Thursday, 23 July 2026
Hard News Team

‘ดร.หิมาลัย’ เตือน 'พนันออนไลน์' อันตรายไม่ต่างจาก 'ยาเสพติด' เยาวชนเข้าถึงได้ง่าย เพราะเล่นได้ ทุกที่ทุกเวลา

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 66 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้เล่าถึงประเด็น การพนันออนไลน์ ผ่านรายการ ‘คุยกับ ดร. หิมาลัย’ โดยระบุว่า…

พนันออนไลน์ร้ายกว่าเสพยา ทำไมหลายคนชอบเล่นการพนัน ถ้ามนุษย์เรามีความตื่นเต้นมีการลุ้น มันก็จะมีสารตัวนึงที่หลั่งออกมา สารนี้ชื่อว่าโดฟามีน

สารชนิดนี้ เป็นสารชนิดเดียว กับสารที่มาจากยาเสพติด มาเล่นการพนันสารชนิดนี้ก็จะหลั่งออกมาจากสมองผู้เล่นการพนันก็จะมีความรู้สึกว่าตัวเองมีความสุข ผู้เล่นการพนันจึงติดการเล่นพนัน

การเปิดบ่อนเสรีนั้น มีการถกเถียงกันมาโดยตลอดมีการหยิบยกข้อดีและข้อเสียมาพูดคุยกัน ข้อดีก็อย่างเช่นเป็นการหาเงินเข้าประเทศ เงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ ข้อเสียก็อย่างเช่นอาจจะกระทบกับสถาบันครอบครัวซึ่งสุดท้ายแล้ว ตอนนี้ในประเทศไทยก็ยังไม่มีการเปิดก่อนเสรีกัน

การเปิดบ่อนการพนันนั้น อย่างน้อยก็จะต้องมีสถานที่ ในการเปิดบ่อน การพนัน การจะเข้าไปเล่นในบ่อนได้ก็จะมีผู้คัดกรอง ซึ่งเด็กๆไม่สามารถเข้าไปเล่นได้อย่างแน่นอน

แต่เมื่อพูดถึงการพนันออนไลน์ มันไม่จำกัดสถานที่ นี่คือสิ่งที่น่ากลัว นั่งอยู่ในห้องเรียน อาจารย์ กำลังสอนอยู่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ก็สามารถเล่นการพนันได้แล้ว การพนันออนไลน์สามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา เด็กและเยาวชนก็สามารถเข้าไปเล่นได้ เพราะมันไม่มีการคัดกรอง ใช้เว็บเป็นก็สามารถเล่นได้หมด การพนันออนไลน์จึงเกิดการหาลูกค้าหน้าใหม่ขึ้นมา จากงานวิจัยนั้นผู้เล่นอายุ 15-25 ปี มีจำนวนอยู่ประมาณ 3 ล้านกว่าคน ซึ่งเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ ซึ่งอายุขนาดนี้ ก็ย่อมจะเป็นผู้เล่นกลุ่มนักเรียนนักศึกษา เมื่อมันเล่นออนไลน์แล้วก็ไม่มีเงินกินข้าวไม่มีเงินไปโรงเรียน แล้วก็ไม่กล้าที่จะบอกพ่อแม่ สิ่งที่ตามมาก็คือการไม่เข้าห้องเรียน ขาดเรียน ปัญหาสังคมก็เกิดตามมา เมื่อไม่ไปโรงเรียนก็ไปรวมกันที่แหล่ง มั่วสุม แล้วก็เจอคนชักจูงไปในทางที่ผิดเด็กที่หน้าตาดีก็จะถูกชักจูงไปขายบริการทางเพศ ถ้าใจถึงหน่อยก็ชวนไปรับเล็กขโมยน้อยไปเป็นเด็กเดินยาเสพติดหรือไปก่ออาชญากรรมอื่นๆ ซึ่งก็จะเกิดปัญหาตามมา

เด็กวัยรุ่น ที่เดินเข้าสู่การพนันออนไลน์ก็จะมีค่านิยมอยากจะกินหรู อยู่สบาย งานเบา อยากจะหาเงินได้เงินแบบง่ายๆ แล้วเมื่อเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้อายุมากขึ้นเขาจะไปทำอะไรต่อ ในเมื่อเขาไม่เคยอดทนไม่เคยทำงานที่ลำบาก ก็อาจจะพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นเจ้าของเว็บไซต์การพนันขนาดเล็ก จนเติบโตไปสู่เว็บพนันขนาดใหญ่เป็นวัฏจักร

ประเทศชาติ ไม่ได้อะไรจากการพนันออนไลน์เลย ภาษีก็ไม่ได้ เศรษฐกิจก็ไม่มีการพัฒนา แต่มีผลเสียก็คือไปดูดเงินของคนในสังคม ออกมาสู่เงินนอกระบบ

เจ้าของเว็บพนันออนไลน์ เมื่อมีเงินแล้วก็เริ่มจะเข้าสู่ สังคมด้วยการใช้เงินนั้นสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ตัวเองดูดี เริ่มใช้เงินนั้นเข้าไปหาผู้มีอำนาจ เพื่อให้ผู้มีอำนาจนั้นการันตีตัวเองว่าตัวเองนั้นเป็นคนดี และต่อมา ก็อาจจะเข้าสู่การเป็นผู้มีอำนาจเสียเอง ก็จะเดินเข้ามาสู่การเมือง ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่อันตรายต่อประเทศชาติ

สื่อมวลชน เป็นอาชีพที่การพนันออนไลน์นั้นซื้อไม่ได้ เราจะเห็นได้ว่าเรื่องการพนันออนไลน์เรื่องนอกระบบนั้น ถูกเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้ผ่านทางสื่อมวลชนที่มีจรรยาบรรณ ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหนสื่อมวลชนก็จะตามไปหาข้อมูลมานำเสนอต่อสังคม เพื่อเอามาตีแผ่

คุณหมอ ขอเล่าประสบการณ์ เคสผู้ป่วยที่เจอ  พร้อมเตือนให้ดูแลตัวเอง ระมัดระวัง จากภัยใกล้ตัว

ผู้ใช้ TikTok ที่ชื่อว่า drmomdiary ได้โพสต์คลิปสั้น เล่าประสบการณ์ ของตนเองที่เจอกับเคสของผู้ป่วยในวันหยุด โดยระบุว่า ...

คุณหมอไม่ชอบวันหยุด วันหยุดยาวทุกคนจะชอบมากแต่คนที่ไม่ชอบเลยก็คือหมอ เพราะว่าข้อ 1 เคสผู้ป่วยที่มาจะเป็นผู้ป่วยหนัก เพราะถ้าไม่หนักจริงเขาก็ไม่มาในวันหยุดหรอก

ข้อที่ 2 ก็คือ เพราะอาการหนักแล้วก็ต้องปรึกษาหมอเฉพาะทาง ซึ่งหมอเฉพาะทางก็จะไม่ค่อยมีในช่วงของวันหยุด เพราะหมอก็จะลาไป ถ้าเกินศักยภาพของหมอเราก็ส่งต่อยากอีก ฉะนั้นแล้ววันหยุดสำหรับหมอแล้วไม่มีอะไรดีเลย

ยกตัวอย่าง เคสผู้ป่วยของหมอตา เหตุเกิดจากเทศกาลลอยกระทง เกิดเหตุพลุระเบิด แล้วโดนดวงตาเยอะมาก และส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาการหนัก บางครั้งก็ถึงขนาดสูญเสียการมองเห็นไปเลย มีผู้ป่วยอยู่คนหนึ่ง ไม่ได้จุดเองแค่คนไปยืนดูและก็ไม่ได้จะดูใกล้ๆ แต่พลุระเบิดเนี่ยมันกระเด็นแล้วไปโดนต้นไม้แล้วก็สะท้อนมาโดนที่ลูกตา เพราะฉะนั้นแล้วเพื่อความปลอดภัย ไม่ควรไปยืนในบริเวณที่มีคนกำลังจุดพลุ

2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540  ไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จุดเริ่มต้นสู่ ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’

วันนี้เมื่อ 26 ปีก่อน ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท หลังจากถูกโจมตีค่าเงินบาทอย่างหนัก ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนจาก 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ พุ่งขึ้นไปที่ 40 บาททันที

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 วันอีกหนึ่งวันที่คนไทยหลายคนยังจดจำไม่ลืม เมื่อรัฐบาลไทยในสมัย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนัก จากอัตราแลกเปลี่ยน 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไปทันทีที่ 40 บาท และไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึง 52 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลกระทบอย่างหนักกับหลายบริษัทที่ไปกู้เงินดอลลาร์สหรัฐมาลงทุน

จากภาวการณ์ลดลงของค่าเงินบาทได้ส่งผลต่อภาระหนี้ต่างประเทศเป็นอันมาก เพราะดอกเบี้ยที่ต้องชำระคืนเพิ่มสูงเป็นอันมาก (ก่อนเกิดวิกฤต กู้มาในอัตราเพียง 1 ดอลลาร์เท่ากับ 25 บาท) ในปี 2533 ประเทศไทยเป็นหนี้ต่างประเทศ 29,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มเป็น 82,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2539 และเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในปี 2540 ไทยเป็นหนี้ต่างประเทศสูงถึง 109,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จำแนกเป็นหนี้ภาครัฐ 24,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หนี้ภาคเอกชน 85,200 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นภาครัฐเท่ากับร้อยละ 22.5 และหนี้ภาคเอกชนเท่ากับ 77.5 ของหนี้ต่างประเทศทั้งหมด

จากวิกฤตเศรษฐกิจ ในปี 2540 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและได้ขยายไปสู่ประเทศต่างในเอเชียอย่างรวดเร็ว จนถูกขนานนามว่า ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี

วิกฤตครั้งนั้น ยังส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยเป็นอันมาก โดยในช่วง 3 ปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 – 2542) อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบคือ เท่ากับ –2.6 โดยที่ภาคเกษตรกรรมขยายตัวเท่ากับร้อยละ 0.8 และภาคอุตสาหกรรมเท่ากับร้อยละ 0.4 ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งมีผลให้รายได้ของคนไทยลดลงในปี พ.ศ. 2540 รายได้ประชาชาติต่อหัวต่อปีของคนไทยเท่ากับ 75,991 บาท และลดลงเท่ากับ 73,771 บาท ในปี 2542 

นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อได้เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงได้สร้างแรงกดดันให้ต้นทุนวัตถุดิบที่เป็นสินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้น รวมทั้งค่าขนส่งและค่าบริการสาธารณูปโภคสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ในปี พ.ศ. 2540 อัตราเงินเฟ้อตลอดทั้งปีสูงขึ้นอยู่ในระดับร้อยละ 6 และเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 8.1 ในปี พ.ศ. 2541 มีคนว่างงานเนื่องจากการถูกปลดและบริษัทล้มละลายเกือบ 1 ล้านคน

‘อินเตอร์ลิ้งค์’ ผนึกกำลังผู้บริหารจากทั่วประเทศ เดินหน้าอย่างเต็มพลัง ปรับเปลี่ยนตามการเติบโตของตลาด เพื่อการ ‘เติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืน’

กลุ่มบริษัทอินเตอร์ลิ้งค์(The Group of INTERLINK) ผนึกกำลังผู้บริหารจากทั่วประเทศ มา ร่วมทบทวนยุทธศาสตร์กลางปี เดินหน้าอย่างเต็มพลัง  นำโดยคุณสมบัติ - ดร.ชลิดา และคุณณัฐนัย อนันตรัมพร  เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมาย ตามยุทธศาสตร์ที่เคยทำไว้และปรับเปลี่ยนตามการเติบโตของตลาด

ครอบคลุมด้านรายได้ และเน้นกำไร เพื่อการ "เติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืน" ในวันที่ 1-2 กรกฎาคม 2566 ณ ห้องประชุมแกรน์สุวรรณภูมิ  @อาคารอินเตอร์ลิ้งค์ (สำนักงานใหญ่)

‘เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข’ ปลงผมเข้าพิธีอุปสมบท เพื่อทดแทนคุณบิดามารดา เพื่อน พี่น้อง ในวงการบันเทิงมาร่วมงาน ร่วมอนุโมทนาบุญกันเพียบ

หลังจากเดินสายขอขมาลาบวชกับผู้ใหญ่ที่เคารพในวงการบันเทิง ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (1 ก.ค.66) พระเอกชื่อดัง “เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข” ได้ปลงผมเพื่อเข้าพิธีอุปสมบทเพื่อทดแทนคุณบิดามารดา โดยมีผู้ใหญ่ พี่น้องในวงการมาร่วมงาน ทั้ง เต้ย จรินทร์พร, เกรท วรินทร, เป๊ก เปรมณัช, ตู่ ปิยวดี ที่มาร่วมอนุโมทนาบุญ อีกทั้งยังมี “พระบอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์” ที่บวชไปก่อนหน้านี้ได้มาปลงผมให้น้องชายคนสนิทด้วย

เปิดประวัติ ความเป็นมา ‘อลงกรณ์ พลบุตร’ ผู้ผลักดันการปฏิรูป เข้มแข็งและกล้าหาญ บนจุดยืนประชาธิปไตยที่ชัดเจน

“อลงกรณ์”คือใคร เคยทำอะไร เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำการฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ สถาบันการเมืองเก่าแก่ที่สุดของประเทศในยามที่พรรคตกต่ำถดถอยได้หรือไม่

เขาเป็นคนหนึ่งที่ผลักดันการ

ปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์และการปฏิรูปประเทศมาโดยตลอด คราวนี้ประกาศลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นคนแรก

ลองมาดูประวัติและผลงานโดยสังเขป ของนายอลงกรณ์ พลบุตร

เขามีความเป็นมาอย่างไรและทำอะไรมาบ้าง

>จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

>ได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูงจากหลายประเทศเช่นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ปอร์ตุเกส ฯลฯ

>เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นเลขาธิการสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยคนแรกและกรรมการสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย(ปี2524-2528)เป็น1ในแกนนำต่อสู้เพื่อเสรีภาพปลดโซ่ตรวน ปร.42

>เคยเป็นหุ้นส่วนเจ้าของและผู้บริหารบริษัทนำเข้าส่งออก บริษัทคอมพิวเตอร์ บริษัทโฆษณา-สื่อมวลชน บริษัทเหมือนแร่ กิจการร้านอาหาร

>เป็น ส.ส.สมัยแรกในปี 2535และเคยเป็นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการงบประมาณ กรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหลายคณะเช่นการท่องเที่ยว,การพาณิชย์,การทหารฯลฯ

>เป็นเลขานุการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและเลขานุการนายกรัฐมนตรี(ชวน หลีกภัย) ปี 2539-2544

>ได้รับฉายา”มิสเตอร์เอทานอล”

ปี 2543-2544 ในฐานะประธานโครงการเอทานอลทำให้มีน้ำมันแก๊ซโซฮอลล์จำหน่ายทั่วประเทศ

>เป็น”ดาวเด่นแห่งปีของรัฐสภา”ปี 2546จากผลงานการปราบปรามคอรัปชั่น

>ได้รับรางวัล”คนดีสังคมไทย”และรางวัล”บุคคลดีเด่นประจำปี 2548-2549”และคนดีศรีเมืองเพชร”ปี2565

>เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และทำหน้าที่รมต.เศรษฐกิจอาเซียน ปี 2551-2554

>ได้รับการโหวตให้เป็นรัฐมนตรีที่มีผลงานดีเด่น2ปีซ้อน ปี 2552-2553

>ได้รับการคัดเลือกจากนิตยสารอังกฤษ”Intellectual Property Magazine ให้เป็น1ใน50ผู้ทรงอิทธิพลของโลกด้านการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา

>เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเคยเป็นเลขาธิการสภาพรรคการเมืองเสรีนิยมและประชาธิปไตยแห่งเอเชีย(CALD)

>เป็นผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรรัฐสภาแห่งเอเชีย-แปซิฟิก(APPF:ASIA-Pacific Parliamentary Forum)

>เป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ

>เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ปี 2558-2560

>เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS) ปี2660-2561

>สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยประกาศเกียรติคุณให้เป็น ”บุคลากรผู้ทรงคุณค่าต่อขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทย “ปี 2563

>เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานคณะกรรมการกว่า10คณะเช่นประธานคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ.กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0 และประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(AIC:Agritech and Innovation Center) ระหว่างปี2562-2566

>เป็นประธานมูลนิธิWorkdview Climate Foundation (2565-ปัจจุบัน)

>เป็นผู้ก่อตั้ง-ประธานและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย

>เป็นหุ้นส่วนเจ้าของ-ผู้บริหารหลายบริษัทด้านการเกษตร รีสอร์ท และพัฒนาที่ดิน

>เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม(Social Enterprise)ชื่อRFC(Read For Change)

> เป็นอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 4 สมัยและอดีตส.ส.เพชรบุรีและส.ส.บัญชีรายชื่อ6สมัย

>เป็นอดีตประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์เพชรบุรี(สาขาพรรคดีเด่น)

> เป็นคนที่อยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ปี2534เพียงพรรคเดียว ไม่เคยสังกัดกลุ่มใดในพรรคจนได้รับการเรียกขานว่า”รองฯ.อิสระ”และ ไม่เคยย้ายพรรค

>เป็นผู้บรรยายพิเศษปริญญาเอก ปริญญาโทและปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง

>เป็นผู้บรรยายพิเศษหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงภาครัฐและเอกชนเช่น บยส. นธป.วตท. Tepcot สวปอ. นบส. วกส. วพน. วิทยาการตำรวจ สถาบันพระปกเกล้า ฯลฯหัวข้อหลัก การปฏิรูปประเทศไทย และอนาคตเศรษฐกิจดิจิตอล(The Future of Digital Economy)ฯลฯ.

>มีผลงานเขียนหนังสือ(pocketbook)4เล่มด้านต่างประเทศ วิทยาศาสตร์และการเมือง

“อลงกรณ์”กล่าวตอนหนึ่งในคำแถลงเปิดตัวลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า

“วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องการก้าวใหม่ของตัวเองและโอกาสใหม่จากประชาชนด้วยการแสดงออกถึงภาวะผู้นำที่เข้มแข็งและกล้าหาญบนจุดยืนประชาธิปไตยที่ชัดเจนเพื่อนำประเทศออกจากกับดักความขัดแย้งและวงจรอุบาทว์ด้วยหลักนิติรัฐและธรรมาภิบาลสู่เอกภาพและศักยภาพใหม่ของประเทศเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของทุกคน โลกเปลี่ยนเร็วและแข่งขันแรงทั้งการเมือง เศรษฐกิจและเทคโนโลยี ประเทศไทยต้องมีพรรคการเมืองที่ทันสมัยก้าวหน้าทันโลกทันเกมและก้าวใหม่ประชาธิปัตย์คือคำตอบ”

เขาจะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่9ได้หรือไม่ วันที่ 9 กรกฎาคมนี้ คนประชาธิปัตย์จะเป็นผู้ให้คำตอบ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ นำประชาชนชาวสมุทรสาคร ร่วมปลูกต้นไม้ ปล่อยสัตว์น้ำ และปรับภูมิทัศน์ สร้างจิตสำนึก "โครงการจิตอาสาพัฒนา พุทธมณฑลสมุทรสาคร สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ"

วันนี้ (1 ก.ค. 66) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะนายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานในพิธี ร่วมกับจังหวัดสมุทรสาคร ชมรมชาวปักษ์ใต้สมุทรสาคร  ตำรวจภูธรภาค 7 และตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร  นำประชาชนชาวสมุทรสาคร เข้าร่วมในโครงการจิตอาสาพัฒนา พุทธมณฑลสมุทรสาคร สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ  

โดยภายในงานนี้มี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่ายเอกชน ข้าราชการ นักเรียนนักศึกษา ตลอดจนประชาชนจิตอาสา รวมกันกว่า 1,000 คน เข้าร่วมโครงการอย่างพร้อมเพรียง ณ พุทธมณฑลสมุทรสาคร สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ต.อำแพง อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า กิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้ สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ จัดโครงการดังกล่าวเพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ ระลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษาและต่อยอดพระราชกรณียกิจของพระราชบิดา ภายในงานมีกิจกรรมหลายอย่างประกอบไปด้วย

(1) กิจกรรมปลูกต้นไม้ 1,020 ต้น ประกอบด้วยต้นชมพูพันธ์ทิพย์ ต้นเหลืองปรีดียาธร และต้นทองอุไร เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนในพื้นที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
(2) กิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ซึ่งประกอบไปด้วย ปลากะพงจำนวน 4,000 ตัว 
(3) ปรับภูมิทัศน์ ทำความสะอาด และเก็บวัชพืชในพื้นที่สวนสาธารณะ 

อีกทั้งครั้งนี้  ทางสมาคมฯ ได้ร่วมกันมอบอุปกรณ์การเรียน และอาหารแห้งสำหรับเด็กจำนวน 50 ชุด ให้แก่ศูนย์เด็กเล็กทีปังกรการุณยมิตร อบต.อำแพง อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เพื่อเป็นการสนับสนุนการดูแลเด็กเล็กให้กับชุมชนอำแพงต่อไป

นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้กล่าวเพิ่มเติมว่า จากดำเนินโครงการจิตอาสาที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่จะรวมใจชาวปักษ์ใต้เพื่อสืบสานรักษาต่อยอดโครงการพระราชดำริ ยังเป็นการประกาศให้รู้ว่าชาวใต้รักในสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้จัดโครงการจิตอาสานอกพื้นที่ภาคใต้ เพื่อขยายพื้นที่ให้พี่น้องชาวปักษ์ใต้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เพื่อเป็นการสร้างความรักสามัคคี และยังเป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชาวชุมชน ในครั้งนี้ได้เลือกพื้นที่ที่เป็นสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาวสมุทรสาครใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกาย และพักผ่อนหย่อนใจ การมาปลูกป่า และปรับภูมิทัศน์นี้จะช่วยเพิ่มความร่มรื่นให้กับสวนสาธารณะดังกล่าว เพื่อให้ชาวจังหวัดสมุทรสาครได้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากยิ่งขึ้น และสามารถใช้ประโยชน์ในการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ให้อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

TasteAtlas ประกาศผลการจัดอันดับ “10 Best Rated Curries” ผ่านทางช่องทางเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ 5 ใน 10 อันดับ ชื่อของประเทศไทยปิดหัวท้ายตาราง สมฉายา “สวรรค์แห่งอาหาร”

TasteAtlas คือสารานุกรมที่รวบรวมข้อมูลอาหารจากทั่วโลก ทั้งรายการอาหารและเครื่องดื่มมากกว่า 10,000 รายการ 23,334 ร้านอาหาร เพื่อจัดอันดับความนิยมในอาหาร จากทุกภูมิภาคทั่วโลก ยอดการเข้าชมเว็บไซต์มากกว่า 3.7 ล้านครั้งต่อเดือน

ผลการจัดอันดับ 10 Best Rated Curries ซึ่งเป็นการจัดอันดับล่าสุดใน (มิถุนายน 2023) ของ TasteAtlas เผยว่า เมนู “แกงพะเเนง” ของไทย คว้าเเชมป์แกงที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2023 นอกจากนั้น รองเเชมป์ก็ยังเป็นของไทย ด้วยเมนู “ข้าวซอย” ซึ่งเคยถูกจัดอันดับเป็นแชมป์ Best Rated Soups in the world 2022 สร้างเสียงฮือฮาเป็นอย่างมากในปีที่ผ่านมา

รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปปง.ตร.พอใจผลการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ฟอกเงิน ให้ข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ ตอบโจทย์การทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

จากการดำเนินคดีอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายคดี มักมีการเกิดอาชญากรรมรูปแบบของการฟอกเงินตามมา มีทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดจำนวนมาก ซึ่งคดีในลักษณะนี้มีความแตกต่างจากคดีทั่วไป เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติต้องมีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง ดังนั้น พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปปง.ตร. จึงได้อนุมัติให้ ศปปง.ตร.จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ เกี่ยวกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พุทธศักราช 2542 ขึ้น เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน และมูลฐานความผิดที่เชื่อมโยงถึงการฟอกเงิน รวมถึงนายทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายอย่างจริงจังต่อเนื่องเด็ดขาด เพื่อให้ได้ผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรมต่อไป

ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปปง.ตร. จึงได้ดำเนินโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ เกี่ยวกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พุทธศักราช 2542 ประจำปีพุทธศักราช 2566 ขึ้น 2 รุ่น โดยรุ่นแรก วันที่ 19-22 มิถุนายน 2566 และรุ่นที่ 2 วันที่ 27-30 มิถุนายน 2566 โดยมีข้าราชการตำรวจจากหน่วยต่าง ๆ ทั่วประเทศ เข้ารับการฝึกอบรม รุ่นละ 116 ราย ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.

วันนี้ (30 มิ.ย.66) เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.ศักดิ์ศิรา เผือกอ่ำ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศปปง.ตร. เป็นประธานปิดโครงการ ฯ ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ เกี่ยวกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พุทธศักราช 2542 ประจำปีพุทธศักราช 2566 รุ่นที่ 2 พร้อมมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้เข้ารับการอบรม ณ ห้องประชุม โรงแรมคลาสสิก คามีโอ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมจากตำรวจภูธรภาค 3 , ภาค 4 , ภาค 5 , ภาค 5 , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมทั้งสิ้นจำนวน 116 นาย 

ทั้งนี้ พล.ต.ต.ศักดิ์ศิรา กล่าวว่า ศปปง.ตร.ได้รายงานผลการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กับ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศปปง.ตร. ซึ่ง ผบ.ตร. และรอง ผบ.ตร. พอใจผลการฝึกอบรมดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง มั่นใจว่าข้าราชการตำรวจที่ผ่านการอบรมทุกนาย จะนำความรู้ดังกล่าวไปเสริมสร้างทักษะในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ และจะเป็นครูต้นแบบที่จะนำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับข้าราชการตำรวจในหน่วยงานสังกัดของตนต่อไป 

เลขาฯ ศอ.บต. ลงพื้นที่  ติดตามความคืบหน้าการทำลายเรือประมง ภายใต้โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบฯ จ.ปัตตานี พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ทำงานอย่างเต็มที่

พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ลงพื้นที่ ท่าเรือคานเบอร์ 5 บริษัท อุตสาหกรรมประมงจังหวัดปัตตานี ติดตามความคืบหน้าการทำลายเรือตามมาตรการลดจำนวนเรือประมง เพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กรณีเร่งด่วน (เรือชุดที่ 1) พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ 

โดย เลขาธิการ ศอ.บต. ได้ให้แนวทางการทำลายเรือแก่เจ้าหน้าที่ หากมีส่วนประกอบของเรือบางลำที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ก็อยากให้ดำเนินการ เช่น การนำไปสร้างบ้านให้แก่ผู้ยากไร้ ซึ่งต้องดำเนินการภายหลัง จากกรมเจ้าท่าได้เข้ามาตรวจสอบและยืนยันว่าเรือไม่สามารถใช้การต่อได้ พร้อมทั้งขอบคุณและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ได้เดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ทางศูนย์ประสานงานโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัด การทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กรณีเร่งด่วน (เรือชุดที่ 1) นำโดย ศอ.บต. ผู้แทนกรมเจ้าท่าและกรมประมงได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบความถูกต้องตามคุณสมบัติของเรือประมงในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จำนวน 86 ลำและเมื่อสำรวจเสร็จสิ้นเจ้าหน้าที่มีการจัดทำแบบรายงานผลการตรวจสอบความถูกต้องของคุณสมบัติเรือประมงรายลำ และจัดทำลงนามสัญญาเงินเยียวยาเรือประมง เพื่อขอรับเงินเยียวยา งวดที่ 1 เสนอต่อคณะทำงานด้านการจ่ายเงินเยียวยาเรือประมงพิจารณาให้ความเห็นชอบสัญญาและแจ้งมายัง ศอ.บต. ดำเนินการเบิกจ่ายเงินงวดที่ 1 ให้แก่ผู้ประกอบการและเจ้าของเรือประมงที่ประสงค์จะออกนอกระบบ สำหรับการทำลายเรือประมง ศอ.บต. บูรณาการร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าในการจัดทำลาย

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top