Thursday, 23 July 2026
Hard News Team

การประชุม 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ยังตกลงกันไม่ได้เรื่อง ประธานสภาฯ ‘พิธา’ บอกยังมีเวลา ขอทำงานเป็นขั้นเป็นตอน

การประชุม 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล 2 ชั่วโมง น่าจะจบลงแบบไม่ราบรื่นนัก
ที่ประชุม 8 พรรคร่วม ยังตกลงกันไม่ได้เรื่อง #ประธานสภา จะเป็นของพรรคใดระหว่างก้าวไกลกับเพื่อไทย พิธาบอกว่า ยังมีเวลา ทำงานเป็นขั้นเป็นตอน อย่าเปิดประเด็นใหม่ 

ดูจากสีหน้าของทุกคู่ ไม่สดใสร่าเริงเหมือนตอนแถลงจับมือ ส่งรอยนิ้ว จับมือรูปหัวใจ แต่วันนี้ไม่ใช่ ไม่มีรอยยิ้มให้เห็น

ยังมีเวลา ทำงานเป็นขั้นเป็นตอน ถ้าพิจารณากันตามข้อเท็จจริง คือมีเวลาแค่วันนี้ เพราะพรุ่งนี้ทุกพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลจะมีการประชุม ส.ส.ของพรรค ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องแจ้งเรื่องทิศทางในการเลือกประธานสภาว่าจะเป็นอย่างไร จะต้องเลือกใครจากพรรคไหน

พรุ่งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินเปิดประชุมสภา จากนั้นวันที่ 4 กรกฎาคม ก็จะเป็นการประชุมสภานัดแรกเพื่อเลือกประธานสภา และรองประธานสภาสองตำแหน่ง

หรือการโหวตเลือกประธานสภาจะย่างเข้าสู่โหมตฟรีโหวตจริงๆ แต่ถึงแม้นจะฟรีโหวต และพรรคก้าวไกลเสนอชื่อคนของพรรค ก็เชื่อว่า พรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ ยังจะยกมือให้คนของพรรคก้าวไกลเป็นประธานสภา เพื่อให้การจัดตั้งเดินหน้าต่อไปได้ แบะทอดเวลาไปสำหรับการเจรจาต่อรองทางการเมือง เพราะเมื่อโหวตเลือกประธานสภาแล้ว มีเวลาอีก 10 วัน ในการกำหนดวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

เกมต่อไปคือเกมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แต่จนถึงวันนี้ ทำไมพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไทย ว่าที่นายกรัฐมนตรี ถึงยังไม่บอกกล่าวกับใครว่า “ตกลงซาวเสียง สว.แล้ว เขาจะเลือกพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีสักกี่คน”

ทำให้สงสัยได้ว่า “หรือ 1 เดือนของความพยายามในการกล่อม สว.ให้กลับใจมาเลือกพิธา ยังย่ำอยู่ที่เดิม ที่เดิมที่ 6-7 เสียง หรือ 19-20 เสียง ยังไม่ขยับเข้าไปใกล้ 64 เสียง เพื่อให้ได้ 376 เสียง คือเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา

หรือใจมันสั่นๆที่จะพูดความจริง ความจริงที่ว่า “เรามีเสียง ส.ส.อยู่ 312 เสียง และมีสว.ใจเต็มร้อยให้พิธาแค่ 6-7 เสียง ที่เหลือรับปาก แต่ไม่ยืนยัน แน่นอนว่าทางการเมืองใครไปหาเขาก็รับปากหมดแหละ ไม่มีใครปฏิเสธต่อหน้าหรอก

เหมือนเวลา ผู้สมัคร ส.ส.ไปพบหัวคะแนน ไปคุยกับชาวบ้าน ทุกคนรับปากจะช่วยรับปากจะเลือกทุกคน จนทำให้ผู้สมัครหลงตัวเองว่า “เสียงดี-กระแสตอบรับดี”

แต่ผลคะแนน ผลโหวตจะเป็นตัวขี้วัด ระบอบประชาธิปไตย คือระบอบการมีส่วนร่วม ทั้งทางตรง และทางอ้อม ทางตรงผ่านขบวนการเลือกตั้ง ทางอ้อม คือตัวแทนที่ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ทำหน้าที่แทน

14 ล้านเสียงนั่นคือทางตรงที่ประชาชนออกไปเลือกพรรคก้าวไกล และเป็น 14 ล้านเสียงที่ทรงพลัง หนุนก้าวไกล หนุนพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ความอ่อนด้อยในประสบการณ์ในการเจรจา ในการจัดตั้งรัฐบาล ที่ด้อยกว่าเพื่อไทยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายยุคสมัย

วันนี้ก้าวไกล 151 เสียง จึงตกเป็นรองต่อเพื่อไทย 141 เสียง ทำนอง “ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก” ซึ่งข้อเท็จจริงก้าวไกลขาดเพื่อไทยก็จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ หันซ้ายก็เห็นศัตรู หันขวา เราก็เคยตั้งป้อมจะปลดล็อคเขา เดินไปข้างหน้าก็เห็นป้อมปราการที่มีอายุหนักเล็งอยู่

โอ้…ก้าวไกลจะเดินต่ออย่างไรดี หรือปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ บอกได้เลยครับว่า “เจ๊ง” การเมืองไม่มีธรรมชาติ มีแต่การล็อบบี้ ต่อรองทั่งนั้น

ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เชื่อได้ว่า ฝ่ายรัฐบาลเดิมจะเสนอคนลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย และชื่อคนลงชิง ถ้าพรรครวมไทยสร้างชาติเสนอ ก็จะเป็นชื่อ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ถ้าพรรคพลังประชารัฐเสนอก็จะเป็นชื่อ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ”

พีระพันธุ์ ยอมสละเก้าอี้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมกับทิ้งประโยคเด็ด “ไม่ทิ้งลุงตู่ จะอยู่ช่วยจนคนสุดท้าย” มีความหมายโดยนัยยะทางการเมืองอย่างไม่น่ามองผ่าน

วันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แน่นอนว่า ซีก 188 เสียงต้องโหวตให้พีระพันธุ์ แล้วดันมี สว.200 คนโหวตเลือกพีระพันธุ์ จะทำให้เสียงพีระพันธุ์มี 388 เสียง “ส้มก็จะหล่น”ใส่ พีระพันธุ์แบบเต็มตีน

ไม่ใช่เชียร์พีระพันธุ์ แต่ถ้าก้าวไกลไม่ชัด คำตอบของโจทย์ยาก อาจจะมาในรูปนี้ก็เป็นได้

ย้อนดู พฤติกรรม ว่าที่ประธานสภาฯ ‘หมออ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา’ ไม่ผูกเนคไท เข้าสภาฯ อภิปรายเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

‘หมออ๋อง’ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก อดีตนายสัตวแพทย์ ที่พรรคก้าวไกล ส่งชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร สู้กับพรรคเพื่อไทย หากเราลองย้อนดูพฤติกรรมที่ผ่านมาของหมออ๋องแล้ว ก็จะพบว่ามีพฤติกรรมหลายๆอย่างที่ไม่เหมาะสม

หมออ๋องไม่ผูกเนคไท เข้าสภาฯ 
ซึ่งประเด็นนี้ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ก็ได้เคยกล่าวอภิปรายในร่างข้อบังคับฯ ในประเด็นการแต่งกายของส.ส. แล้วว่าเป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่ การแต่งกายไม่เรียบร้อยนั้นเป็นการไม่เคารพต่อประธานสภาและเพื่อนสมาชิก

หมออ๋อง ขึ้นอภิปรายเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
โดยเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2563 นายปดิพัทธ์อภิปรายว่า "นี่เป็นคำถามแห่งยุคสมัย ปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่า จากบทสนทนาที่เราคุยกันในโต๊ะอาหาร วงเหล้า หรือในกลุ่มเพื่อนสนิท ตอนนี้กลับมาเป็นประเด็นทางสาธารณะ มันหมายความว่านี่คือคำถามแห่งยุคสมัย แทนที่ผู้ใหญ่จะใช้วิธีปิดปากปิดตา ปิดหู ทำไมเราไม่ทำหน้าที่ในการตอบ ในการถามกลับ” 

ในปี 2565 นายปดิพัทธ์ ยังได้เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบของมาตรา 112 ที่มีต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน ในช่วงที่นักกิจกรรมจากกลุ่มทะลุวังไม่ได้รับการประกันตัวจากการถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระหว่างเดือน พ.ค.-ส.ค. 2565

นายปดิพัทธ์ เคยกล่าวถึงบทบาทของอนุ กมธ. ชุดนี้ว่า ต้องการสร้างกระบวนการที่สามารถให้มีบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลและหาทางออกร่วมกันได้ โดยได้มีการเรียกให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดี ม.112

ซึ่งในขณะนี้ทางพรรคเพื่อไทยก็ได้เตรียมจะส่งนายสุชาติ ตันเจริญ หรือพ่อมดดำ ส.ส.ฉะเชิงเทรา หลายสมัย ผู้มากประสบการณ์ ในการเดินเข้าสภาฯสมัยที่แล้ว ก็ยังได้ทำหน้าที่เป็นรองประธานสภาฯ ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม

ถ้าเปรียบเชิงมวยกันแล้วก็ดูเหมือนว่า พ่อมดดำ นั้นจะได้เปรียบหมออ๋องอยู่ไม่น้อย เพราะมีเสียงสนับสนุนทั้งจากทางพรรคเพื่อไทยเอง และจากทางพรรคการเมืองอื่น

จากกำหนดการไทม์ไลน์ก็คงจะได้เปิดสภาฯกันเร็วๆนี้ ถึงตอนนั้นก็ไปลุ้นกันว่าหมออ๋อง จะได้นั่งเก้าอี้ประธานสภาฯ หรือว่าจะได้กินแห้ว

นักเขียนดังค่ายพระอาทิตย์ ชวนรู้จักตัวตน ‘ไพศาล พืชมงคล’  ผู้อยู่เบื้องหลังพรรคก้าวไกล ชู ‘ชัยธวัช’ เป็นประธานสภาฯ ดัน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

แน่นอนว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ย่อมจะต้องเป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีจะต้องได้เสียงจากรัฐสภา 376 เสียงขึ้นไป ส่วนใครจะเป็นไม่ใช่ปัญหาที่ผมจะพูดถึงไม่ว่าจะเป็นพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือแพทองธาร ชินวัตร หรือเศรษฐา ทวีสิน หากว่าคนนั้นได้การยอมรับจากเสียงข้างมากของรัฐสภ

ภาพของไพศาลที่เคยแสดงออกมาโดยตลอดนั้นเหมือนจะเป็นคนที่ยึดมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์ หากว่าคำพูดและการแสดงออกที่ผ่านมานั้นไม่ใช่น้ำกลิ้งบนในบัว

ไพศาลยังพยายามแสดงให้คนทั่วไปเห็นว่า มีสายสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ในรัฐบาลจีน แสดงให้เห็นชัดว่าตัวเองยืนอยู่ข้างจีน รัสเซีย อิหร่าน และต่อต้านยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐอเมริกาและต่อต้านรัฐไทยที่จะเอาตัวเองเข้าไปผูกพันกับอเมริกา หากที่เห็นไม่ใช่เป็นการเล่นละครในบทบาทของสายลับสองหน้า นั่นคือไพศาลที่เราเห็นผ่านตัวอักษรและการแสดงความเห็นในวาระต่างๆ

แต่วันนี้การแสดงออกของไพศาลนั้นทำให้เกิดคำถามว่าแท้จริงแล้วไพศาลมีตัวตนที่แท้จริงอย่างไร

เพราะไพศาลแสดงตัวตนชัดเจนว่า สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล มันอาจจะไม่ผิดอะไรที่คนคนหนึ่งจะเลือกจุดยืนทางการเมืองของตัวเอง หากคนนั้นไม่ใช่ไพศาล

ถ้าไพศาล เป็นไพศาลคนเดียวกับคนที่มีจุดยืนเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ คนที่มีหูตากว้างไกลอย่างไพศาลก็ต้องรู้ว่า พรรคก้าวไกลและแกนนำพรรคทั้งที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังนั้น ล้วนแล้วมีจุดยืนที่ท้าทายต่อการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ และต้องการลดทอนบทบาทและสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดแจ้ง

นอกจากนั้นนโยบายของพรรคก้าวไกลเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงกับสหรัฐอเมริกา และตั้งเป้าหมายในการเพิ่มทรัพยากรสำหรับการฝึกร่วมคอบร้าโกลด์ที่จัดขึ้นในไทย รวมไปถึงการร่วมมือในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก และพรรคก้าวไกลได้แสดงให้เห็นในหลายบทบาทอย่างชัดแจ้งว่ามีจุดยืนที่ยืนอยู่ข้างสหรัฐอเมริกา ทำไมคนที่เขาตั้งฉายาว่า “กุนซือสมองเพชร” อย่างไพศาลที่สร้างภาพให้คนเชื่อมาตลอดว่าต่อต้านสหรัฐอเมริกาจึงไปยืนอยู่ข้างพรรคก้าวไกลไปได้

ยังไม่ต้องพูดถึงสามจังหวัดใต้และ 4 อำเภอในสงขลาบ้านเกิดของไพศาล ต่อจุดยืนของพรรคก้าวไกล ที่แสดงออกถึงความเข้าอกเข้าใจฝ่ายที่เรียกร้องสันติภาพในรัฐปาตานี และล่าสุดมีคนออกมาเคลื่อนไหวอย่างเหิมเกริมภายหลังชัยชนะของพรรคก้าวไกลเพื่อเป้าหมายไปสู่การทำประชามติแบ่งแยกดินแดน แต่ไพศาลที่มักจะแสดงตนว่ารักชาติบ้านเมืองไม่เคยมีความเห็นต่อเรื่องนี้ออกมาเลย

ที่ไพศาลมีจุดยืนนี้อาจจะอ้างว่า เมื่อประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคก้าวไกลเข้ามาเป็นอันดับ 1 ก็มีความชอบธรรมที่พรรคก้าวไกลจะเป็นแกนนำรัฐบาล ที่ไพศาลมักจะใช้คำว่าฉันทมติของประชาชนเพื่อออกมาสนับสนุนพรรคก้าวไกลเสมอ

เมื่อเร็วๆ นี้ไพศาล โพสต์เฟซบุ๊กว่า นอนฝันไปหรือไรหนอ เมื่อคืนวันที่ 23 มิถุนายนเวลา 2.00 น. นายพิธาโพสต์ว่า ผมพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 แล้ว!!! ถ้าหากไม่ใช่เป็นเพราะละเมอตื่นขึ้นมาโพสต์ การโพสต์นี้ย่อมมีนัยความหมายแน่นอน!!! นายพิธา คุยอะไรกับใครหนอ และคุยว่าอย่างไร จึงมาโพสต์อย่างนี้!!!

เข้าไปดูเพจพิธาว่าพิธาโพสต์อย่างนั้นจริงไหม ก็ไม่มีหรอก เป็นไพศาลนี่แหละที่สร้างฝันขึ้นมาเอง

เราต้องรู้นะว่า น้องชายของไพศาลคือ พิชัย พืชมงคล นั้นตอนนี้เป็นกุนซืออยู่เบื้องหลังพรรคก้าวไกล ผมถึงบางอ้อว่าที่มาของโพสต์นั้นของไพศาล เพราะไพศาลเพิ่งจะพาชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล คนสงขลาบ้านเดียวกันไปพบกับบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงขอบฟ้าได้ ก็เลยมีความเชื่อว่าตอนนี้สวรรค์เปิดทางให้กับรัฐบาลพิธาแล้ว

“นายพิธาคุยอะไรกับใครหนอ และคุยว่าอย่างไร จึงมาโพสต์อย่างนี้” ถ้อยคำที่ไพศาลโพสต์นั้น เพื่อต้องการบอกนัยว่าคนที่ไพศาลพาชัยธวัชไปพบนั้นสามารถจะแผ้วทางให้พิธาไปสู่เป้าหมายได้

ถ้าเราติดตามการโพสต์ของไพศาลเขามักจะใช้วิธีการดังนี้ คือ โพสต์เรื่องหนึ่งขึ้นมาให้คนอ่านหลงเชื่อ แล้วสื่อมักจะเอาไปเล่นข่าว พอไม่เป็นความจริง ไพศาลก็จะโพสต์ว่าแผนนั้นล้มไปแล้ว คือ เป็นการโพสต์เองปฏิเสธเองแบบนี้หลายครั้ง

ต่อมาไพศาลยังโพสต์เฟซบุ๊กว่า การประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีจะมีขึ้นช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 66 เป็นอำนาจของประธานในการกำหนดวิธีการเลือกและ ณ วันนี้แนวทางคือจะเปิดให้เสนอชื่อแคนดิเดตพร้อมกันทีเดียวและกำหนดให้ ส.ส.ลงคะแนนโดยเปิดเผยด้วยวิธีขานชื่อก่อน ครบจำนวนแล้วจึงให้ ส.ว.ลงคะแนนโดยเปิดเผยด้วยวิธีการขานชื่อเช่นเดียวกันใครได้คะแนนเสียง 376 ก็เป็นนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภาก็จะนำความกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในวันนั้น อีก 2 วัน นายกรัฐมนตรีก็จะนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หลังจากนั้นราว 3 วัน คณะรัฐมนตรีก็จะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ เข้ารับหน้าที่ คอยจับตาดูการเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ “รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ในครั้งนี้!!! อาจจะได้เห็นปรากฏการณ์พิเศษที่ประดุจดังแสงอรุณยามฟ้าสาง แห่งการสร้างความสามัคคีในชาติ

ไพศาลต้องการสื่อให้เห็นว่า การจัดตั้งรัฐบาลที่จะมีคนเสนอชื่อพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น จะสำเร็จลงอย่างง่ายดายในการลงมติครั้งแรกเท่านั้น

และไพศาลเพิ่งจะโพสต์เฟซบุ๊กว่า ในช่วงการสมโภชศาลพระหลักเมือง เมื่อ 180 ปีก่อน พระหลักเมืองสงขลาพยากรณ์ว่า ในอนาคต จะมีคนสงขลา 3 คน มีบุญญาธิการมากมีอำนาจมากในบ้านเมือง จะได้ช่วยทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เป็นสุข

คนสงขลาคนที่ 1 คือเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและประธานองคมนตรี คนที่ 2 คือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ และประธานองคมนตรี

มีคำร่ำลือกันว่า คนสงขลาคนที่ 3 ตามคำพยากรณ์นั้นได้อุบัติแล้ว มีบุญญาธิการมาก จะทำให้มณฑลปักษ์ใต้ทั้งหลาย กลับคืนสู่ความสามัคคีและเป็นสุขอีกครั้งหนึ่ง!!! คนสงขลาและชาวภาคใต้ กำลังรอชมบารมีนั้นให้เป็นมิ่งขวัญแก่ราษฎรสืบไป

ไม่รู้ว่า ไพศาลต้องการบอกว่า คนสงขลาผู้มากบารมีคนที่ 3 คนนั้นคือ ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการของพรรคก้าวไกลหรือไม่

ไพศาลนั้นเป็นนักกฎหมายใหญ่และมีสำนักกฎหมายใหญ่หนุนหลัง แต่หลายครั้งความรู้ทางกฎหมายที่แสดงออกมาของไพศาลก็เป็นที่กังขา เช่นบอกว่า การยุบสภาฯ นั้นจะต้องทำเป็นมติคณะรัฐมนตรีเป็นต้น และการใช้กฎหมายแบบตัดตีนให้กับเข้าเกือกหลายครั้ง หรือว่าจริงๆ แล้วอาจไม่ใช่เพราะไพศาลสับสนในข้อกฎหมายหรอก แต่ต้องการใช้ความเป็นผู้รู้ทางกฎหมายของตนเพื่อเป้าหมายที่ซ่อนเร้นของตัวเองนั่นเอง

กฎจักรวาล เถียงยังไงก็แพ้ทุกที แต่มีเคล็ดลับ  Happy Wife Happy Life ขอให้เมียมีความสุข แล้วชีวิตเราจะมีความสุข

ผู้ใช้ Instagram ที่ชื่อ srisiamzzz ได้โพสต์คลิปสั้น เกี่ยวกับ ‘เมีย’ โดยมีใจความว่า ...

ทำไมเวลาทะเลาะกับเมีย แล้วไม่เคยเถียงชนะเมียเลย ก็ไม่เห็นจะต้องงงนะ อันนั้นคือกฎของจักรวาล เถียงชนะกับเขาแล้วเราได้อะไร ถึงเวลาก็ต้องไปตามง้อเขาอยู่ดี ถ้าเถียงชนะเขาแล้วเขานอนหันหลังให้ หรือไม่ให้เราเข้าไปในห้องนอน แล้วเราจะทำอย่างไร มีเคล็ดลับที่สำคัญอยู่ข้อนึง ก็คือ Happy Wife Happy Life ขอให้เมียมีความสุข แล้วชีวิตเราจะมีความสุข แค่นั้นเอง นี่คือกฎจักรวาล

คุณแม่น้องอินเตอร์ ขอแจง ส่งงานตรงเวลาทุกครั้ง  ตั้งใจและทุ่มเท เวลาพักในกองถ่าย คือเวลาทบทวนหนังสือ

โดนดรามาอยู่ไม่น้อย ถึงขั้นทำให้คุณแม่ของ “น้องอินเตอร์ รุ่งลดา รุ่งลิขิตเจริญ” ดาราเด็กมากความสามารถ ออกมาโพสต์ชี้แจง หลังถูกชาวเน็ตจับผิดว่าน้องอินเตอร์หยุดเรียนบ่อย แต่กลับได้รับรางวัลนักเรียนดีเด่น โดยคุณแม่น้องอินเตอร์ ชี้แจงประเด็นดังกล่าวในอินสตราแกรม inter_rungrada ระบุว่า

“ขอบคุณทุกๆ กำลังใจจากทุกคนที่มอบให้อินเตอร์มากๆ และเสมอมานะคะบอกกับลูกทั้ง 2 คนเสมอว่าถ้าทำอะไรให้ตั้งใจทำให้เต็มที่และทำให้ดีที่สุด สุดความสามารถทั้งเรื่องเรียนและทำงาน ผลลัพธ์ที่ได้จะดีหรือไม่อยู่ที่ตัวเราเอง ผลการเรียนปีที่ผ่านมาลูก 2 คนได้ใบ Certificate เรียนดีและอินเตอร์ก็ได้คะแนนรายวิชาสูงสุด 4 ใบ มาเป็นกำลังใจ

แต่ก็มีบางคนมาถามว่าได้มาได้ยังไง?...ขาดเรียนก็บ่อย บางคนพูดว่า ที่ได้ก็เพราะเป็นอินเตอร์ไง ก็เลยได้...ลูกมาเล่าให้ฟัง

พอได้ยินตัวเราเป็นพ่อเป็นแม่ แว๊บแรก ห่วงความรู้สึกของอินเตอร์มากที่สุด ถามว่าลูกรู้สึกยังไงที่มีคนมาถามแบบนั้น ลูกยอมรับว่าเสียใจกับคำพูดเหล่านั้น...แต่ก็อธิบายไป ว่าเขาต้องขยัน อดทน และพยายามในการอ่านหนังสือมากขนาดไหน แต่เหมือนคนถามไม่ได้ต้องการคำตอบ เดี๋ยวพ่อกับแม่จะช่วยตอบให้ ใช่ค่ะ...อาจจะไม่ได้ไปเรียนทุกวันเพราะต้องไปถ่ายละครและทำงานที่เขารัก แต่เขาก็ตามงานกับเพื่อนๆ และคุณครูที่โรงเรียนทุกวัน และพยายามส่งงานตรงเวลาทุกครั้ง ช่วงสอบเก็บคะแนนและสอบปลายภาคก็อ่านหนังสือและทำแบบฝึกหัดเยอะมากๆ แม้แต่ช่วงใกล้สอบ เวลาพักในกองถ่าย คือเวลาทบทวนหนังสือ อินเตอร์ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำมากๆ จนวันนี้สิ่งที่เขาพยายาม

ตั้งใจและทุ่มเท มันก็ประสบความสำเร็จ เขาควรมีความสุข แต่ก็ต้องมาโดนกับพลังงานด้านลบ แบบนี้มันก็นอยด์นิดนึง คนเป็นพ่อแม่อดสงสารไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร คอยช่วยซัปพอร์ตจิตใจเค้า และบอกให้เขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองทำ ภูมิใจกับมัน และชื่นชมตัวเองมากๆ เราคงบอกให้คนอื่นเข้าใจในตัวเราทุกอย่างไม่ได้ แต่เรารู้ดีว่าเราทำอะไร แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสุดท้ายอยากบอกว่า

คุณอย่าสงสัยในความสำเร็จของคนอื่นเลย จงสนใจในความสำเร็จของเขาจะดีกว่า สนใจว่าว่าเขาทำยังไง ทำอะไรบ้างจึงสำเร็จ และถึงไม่ชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของเขา ก็อย่าใช้ความคิดด้านลบมาทำร้ายคนอื่นเลย มันบาป

พ่อเจ้าสาว กล่าวสุนทรพจน์สุดซึ้ง  ทำคนทั้งงาน น้ำตาไหล จนกลายเป็นไวรัลบน TikTok

วันหนึ่งถ้าเปลี่ยนใจ ไม่รักลูกสาวของพ่อแล้ว ขออย่าทำร้ายเธอเลยนะ แค่พาเธอกลับมาหาพ่อ มาคืนให้พ่อก็พอ 

นี่คือเหตุการณ์จริงที่พึ่งจะเกิดขึ้นไปเมื่อไม่นานมานี้ ที่ประเทศสิงคโปร์ 

คุณพ่อรายหนึ่งในประเทศสิงคโปร์ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่น่าประทับใจ จนกลายเป็นไวรัลบน TikTok คำพูดของเขาทำเอาทั้งเจ้าสาวและเจ้าบ่าว และแม้แต่แขกที่มาร่วมงานยังน้ำตาซึม

คลิปเผยให้เห็นภาพคุณพ่อพาเธอเดินมาตามทางเดินเพื่อส่งตัวให้กับเจ้าบ่าว เมื่อไปถึงเจ้าบ่าว พ่อของเธอก็เริ่มกล่าวสุนทรพจน์ว่า

"ผมส่งลูกสาวที่มีค่าของผมไปให้คุณแล้ว ผมรู้ว่าคุณรักลูกสาวของผมมาก ผมจึงอยากให้คุณรักเธอ ดูแลเธอ ให้ความสำคัญกับเธอเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในสถานการณ์ใด ขอให้รักลูกสาวผมตลอดไป ขอให้มีแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรง ขอให้ทุกอย่างสมหวังดั่งที่ต้องการ ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง"

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่ทำเอาคนทั้งงานน้ำตาไหลไปตามๆ กัน เมื่อคุณพ่อของเจ้าสาว กล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า "ถ้าหากวันไหนคุณไม่รักลูกสาวของผมแล้ว ได้โปรดอย่าทำร้ายเธอ แค่พาเธอกลับมาคืนให้ผม"

ซึ่งเจ้าบ่าวตอบรับทั้งน้ำตาว่า "ตกลงครับ มันจะไม่เกิดขึ้น" คุณพ่อจึงตกลงประกาศว่า "โอเค ลูกสาวที่ล้ำค่าของผมเป็นของคุณแล้ว"

เจ้าบ่าวกล่าวว่า "ขอบคุณครับพ่อ" ก่อนที่จะร้องไห้โฮเข้าไปกอดคุณพ่อเจ้าสาวที่จังหวะนั้นก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป ขณะที่แขกที่อยู่ในงานต่างพากันร้องไห้น้ำตาไหลตาม

‘อาจารย์นพนันท์’ ผู้เชี่ยวชาญชื่อดัง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ไม่ว่าจะมีความเชื่อทางการเมืองอย่างไร ให้คนไทยรักษาเทิดทูนชาติของเราไว้  

อาจารย์นพนันท์ อรุณวงศ์ ณ อยุธยา อาจารย์มหาวิทยาลัยจิงเม่า หรือ University of International Business and Economics (UIBE) ที่ประเทศจีน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กถึง กรณีความเชื่อทางการเมือง โดยได้ระบุว่า ...

ช่วงกรณีพิพาทเขาพระวิหารเมื่อสิบกว่าปีก่อน ไทยกับเขมรรบกัน คนไทยบางส่วนกลับเชียร์เขมร เพียงเพราะเกลียดทหารไทยจากการเมืองไทย
ปัจจุบัน วอลเลย์บอลไทยแข่งกับต่างชาติ คนไทยส่วนหนึ่งเชียร์ต่างชาติ สะใจที่ไทยพ่ายแพ้ เพียงเพราะเกลียดนักวอลเลย์บอลจากการเมืองไทย

การเมืองเป็นเรื่องของความเชื่อ เดี๋ยวก็มา เดี๋ยวก็ไป เดี๋ยวก็แปรเปลี่ยน เพราะผูกยึดกับตัวบุคคล
แต่ชาติไทยไม่ใช่การเมือง ไม่ใช่ตัวบุคคล
ชาติไทยจะต้องดำรงอยู่ต่อไปอย่างน้อยตราบชั่วชีวิตของเรา ในฐานะที่เราเป็นคนไทยซึ่งมีหน้าที่โดยกำเนิดที่จะต้องรักษาเทิดทูนชาติของเรา ไม่ว่าเราจะมีความเชื่อทางการเมืองอย่างไรก็ตาม

‘พีท กันตพร’ เล่นใหญ่ นั่งคุกเข่าขอ ‘แก้มบุ๋ม’ แต่งงาน  ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติก

เตรียมสละโสดอีกคู่แล้ว สำหรับว่าที่เจ้าบ่าวป้ายแดง พีท-กันตพร หาญพาณิชย์ ผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ล่าสุดคุกเข่าทำเซอร์ไพรส์ขอแฟนสาว แก้มบุ๋ม-ปรียาดา สิทธาไชย แต่งงานท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติก ที่เกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ซึ่งทั้งคู่คบหาดูใจกันมานาน 4 ปีแล้ว ก่อนจะวางแผนใช้ชีวิตคู่ด้วยการสร้างเรือนหอ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา งานนี้เรียกได้ว่าหนุ่มพีทจัดใหญ่สุดๆ เพื่อว่าที่เจ้าสาวคนสวย ทั้งจุดพลุ และสวมแหวนเพชรเม็ดใหญ่ตีตราจอง ท่ามกลางเพื่อนพ้องคนสนิท ร่วมแสดงความยินดีกับทั้งคู่อย่างล้นหลาม

กรุงเทพฯ ขึ้นแท่น เทียบชั้น โตเกียว เบอร์ลิน สื่อแคนาดาระบุ แม้แต่อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย ก็ต้องมาเรียนรู้

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สื่อจากประเทศแคนาดา ได้โพสต์เกี่ยวกับระบบขนส่งมวลชนทางรางของกรุงเทพมหานคร โดยโพสต์ว่าเมืองนี้ มีระบบขนส่งทางรางที่หลากหลาย กรุงเทพฯกำลังสร้างเมืองให้มีเครือข่ายรถไฟฟ้า ทางรางเป็นศูนย์กลาง ผู้คนสามารถเดินทางไปที่สนามบินได้ด้วยรถไฟฟ้า หากนำระยะทางจากรถไฟฟ้าทั้งหมดมารวมกัน ก็จะได้ระยะทางความยาวมากกว่า 300 กิโลเมตร มีมากกว่า 200 สถานี

หลังจากที่สื่อของแคนาดา ได้โพสต์ข่าวนี้ลงไปก็ได้มี คอมเมนต์ ตอบกลับมา มากมายหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น 

เป็นเรื่องที่ดี ที่ได้เห็นกรุงเทพมหานครมีการพัฒนาขึ้น ทั้งการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและสวนสาธารณะ ทำให้เมืองที่วุ่นวายแห่งนี้น่าอยู่และดูสนุกสนานมากขึ้น ช่างเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับมหานครที่ มีความคับคั่ง

เป็นตัวอย่างที่ดี สำหรับเมืองอื่นๆของโลก แต่ควรเป็นระบบการชำระเงินแบบบัญชีเดียว

รถไฟฟ้า BTS เป็น หนึ่งในบริการที่ดีที่สุด ที่เคยได้ใช้บริการมา มีความสุขที่ได้เห็นการขยายตัว

ได้ขึ้นรถไฟฟ้าสายสีแดง มันสะอาดและสะดวกสบาย

มันเป็นเรื่องดีที่ได้เห็นระบบขนส่งสาธารณะขยายตัว พร้อมบริการที่ยอดเยี่ยม

‘พงษ์ภาณุ’ ชี้ปัญหา ความไม่สมมาตรของข้อมูลข่าวสาร ช่องโหว่ของกฎหมาย ความหย่อนยานของการบังคับใช้ ยกกรณี ‘Stark’

(2 ก.ค. 66) นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ฮิโรชิมะ ประเทศญี่ปุ่น อดีตปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ได้พูดคุย ผ่านรายการ ‘NAVY TIME เรื่องดี ๆ ประเทศไทยยามเช้า’ ออกอากาศช่วงเช้า เวลา 07.00- 08.00 น. ทางสถานีวิทยุเสียงจากทหารเรือวังนันทอุทยาน (ส.ทร.วังนันทอุทยาน) FM93 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2566 โดยได้ให้มุมมองถึง 
ตลาดทุนของประเทศไทยไว้ว่า ...

ตลาดทุนกับปัญหา Asymmetric Information 
ตลาดทุนมีหน้าที่สำคัญในการระดมเงินจากผู้ออมเงิน และนำเงินนั้นมาจัดสรรสู่การลงทุนซึ่งนำไปสู่การพัฒนาประเทศ ตลาดทุนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ เศรษฐกิจก็จะยิ่งพัฒนาและเติบโตได้มากขึ้นเท่านั้น

การระดมเงินมาลงทุนอาจทำโดยทางอ้อม Indirect Finance ผ่านสถาบันการเงิน หรือทางตรง Direct Finance โดยตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น เราได้ทุ่มเททรัพยากรเพื่อพัฒนาตลาดทุนให้เป็นเสาหลักคำ้จุนการพัฒนาประเทศ ทั้งการจัดโครงสร้างพื้นฐานของตลาด การจัดตั้งสถาบันการลงทุน การยกระดับ Corporate Governance ของผู้เล่น/สถาบันต่างๆในตลาดให้อยู่ในระดับสากล
แต่ไม่ว่าจะพัฒนาตลาดทุนอย่างไร ปัญหาก็เกิดขึ้นซ้ำซาก ทั้งนี้เพราะตลาดทุนทุกแห่งโดยธรรมชาติมีปัญหาหาเรื่องความไม่สมดุล/ความไม่สมมาตรของข้อมูลข่าวสาร (Asymmetric Information) กล่าวคือ ผู้นำเงินไปใช้มีข้อมูลข่าวสารมากกว่าผู้ให้เงิน และใช้ช่องโหว่ของกฏหมายหรือความหย่อนยานของการบังคับใช้กฏหมายมาฉ้อโกงประชาชนผู้ออมเงิน

กรณี Stark Corporation ไม่ใช่เรื่องใหม่และเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งทั้งในและต่างประเทศ ทางการน่าจะใช้เป็นบทเรียนสำคัญอีกบทหนึ่ง ในการทบทวนว่าโครงสร้าง Corporate Governance ของตลาดทุนไทยมีความเพียงพอหรือยัง โดยเฉพาะองค์กร/สถาบันต่างๆได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นคณะกกรรมการบริษัท (Board of Directors )กรรมการอิสระ คณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) ผู้สอบบัญชีภายในและภายนอก (Internal and External Auditor) เปึนต้น ฝ่ายผู้ลงทุนและสถาบันอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุน และสุดท้ายทางการต้องบังคับใช้กฏหมายโดยการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษอย่างเต็มที่และรวดเร็ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top