Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

สื่อนอกแฉ!! ‘ฮุน เซน’ รายได้เดือนละ 4 หมื่น แต่รวยทะลุ 1.4 แสนล้าน ชี้มาจากครอบครัวคุม ‘ธุรกิจ-สื่อ-กองทัพ’ ครองอาณาจักรกัมพูชาเบ็ดเสร็จ

(25 ส.ค. 68) นิตยสาร Property & Development ของอังกฤษ เปิดโปงว่า ‘ฮุน เซน’ อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และครอบครัวมีทรัพย์สินมูลค่าไม่น้อยกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 1.4 แสนล้านบาท แม้รายได้ทางการจากตำแหน่งผู้นำประเทศจะเพียงเดือนละ 40,000 บาทเท่านั้น แต่กลับสะสมความมั่งคั่งผ่านเครือข่ายธุรกิจและอำนาจการเมืองตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

นอกจากนี้ รายงานจากองค์กร Global Witness เมื่อปี 2016 ระบุว่า ครอบครัวฮุน เซน เป็นเจ้าของกิจการในกัมพูชามากกว่า 100 บริษัท มูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านบาท และยังมีที่ดินและทรัพย์สินในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ออสเตรเลีย หรือสหราชอาณาจักร เครือข่ายอิทธิพลนี้ทำให้ราชวงศ์ฮุนยังคงกุมทั้งอำนาจการเมือง เศรษฐกิจ กองทัพ และสื่อภายในประเทศ

แม้จะถูกวิจารณ์หนักเรื่องความหรูหราส่วนตัวท่ามกลางความยากจนของชาวกัมพูชา เช่น การสวมใส่นาฬิกามูลค่าหลายสิบล้านบาทต่อเรือน แต่ครอบครัวฮุน เซน ก็ยังคงรักษาฐานอำนาจได้แน่น ผ่านการแต่งตั้งลูกหลานเข้าคุมตำแหน่งสำคัญ ทั้งกองทัพ รัฐบาล และธุรกิจสื่อ โดยในปี 2023 ฮุน เซน ส่งต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้บุตรชาย ‘ฮุน มาเนต’ ขณะที่ตนเองขึ้นเป็นประธานวุฒิสภา

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การสะสมทรัพย์สินและอำนาจของราชวงศ์ฮุน คล้ายกับตระกูลการเมืองทรงอิทธิพลในภูมิภาคอื่น ขณะเดียวกันก็สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในกัมพูชาอย่างชัดเจน แม้จะมีเสียงเรียกร้องความโปร่งใสเพิ่มขึ้นจากทั้งภายในและต่างประเทศ แต่ด้วยโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากลึก จึงยากที่ครอบครัวฮุนจะสูญเสียอิทธิพลในเร็ววัน

อิสราเอลระดมโจมตี ฐานขีปนาวุธ-คลังเชื้อเพลิงเยเมน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย และบาดเจ็บ 86 คน

(25 ส.ค. 68) อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกรุงซานา เมืองหลวงเยเมน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้ที่กลุ่มฮูตีปล่อยขีปนาวุธและโดรนเข้าสู่อิสราเอล โดยกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าเป้าหมายคือสถานที่ทางยุทธศาสตร์หลายแห่ง รวมถึงทำเนียบประธานาธิบดี โรงงานไฟฟ้า ฐานยิงขีปนาวุธ และคลังเก็บน้ำมัน

กระทรวงสาธารณสุขของฮูตีรายงานว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย และบาดเจ็บ 86 คน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายเดือน ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องพลเรือนและตอบโต้การยิงขีปนาวุธจากเยเมน

ก่อนหน้านี้เพียงสองวัน กลุ่มฮูตีประกาศว่าพวกเขาได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลรูปแบบใหม่ไปยังอิสราเอล โดยอ้างว่าเป็นการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา แม้ส่วนใหญ่จะถูกสกัดกั้นกลางทาง แต่อิสราเอลมองว่านี่เป็นภัยคุกคามที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้

ตั้งแต่สงครามกาซาปะทุเมื่อเดือนตุลาคม 2023 กลุ่มฮูตีที่มีอิหร่านหนุนหลังได้เพิ่มการโจมตีทางอากาศและโจมตีเรือในทะเลแดงอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าจะยืนหยัดเคียงข้างชาวปาเลสไตน์ ขณะที่อิสราเอลก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีพื้นที่ยุทธศาสตร์ในเยเมนเป็นระยะ ทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ

มาตรการพลังงานครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

(24 ส.ค. 68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการ “เสียงจากใจ ไทยคู่ฟ้า” ออกอากาศวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 68 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเข้าร่วมประชุม ได้เห็นชอบมาตรการพลังงานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนในหลายเรื่องสำคัญ

โดยที่ประชุมได้อนุมัติการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมทั้งโครงการลมและแสงอาทิตย์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจรจาราคากับภาคเอกชนให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน พร้อมขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 เพื่อเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าไทย

กพช. ยังอนุมัติขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1–2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้กว่า 28,358 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยเลื่อนการปลดโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 8 และ 11 ออกไปถึงสิ้นปี 2574 ควบคู่กับการปรับปรุงเครื่องที่ 12–13 เพื่อใช้งานต่อถึงปี 2591 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุนใหม่ ลดการนำเข้า Spot LNG และลดค่า Ft ลงเฉลี่ย 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 9,566 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ จ่ายค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วยในงวดกันยายนถึงธันวาคม 2568 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทบทวนเกณฑ์เพดานการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ส่วนลดครอบคลุมผู้ใช้ส่วนใหญ่และเป็นธรรม

นอกจากนี้ กพช. ยังมีมติยืนยันราคาขายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้านต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายภายในประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนไฟฟ้าของประชาชนไทย พร้อมทั้งยกเลิกแผนการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ออกจาก กฟผ. โดยคงโครงสร้างแบบ Enhance Single Buyer (ESB) ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องมาตรฐานสากล รวมถึงเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการ Demand Response (DR) ต่อเนื่อง เพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟและลดการนำเข้า LNG โดยจะบรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ต่อไป

“รัฐบาลยืนยันว่า มาตรการพลังงานครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน” นางสาวศศิกานต์ กล่าวทิ้งท้าย

ลำปาง-ตร.ภาค 5 โชว์ผลงาน! แถลงข่าวจับยาบ้า 8.2 ล้านเม็ด ลำปาง–น่าน 

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น. ณ ที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย น.ส.นิติยา พงษ์พานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง, พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง, ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน, พันเอกกวิน ยาวิชัย รองผบ.มทบ32 , ป.ป.ส.ภาค 5 และนายปกรณ์ กรรณวัลลี ปลัดจังหสัดลำปาง ร่วมกันแถลงผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ 2 คดี ของกลางยาบ้ารวมกว่า 8,200,000 เม็ด ตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ ยึดยาบ้ารวมกว่า 8.2 ล้านเม็ด

คดีที่ 1 (ลำปาง) วันที่ 23 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่พริก จ.ลำปาง ตรวจพบรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้อ HINO สีขาว–น้ำเงิน ทะเบียน 71-0101 สุราษฎร์ธานี ตรงตามที่ได้รับแจ้งจากสายลับ เมื่อสแกนผ่านอุโมงค์เอ็กซ์เรย์พบช่องลับภายในตู้ทึบ ตรวจสอบพบกระสอบบรรจุยาบ้า จำนวนประมาณ 8,000,000 เม็ด จึงจับกุมนายเอ(นามสมมุติ) ผู้ขับขี่ และนางสาวบี (นามสมมุติ) ผู้โดยสาร ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่พริก ดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีที่ 2 (น่าน) วันที่ 24 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เวียงสา จ.น่าน สกัดจับรถยนต์กระบะนิสสัน นาวาล่า สีส้ม ทะเบียน 2ฒถ 8914 กรุงเทพมหานคร พบผู้ขับขี่คือนายไก่(นามสมมุติ) และผู้โดยสารคือนายเป็ด(นามสมมุติ) จากการตรวจค้นพบยาบ้า 200,000 เม็ด ซุกซ่อนในช่องประตูแคปฝั่งผู้ขับขี่ จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เวียงสา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ตำรวจภูธรภาค 5 ย้ำเดินหน้าบูรณาการร่วมทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และ ป.ป.ส. ปฏิบัติตามข้อสั่งการของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเข้มข้น มุ่งสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนใน

#ตำรวจภูธรภาค5 #จับยาบ้า82ล้านเม็ด #ลำปาง #น่าน #หยุดยาเสพติด
ภาวินันท์ บุตรหล้า รายงาน

อ.สมชัย โพสต์เฟซ!! ถึงมาตรฐานทางจริยธรรม ที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจนำมาใช้ ในการพิจารณาคดี!! คลิปเสียงการสนทนา ‘แพทองธาร – ฮุนเซ็น’

(24 ส.ค. 68) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีตกกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ระบุข้อความว่า …

ไม่ไหวจะเคลียร์

มาตรฐานทางจริยธรรม ที่อาจนำมาใช้ประกอบในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงการสนทนาแพทองธาร-ฮุนเซ็น มีดังนี้

ข้อ 6  ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ข้อ 7 ต้องถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน

ข้อ 8 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

ข้อ 17 ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

ข้อ 19 ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่

ข้อ 25 รักษาความลับของราชการตามกฎหมายและ ระเบียบแบบแผนของราชการ

นั่งลงลูก ค่อยๆอ่าน ค่อยๆคิด ว่าเอาไงต่อดี เหลือไม่กี่วันแล้ว

กลุ่มเยาวชนนักอนุรักษ์ ‘Below the Tides’ ของ ‘อริณชย์-อริสา ทองแตง’ สร้างชื่อเสียง!! คว้ารางวัล ‘ประกายเพชร’ สร้างแรงบันดาลใจ ด้านสิ่งแวดล้อม

(24 ส.ค. 68) กรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดพิธีมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติเด็กและเยาวชนดีเด่นกรุงเทพมหานคร (ประกายเพชร) ครั้งที่ 20 ประจำปี 2568 โดยนายสิงห์ ลิ้มพิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว เป็นประธานในพิธี โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนที่มีอายุ 10-25 ปี ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ผลงานใน 9 ด้าน เช่น ด้านกีฬา, ศิลปวัฒนธรรม, นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม

ปีนี้มีเยาวชนได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 99 รางวัล แบ่งเป็นประเภทบุคคล 80 รางวัล และประเภทกลุ่ม 19 รางวัล ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโล่ ใบประกาศเกียรติบัตร และทุนการศึกษา ซึ่งประเภทบุคคลได้รับทุนคนละ 3,000 บาท ส่วนประเภทกลุ่มได้รับทุนกลุ่มละ 5,000 บาท เพื่อเป็นการสนับสนุนและเชิดชูเกียรติให้เยาวชนได้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อไป

โดยในประเภทกลุ่มเด็กและเยาวชนประกายเพชร ปรากฎว่ามีกลุ่ม“Below the Tides” ที่มี นายอริณชย์ หรือน้องอิน ทองแตง และ น.ส.อริสา หรือน้องเอม ทองแตง นักเรียน จาก โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพฯ สองพี่น้องร่วมก่อตั้งได้รับรางวัลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมอยู่ด้วย โดยมี น.ส.อริสา หรือน้องเอม เป็นตัวแทนกลุ่มขึ้นรับรางวัล ประกายเพชร ในครั้งนี้

กลุ่ม Below the Tides เป็นกลุ่มเยาวชนที่มุ่งมั่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการศึกษาเกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพรินต์ในพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ผลงานวิจัยของพวกเขาได้รับการยอมรับในเวทีระดับนานาชาติ และเป็นที่มาของรางวัลมากมายในปี 2568 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จของเยาวชนไทยที่มีหัวใจรักสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ความโดดเด่นของทั้งสองเริ่มขึ้นจากการคว้ารางวัลเหรียญทองจากการประกวดผลงานวิจัยในการประชุมเคมีนานาชาติ The 20th Asian Chemical Congress (20ACC) หรือ ASIACHEM2025 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติให้เป็นเยาวชนดีเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปี 2568 โดยได้เข้าร่วมถ่ายภาพกับนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ทำเนียบรัฐบาล

จากผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ น้องเอม และ น้องอิน ยังได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วม โครงการ Thailand Youth Climate Action 2025 ซึ่งจัดโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมให้เป็นตัวแทนเยาวชนไทยในเวทีระดับนานาชาติ ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเยาวชนสามารถมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกที่ดีขึ้นได้

รัฐสภากัมพูชา แถลงอวย!! 'ฮุน เซน' ทิ้ง!! ใบปริญญาทั้งหมดที่ได้จากไทย

(24 ส.ค. 68) จากกรณีที่สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาประกาศว่า ได้ทิ้งปริญญาบัตรดุษฎีกิตติมศักดิ์ทั้งหมดที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยในไทย 3 แห่ง 

รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ชื่นชม สมเด็จฮุน เซน ที่มีการตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่า รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอแสดงความสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการตัดสินใจอันชาญฉลาดของ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ที่ได้สละปริญญากิตติมศักดิ์ทั้งหมดที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ ความรักชาติอย่างสูงสุด และความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของสมเด็จ ฮุน เซน ในการปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย เอกราช ผลประโยชน์หลักของชาติ และศักดิ์ศรีของกัมพูชาอย่างชัดเจน

รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอย้ำว่า ศักดิ์ศรีของราชอาณาจักรกัมพูชาไม่อาจวัดได้ด้วยปริญญากิตติมศักดิ์ ความจริงและคุณธรรมมิได้อยู่ที่สัญลักษณ์จากสถาบันต่างประเทศ แต่อยู่ที่วีรกรรมอันกล้าหาญ การเสียสละตลอดชีวิต และความสำเร็จอันเป็นรูปธรรมนับไม่ถ้วนของสมเด็จ ฮุน เซน ในการนำสันติภาพ การพัฒนา ความเจริญรุ่งเรือง และความสามัคคีมาสู่กัมพูชาอย่างสมบูรณ์

สมเด็จ ฮุน เซน ยึดมั่นในคำขวัญที่ว่าที่ใดมีพลเมืองทุกข์ยาก ที่นั่นย่อมมีหน้าของสมเด็จเดโชฮุนเซนอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากกรณีความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย สมเด็จ ฮุน เซน ได้เสียสละกำลังกาย กำลังใจ และจิตวิญญาณ ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และประชาชนชาวกัมพูชา

สมเด็จ ฮุน เซน เป็นวีรบุรุษของชาติ บิดาแห่งสันติภาพ ผู้นำประเทศ และประชาชนชาวกัมพูชาผู้โดดเด่น ผู้ซึ่งสละชีวิตเกือบทั้งชีวิต เสี่ยงชีวิตเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ นำมาซึ่งสันติภาพอย่างสมบูรณ์และการพัฒนาที่ยั่งยืนและกลมกลืนในกัมพูชา

เกียรติยศ ชื่อเสียง และความสำเร็จของ สมเด็จ ฮุน เซน คือความจริงทางประวัติศาสตร์ที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจของชาวกัมพูชาทุกยุคทุกสมัยตลอดไป รัฐสภากัมพูชาขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ผู้นำไทยทั้งทางการเมืองและการทหารยังคงแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้นำกัมพูชาและประชาชนกัมพูชาทั้งประเทศ

รัฐสภากัมพูชาขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า การละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาตามแนวชายแดน อันเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่หลายฝ่ายพยายามไกล่เกลี่ย รวมถึงการจับกุมทหารกัมพูชา 18 นายโดยพลการและผิดกฎหมาย ซึ่งยังไม่ได้รับการปล่อยตัว และการแทรกแซงทางการเมืองเพื่อบิดเบือนความจริงและสร้างความสับสนให้กับประชาชน

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีผู้นำระดับสูงของกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จ ฮุน เซน และ สมเด็จ ฮุน มาเนต ไม่ใช่วิธีที่ดีในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย และนำไปสู่ความสัมพันธ์อันปกติและสันติภาพโดยสมบูรณ์ของทั้งสองประเทศ

ในทางตรงกันข้าม การกระทำเหล่านี้จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งให้ยืดเยื้อออกไปอีก ซึ่งจะยังคงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของกองทัพ กองกำลังติดอาวุธทุกประเภท และผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีและเด็กหลายแสนคน รวมถึงเศรษฐกิจของชาติโดยรวม

รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอเรียกร้องให้ประชาชนชาวกัมพูชาทุกคนร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันในการสนับสนุนรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต และประธานวุฒิสภา ฮุน เซน ตามพระราชกฤษฎีกาของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย และเอกราชของชาติ และต่อต้านอย่างแข็งขันต่อความพยายามใด ๆ ที่จะทำลายเกียรติยศ ความสำเร็จ และมรดกของสมเด็จฮุน เซน

ภาษีรายได้เป็นลบ Negative Income Tax ควรทำหรือไม่!! ทำไปเพื่ออะไร!!

(24 ส.ค. 68) เราคุ้นเคยกับคำว่า ภาษีรายได้ หรือ Income tax ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากผู้ที่มีรายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้ 

อย่างในบ้านเรา ใครก็ตามที่มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่เกือบๆ 26,000 บาทขึ้นไปก็จะต้องเริ่มจ่ายภาษีที่อัตรา 5% ของรายได้ที่เกินจำนวนที่ว่า และอัตราภาษีของผู้ที่มีรายได้มากก็จะยิ่งสูงตาม

แล้ว ภาษีรายได้เป็นลบ (Negative Income Tax หรือ NIT) NIT คืออะไร

NIT เป็นแนวคิดที่มาจาก Universal Basic Income (UBI ) หรือ รายได้ขั้นตํ่าทั่วไปของนักคิดชาวอเมริกัน และยุโรป มีการพัฒนาและถูกพูดถึงมาหลายศตวรรษ โดยมีบุคคลสำคัญในแต่ละยุคสมัย ดังนี้

ยุคบุกเบิก ศตวรรษที่ 16 - 18
โธมัส มอร์ (Thomas More) - ในหนังสือเรื่อง "Utopia" (ค.ศ. 1516) บรรยายถึงสังคมที่ทุกคนได้รับรายได้ที่รับประกันโดยรัฐ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใกล้เคียงกับ UBI มากที่สุด

โธมัส เพน (Thomas Paine) -  ในบทความ "Agrarian Justice" (ค.ศ. 1797) ได้เสนอให้มีการจ่าย "เงินทุน" ให้กับประชาชนทุกคนเมื่ออายุครบ 21 ปี และจ่ายเงินบำนาญรายปีเมื่ออายุ 50 ปี โดยให้เหตุผลว่าทุกคนมีสิทธิ์ในทรัพยากรธรรมชาติของโลกอย่างเท่าเทียมกัน

ยุคใหม่ (ศตวรรษที่ 19 - 20)  
โจเซฟ ชาร์เลียร์ (Joseph Charlier) - นักสังคมนิยมจากเบลเยียม ได้เสนอแนวคิดนี้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1848 โดยเรียกมันว่า "เงินปันผลจากดินแดน" (Territorial Dividend)

มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) ในทศวรรษที่ 1960 - ได้ออกมาสนับสนุนแนวคิด "รายได้ที่รับประกัน" อย่างจริงจัง โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม

มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) - นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบล แม้จะเป็นนักเสรีนิยม แต่ก็ได้เสนอแนวคิดที่ใกล้เคียงกันในชื่อ "ภาษีเงินได้ติดลบ" (Negative Income Tax) โดยมองว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพกว่าในการช่วยเหลือคนยากจน เมื่อเทียบกับระบบสวัสดิการที่ซับซ้อนในขณะนั้น

ดังนั้น NIT และ UBI คือเรื่องเดียวกัน แม้จะเรียกชื่อต่างกันก็ตาม

แต่ในสภาพเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน แทบทุกประเทศทั้งฝั่งอเมริกา หรือยุโรป ก็ล้มเลิกแนวคิดแจกเงิน (นโยบายประชานิยม) เพราะจากวันนั้นถึงวันนี้ ไม่มีชาติไหนเอาแนวคิดเรื่อง NIT หรือ UBI มาใช้งานจริง แม้แต่ชาติเดียว 

NIT ตามที่เป็นข่าว คือ การแจกเงินให้กับผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้ แต่รายได้น้อยกว่าเกณฑ์ที่เริ่มเสียภาษี โดยจะแจกให้จนมีรายได้ตามเกณฑ์  

หากใช้เกณฑ์ปัจจุบัน ที่รายได้ขั้นตํ่าปีละ 310,000 บาท 

ผู้ยื่นแบบภาษีที่มีรายได้ 0 บาท หรือไม่มีรายได้เลย ไม่ถึงเกณฑ์ รายได้ขั้นตํ่าปัจจุบัน จะได้รับเงินแจก 310,000 บาท และ ผู้ยื่นแบบภาษีที่มีรายได้ 240,000 บาท ไม่ถึงเกณฑ์รายได้ขั้นตํ่าปัจจุบัน จะได้รับเงินแจก 70,000 บาท 

เงินแจกเหล่านี้ จะมาจากภาษีต่างๆที่เก็บจากผู้ยื่นภาษีเงินได้ ทั้งบุคคลธรรมดา และธุรกิจห้างร้าน ซึ่งหากไม่เพียงพอก็จะต้องกู้มาแจก

แม้ว่าในทางปฏิบัติ จะสามารถลดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำให้น้อยลงได้ เช่น เหลือแค่ 100,000 บาทต่อปี แต่สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นคือ คนที่มีรายได้เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ จะต้องจ่ายภาษีมากขึ้น เพื่อให้รัฐบาลมีเงินแจกคนที่รายได้ตํ่ากว่าเกณฑ์ที่ว่า ตามหลักการ NIT หรือ UBI 

คราวนี้มาดูฐานข้อมูลผู้เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ข้อเท็จจริงที่เป็นตัวเลขกัน
สำหรับปีงบประมาณ 2567 ยอดรวมโดยประมาณของภาษี 3 ประเภทหลัก เป็นดังต่อไปนี้
• ภาษีมูลค่าเพิ่ม : 923,000 ล้านบาท
• ภาษีเงินได้นิติบุคคล : 783,000 ล้านบาท
• ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา : 416,000 ล้านบาท

ความพิเศษภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ
• มีผู้มีเงินได้ยื่นแบบภงด.ทุกชนิดรวมกันแค่ประมาณ 11 ล้านคน จากผู้มีรายได้ทั้งหมด 41 ล้านคน
• ใน 11 ล้านคนที่ยื่นแบบ ภงด. มีแค่ประมาณ 4 ล้านคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษี
• ใน 4 ล้านคนที่เสียภาษีจริง 100,000 คนแรกที่รายได้สูงสุดเสียภาษีรวมกันเกือบ 90% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด หรือประมาณกว่า 370,000 ล้านบาท เฉลี่ยคนละกว่า 3 ล้านบาท

ลองคำนวณคร่าวๆ สมมติมีผู้มีรายได้น้อย 7 ล้านคน ที่ยื่นแบบแต่ไม่เสียภาษีมีเงินได้เดือนละ 20,000 บาท จะได้รับเงินแจกคนละ 70,000 บาท เอา 7 ล้านคน คูณ ก็เป็นเงิน 490,000 ล้านบาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะติดลบในปีแรก ทันที !!

และหากแจกเงินให้กับประชากร 30 ล้านคน ที่ไม่เคยยื่นภาษีรายได้บุคคลธรรมดา จะต้องใช้งบประมาณมากกว่านี้ อีก 4-5 เท่า งบประมาณจากภาษีด้านอื่นๆ ของประเทศ จะสูญหายไปกับนโยบายนี้

แล้วรัฐบาลก็จะต้องกู้เงินมหาศาลเพื่อใช้ทำงบประมาณตามนโยบาย

ด้วยข้อเท็จจริงนี้ หากนำเอาแนวคิด NIT มาใช้ ระบบภาษี เศรษฐกิจ สถานะการเงินการคลังของประเทศไทย พังเสียหายแน่นอน 

แค่ตอนนี้ ประชาชนผู้เสียภาษี 4 ล้านคน ก็แบก ค่าใช้จ่าย (งบประมาณ) สำหรับดูแลประชากรในประเทศกว่า 70 ล้านคน จนหลังแอ่น สำหรับปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลก็ทำงบประมาณแบบขาดดุล นั่นคือ รายได้ (จากการเก็บภาษี) น้อยกว่า รายจ่ายงบประมาณ 

ลองถามตัวเองว่า ควรทำหรือไม่ และทำไปเพื่ออะไร ใครได้ประโยชน์ ประเทศชาติจะได้อะไร??

นักวิชาการสหรัฐฯ ซัด!! 'ฮุนเซน' ชี้!! กำลังเล่น กับประชาคมโลก

(24 ส.ค. 68) นายเจคอบ ซิมส์ ( Jacob Sims) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมข้ามชาติและสิทธิมนุษยชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เขียนบทความแสดงความเห็นลงในเว็บไซต์เดอะดิโพลแมต ด้วยการพาดหัวบทความว่า ... 

"How Cambodia’s Hun Sen Is Playing the World and Buying Time" (นายฮุน เซนของกัมพูชากำลังเล่นกับประชาคมโลกและซื้อเวลาอย่างไร) การแสดงละครเกี่ยวกับความขัดแย้งบริเวณชายแดนและการแสวงหารางวัลสันติภาพของชายวัย 72 ปี มีเป้าหมายเพื่อเบี่ยงเบนการตรวจสอบรัฐบาลกัมพูชาที่ใช้การขู่กรรโชกทางเพศกับเด็กเป็นหนึ่งในการหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างชั่วร้าย 

'เจคอบ ซิมส์' กล่าวว่า กัมพูชาของนายฮุน เซนได้กลายเป็นผู้ดูแลเศรษฐกิจอาชญากรรมล่าเหยื่อที่สร้างรายได้มหาศาลให้แก่เครือข่ายอุปถัมป์ของชนชั้นนำ และชาวอเมริกันอาจกลายเป็นเป้าหมายหลักแล้วในขณะนี้ กัมพูชาเผชิญแรงกดดันมากขึ้นทั้งจากทั้งรัฐบาลสหรัฐและจีน การเล่นใหญ่ในประเด็นต่างๆ จึงทำหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์เสริมเพื่อเบี่ยงเบน เตะถ่วง และลดความรับผิดของระบอบอาชญากรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งได้กลายเป็นยุทธศาสตร์ในการปกครองของพรรคประชาชนกัมพูชาหรือซีพีพี (CPP)

โดย'เจคอบ ซิมส์' อ้างผลการศึกษาใหม่ขององค์การยุติธรรมนานาชาติหรือไอเจเอ็ม (IJM) ที่พบรายงานการขู่กรรโชกทางเพศกับเด็กเกือบ 500 รายงานที่มีหลักฐานข้อมูลโยงใยกับศูนย์หลอกลวงทั้งหมด 40 แห่ง และมีรายงานเพิ่มเติม 18,000 รายงานที่มีที่อยู่ไอพีที่อาจเชื่อมโยงกับสถานที่เหล่านั้น พร้อมกับยกตัวอย่างชื่อสถานที่บางแห่งที่เป็นของนายลี ยงพัด สว.และนักธุรกิจที่กัมพูชาอ้างว่าตกเป็นเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการถูกสหรัฐคว่ำบาตรเมื่อปีก่อน 

สิ่งนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่า พรรคซีพีพี (CPP) ปล่อยให้ศูนย์หลอกลวงหาเงินให้แก่ผู้อุปถัมป์ และยังปล่อยให้มีการก่ออาชญากรรมกับเด็กด้วย ประเด็นหลังเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อผู้กำหนดนโยบายในสหรัฐ เพราะเป็นการคุ้มครองเด็กจากการฉวยประโยชน์ที่ทำให้เยาวชนชาวอเมริกันเป็นโรคซึมเศร้าและตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเป็นจำนวนมาก เตือนว่าเศรษฐกิจอาชญากรไซเบอร์ของกัมพูชาได้เข้าถึงครัวเรือนอเมริกันและระบบการเงินโลกด้วยขนาดและความรุนแรงมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การหลอกลวงที่เรียกว่า 'เชือดหมู' มีแนวโน้มจะเป็นรูปแบบอาชญากรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นกับชาวอเมริกันมากที่สุดในปีนี้ และว่า ธนาคารทุจริตของกัมพูชาและเทคโนโลยีได้ฟอกเงินจำนวนมหาศาลผ่านระบบการเงินของกัมพูชา

พร้อมกันนี้ 'เจคอบ ซิมส์' ทิ้งท้ายว่า เผด็จการทั่วโลกมักอาศัยการเบี่ยงเบนและซื้อเวลา ขณะเดียวกันการพึ่งพาอาชญากรรมหลากหลายอย่างมากเกินไปก็กลายเป็นจุดอ่อนได้เช่นกัน บทเรียนใหญ่ที่อาจได้จากกัมพูชาคือ ความรับผิดจะเกิดขึ้นได้เมื่อหลักฐานต่าง ๆ นำมาซึ่งการรวมตัวกันเป็นพันธมิตร ขณะนี้ดูเหมือนว่าระบอบชั่วร้ายกำลังอยู่เหนือทุกสิ่ง แต่จะถูกท้าทายได้หากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยังคงมุ่งมั่น โดยมีข้อมูลสนับสนุน ร่วมมือกันในหลายภาคส่วน และเต็มใจเดินหน้าแม้เสี่ยงอันตราย เพื่อทำให้เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ไม่ได้รับการยกเว้นโทษจากผู้มีอำนาจอีกต่อไป

นิตยสาร Forbes ยกย่อง!! ‘เหงียน ถิ ฟอง เถา’ มหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์ คนที่สองของเวียดนาม

(24 ส.ค. 68) นิตยสารฟอร์บส์ได้ประกาศรายชื่อมหาเศรษฐีประจำปี 2017 ซึ่งเป็นรายชื่อบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก สิ่งที่ทำให้ชาวเวียดนามตื่นเต้นมากที่สุดคือการที่ฟอร์บส์ ยกย่อง เหงียน ถิ เฟือง เถา ซีอีโอของสายการบินเวียตเจ็ทแอร์ ให้เป็นมหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์สหรัฐอันดับสองของ เวียดนาม

ฟอร์บส์ระบุว่าปีนี้มีมหาเศรษฐีหญิงที่สร้างฐานะด้วยตนเองเพิ่มขึ้น 15 ราย ในบรรดามหาเศรษฐีเหล่านี้ เวียดนามมีตัวแทนจากนางเหงียน ถิ เฟือง เถา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ฟอร์บส์ระบุว่านางเถากลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านหลังจากนำหุ้นของสายการบินราคาประหยัดเวียดเจ็ทแอร์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560

นิตยสารฟอร์บส์รายงานว่า ณ สิ้นวันที่ 20 มีนาคม สินทรัพย์ของนางสาวเหงียน ถิ เฟือง เถา มีมูลค่าสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าสินทรัพย์ของนางสาวเถาส่วนใหญ่จะมาจากหุ้นของสายการบินเวียตเจ็ท แต่นิตยสารฟอร์บส์ยกย่องนางสาวเถาให้เป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของโซวิโก โฮลดิ้งส์

Forbes กล่าวถึง Nguyen Thi Phuong Thao ว่า “ มหาเศรษฐีหญิงคนแรกที่สร้างฐานะด้วยตัวเองของเวียดนาม ได้นำสายการบินราคาประหยัด Vietjet Air ของเธอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017 เธอเปิดตัวสายการบินนี้ในปี 2011 และเริ่มเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยโฆษณาที่มีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสวมบิกินี่เป็นจุดเด่น”

ฟอร์บส์เสริมว่า เวียตเจ็ทแอร์มีเที่ยวบินประมาณ 300 เที่ยวบินต่อวัน คิดเป็น 40% ของส่วนแบ่งตลาดในเวียดนาม นอกจากนี้ คุณเหงียน ถิ เฟือง เถา ยังลงทุนในธนาคารเอชดี (HD Bank) และตลาดอสังหาริมทรัพย์ผ่านรีสอร์ทริมทะเล 3 แห่งอีกด้วย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสินทรัพย์ของคุณเถาคำนวณจากหลายแหล่ง ไม่ใช่เพียงจากเวียตเจ็ทแอร์เท่านั้น จากราคาปิดของหุ้น VJC ณ วันที่ 20 มีนาคม จำนวนหุ้น VJC ที่คุณเถาถืออยู่มีมูลค่าเทียบเท่า 12,319 พันล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 540 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 นิตยสารฟอร์บส์ได้ประกาศรายชื่อมหาเศรษฐีหญิงที่สร้างฐานะด้วยตนเองที่ร่ำรวยที่สุด ในโลก โดยนางเหงียน ถิ เฟือง เถา อยู่ในอันดับที่ 45 ของรายชื่อนี้ นิตยสารฟอร์บส์ระบุว่านางเหงียน ถิ เฟือง เถา มีทรัพย์สินมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มหาเศรษฐีหญิงชาวเวียดนามผู้นี้มีต้นกำเนิดมาจากธุรกิจการบิน

ก่อนหน้าคุณเถา คุณ Pham Nhat Vuong ประธานกรรมการบริหาร ของ Vingroup ถือเป็นมหาเศรษฐีชาวเวียดนามคนแรกที่ติดอันดับ บุคคลที่รวย ที่สุด ในโลกของนิตยสาร Forbes

นิตยสารฟอร์บส์ กล่าวถึงคุณ Pham Nhat Vuong ว่าเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของ Vingroup หนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม รายได้ของ Vingroup ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่อาศัยและอพาร์ตเมนต์

ปัจจุบัน รายชื่อมหาเศรษฐีเรียลไทม์ของ Forbes มีเพียงนาย Pham Nhat Vuong เท่านั้นที่อยู่ในรายชื่อ ส่วนชื่อของนางสาว Thao ยังไม่มีการอัปเดต ดังนั้น ปัจจุบันนาย Vuong มีสินทรัพย์สูงถึง 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยเหตุนี้ นาย Vuong จึงมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มขึ้น 50 อันดับจากปีที่แล้ว

นอกจากนายหว่องและนางสาวเถาแล้ว บุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกประจำปี 2560 ยังได้รับการเปิดเผยในรายชื่อของนิตยสารฟอร์บส์ด้วย ส่งผลให้มหาเศรษฐีบิล เกตส์ ยังคงครองอันดับหนึ่งเป็นปีที่สี่ติดต่อกัน ด้วยสินทรัพย์สูงถึง 86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

เจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีจาก Amazon เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับสองของโลก แต่ทรัพย์สินของเขากลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด หลังจากผ่านไป 1 ปี ทรัพย์สินของเจฟฟ์ เบซอสเพิ่มขึ้น 27.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 72.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาติด 3 อันดับแรก

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับตำนานก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน โดยทรัพย์สินของเขาเพิ่มขึ้น 14.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อามันซิโอ ออร์เตกา เจ้าของเครือร้านแฟชั่น Zara ก็พบว่าทรัพย์สินมหาศาลของเขาเพิ่มขึ้น 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปีนี้ ฟอร์บส์สร้างสถิติใหม่ด้านจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลก โดยเพิ่มขึ้น 13% เป็น 2,043 คน จาก 1,810 คนเมื่อปีที่แล้ว สินทรัพย์รวมของมหาเศรษฐีในรายชื่อเพิ่มขึ้น 18% เป็นสถิติสูงสุดที่ 7.67 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

สหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่มีมหาเศรษฐีมากที่สุด โดยมี 565 ราย ตามมาด้วยจีนเป็นอันดับสอง โดยมี 319 ราย เยอรมนีเป็นอันดับสาม โดยมี 114 ราย และอินเดียเป็นอันดับสี่ โดยมี 101 ราย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top