Thursday, 23 July 2026
Hard News Team

‘ติ่ง มัลลิกา’ เปรียบ ‘พิธา’ เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกประชาชน นโยบาย 3,000 บาท ทำไม่ได้จริง ขึ้นค่าแรง 450 บาท ก็ลวงแรงงาน

ติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการคนดังนั่งเคลียร์ ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2566 เกี่ยวกับประเด็น ที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของก้าวไกล ได้เคยหาเสียงไว้ในการที่จะให้เงินผู้สูงอายุ และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยมีใจความว่า ...

ข้อที่ 1 เขาประกาศเองว่าเขาทำไม่ได้ นโยบาย 3,000 บาท เนื่องมาจากว่าเขาเป็นรัฐบาลพรรคผสม จากนั้นเขาไปดูงบประมาณแล้ว เขาจะต้องไปดึงงบไป เกลี่ยงบมา เขาจะต้องจ่ายเงิน 3,000 บาทให้ คนแก่ 1 คน ทั้งประเทศมีคนแก่ 12 ล้านคน สรุปเขาจะต้องใช้เงิน 6 แสนล้านบาท พิธาหลอกลวงประชาชนหรือไม่ พิธาเป็นยิ่งกว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่
ทำบาปมากที่ไปหลอกคนแก่ทั่วทั้งประเทศไทย ตอนหาเสียงที่ทาบอกว่าสามารถทำได้ภายใน 100 วัน แต่ปัจจุบันบอกว่า 3,000 บาทจะทำได้หลังปี 2570 เท่ากับที่ผ่านมาพิธาหลอกลวงประชาชน

ข้อที่ 2 เงินค่าจ้าง 450 บาท หลอกลวงแรงงาน ทั้งหมดเลย ทั้งแรงงานต่างด้าว ทั้งแรงงานไทย อ้างว่าทำไม่ได้ เพราะเนื่องมาจาก เวลาจะขึ้นค่าแรง 450 บาทนั้น จะต้องไปผ่านคณะกรรมการ 3 ฝ่าย คณะกรรมการ 3 ฝ่ายนั้นเป็นบอร์ดไม่ใช่นายกจะสั่งซ้ายสั่งขวาได้เลย เขาหลอกลวงประชาชน จะมีหรือที่ว่า นักการเมืองอย่างพิธา ที่อยู่คณะกรรมาธิการงบต่างๆนั้นจะไม่รู้เรื่องนี้ เขาจะต้องรู้อยู่แล้วว่าการจะประกาศขึ้นค่าแรงงานนั้นไม่สามารถประกาศได้เลยจะต้องผ่านคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ซึ่งคณะกรรมการ 3 ฝ่ายนี้เพิ่งประชุมไปเมื่อปี 2565 ค่าแรง 300 บาทยังไม่ขึ้น นั่นก็แปลว่าถ้าคุณเข้าไปเป็นรัฐบาล 100 วันค่าแรงมันก็ยังไม่สามารถที่จะขึ้นได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นสรุปได้ 2 อย่างก็คือข้อ 1 พิธาไม่รู้พิธาไม่มีความรู้ ในเรื่องของกลไกในเรื่องของการบริหารประเทศ หรือข้อที่ 2 ก็คือพิธาเจตนาหลอกลวงประชาชน มัลลิกากล่าวทิ้งท้าย
 

‘ชาวไทยมุสลิม’ สวมชุดมลายู ร่วมฉลอง ‘วันอีดิลอัฎฮา’ อวดโฉมอัตลักษณ์ที่ทรงเสน่ห์ได้อย่างอิสระเสรี

‘วันอีดิลอัฎฮา’ เป็นวันที่มีขึ้นเพื่อรำลึกถึงความเสียสละของ ‘อิบราฮิม’ ที่ยอมสละชีวิตบุตรชายของตัวเองเพื่อศาสดามูฮัมหมัด แต่ศาสดาได้มอบแกะให้อิบราฮิมเชือดแทน ชาวมุสลิมทั่วโลกจะฉลองวันนี้ด้วยการเชือดสัตว์ เช่น วัว และแพะ จากนั้นจึงนำไปแบ่งปันให้ญาติ มิตรสหาย ตลอดจนบริจาคให้ผู้ยากไร้

ซึ่งในปีนี้ สำนักจุฬาราชมนตรีได้ออกมาประกาศว่า มีผู้เห็นดวงจันทร์ 1 ซุ้ลฮิจญะฮฺ ฮ.ศ. 1444 ตรงกับอังคารที่ 20 มิถุนายน 2566 วันอารอฟะฮฺ ตรงกับวันพุธที่ 28 มิถุนายน 2566 และ ถือว่า ‘วันอีดิลอัฎฮา’ ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน 2566 โดยให้พี่น้องมุสลิมทั่วประเทศได้ปฏิบัติศาสนกิจโดยพร้อมเพรียงกัน โดยคาดว่า บรรยายกาศการเฉลิมฉลองในปีนี้ จะเต็มไปด้วยความคึกคักของพี่น้องประชาชนชาวไทยมุสลิม ที่ต่างเดินทางไปร่วมกันปฏิบัติศาสนกิจโดยพร้อมเพรียง

นอกจากนี้ ชาวไทยมุสลิมทั้งผู้ใหญ่ เด็ก วัยรุ่น ยังสวมเครื่องแต่งกายด้วยชุดมลายู สีสันสวยงาม ยังมีให้เลือกหลากหลาย โดยแต่ละพื้นที่ก็จะนิยมแต่งกายแตกต่างกันออกไป แต่ทุกพื้นที่ก็ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของตัวเอง เช่น

ชุด ‘บาจู กูรง’ ลักษณะเด่นของชุดจะเป็นชุดที่ตัดเย็บจากผ้าผืนเดียวกันทำให้สี และลวดลายบนผืนผ้าจะเป็นแบบเดียวกันทั้งชุด มีความประณีตและสวยงาม เป็นชุดที่ดูสุภาพ ช่วยเสริมความโดดเด่นแก่ผู้สวมใส่

‘เสื้อโต๊ป’ ลักษณะชุดยาวคลุมข้อเท้า ผ่าหน้าความกว้างพอสำหรับสวมหัวได้ เสื้อแขนยาว นิยมใช้ผ้าสีขาวตัดเย็บ แต่การออกแบบปกและปลายแขนแตกต่างกัน เช่น คอกลมผ่าหน้ามีภู่ห้อย คอตั้ง ปกเชิ้ต ปลายแขนแบบปล่อย ปลายแขนติดกระดุมแบบเสื้อเชิ้ต หรือใช้ ‘Cufflink’

‘เสื้อปาเต๊ะ’ จากจังหวัดยะลา ตัดจากผ้า Sutra Patek Indonesia (สตรอ ปาเต๊ะ อินโดนีเซีย) เป็นผ้าปาเต๊ะ ที่นิยมสวมใส่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในอดีตจะใช้เป็นผ้านุ่ง หรือ ผ้าถุง แต่ปัจจุบันมีการส่งเสริม พัฒนาต่อยอดผ้าท้องถิ่น นำมาออกแบบ ตัดเป็นเครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า และอื่นๆ อีกมากมาย โดยลวดลายของผ้าปาเต๊ะ ส่วนใหญ่มีรูปแบบมาจากธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ดอกไม้ หรือรูปเลขาคณิตต่างๆ บางลายก็จะเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมความเป็นมลายูและจีนเข้าไว้ด้วยกัน ถ่ายทอดออกมาผ่านลวดลายบนผ้า เช่น รูปดอกท้อ ดอกโบตั๋น พัด ลายหงส์ หรือ นกฟินิกส์ เป็นต้น

ทั้งนี้ การสวมชุดมลายูของชาวไทยมุสลิมในวันสำคัญนั้น ถือเป็นการคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทยมุสลิม ซึ่งกำลังได้รับการผลักดันให้เป็นมรดกโลก ถือเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยที่เป็นเสน่ห์ และยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงอัตลักษณ์ที่ทรงคุณค่าของพี่น้องชาวไทยมุสลิมทุกกลุ่มในประเทศนี้ ซึ่งล้วนได้รับการยอมรับ และแสดงออกได้อย่างอิสระเสรี ตราบใดที่ไม่ขัดต่อกฎหมายในประเทศไทย
 

วันก่อตั้งคณะกรรมการโอลิมปิกสากล จุดเริ่มต้นมหกรรมกีฬาโอลิมปิก

วันนี้ เมื่อ 129 ปีก่อน กำเนิด คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) เพื่อฟื้นฟูโอลิมปิกยุคโบราณสู่กีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่

คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2437 โดยมี ปิแอร์ เดอ กูเบอร์แตง ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้นำในการประชุมระหว่างประเทศ ซึ่งจัด ณ มหาวิทยาลัยปารีส เพื่อฟื้นฟูกีฬาโอลิมปิกยุคโบราณสู่กีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ 

ซึ่งเป็นระยะเวลาสองปีก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกที่ถูกจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2439 โดย IOC เป็นองค์กรอิสระระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาสังคมแห่งมวลมนุษยชาติให้ดียิ่งขึ้นผ่านการเล่นกีฬาระดับสากล IOC เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารจัดการการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกระดับสากล

ขณะเดียวกัน วันที่ 23 มิถุนายนของทุกปี จึงถูกกำหนดให้เป็น ‘วันโอลิมปิก’ หรือ ‘Olympic Day’ เพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันก่อตั้งของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล 

นอกจากนี้ วันโอลิมปิกยังมีเป้าหมาย ต้องการให้ผู้คนทั่วโลกได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมกีฬาในแบบฉบับของตัวเอง โดยไม่จำกัดเพศ อายุ หรือแม้กระทั่งความสามารถทางกีฬา ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติ หรือ National Olympic Committee (NOC) ในแต่ละประเทศได้พยายามจัดกิจกรรมในวันนี้เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเข้าถึงกีฬามากขึ้น
 

‘จีน’ มีสถานีฐาน 5G ทะลุ!! 2.73 ล้านแห่งแล้ว พร้อมเร่งสร้างขุมเครือข่ายขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จีนมีสถานีฐาน 5G เพิ่มขึ้นเป็น 2.73 ล้านแห่ง เมื่อนับถึงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายขนาดใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดในโลก

สำหรับงานแถลงข่าวของการประชุมเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก (Global Digital Economy Conference) ปี 2023 ซึ่งจะจัดขึ้นช่วงต้นเดือนกรกฏาคม ระบุว่าจีนกลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี 5G โดยมีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ 5G จำนวน 634 ล้านราย

ขณะเดียวกันภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจจีน จำนวน 45 ภาคส่วน ได้ทำการบูรณาการอินเทอร์เน็ตอุตสาหกรรม ซึ่งส่งเสริมขนาดอุตสาหกรรมมีมูลค่าสูงเกิน 1.2 ล้านล้านหยวน (ราว 5.82 ล้านล้านบาท) 

สำหรับทางด้านรายได้ของอุตสาหกรรมการผลิตข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของจีน ในปี 2022 อยู่ที่ 15.4 ล้านล้านหยวน (ราว 74.64 ล้านล้านบาท) ขณะที่รายได้ของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์อยู่ที่ 10.8 ล้านล้านหยวน (ราว 52.35 ล้านล้านบาท) และรายได้ของอุตสาหกรรมคลังข้อมูลขนาดใหญ่อยู่ที่ 1.57 ล้านล้านหยวน (ราว 7.61 ล้านล้านบาท) ซึ่งวางรากฐานมั่นคงสำหรับการบูรณาการสารสนเทศและอุตสาหกรรมในจีน
 

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นประธานเปิดการอบรมพัฒนาศักยภาพ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามน้ำมันเถื่อน รุ่นที่ 2

วันนี้ (22 มิ.ย.66) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.ตร.) ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการอบรมสัมมนาเพื่อเพิ่มขึดความสามารถและประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ในการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงของ ศปนม.ตร. รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2566 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 มิ.ย.66 ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 

การอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่เป็นชุดปฏิบัติการในการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมด ซึ่งการอบรมนี้จะมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากกรมสรรพสามิต และกรมธุรกิจพลังงาน มาให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งในรุ่นนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากทั่วประเทศจำนวน 200 คน มาเข้ารับการอบรม โดยในปีนี้มีแผนการอบรมทั้งหมด 2 รุ่น และรุ่นแรกได้อบรมไปแล้วเมื่อช่วงเดือน ม.ค.66 ที่ผ่านมาจำนวน 200 คน

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ถือเป็นปัญหาที่มีความสำคัญระดับชาติ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยในภาพรวม ความผิดเหล่านี้ทำให้รัฐสามารถเก็บภาษีได้ลดลง ทำให้เสียโอกาสในการนำงบประมาณเหล่านี้ไปพัฒนาประเทศ ที่ผ่านมา ศปนม.ตร. ได้มีการจับกุมผู้ต้องหาที่มีการลักลอบนำเข้าน้ำมันโดยผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติของ ศปนม.ตร. เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติ ซึ่งได้นำเอาเจ้าหน้าที่จากทั่วประเทศกว่า 200 นายมาเข้ารับการอบรมในครั้งนี้ การอบรมนี้จะสร้างประโยชน์ทำให้การปราบปรามน้ำมันเถื่อนมีประสิทธิภาพมากขึ้น และนำรายได้เหล่านี้กลับมาพัฒนาประเทศได้ต่อไป

‘ดศ.-สธ.’ ประชุม คกก.เฉพาะด้านระบบสุขภาพดิจิทัล เร่งวางแนวทางบริหารจัดการ Big Data เชื่อมข้อมูลแบบไร้รอยต่อ

วันที่ (22 มิ.ย. 66) ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประชุมคณะกรรมการเฉพาะด้านระบบสุขภาพดิจิทัล ครั้งที่ 1/2566 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุม เพื่อติดตามความคืบหน้าระบบบริหารจัดการ การแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศและระบบคลาวด์กลาง เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพด้วยมาตรฐานเดียวกัน ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้ทุกที่ ทุกเวลา แบบไร้รอยต่อ

นายอนุทินกล่าวว่า ระบบสุขภาพดิจิทัล เป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ลงนามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะด้านระบบสุขภาพดิจิทัล มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธาน ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงประจำกระทรวงสาธารณสุข เป็นกรรมการและเลขานุการ มีองค์ประกอบทั้งสิ้น 22 คน เพื่อจัดทำนโยบายแผนงาน แนวทาง และมาตรการในการส่งเสริมและพัฒนาด้านสุขภาพดิจิทัล กำหนดหลักเกณฑ์ มาตรฐาน ในการบูรณาการและการประมวลผลข้อมูลสุขภาพของประเทศ

ทั้งนี้ การบริหารจัดการ Big Data ด้านสุขภาพของประเทศ และมีการเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพด้วยมาตรฐานเดียวกัน จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้ทุกที่ ทุกเวลา แบบไร้รอยต่อ ขณะเดียวกันต้องดำเนินการภายใต้การมีธรรมาภิบาลการบริหารระบบสุขภาพดิจิทัลที่ดี

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า วันนี้เป็นการประชุมคณะกรรมการเฉพาะด้านระบบสุขภาพดิจิทัลครั้งแรก ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาระบบคลาวด์กลางด้านสาธารณสุขของประเทศไทย ซึ่งมี 2 กิจกรรมหลัก คือ

1.) การพัฒนาระบบบริหารจัดการการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศ ขณะนี้จัดทำร่างขอบเขตของงาน (TOR) และกำหนดราคากลางฯ เสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างขึ้นประกาศเพื่อประชาพิจารณ์ คาดว่ากระบวนการจัดซื้อจัดซื้อจัดจ้างฯ จะแล้วเสร็จ ภายในเดือนสิงหาคม 2566 นี้

2.) การจัดหาบริการระบบคลาวด์กลาง ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับกิจกรรมที่ 1 ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมจัดทำ (ร่าง) ขอบเขตของงานและราคากลางฯ พร้อมทั้งวางแนวทางให้ รพ.สต.ที่อยู่ในกำกับของกระทรวงมหาดไทย ใช้แพลตฟอร์มสารสนเทศกลางให้บริการผู้ป่วยนอก เพื่อลดการจัดหาระบบ การบำรุงรักษาและสร้างความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล รวมทั้งให้ส่งต่อข้อมูลสุขภาพเข้าสู่ระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพสำหรับเขตสุขภาพ (MOPH Data Exchange Gateway) และระบบการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลกลาง (Central Data Exchange Service) เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพการส่งต่อ ตามเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขด้วย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบ การแต่งตั้งที่ปรึกษาของคณะกรรมการเฉพาะด้านระบบสุขภาพดิจิทัล จำนวน 4 ท่าน ได้แก่ 1.) ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทร 2.) นพ.โสภณ เมฆธน 3.) นายไชยเจริญ อติแพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4.) ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิด้าน Digital Transformation สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) และเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ภายใต้คณะกรรมการเฉพาะด้านระบบสุขภาพดิจิทัล จำนวน 2 คณะ ประกอบด้วย

1.) คณะอนุกรรมการธรรมาภิบาลและแพลตฟอร์มระบบสุขภาพดิจิทัลระดับชาติ มีปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน เพื่อพิจารณากลั่นกรอง ให้ข้อเสนอแนะ ต่อร่างนโยบายแผนปฏิบัติงานด้านสุขภาพดิจิทัล แพลตฟอร์มระบบสุขภาพดิจิทัลระดับชาติ และกฎหมายสุขภาพดิจิทัล

2.) คณะอนุกรรมการวิชาการและระบบข้อมูลสุขภาพระดับชาติ มีผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (CIO) สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน เพื่อพิจารณากลั่นกรอง ให้ข้อเสนอแนะต่อสถาปัตยกรรมแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัล หลักเกณฑ์แนวทางการบูรณาการการประมวลผลข้อมูลสุขภาพ และมาตรฐานข้อมูลสุขภาพกลางของประเทศ
 

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวถึงแนวทางการดูแล ‘หยก ธนลภย์’ เพื่อป้องกันความขัดแย้งบานปลายในสังคม โดยกล่าวว่า…

“สิ่งที่ต้องเร่งทำ คือการหาตัวผู้ปกครองที่เหมาะสมกับเด็ก ตามกลไลทางกฎหมาย เพื่อคุ้มครองเด็ก ตามสิทธิเด็กที่พึงมี โดยไม่อาจปล่อยให้เด็กเป็นเหยื่อ ขณะเดียวกันเห็นว่าบรรดาพรรคการเมือง ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเด็ก และควรหยุดนำเด็กมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง แบบรายบุคคล แต่ควรกลับไปคิดเชิงระบบของการแก้ไขปัญหาเด็ก ว่าควรจะทำอย่างไรให้เยาวชนเป็นพลเมืองที่ดีมีภูมิคุ้มกันทางสังคม

ทั้งนี้ จะเห็นว่า คำว่า ‘ชุดนักเรียน’ หรือการแต่งกาย ไม่ได้เป็นข้อจำกัดทางการศึกษาอยู่แล้ว บริบทของปัญหามีความหลากหลายไม่มีถูกผิด เช่น ในตามพื้นที่ห่างไกล ยากไร้ การใส่ชุดนักเรียน เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่าย และในโรงเรียนที่ร่ำรวย และเด็กส่วนใหญ่มีเศษสถานะที่ดี การสวมชุดนักเรียน ช่วยให้เด็กอยู่ระเบียบ และลดความเหลื่อมล้ำในแต่ละครอบครัว”

‘ประเทศไทย’ ติดอันดับ 2 ปลายทางยอดนิยม นทท. ทั่วโลก ‘กรุงเทพฯ’ คว้าอันดับ 1 เมืองถูกจองเข้าพักมากที่สุด

วันที่ (22 มิ.ย. 66) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าประเทศไทย เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยผลสำรวจ เดือนม.ค. - พ.ค.ปี 2566 ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอันดับต้นบนหลายแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยว ทั้ง Agoda และ Klook สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสะสม 5 เดือน กว่า 10.6 ล้านคน สะท้อนศักยภาพด้านการท่องเที่ยวไทย และการดำเนินมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล

โดย Agoda แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวระดับโลก เปิดเผยสถิติข้อมูลนักท่องเที่ยวบนแพลตฟอร์มในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 พบว่า การท่องเที่ยวโดยรวมของไทยฟื้นตัวได้รวดเร็วกว่าประเทศอื่น จากการที่ไทยเปิดประเทศเร็ว โดยเฉพาะการเปิดรับนักท่องเที่ยวจีน ประกอบกับ ไทยมีเที่ยวบินรองรับนักท่องเที่ยวเพียงพอ

ประเทศไทยได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น และมีนักท่องเที่ยวเดินทางภายในประเทศมากที่สุดเป็นอันดับที่ 4 รองจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และมาเลเซีย

นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีการจองเข้าพักบนแพลตฟอร์มมากที่สุดในโลก โดย Agoda เชื่อมั่นว่า กรุงเทพฯ สามารถพัฒนาเป็น ศูนย์กลางเทคโนโลยีของเอเชียได้ ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ และสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมที่ทำให้ไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

นายอนุชา กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับ Klook แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชีย ในการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดภายใต้แคมเปญ ‘Let Your Journey be THAI’ โดยส่งเสริมต่างชาติให้เดินทางมาเที่ยวไทย ผ่านการประชาสัมพันธ์ 5F Soft Power ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากนักท่องเที่ยว

โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติจองกิจกรรมในไทยเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 1,200 จากช่วงเดียวกันของปี 2565 โดย ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย มีการจองกิจกรรมไทยบนแพลตฟอร์ม Klook มากที่สุดเป็น 5 อันดับแรก กิจกรรมยอดนิยม ได้แก่ ทัวร์แบบ Day trip กิจกรรมชมความสวยงามของเมืองไทย และสปา เป็นต้น

เปิดปูม ‘ไททัน’ มีคนเตือนเรื่องความปลอดภัย แต่สุดท้าย ตัวคนเตือนกลับโดน ‘ไล่ออก’

สื่อต่างประเทศเผยเรือดำน้ำ ‘ไททัน’ ของบริษัท OceanGate ซึ่งสูญหายระหว่างพาผู้บริหารและนักท่องเที่ยวลงไปสำรวจซากเรือไททานิคเมื่อวันอาทิตย์ (18 มิ.ย.) เคยถูกเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่ปี 2018 ก่อนที่คนเตือนจะถูก ‘ไล่ออก’

เรือดำน้ำไททันซึ่งมีซีอีโอของ OceanGate เป็นกัปตันผู้ควบคุมเรือ พร้อมผู้โดยสารอีก 4 คน ซึ่งได้แก่ เฮมิช ฮาร์ดิง (Hamish Harding) มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ พอล-อองรี นาร์เจอเลต (Paul-Henri Nargeolet) นักดำน้ำมืออาชีพฝรั่งเศส และ 2 พ่อลูกมหาเศรษฐีปากีสถาน คาดว่าจะยังเหลือออกซิเจนเพียงพอจนถึงเวลา 10.00 GMT วันนี้ (22 มิ.ย.) หรือประมาณ 17.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย

เรือดำน้ำไททันความยาว 6.7 เมตร ของบริษัท OceanGate ซึ่งมีฐานในเมืองเอเวอเร็ตต์ รัฐวอชิงตัน ถูกส่งลงไปใต้ทะเลลึกครั้งแรกเมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2018 โดยดำลงไปถึงระดับความลึก 4,000 เมตร ตามข้อมูลของเว็บไซต์บริษัท และเคยดำลงไปยังซากเรือไททานิคบนพื้นมหาสมุทรแอตแลนติกที่ความลึก 3,800 เมตร ครั้งแรกในปี 2021

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมหลายคน รวมถึงอดีตพนักงานคนหนึ่งได้เคยแสดงความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของเรือดำน้ำไททัน เนื่องจาก OceanGate เลือกที่จะไม่ขอการรับรองจากหน่วยงานตรวจสอบความปลอดภัยที่ได้รับความเชื่อถือ เช่น American Bureau of Shipping ซึ่งเป็นสมาคมจำแนกประเภทการเดินเรือของอเมริกา หรือบริษัท DNV ของทางยุโรป

วิล โคห์เนน (Will Kohnen) ประธานคณะกรรมการสอบทานด้านยานดำน้ำของ Marine Technology Society ระบุในจดหมายลงวันที่ 27 มี.ค. ปี 2018 ที่ส่งไปถึง สต็อกตัน รัช ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ OceanGate ซึ่งเป็นผู้ควบคุมเรือดำน้ำที่สูญหาย โดยเขาได้ย้ำเตือนความกังวลของคนในแวดวงอุตสาหกรรมเรื่องที่ OceanGate ไม่ได้นำเรือไททันผ่านกระบวนการรับรองด้านการออกแบบ การผลิต และการทดสอบกับหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ

ก่อนหน้านั้น เดวิด ล็อคริดจ์ (David Lochridge) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางทะเลของ OceanGate ได้ส่งรายงานด้านวิศวกรรมไปยังผู้บริหารของบริษัท ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการวิจัยและพัฒนายานดำน้ำลำนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของวัสดุที่ใช้ผลิตลำตัวเรือ (hull) และการที่บริษัทไม่ได้ดำเนินการทดสอบอย่างเข้มข้นว่าตัวเรือจะสามารถทนต่อแรงดันมหาศาลใต้ทะเลลึกได้หรือไม่

OceanGate ได้เรียกประชุมในวันถัดมาเพื่อหารือข้อกังวลของ ล็อคริดจ์ ซึ่งในตอนท้ายเจ้าตัวยืนยันว่ารับไม่ได้กับการออกแบบยานดำน้ำของทางบริษัท และจะไม่เซ็นอนุญาตให้ส่งคนลงไปกับเรือลำนี้จนกว่าจะมีการทดสอบเพิ่มเติม

จุดยืนของ ล็อคริดจ์ ทำให้เขาถูก OceanGate ไล่ออกในเวลาต่อมา นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้ยื่นฟ้องเอาผิดกับเขาในปีเดียวกัน ฐานนำข้อมูลลับภายในบริษัทไปหารือกับบุคคลภายนอกอย่างน้อย 2 คน

ล็อคริดจ์ ได้ยื่นฟ้องกลับในเดือน ส.ค. ปี 2018 โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาของ OceanGate และอ้างว่าบริษัทแห่งนี้พยายามข่มขู่ “ผู้เปิดเผยความจริง (whistleblowers) ไม่ให้ออกมาแฉปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้โดยสารที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่”

ขณะเดียวกัน เดวิด พ็อก (David Pogue) ผู้สื่อข่าว CBS ซึ่งเคยมีประสบการณ์ร่วมทดสอบเรือดำน้ำไททัน ก็ออกมาทวีตข้อความเมื่อวันอังคาร (20) ว่า ยานลำนี้เคย “ขาดการติดต่อ” กับเรือแม่หลายชั่วโมงระหว่างที่ดำลงไปใต้ทะเลเมื่อปี 2022 และสิ่งที่ลูกเรือทำในตอนนั้นก็คือการ ‘ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต’ เพื่อไม่ให้นักข่าวแชร์ข้อผิดพลาดนี้ออกไป

“พวกเขายังสามารถส่งข้อความสั้นๆ ไปยังเรือดำน้ำได้ แต่ไม่รู้ว่ามันอยู่ในตำแหน่งไหน” พ็อก ระบุ

“สถานการณ์ตอนนั้นทั้งเงียบและตึงเครียด พวกเขาตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อไม่ให้เราสามารถทวีตข้อมูลออกไปได้”

อ้างอิง : รอยเตอร์, Insider
 

เกิดเหตุระเบิดร้านปิ้งย่างในนครอิ๋นชวน เสียชีวิตแล้ว 31 ราย คาด เกิดจากมี ‘ก๊าซปิโตรเลียมเหลว’ รั่วไหลภายในร้าน

วันที่ (22 มิ.ย. 66) สำนักข่าวซินหัว, อิ๋นชวน รายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา หน่วยงานท้องถิ่นของจีน รายงานยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่ร้านอาหารแบบปิ้งย่าง หรือบาร์บีคิวในนครอิ๋นชวน เมืองเอกของเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุยทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็น 31 รายแล้ว

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20.40 น. บนถนนสายพลุกพล่านในเขตซิงชิ่งของอิ๋นชวน เนื่องจากมีก๊าซปิโตรเลียมเหลวรั่วไหลจากพื้นที่ของร้านอาหารดังกล่าว

คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย ระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตรวม 38 ราย ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว 31 ราย แม้จะมีความพยายามดำเนินงานกู้ภัย ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 7 ราย ซึ่งรวมถึง 1 รายที่มีอาการขั้นวิกฤต กำลังเข้ารับการรักษาทางการแพทย์
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top