Saturday, 13 June 2026
Hard News Team

‘ญี่ปุ่น’ เสนอกฎหมายจำกัดการใช้ ‘สมาร์ตโฟน’ เล่นได้ไม่เกินวันละ 2 ชม. เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ

(26 ส.ค. 68) ที่เมืองโทโยอาเกะ จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ทางเทศบาลเมืองได้เสนอร่างข้อบัญญัติเพื่อควบคุมการใช้สมาร์ตโฟน โดยตั้งแนวทางไม่ให้ประชาชนใช้สมาร์ตโฟนเกินวันละ 2 ชั่วโมงในเวลาว่าง ไม่รวมช่วงเวลาที่ใช้เพื่อการเรียนหรือการทำงาน

ร่างข้อบัญญัตินี้ยังเน้นไปที่การดูแลเด็กและเยาวชน โดยแนะนำว่า นักเรียนประถมและเด็กเล็กไม่ควรใช้สมาร์ตโฟนหลังเวลา 21.00 น. ส่วนเด็กโตหรือระดับมัธยมขึ้นไปไม่ควรใช้หลังเวลา 22.00 น. เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ได้มีบทลงโทษทางกฎหมายหากประชาชนฝ่าฝืน โดยเน้นเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติ เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลเสียของการใช้สมาร์ตโฟนเกินความจำเป็น

นายกเทศมนตรี มาซาฟุมิ โคกิ (Masafumi Koki) กล่าวต่อสภาเทศบาลว่า การจำกัดเวลา 2 ชั่วโมงเป็นเพียง “แนวทางแนะนำ” เท่านั้น จุดประสงค์หลักคือการส่งเสริมมาตรการป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบทางร่างกาย และการใช้ชีวิตจากการใช้สมาร์ตโฟนมากเกินไป

กฟผ. เปิดขายซองประมูลสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ฯ โครงการเขื่อนศรีนครินทร์ 3 เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด

กฟผ. เร่งเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ 3  กำลังผลิต 280 เมกะวัตต์ (MWac) พร้อมเปิดขายซองประกวดราคาอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 กันยายน 2568 เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของประเทศ

วันที่ (26 ส.ค. 68) นายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน (รวพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ 3 (SNR-PV3) จ.กาญจนบุรี ขนาดกำลังผลิต 280 เมกะวัตต์ (MWac) กำหนดไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2571 เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์สำคัญของ กฟผ. ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด โดยใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อน เป็นการใช้โครงสร้างและอุปกรณ์หลักร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่เดิม ช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟฟ้ามีราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังคำนึงถึงการเลือกใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และออกแบบการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ให้มีความลาดเอียงให้แสงส่องผ่านลงได้ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศใต้น้ำ

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Revision 1) ซึ่งตั้งเป้าพัฒนากำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนบนผิวน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทั่วประเทศ รวม 2,725 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า และสนับสนุนเป้าหมายประเทศสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 ผ่านกลไกการสนับสนุนการชดเชยและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถซื้อเอกสารประกวดราคาได้ตั้งแต่วันนี้ - 26 กันยายน 2568 กำหนดเปิดซองประกวดราคาในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม) ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www4.egat.co.th/fprocurement/biddingeng/main/3791    

เม่นสองสี ขี้สองกอง พรรคสองเลว คนโบราณปักป้ายไว้ว่าเป็นอันตราย

(25 ส.ค. 68) สัตว์เดรัจฉานบางชนิด เช่น “เม่น” เวลาจะเข้าหากัน ก็มักจะกลัวอีกฝ่ายทิ่มแทง ไม่ต่างจาก “พรรคการเมืองทำลายชาติ” สองพรรค สองสี หากจำเป็นต้องแอบผสมพันธุ์กันเพื่อผลประโยชน์ ตัวหนึ่งก็ต้อง “แกล้งยอมเจ็บ” ในบางขณะ เพื่อแลกกับ “ชาติที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์” ให้ระคายใจอีกต่อไป 

เพราะการจะขึ้นทำเนียบเป็น “นักการเมืองล้มระบอบเดิม” การบินเดี่ยวลุยพรรคเดียวมันยากจะปักธงเลว ต้องกอดคอกับประเภทที่ “ชั่วพอกัน” เท่านั้น 

เม่นสีแรก ริเริ่มเป็นปฐมบทแห่งความคิด “ล้มสถาบันกษัตริย์” จัดตั้งขบวนการมอมเมา “กลุ่มคนอิสานเขลา” ให้ “ปลดรูปในหลวงออกจากข้างฝา” เพื่อทำให้สถาบันดูอ่อนแอลง ตามต่อด้วยการเผาห้าง เผาศาลากลาง เผาเมือง มีประเด็นซุกหุ้น ถุงเงินสองล้าน สามหนาห้าห่วง ที่ดินรัชดา แก้กฎหมายเพื่อตนเอง โกงการจำนำข้าว หนีคดี และโกงการติดคุก เลยมาจนถึง “คำพูดขายชาติ” ของนายกไร้ประสบการณ์ ทั้งการเหยียดทหารไทย และอิงใจให้กับ “เขมรแดงแปรพักตร์” พฤติกรรมที่คนไทยได้รู้ได้เห็นจึงไม่ต่างจาก “ขี้” ที่ทั้งส่งกลิ่นเหม็นอบอวล และไร้ประโยชน์ต่อสังคมชาติ

เม่นอีกสี ก่อกำเนิดขึ้นมาด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูง แฝงความอกตัญญูต่อแผ่นดินเป็นทุน มีความจงเกลียดจงชังสถาบันกษัตริย์ อยากได้ อยากมีอย่างเขา แต่ไม่ได้มีบุญมีบารมีเท่า จึงเดินหน้าปลุกปั่นให้ผู้คน “ชูสามนิ้ว” แสดงออกถึงการเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน ส่งเสริมให้พากันกัดเซาะ ใส่ร้าย ให้สถาบันเป็นที่เกลียดชัง จนเด็ก ๆ ต้องโดนคดี 112 หมดอนาคตไปหลายคน ยังปกป้อง สส.หนีการเกณฑ์ทหาร ไม่กล้าแตะนักโทษชั้น 14 สนับสนุนคนพม่า ให้คุณค่าต่อ “ขแมร์” ไม่แคร์ไทยเสียดินแดน ยังด้อยค่าและดูแคลนน้ำใจของทหารไทย ทั้ง ๆ ที่เสียสละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินแม่ เป็นฝ่ายค้านที่ไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่กลับทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลสารเลว สมคบคิดกันเพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทน 

เม่นสองสี ขี้สองกอง พรรคสองเลว จัดว่าเป็นอันตรายต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนทุกคน จับตาดูให้ดี อย่าประมาทครับ..คนไทย 

"สารจากนักรบ" ความในใจ ‘หมวดป้อ - ธนาวุธ เวชสงเคราะห์’ ตท.61 ทหารนำ บุกยึดช่องอานม้า เจอโดรนเขมร ทิ้งระเบิดใส่ เจ็บ- ตาย เผยร้องไห้ทุกครั้ง เมื่อนึกถึงลูกน้อง ผู้เสียสละในสนามรบ

กองทัพไทย "สารจากนักรบ" เผยแพร่ ความในใจของ หมวดป้อ ร้อยตรี ธนาวุธ เวชสงเคราะห์ ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 นักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 61 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 72 ว่า สมัยผมเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ผมเคยได้รับฟังคำสอนมากมาย สมัยเป็นนักเรียน แต่ตอนนั้นผมเองได้แค่ฟัง แต่ก็ยังไม่เคยเข้าใจ

จนวันหนึ่งที่ผมต้องพาลูกน้องตบเท้าเข้าสนามรบ ทำให้ผมนั้นได้เข้าใจอะไรหลายอย่าง อย่างลึกซึ้ง

ผมได้เข้าใจความหมายของคำว่า 'เสียสละ' ซึ่งมีค่ามากกว่าคำว่า 'หน้าที่' เมื่อเราต้องไปเผชิญความเหนื่อยยากลำบาก หรือภัยอันตราย ที่ทั้งรู้ว่าอาจจะเกิดการสูญเสียหรือทุพพลภาพ เราสามารถตัดสินใจได้ว่า เราจะไปหรือไม่ไป เราสามารถละทิ้งหน้าที่ได้ด้วยการหนีหรือถอยหลังกลับแต่เมื่อเราตัดสินใจที่จะไปนั่นคือ 'เสียสละ'

คำว่า 'กล้าหาญ' คือการตัดสินใจไม่ใช่ผลการปฏิบัติ เพราะเมื่อประเมินสถานการณ์แล้วรู้ว่าเรากำลังจะไปตายหรือสูญเสีย แต่เราก็ยังคงจะไปไม่ว่าผลการปฏิบัติจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นคุณคือคนที่กล้าหาญ

ความอุ่นใจเกิดขึ้นเมื่อในสนามรบไม่มีเราคนเดียว แต่มีกำลังพล นายสิบ น้องพลทหาร ที่อยู่เคียงข้างดังนั้นเราต้องรักเขาเหมือนที่เรารักชีวิตตัวเอง

เราเป็นผู้นำ ในตำแหน่งได้ แต่ลูกน้องจะตามหรือไม่ ตามเรานั้นมันอยู่ที่ "ความเชื่อมั่น"

ดังนั้นความเป็นผู้นำมีความหมายและจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง เหมือนที่พี่บุ๊ค บอก (ร้อยตรี เกียรติวงศ์ สถาวร) ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ จนได้สูญเสียขาจากการเหยียบกับระเบิดเพื่อเจาะทางในการยึดพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย" ถ้าเราไม่เข้า ลูกน้องก็ไม่ตาม ถ้าลูกน้องไม่ตามภารกิจก็ไม่สำเร็จ

"แต่ความจริงแล้ว แม้เราจะเข้าแต่ลูกน้องก็เลือกได้ ที่จะไม่ตามเรา แต่ที่ลูกน้องเขาตามเรา เพราะเขาเชื่อมั่นในตัวของผู้นำ"

เมื่อเราตัดสินใจตบเท้าออกจากบังเกอร์หรือที่มั่น หรือผ่านแนวลวดหนามฝ่ายเราออกไป เข้าในพื้นที่ที่ต้องต่อสู้กับ อริราชศัตรู เราได้ทำใจ และเตรียมตัวที่จะตายไปแล้ว 100% ถ้าพิการ หรือรอดกลับมาคือ กำไรและความโชคดี

เหรียญเชิดชูเกียรติ และเหรียญกล้าหาญ จริง ๆ แล้วไม่ได้มีค่า กับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว เพราะเขาคงไม่รับรู้ แต่มีค่ากับคนที่สูญเสียอวัยวะร่างกาย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกครั้งที่เศร้าหรือเสียใจ อย่างน้อยเมื่อมองย้อนมามันคือ เครื่องเตือนใจว่าการจากไปหรือความสูญนี้เพื่อประเทศชาติ ซึ่งเต็มไปด้วยความกล้าหาญ และเสียสละ ความทุกข์ความเศร้านั้น ก็จะเบาบางลง

คนที่ออกไปรบจริง ๆ ผมเชื่อว่าจะคิดเหมือนผมทุกคนนะครับ ไม่อยากได้เงิน 10 ล้านหรือเหรียญกล้าหาญอะไรหรอก ขอแค่เราไปทำภารกิจเพื่อประเทศชาติให้สำเร็จ และรอดปลอดภัยกลับมาหาครอบครัวมีค่ามากกว่า

เพราะผมรอดจากเหตุการณ์ปะทะที่ช่องอานม้า คืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ก่อนจะยุติการยิงเหมือนผมได้มีชีวิตใหม่ ผมจึงมองว่าสิ่งอื่น ๆ เป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย

วันที่ ผมกับลูกน้องตัดสินใจจะปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน ผมไม่เคยคิดที่จะไปฆ่าหรือตัดหัวใคร ผมคิดแค่เพียงว่าผมมาทำหน้าที่ ทหารกัมพูชาบางคนเขาก็มีครอบครัว เขาก็ไม่ได้อยากให้เกิดสงคราม แต่เขาก็ต้องทำตามคำสั่งผู้นำ และทำเพื่อประเทศชาติของเขา และทำตามสิ่งที่เขาเชื่อ

'ความสามัคคี' คือหัวใจสำคัญของ 'ชัยชนะ' ในการรบปัจจุบันนั้นเราต้องปฏิบัติการทางการเมืองตั้งแต่ระดับรัฐบาล ทางการทหาร การข่าว หรือสิ่งต่าง ๆ ควบคู่กัน ความรักความสามัคคีจึงเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จ ดังนั้นเราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน การปฏิบัติที่สอดคล้องกัน และไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ 'ความสามัคคี'

ผมขอขอบคุณ คนไทยทุกคนที่เป็นแนวหลังที่ส่งกำลังใจให้ทหารไทยพร้อมทั้งช่วยเหลือหรือสนับสนุนทุกสิ่งทุกอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ มันคือความสามัคคีและเสียสละที่มีค่ามากกว่าสิ่งใด

การรบย่อม มีการสูญเสีย ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เป็นสิ่งที่ทหารทุกคนรับรู้และเข้าใจ แต่ขอให้การสูญเสียนั้นไม่สูญเปล่า ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตนของผู้หนึ่งผู้ใด เป็นการสูญเสียเพื่อประเทศชาติและอธิปไตยย่อมเป็นการสูญเสียที่มีคุณค่า สมเกียรติและภาคภูมิใจอย่างสูงสุดของทหาร

“เมื่ออยู่ในสนามรบ ไม่ว่าจะยศอะไร ก็หนึ่งชีวิตเท่ากัน” ทุกชีวิตนั้นมีคุณค่าเพราะทุกคนมีเลือดเนื้อ มีร่างกายและจิตใจและคนที่รักรออยู่ พลทหาร นายสิบ นายร้อย เราฝากชีวิตไว้ด้วยกัน ในการสู้รบเราหวังให้ประเทศชาติสงบสุข รักษาไว้ซึ่งอธิปไตยได้แผ่นดินที่เคยเป็นของเรานั้น คืนมาปราศจากการรุกราน ดูถูกเอาเปรียบ หรือกลั่นแกล้งคนไทย

"แผ่นดิน" คือบ้านหลังใหญ่ที่มีคนไทยอาศัยอยู่ เรามีเกียรติ เรามีศักดิ์ศรี และเราจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกรังแกหรือเหยียดหยาม

คำว่า "เอกราช" คือความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ดังนั้นการที่ทหารได้ตบเท้าเข้าสนามรบคือเกียรติอย่างสูงสุด

ผมตัดสินใจให้ทุกอย่างกับ ประเทศชาติ และอาชีพที่ผมรัก แม้กระทั่งชีวิต ผมให้อะไรไปมากกว่านี้ ไม่ได้อีกแล้ว

ผมเสียใจที่ผมพาลูกน้องเข้าไป กลับเป็นผมเองที่รอดกลับมา ผมเสียใจ และร้องไห้ทุกครั้งที่นึกถึงรอยยิ้ม คำพูด ความรักของลูกน้องที่มีต่อผม ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์ ทุกความทรงจำ ทุกความรู้สึก ผมจะจดจำมันไปตลอดชีวิตรับราชการ

ผมหวังว่าบทความนี้จะแทนคำขอบคุณและมีประโยชน์ต่อผู้ที่อ่าน และเป็นการสดุดีแก่ผู้ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ทุกคน ขอบพระคุณครับ

‘ทรัมป์’ สั่งไล่ ‘ลิซ่า คุก’ พ้นตำแหน่งผู้ว่าการ FED กล่าวหาฉ้อโกง!! ปมขอสินเชื่อบ้าน…ก่อนเข้ารับตำแหน่ง

(26 ส.ค. 68) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าเขาจะไล่ ลิซ่า คุก (Lisa Cook) ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve) ออกจากตำแหน่งทันที นับเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่างทรัมป์กับธนาคารกลางอย่างรุนแรง โดยอ้างเหตุผลว่าเธอให้ข้อมูลเท็จในเอกสารขอสินเชื่อบ้าน

ด้าน ลิซ่า คุก ตอบโต้ทันทีว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจไล่เธอออก และเธอจะไม่ลาออก พร้อมยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อช่วยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่ทนายของเธอกล่าวว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อช่วยลิซ่าคุก

การไล่ออกผู้ว่าการ FED ถือเป็นเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์กดดัน เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา เรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยคุกเป็นหนึ่งใน 7 สมาชิกบอร์ดผู้ว่าการ FED และร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการ 12 คนที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ซึ่งเธอได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ในปี 2022 และเป็นผู้หญิงผิวสีคนแรกในตำแหน่งนี้

สำหรับข้อกล่าวหามาจากพันธมิตรของทรัมป์ ชื่อว่า บิล พัลเต้ (Bill Pulte) ซึ่งระบุว่าคุกให้ข้อมูลผิดเกี่ยวกับที่พักอาศัยหลัก จำนวน 2 แห่งในปี 2021 ก่อนเข้าร่วม FED โดยยังไม่ชัดเจนว่ามีการสืบสวนเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งคุกกล่าวว่าเธอเพิ่งได้รับทราบข้อกล่าวหาจากสื่อ และกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง

ความพยายามไล่คุกอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่าง ทำเนียบขาว และ FED ซึ่งธนาคารกลางมีสถานะอิสระมาตั้งแต่ปี 1951 นักลงทุนจับตาว่าหากทรัมป์ทำสำเร็จในการไล่คุกออก อาจมีผลต่อโครงสร้างและนโยบาย FED รวมถึงความเชื่อมั่นของตลาดต่อการลงทุนในสหรัฐ

พังงา- ฉก.ปค. “เอราวัณ”เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด "No Drugs No Dealers"ยึดของกลางยาบ้า1มัด2000เม็ด พร้อมยาไอซ์อุปกรณ์อีกจำนวนหนึ่ง

(26 ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายใต้การอำนวยการของ นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผวจ.  นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผวจ.พังงา นายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ ปลัดจังหวัดพังงา และนายศุภฤกษ์ เกตุสุรินทร์ ป้องกันจังหวัดพังงา ได้มอบหมายให้นายอัจฉริยะ เพียรทอง หน.ชป.พิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา และ นายอภิเชษฐ์ ไพฑูลย์ ปลัดอำเภอเมืองพังงา นำสมาชิก อส. สังกัด ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา และสมาชิก อส. กองร้อย อส.อ.เมืองพังงา ขานรับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดปฏิบัติการ "No Drugs No Dealers" กวาดล้างยาเสพติด เพื่อมุ่งสร้างชุมชนปลอดยาเสพติดอย่างจริง ดังนี้

ด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่า ในพื้นที่ ม.๕ ต.บางเตย อ.เมืองพังงา จ.พังงา มีขนำไม้หลังหนึ่งในช่วงเวลาพลบค่ำถึงรุ่งเช้า มักจะมีกลุ่มคนที่มีลักษณะคล้ายกับผู้เสพยาเสพติดขับรถเช้าและออกจากขนำหลังดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นเกิดความเดือดร้อนรำคาญ และไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จึงขอให้ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงาลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

จากนั้นชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา ได้เดินทางถึงเป้าหมายพบว่า เป็นขนำไม้ปลูกอยู่ในพื้นที่ด้านหลังของบ้านหลังหนึ่ง จากการสังเกต จนท. มองเห็นบริเวณขนำหลังดังกล่าวมีคนอยู่กันประมาณ ๓-๔ คน จนท. จึงได้เข้าแสดงตัวว่า เป็น จนท.ฝ่ายปกครอง เมื่อบุคคลที่อยู่ในขนำที่เกิดเหตุเห็น จนท. ก็ทำการวิ่งหนีกันอย่างชุลมุน แต่สุดท้าย จนท. ก็สามารถตามไปควบคุมตัวไว้ได้ทั้งหมด โดยสามารถจับกุมตัว

๑.นายจิ๊บ (สงวนนามสกุล) อายุประมาณ ๓๗ ปี ชาว จ.พังงา พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน ๑๙ เม็ด โดยกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาติ 
๒. นายชัยยุทร (สงวนนามสกุล) อายุ ๔๖ ปี ชาว ต.บางเตย พร้อมของกลาง
ยาบ้าจำนวน ๒,๐๒๐ เม็ด
ยาไอซ์ น้ำหนักรวมถุง ๑.๓ กรัม
ไฟแช็กดัดแปลง (ไฟลอย) จำนวน ๓ อัน

โดยกล่าวหาว่า 
จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ โดยเป็นการกระทำเพื่อการค้า โดยผิดกฎหมาย มียาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาติ นอกจากการจับกุมผู้ถูกจับกุมทั้ง ๒ รายแล้ว ภายในขนำหลังเกิดเหตุ จนท.ฝ่ายปกครองยังพบผู้เสพยาเสพติดที่กำลังมั่วสุมเสพยาเสพติดจำนวน ๓ ราย อายุตั้งแต่ ๒๔ -๕๔ ปี จนท. จึงนำตัวผู้เสพยาเสพติดทั้งหมดมาทำประวัติและนำเข้าสู่กระบวนการบำบัด บสต. และได้นำตัวผู้ถูกจับกุม ๒ ราย พร้อมของกลางและเอกสารต่างๆ ส่งให้ พนง.สอบสวน สภ.เมืองพังงา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพข่าว

นายพงษ์ศักดิ์ ประทีป /โกอู๋@ผู้สื่อข่าวจังหวัดพังงา

‘นายพลเบิร์ด-เสนาธิการทหาร’ ลงพื้นที่ชายแดนสระแก้ว พบชาวกัมพูชาสร้างบ้านล้ำเขตแดนไทย 18 หลังคาเรือน

(26 ส.ค. 68) พลเอกมนัส จันดี เสนาธิการทหาร พร้อมคณะนายทหารระดับสูง รวมถึง ‘เสธ.เบิร์ด’ พลตรี วันชนะ สวัสดี ลงพื้นที่ตรวจสอบชายแดนไทย-กัมพูชา ณ จุดตรวจ ส.34 บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์การรุกล้ำพื้นที่

การตรวจสอบพบว่า มีบ้านเรือนของชาวกัมพูชา 18 หลังคาเรือน สร้างรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยอย่างชัดเจน ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำเสนอในที่ประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) เพื่อให้กัมพูชาดำเนินการแก้ไข พันโทวันชนะย้ำว่าเขตแดนปัจจุบันเป็นไปตาม MOU 43 และทหารไทยมีสิทธิ์ปกป้องอธิปไตยอย่างถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม

โดยระหว่างลงพื้นที่ คณะสังเกตพบกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชา รวมถึงเด็กและกลุ่มเปราะบาง ถือป้ายประท้วงเรียกร้องให้ไทยรื้อถอนแนวลวดหนาม พันโทวันชนะชี้ว่า ประชาชนกลุ่มนี้อาจไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวเขตแดน และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องสื่อสารให้ชัดเจน

ทั้งนี้ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ทางคณะของเสนาธิการทหารมีกำหนดเดินทางไปตรวจสอบ พื้นที่บ้านหนองจาน อีกหนึ่งจุดที่ยังมีความตึงเครียด เพื่อประเมินสถานการณ์โดยรวมและรวบรวมข้อมูลสำหรับการประชุม JBC ต่อไป

‘รสนา’ แนะ ‘หมอสุภัทร’ ฟ้องผู้บริหาร สธ. ผิด 157 ชี้ มติลงโทษหนักให้ออกจากราชการไม่เป็นธรรม

เมื่อวานนี้ (25 ส.ค.68) นางสาวรสนา โตสิตระกูล โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิควรร้องผู้บริหารผิด 157 ที่สั่งลงโทษไม่เป็นธรรมหรือไม่

กรณีที่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข สั่งสอบวินัย นพ.สุภัทร ฮาสุรรณกิจ ผิดวินัยร้ายแรงถึงขั้นลงโทษจะให้ออกจากราชการนั้น ดิฉันเห็นว่าผู้บริหารยุคนี้ของกระทรวงสาธารณสุขอยู่ในยุคมืด ที่คิดจะลงโทษผู้อยู่ในการบังคับบัญชา โดยขาดไร้คุณธรรมของผู้บริหาร ดังนั้นจึงควรที่จะฟ้องเอาผิดผู้บริหารและกรรมการสอบที่มีมติให้หมอสุภัทรออกจากราชการด้วยมาตรา 157  หรือไม่

กรณีของหมอสุภัทร ทำให้ดิฉันคิดถึง คดีของศาสตราจารย์นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว อดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ท่านเคยเล่าประวัติของท่านในหนังสือ “เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง” สมัยที่ท่านยังเป็นหมอหนุ่มอายุแค่ 28 ปี ท่านเป็นผู้อำนวยการ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นรพ.ของรัฐแห่งแรกที่สร้างด้วยเงินบริจาคของประชาชน ไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐแม้แต่แดงเดียว ชื่อโรงพยาบาลนี้ยังคงใช้อย่างเป็นทางการมาถึงปัจจุบัน 

ต่อมาเกิดปัญหาว่าตามระเบียบของราชการแล้ว รายได้ของรพ.รัฐทุกแห่งต้องส่งเข้าคลังก่อน นพ.เสม พริ้งพวงแก้วในฐานะ ผอ.รพ.และแพทย์ใหญ่ประจำจังหวัดได้ต่อสู้ปกป้องสิทธิของรพ.ในการดูแลรายได้ที่รพ.หามาได้เองในรูปของ “เงินทุนสะสม” โดยไม่นำส่งคลัง รัฐมนตรีคลังในสมัยนั้นคือพระยาไชยยศสมบัติ ท่านขึ้นไปดูว่า รพ.เชียงรายวิเศษอย่างไร ทำไมไม่เอาเงินเข้าคลัง ท่านถามนพ.เสมว่า “ทำไมเงินที่คุณหมอหาได้ จึงไม่นำส่งคลัง คุณหมอทำผิด พ.ร.บ.คลัง”

ท่านตอบรัฐมนตรีว่า “รพ.นี้รัฐบาลไม่ได้ออกเงินสักบาทเดียว ชาวบ้านเขาออกเอง ถ้าผมเอาเงินจำนวนนี้ไปให้รัฐบาล ผมไม่รู้จะเอาอะไรมารักษาชาวบ้าน เงินนี้มันเป็นวงจร เอาเงินไปซื้อยามาให้ชาวบ้าน หมุนเวียนไป”  ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ว่าอะไร 

หลังจากท่านเจ้าคุณไชยยศสมบัติกลับกรุงเทพฯก็มีคำสั่งพิเศษว่า ต่อไปนี้ถ้ารพ.มีรายได้ ให้สามารถเก็บรายได้เป็นเงินทุนสะสม เป็นการเริ่มต้น “เงินทุนสะสม” ของรพ.ในประเทศไทยตั้งแต่นั้นมา นี่ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นคำสั่งที่ถือเป็นแนวทางสืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เห็นได้ชัดเจนว่า นพ.เสมทำผิด พรบ.คลังจริง เพราะเงินที่ได้รับบริจาคหลายล้านบาทไม่ได้ส่งเข้าคลังที่กรุงเทพฯ แต่ผู้บริหารเห็นว่ามีเหตุผลที่สมควร ไม่หัวสี่เหลี่ยมอ้างแต่ระเบียบจ้องจะเอาผิดผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้ ทั้งที่กรณีของนพ.เสม เป็นการทำผิดพ.ร.บ.คลัง ไม่ใช่แค่ผิดระเบียบเท่านั้น

แต่ผู้บริหารของกระทรวงการคลังและกรมสาธารณสุขในสมัยนั้น มีความเป็นนักบริหารมืออาชีพ และมีความใจกว้างมาก การลงไปดูและสอบถามข้อเท็จจริง ทำให้ไม่เอาผิดนพ.เสม พริ้งพวงแก้ว และยังมีคำสั่งให้ทุกรพ.จัดตั้งเงินทุนสะสมสำหรับใช้ในรพ.ได้อีกด้วย

ในกรณีของนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ การเข้ามาช่วยคัดกรองผู้ติดเชื้อโควิด-19 ออกจากผู้ไม่ติดเชื้อ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงวิกฤตที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคระบาดในวงกว้างอย่างรวดเร็ว(Superspreader) ควรได้รับความชื่นชมมากกว่าการจ้องลงโทษหนักถึงขั้นให้ออกจากราชการ ใช่หรือไม่

ยิ่งข้อมูลว่า นพ.สุภัทรซื้อ ATK ชิ้นละ 230 บาทถูกกว่าราคาแนะนำของกรมการค้าภายในที่ 350 บาท และการแบ่งซื้อตามอำนาจการสั่งจ่ายครั้งละ 2 ล้านบาทเพราะไม่สามารถกำหนดจำนวนผู้มาคัดกรองได้ อีกทั้งการจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจง ก็ทำได้ตามระเบียบที่กรมบัญชีกลางได้ปลดล็อกไว้แล้ว รวมทั้งการเดินทางมาตรวจคัดกรองที่กรุงเทพก็ได้รับการเชิญจาก สปสช. ในครั้งที่1 และได้รับเชิญจากกระทรวงสาธารณสุขในครั้งที่2,ที่3  จึงต้องถือว่านพ.สุภัทรไม่ได้ทำผิดระเบียบ และไม่ได้ทำให้ราชการเสียหายแต่อย่างไร 

การเอาผิดวินัยราชการอย่างร้ายแรงถึงให้ออกจากราชการ น่าจะไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่ผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขที่มีการสั่งซื้อนำเข้ายาฟาวิพิราเวีร์ยในช่วงเดือน สิงหาคม 2564 ที่มีราคาเม็ดละ120 บาท ถึง 424 ล้านเม็ดทั้งที่สถิติคนไทยที่ติดเชื้อโควิด-19 ในระยะ 17 เดือนก่อนหน้านั้น มีเพียง 1 ล้านคนเท่านั้น ใช่หรือไม่ ?!

การนำเข้ายาฟาวิพิราเวียร์ 424 ล้านเม็ด ราคา120 บาท/เม็ด มูลค่าราว 5 หมื่นล้านบาท สามารถใช้กับคนป่วยถึง 8 ล้านคน เป็นการซื้อมากเกินไปเท่าไหร่ ไม่เคยมีข้อมูลว่ามีเหลือตกค้างจนหมดอายุ กี่ล้านเม็ด ?!

นอกจากนี้ มีการนำเข้าวัคซีนป้องกันโควิด -19 หลายยี่ห้อรวมจำนวนหลายล้านโดส ประเมินว่ามีวัคซีนที่หมดอายุจำนวนประมาณ 12 ล้านโดส มูลค่า 6,000 ล้านบาท ใช่หรือไม่ !?

ผู้บริหารที่สั่งซื้อยาและวัคซีนป้องกันและรักษาโควิด-19 เหลือทิ้งจำนวนมหาศาล ประมาณเป็นเม็ดเงินน่าจะมากกว่า 10,000 ล้านบาท ผู้บริหารคงอ้างทำถูกระเบียบ แต่ทำให้ราชการและภาษีของประชาชนเสียหายมหาศาล กลับไม่มีการตรวจสอบเอาผิด ใช่หรือไม่ ?!

แต่กับกรณีหมอสุภัทรที่ช่วยดูแลประชาชนในช่วงวิกฤต และใช้เงินอย่างประหยัดในจำนวนที่น้อยกว่ามาก ยังไม่ถึง 10 ล้านบาท คัดกรองคนได้จำนวน 192,905 คน พบคนติดเชื้อ 22,451คน และการดำเนินการก็สามารถอ้างระเบียบได้ จึงต้องถือว่าหมอสุภัทรไม่ได้ทำผิดระเบียบใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งยังไม่ทำให้ราชการเสียหาย เหมือนที่ผู้บริหารได้สั่งซื้อวัคซีนและยาฟาวิพิราเวียร์อย่างถูกระเบียบ แต่ทำให้ราชการเสียหาย เพราะซื้อมาจนเหลือใช้และเหลือจำนวนเป็นล้านที่หมดอายุไปโดยไม่ได้ใช้ นับเป็นเงินจำนวนหลายหมื่นล้านบาทที่เสียหายไป ใช่หรือไม่ แต่ไม่มีการสอบเอาผิดผู้บริหาร ที่บริหารจนราชการและภาษีจากเงินประชาชนเสียหายมหาศาล เทียบไม่ได้กับกรณีของหมอสุภัทรเลย แต่ก็ไม่มีใครผิด ใช่หรือไม่

แต่กลับมีการสอบวินัยร้ายแรงจะเอาผิดหมอสุภัทรให้ออกจากราชการให้ได้ ทั้งที่ราชการก็ไม่ได้เสียหาย ประชาชนคนกรุงเทพได้ประโยชน์ ช่วยลดการแพร่เชื้อ ลดจำนวนผู้ป่วย ลดค่าใช้จ่ายคนติดเชื้อที่ต้องมานอนโคม่าในรพ. ผลได้เหล่านี้ เหตุใดจึงไม่นำไปพิจารณา ?!

กรณีของหมอสุภัทร เมื่อเทียบกับความเสียหายที่ผู้บริหารในกระทรวงสาธารณสุขบริหารยาและวัคซีนแล้ว ย่อมเทียบกันไม่ได้เลย สำหรับวิญญูชนมองกรณีนี้แล้ว ย่อมลงความเห็นได้ว่า น่าจะเป็นการกลั่นแกล้งแบบชัดเจนมาก ใช่หรือไม่

ถ้ารัฐมนตรี และปลัดกระทรวงสาธารณสุขยังไม่ให้ความเป็นธรรมต่อหมอสุภัทร ดิฉันเห็นว่า หมอสุภัทรควรฟ้องร้องว่าผู้บริหารและกรรมการที่สอบวินัย และมีมติสั่งลงโทษไม่เป็นธรรม ด้วยมาตรา 157 ต่อไป ดีไหม ??!!

จีนทดสอบสะพานหุบเขาหัวเจียง มณฑลกุ้ยโจว ชี้ผ่านผลเทสการรับน้ำหนักแบบสบายๆ เตรียมเปิดใช้ทางการ ก.ย. นี้

(26 ส.ค. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สะพานหุบเขาหัวเจียง (Huajiang Grand Canyon Bridge) มณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ได้ผ่านการทดสอบรับน้ำหนักสำเร็จแล้ว ถือเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเปิดใช้อย่างเป็นทางการปลายเดือนกันยายนนี้ ซึ่งจะทำให้สะพานแห่งนี้กลายเป็น สะพานที่สูงที่สุดในโลก

การทดสอบใช้เวลารวม 5 วัน ทีมวิศวกรยืนยันว่าโครงสร้าง ความแข็งแรง และการตอบสนองแบบไดนามิกของสะพานเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย การทดสอบครอบคลุมทั้งแบบสถิตและแบบไดนามิกเพื่อประเมินความทนทานของโครงสร้างหลักทั้งหมด

โดยขั้นตอนการทดสอบมีการนำรถบรรทุก 96 คัน น้ำหนักรวมราว 3,300 ตัน ขึ้นไปจอดในตำแหน่งต่างๆ บนสะพาน เพื่อวัดการยืดตัวและแรงกดที่กระทำต่อช่วงกลางสะพาน เสาหลัก สายเคเบิล และระบบแขวน เพื่อยืนยันความพร้อมใช้งานจริง

สำหรับสะพานหัวเจียงมีความยาว 2,890 เมตร โดยช่วงกลางยาวถึง 1,420 เมตร และสูงจากแม่น้ำ 625 เมตร เมื่อเปิดใช้งานจะไม่เพียงครองสถิติสะพานที่สูงที่สุดในโลก แต่ยังเป็นสะพานช่วงกลางที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ภูเขาอีกด้วย

ผบ.ตร.สั่งรับมือพายุ 'คาจิกิ' จัดกำลังพลดูแลช่วยเหลือประชาชน เตรียมที่พักพิง และป้องกันเหตุอาชญากรรมซ้ำเติม

(26 ส.ค.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุ 'คาจิกิ' ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ให้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ลมแรง และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ในช่วงวันที่ 25 - 27 สิงหาคม 2568 

ผบ.ตร.จึงสั่งการด่วนไปยังผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 – 9, ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง, ผู้บัญชาการสำนักงานงบประมาณและการเงิน, ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ, หัวหน้าส่วนอำนวยการและสนับสนุน ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ปฏิบัติตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พุทธศักราช 2564 – 2570 ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และจัดระบบจราจรในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ อุปกรณ์และยานพาหนะ แก่กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ 

ดังนั้น เพื่อให้การตรียมความพร้อม รวมถึงการประสานร่วมมือกับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการช่วยเหลือประชาชน เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ผบ.ตร.จึงกำชับการปฏิบัติให้หน่วยเตรียมความพร้อมและตรวจสอบกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ (รถ/เรือ) อุปกรณ์อื่น ๆ ให้มีความพร้อม เพื่อนำมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ, จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจิตอาสาภัยพิบัติ ลงพื้นที่ในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัย การจัดทำครัวสนาม รวมถึงการจัดที่พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ประสบภัย โดยแสดงสัญลักษณ์ตามทฤษฎีปรากฏกาย เพื่อให้ประชาชนรับทราบการทำงานของตำรวจ รวมทั้งเน้นย้ำการรักษาความสงบเรียบร้อย การตรวจตราป้องกันเหตุ และการช่วยเหลือประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดคดีที่เป็นการซ้ำเติมประชาชน รวมทั้งสำรวจความเสียหายของอาคารที่ทำการ อาคารบ้านพักและสิ่งปลูกสร้างอื่น รวมถึงทรัพย์สินของทางราชการ และจัดกำลังพลเข้าฟื้นฟูพื้นที่หลังสถานการณ์คลี่คลาย

หากพี่น้องประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top