร์ ตั้งแต่ 12 พ.ค.66 เวลา 09.00 - 15.00 น. ณ อาคารอเนกประสงค์ พิพิธภัณท์ทหารเรือ (อาคาร Utility Hall) ถ.อรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

การจัดแสดงนิทรรศการดังกล่าวดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการจัดทำหนังสือที่ระลึกและการจัดกิจกรรมด้านวิชาการ การจัดงานครบรอบวันสิ้นพระชนม์ 100 ปีฯ ได้กำหนดกรอบและนำวัตถุพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญจัดแสดงนิทรรศการฯ เพื่อเทิดพระเกียรติ “เสด็จเตี่ย” ที่ทรงวางรากฐานให้กองทัพเรือเป็นปึกแผ่นตราบจนปัจจุบัน ณ ห้องโถงชั้นล่างของอาคารอเนกประสงค์ (Utility Hall) ดังนี้

14 เรื่อง ดี๊ดี ที่ 'รัฐบาล' มีให้ ภาคตะวันตก

ไม่แตกต่างจากภูมิภาคอื่น ๆ สำหรับภาคตะวันตก อันประกอบไปด้วยจังหวัด กาญจนบุรี, ตาก, ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี และราชบุรี ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เร่งผลักดันโครงการก่อสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน รวมถึงการยกระดับการท่องเที่ยวให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยตลอดช่วง 8 ปีที่ผ่านมานี้ มีหลากโครงการที่เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนแนวทางต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากมาย

>> จังหวัดกาญจนบุรี

1. Skywalk กาญจนบุรี แลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมแม่น้ำแคว บนความสูง 12 เมตรจากพื้นถนน และความยาวของ Skywalk กาญจนบุรี อยู่ที่ 150 เมตร ตลอดริมแม่น้ำ ตัวพื้นของ Skywalk กาญจนบุรี ทำจากกระจกใสแข็งแรง ตลอดทางเดินสามารถมองเห็นแม่น้ำด้านล่าง

2. จัดระเบียบเรือนแพและปรับปรุงภูมิทัศน์ บริเวณ 2 ฝั่งแม่น้ำแคว เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19

3. แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร ตำบลห้วยกระเจา อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี

4. โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางใหญ่-กาญจนบุรี มีพื้นที่ผ่าน 3 จังหวัด คือ จ.นนทบุรี จ.นครปฐม และ จ.กาญจนบุรี ระยะทาง 96.41 กิโลเมตร 

>> จังหวัดตาก

5. มอบสิทธิมอบสุขในที่ดินทำกิน หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 5 ป่า ประกอบด้วย ป่าช่องแคบและป่าแม่โกนเกน / ป่าแม่ละเมา / ป่าแม่สอด / ป่าท่าสองยาง และ ป่าแม่ระกา พร้อมทั้งมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ในพื้นที่จังหวัดตาก ให้กับประชาชนในพื้นที่ป่าช่องแคบและป่าแม่โกนเกน จำนวน 1,231 เล่ม

6. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมกันผลักดัน ให้ ‘ไม้กลายเป็นหิน’ ณ อุทยานแห่งชาติดอยสอยมาลัย จังหวัดตาก ถูกบันทึกสถิติโลกว่าเป็น ‘ไม้กลายเป็นหินที่ยาวที่สุดในโลก’ ลง Guinness World Records ได้สำเร็จ เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของเยาวชน ตลอดจนผู้ที่มีความสนใจด้านแหล่งธรณีวิทยาที่สำคัญในประเทศไทย

7. สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย หรือที่ชาวเมียนมาเรียกแม่น้ำตองยิ่น แห่งที่ 2 บริเวณฝั่งไทยที่บ้านวังตะเคียนใต้ หมู่ที่ 7 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก

>> จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
8. รถไฟทางคู่ช่วงหัวหิน - ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 84 กม. วงเงิน 5,807 ล้านบาท ภายใต้โครงการรถไฟทางคู่สายใต้ระหว่างนครปฐม - ชุมพร

>> จังหวัดเพชรบุรี

9. โครงการประตูระบายน้ำคลอง D9 ซึ่งรัฐบาลนี้เป็นผู้อนุมัติ เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาไม่สามารถทำได้ โดยโครงการนี้จะเป็นการแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว ทั้งช่วยป้องกันน้ำท่วมและใช้เพื่อการเกษตร

>> จังหวัดราชบุรี

10. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมริมน้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี

11. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและแพทย์แผนไทย เช่น น้ำพุร้อน อุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน

12. พัฒนาศักยภาพแพทย์แผนไทยโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง โรงพยาบาลวัดเพลง โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวชาวไทยเนื่องจากมีระยะเวลาการเดินทางที่สะดวก

13. นำร่อง BCG Model ด้านเกษตรกรรม ประกอบด้วยด้านพืช ด้านประมง ด้านปศุสัตว์ ด้านเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ รายชนิดสินค้า เช่น มะพร้าวน้ำหอม, อ้อยโรงงาน, สุกร, โคนม, กุ้งก้ามกราม, พืชผัก เป็นต้น

14. ปรับปรุงเส้นทางถนนเฉลิมพระเกียรติ ทางหลวงหมายเลข 3291 ช่วงตั้งแต่สี่แยกเจดีย์หัก ถึงบริเวณทางเข้าวัดหนองหอย ระยะทางเกือบ 9 กิโลเมตร เพื่อลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top