Monday, 27 July 2026
Hard News Team

35 Dry Aged Beef สุดยอดร้านสเต๊กสไตล์ Home Cook สูตรพิเศษ บ่มเนื้อนาน 35 วัน 'หอม-นุ่ม' เกินต้าน

35 Dry Aged Beef หนึ่งในร้านใหม่ของไอคอนสยามที่พร้อมแล้วกับการเปิดประตูพาคุณเข้าสู่โลกของจานสเต๊กกับเรื่องราวของเนื้อดรายเอจสูตรพิเศษที่ใช้เวลายาวนานกว่า 35 วันในการบ่มภายใต้เทคนิคเฉพาะตัวของ เชฟแทน ไกรสรกิตติกุล 

สำหรับสายเนื้อและคนชอบสเต๊ก เชื่อเลยว่าจะต้องรู้จัก 35 Dry Aged Beef เพราะนี่คือพิกัดที่ครองใจนักกินมาอย่างต่อเนื่องด้วยความอร่อยและคุณภาพของเนื้อที่อัดแน่นอยู่ในทุกมิติจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคิวที่จองเพื่อจะได้ชิมเนื้อดรายเอจสูตรพิเศษของที่นี่จึงยาวเหยียดและทุกคนก็พร้อมรอ เพราะรสสัมผัสของเนื้อดีมาก ต้องลองมาชิมที่นี่ ในคอนเซปต์ Butcher – Beef – Bar

ความพิเศษของ 35 Dry Aged Beef บนชั้น G ในบริเวณของ Dear Tummy Lifestyle Supermarket ห้างไอคอนสยาม ก็คือการยกขบวนความอร่อยมาแบบครบครัน แถมด้วยยังเปิดตู้ขายเนื้อดรายเอจให้สามารถซื้อกลับไปปรุงเองที่บ้านได้

เนื้อดรายเอจของ 35 Dry Aged Beef ผ่านกระบวนการดรายเอจนานกว่า 35 วัน ซึ่งด้วยการเลือกใช้เนื้อเกรดพิเศษบวกกับเทคโนโลยีเฉพาะในการบ่มและเก็บเพื่อควบคุมการไหลเวียนของอากาศจนสามารถดึงเอารสชาติที่เข้มข้นออกมาได้ โดยมีกลิ่นหอมแบบธรรมชาติ และยังทำให้เนื้อนุ่มยิ่งขึ้น ซึ่งจากคุณภาพทั้งหมดนี้เมื่อมาผสมเข้ากับเทคนิคของเชฟแทนจึงเกิดเป็นความอร่อยทั้งในส่วนของเนื้อสัมผัส และรสชาติที่ล้ำลึกยิ่งกว่าเดิม

บรรยากาศภายในร้านพร้อมต้อนรับคุณด้วยพื้นที่แบบ Open Space เปิดโล่งกับ 2 โซนที่แบ่งออกเป็นโต๊ะนั่งสบายๆ กับบริเวณบาร์ให้ได้แฮงค์เอาต์ ส่วนพื้นที่ครัวเป็นแบบเปิดโล่งเพื่อให้คุณสามารถชื่นชมทุกกรรมวิธีที่พิถีพิถันได้อย่างใกล้ชิด และยังมีตู้ดรายเอจวางเรียงรายโชว์ให้เห็นถึงความสวยงามของก้อนเนื้อลายหินอ่อน

อีกหนึ่งในเคล็ดลับความอร่อยของที่นี่คือความใส่ใจตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อที่ใช้ แหล่งที่มาของเนื้อ ซอส หรือเครื่องเคียงที่ยกเสิร์ฟ ก่อนจะมาปรุงรสต่อเองจนกลายเป็นเอกลักษณ์หลักของร้านนั่นคือ Home Cook ทุกอย่าง

สำหรับสเต๊กทุกจานที่ยกเสิร์ฟ เชฟแทนจะเลือกเนื้อในส่วนที่มีคาแรกเตอร์เหมาะกับแต่ละเมนูเพื่อให้ควาอร่อยของขั้นตอนการปรุงดึงรสเนื้อออกมาอย่างกลมกล่อม รวมทั้งยังใส่ใจในความสุกแบบละเอียด

ตับไก่บดที่เสิร์ฟพร้อมขนมปังหอมกรุ่นกับกระเทียมสูตรพิเศษจานนี้ทำเองสไตล์ Home Cook ทั้งหมดทำให้ได้ความกลมกล่อมที่กินเพลิน หรือใครจะชอบซุป อินเลิฟกับพาสต้า หรือเนื้อปรุงรสที่นี่ก็ตอบโจทย์ทั้งหมด

สายเนื้อห้ามพลาดเด็ดขาดกับร้านอร่อย บรรยากาศดีแบบนี้

ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : ICONSIAM ชั้น G บริเวณ Dear Tummy Lifestyle Supermarket 
โทร  : 089-922-6671

เรื่อง : กันย์ ฉันทภิญญา Content Manager

เผยไต๋!! หงายไพ่ 'มีเรา-ไม่เอาลุง' แต่เอางูเห่า ฟาก สว.ปักธง!! คงค้านแคนดิเดต 'เศรษฐา'

"...การแก้ที่จะแก้วิกฤตครั้งนี้ได้ ต้องสลายขั้วการเมือง ดึงความร่วมมือจากทุกพรรคทุกฝ่าย ทุกกลุ่ม ทุกคน เพื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยและนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำ เพื่อนำรัฐธรรมนูญออกจากวิกฤต เพื่อนำประชาชนให้พ้นทุกข์ เพื่อสร้างความสามัคคี สมานฉันท์ โดยถือเป็นวาระประเทศ ที่สำคัญอย่างสูงสุด..."

ครับ...นั่นเป็นหนึ่งในย่อหน้าสำคัญของการแถลงข่าวการจัดรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยเมื่อบ่ายวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีพรรคประชาชาติและอีก 5 พรรคเล็ก (พรรคชาติพัฒนากล้า, พรรคเพื่อไทรวมพลัง, พรรคพลังสังคมใหม่, พรรคเสรีรวมไทย และ พรรคท้องที่ไทย) มารวมแถลงข่าวด้วย...และวันที่ 10 ส.ค.ก็จะเป็นคิวของพรรคชาติไทยพัฒนา มาร่วมแถลง

หมอชลน่าน ศรีแก้ว และภูมิธรรม เวชยชัย สองแม่ทัพใหญ่ของเพื่อไทยยืนยันว่า ขณะนี้เมื่อรวมเสียงพรรคและกลุ่มต่าง ๆ ที่จะสลายขั้วมาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลเกิน 250 เสียงแล้ว...โดยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรียังจะเป็น 'เศรษฐา ทวีสิน' เหมือนเดิม

'เล็ก เลียบด่วน' ดูภาษากายของ 'หมอชลน่าน' และ 'อ้วน ภูมิธรรม' แล้ว รอบนี้ดูจะมีความมั่นอกมั่นใจในการชูคำขวัญกับการเดินหน้าว่า...นี่คือการสลายขั้ว ในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความพิเศษท่ามกลาง 3 วิกฤต...คือวิกฤตเศรษฐกิจ, วิกฤตรัฐธรรมนูญ และวิกฤตความขัดแย้งแบ่งสี แบ่งขั้ว...

จริง ๆ แล้ว แค่เพื่อไทยไปทาบทามเจรจาพรรครวมไทยสร้างชาติที่ 'ลุงตู่' วางมือไปแล้วสักพรรค แล้วซุ่มเจรจากับมุ้งใหญ่ในประชาธิปัตย์ หรือพลังประชารัฐ คณิตศาสตร์การเมืองก็จบ แถมได้เสียง สว.สายลุงตู่หนุนพรึ่บ...จบข่าว!!

แต่กลับไม่ทำ...ทำไม?

'เล็ก เลียบด่วน' ตรวจสอบข่าวข้างเคียงแล้วพบว่า งานนี้ สส.พรรคเพื่อไทยจำนวนมากยังติดใจคำว่า 'พรรคลุง' อ้างว่าชาวบ้านในพื้นที่ไม่เห็นด้วย รอบหน้าหาเสียงลำบาก

แต่ในความจริง 'สมการ' การเมือง หากเพื่อไทยไม่ได้เอาเสียงจากพรรคลุงมาร่วม การจัดตั้งรัฐบาลก็เดินหน้าไม่ได้ ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงเดินหน้าดีลลับ...ดึงซุ้มใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติไปร่วมรัฐบาลเพื่อไทย...

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าปฏิบัติดีลลับดึงงูเห่าจากสองพรรคหรือสามพรรครวมทั้งประชาธิปัตย์ด้วยนั้น สุ่มเสี่ยงเป็นยิ่งนัก...

ประการแรก - แน่ใจไหมว่าพรรคภูมิใจไทยจะเออออห่อหมกหรือไม่กับสูตรดึงงูเห่า

ประการที่สอง - ปัญหากรณีงูเห่าก็ไม่แน่ใจว่า สว.จะเห็นด้วยหรือไม่...รวมทั้งกรณีที่เพื่อไทยน้อมใจน้อมกายไปขอคะแนนจากพรรคก้าวไกล ทำให้เกิดความระแวงว่าในอนาคตสองพรรคนี้จะหันมาจูบปากคืนดี ก่อกรรมทำเข็ญให้กับบ้านเมืองหรือไม่...ขณะที่มีกระแสข่าวอื้ออึงว่ามีการใช้ยุทธปัจจัยกันหลายกิโลขีดเพื่อขอความเห็นใจจาก สว.

ประการที่สาม - แม้ฝั่ง สว.จะเบาใจเรื่องไม่แตะต้องสถาบัน ไม่แตะต้องมาตรา 112 แล้วก็ตาม...แต่กรณีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยังชื่อ เศรษฐา ทวีสิน นั้น สว.จำนวนไม่น้อยยังติดใจในปัญหาจริยธรรม-ธรรมาภิบาล เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) นั้นบัญญัติชัดเจนว่าต้องมีคุณสมบัติ… ‘มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์’...สว.บางส่วนยังติดใจเรื่องการเสียภาษีและสะพานข้ามคลองอันอื้อฉาวของบริษัทแสนสิริ...และรอขออภิปรายซักถาม..!!

คาดหมายกันว่าคะแนนของ เศรษฐา ทวีสิน จะสูงกว่า 324 คะแนนของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อวันที่ 13 ก.ค.อยู่หลายขุม แต่ซาวเสียง สว. ณ วันนี้ดูแล้ว ส่วนใหญ่บอกว่ายังไม่ผ่าน 375 เสียง และนั่นเองที่เป็นเหตุให้พรรคเพื่อไทยอยากได้เสียงจากก้าวไกลซักจำนวนหนึ่ง...แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าเป็นจริงแค่ได้ยินชื่อ สส.พรรคก้าวไกล ชื่ออักษร ก.ไก่ 4 คนใน 10 ชื่อแรกสมาชิกรัฐสภา...ก็คงทำให้ สว.ชักมือกลับกันหลายคน...

ก็ติดตามกันต่อไปครับ...อีกหลายวัน วันที่ 16 ส.ค. ต้องลุ้นศาลรัฐธรรมนูญกันก่อนว่าศาลจะรับไม่รับเรื่องจากผู้ตรวจไว้พิจารณาหรือไม่...

มีเวลาเหลือเฟือที่จะลากลู่ถูกังกันไปเพื่อสลายขั้ว...ลากกันไปจนขั้วสลาย...ดีไม่ดีสูตรพรรคอันดับ 2 อาจสลาย ไปสู่พรรคอันดับ 3...

อย่ามองข้ามความปลอดภัย!!

‘ลิซ่า’ ไลฟ์คนเดียวครั้งแรก ฉลองครบรอบ 7 ปี ‘BLACKPINK’ เผย!! ปลื้มบลิ๊งค์ไทย ตามให้กำลังใจคอนเสิร์ตทุกรอบ

(9 ส.ค.66) ความโด่งดังของวง ‘BLACKPINK’ ได้เดินทางมาถึง 7 ปี สำหรับวงเกิร์ลกรุ๊ประดับโลก ของ 4 สาว จีซู, เจนนี่, โรเซ่ และลิซ่า 

ล่าสุด ‘ลิซ่า’ หรือ ‘ลลิษา มโนบาล’ ได้ออกมาไลฟ์สดพูดคุยกับเหล่าบลิ๊งค์ ในช่องทางวีเวิร์ส กับแฟนคลับทั่วโลกถึง 3 ภาษา ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาเกาหลี และภาษาไทย ซึ่งทำเอาบลิ๊งค์ไทยต่างปลื้มสุด ๆ เนื่องจากลิซ่าได้พูดภาษาไทย ขอบคุณคนไทย ที่คอยให้กำลังใจ ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็เห็นป้ายข้อความภาษาไทยอยู่ตลอด

‘เนเน่-รัดเกล้า’ สลดใจ!! ‘แก๊งทะลุวัง’ อ้างสิทธิพร่ำเพรื่อ แถมใช้ความเป็นเยาวชนและสตรี เป็นโล่กำบังกระทำผิด

(9 ส.ค. 66) ‘เนเน่’ รัดเกล้า สุวรรณคีรี อดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 บางพลัด-บางกอกน้อย พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) บุตรสาว ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ถ้าคำยอดฮิตของช่วงนี้คือ​ #เพ้อเจ้อ ขอเสริมอีกหนึ่งคำคือคำว่า #พร่ำเพรื่อ

จากสถานการณ์ที่กลุ่ม​ #ทะลุวัง​ ได้ไป #ระราน (ขอไม่ใช้คำว่า​ ‘ต่อสู้เพื่อสิทธิ’ เพราะมันเลยจุดนั้นไปนานแล้ว)​ #พรรคเพื่อไทย​ ที่พยายาม​ #จัดตั้งรัฐบาล2566 และเพิ่งได้มีการแถลงข่าวร่วมกับ #พรรคภูมิใจไทย​ เสร็จสิ้นไป

ได้มีการใช้วาจาที่รุนแรง​ และมีพฤติกรรมที่หยาบโลน ไร้ซึ่งการเคารพในทุกกฎเกณฑ์ และทุกธรรมเนียมปฏิบัติ...หรือกล่าวหยาบ ๆ​ สั่น ๆ​ ได้ว่า #ถ่อย...และสิ่งหนึ่งที่เนเน่​ (และเชื่อว่าอีกหลาย ๆ​ คนก็เช่นกัน)​ สังเกตเห็นได้คือ​ ด่านหน้าของ​ #ม็อบถ่อย คือ ‘เยาวชน’ และ ‘สตรี’ ซึ่งความน่าสลดใจคือเขาใช้ ความเป็นเยาวชนและความเป็นผู้หญิงมาเป็นเกราะกำบังในการกระทำความผิด

หากมีใคร มาโดนเนื้อตัวแม้เพียงน้อยก็จะ​ กรีดร้องออกมาประหนึ่งว่าถูกทำร้ายอย่างรุนแรง ตอนนี้เราเลยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ผู้ควบคุมกฎเกณฑ์ไม่กล้ากระทำรุนแรง เพราะ​เกรงกลัวว่าจะโดนรุมประนามจากกลุ่มทัวร์ว่า​ #รังแกเยาวชน #รังแกผู้หญิงอีก​ ทั้ง ๆ​ ที่ถูกก็ควรจะว่าถูก​ ผิดก็ควรว่าผิด...กระบวนการทั้งมวลทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นอนาธิปไตย​ (Anarchy) หรือคือเป็นบ้านเมืองที่ไร้กฎ​ ไร้เกณฑ์ อย่างช้า ๆ​ แต่ชัวร์ ๆ​...รู้ตัวกันสักทีเถอะว่าคุณ...

ใช้สิทธิความเป็น​ #เยาวชน พร่ำเพรื่อ

ใช้สิทธิความเป็น #ผู้หญิง #สตรี​ พร่ำเพรื่อ

ใช้คำว่า​ #ประชาชน​ พร่ำเพรื่อ

ใช้คำว่า​ #ประชาธิปไตย​ พร่ำเพรื่อ

ใช้คำว่า #สิทธิในการแสดงออก พร่ำเพรื่อ ​

การ​ ‘ใช้’ สิ่งต่าง ๆ​ เหล่านี้อย่างพร่ำเพรื่อ เป็นการลดคุณค่าให้กับตัวคุณเอง​ ลดคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น และสร้างความยากลำบากให้กับผู้อื่นที่เขาพยายามต่อสู้เพื่อสิทธิเหล่านี้อย่างถูกวิธี

เราจะสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงออกของเยาวชนได้อย่างไรในเมื่อมีตัวอย่างของเด็กที่คิดไม่ได้ ไร้ซึ่งการเคารพกฎเกณฑ์ ไม่มี วิจารณญาณเรื่องความเหมาะสมใด ๆ เช่นนี้

เราจะต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของผู้หญิงในการเมืองได้อย่างไร ในเมื่อมีตัวอย่างของผู้หญิงที่คิดไม่ได้​ และเอาเพศสภาพของตัวเองมาเป็นอาวุธอย่างนี้

เราจะต่อสู้เพื่อให้เมืองไทยมีนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนได้อย่างไร ในเมื่อมีตัวอย่างของประชาชนที่ไม่เคยรับฟังความเห็นต่างอย่างนี้ คนที่อาสาเป็นตัวแทนของพวกคุณเขาจะได้รับความเชื่อถือได้อย่างไร

และเราจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้ยังไง ในเมื่อคนที่บอกว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่เข้าใจ​ ไม่รับฟัง​ ไม่ยอมปรับตัว เพื่อที่จะเข้าร่วมสังคมกับคนอื่นได้เลย

คิดค่ะคิด มีสติ และคิดให้ได้สักที ว่าที่ทำอยู่ทุก ๆ​ วันนี้ คุณกำลังทำลายและทำร้ายอะไร...ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทย​ แต่มันคือตัวคุณเอง และกลุ่มเยาวชน กลุ่มสตรีคนอื่น ๆ ทั่วทั้งประเทศ

คิดได้แล้ว...ช่วยหยุดด้วยนะคะ

‘เต้ย จรินทร์พร’ เกิดภาวะหมดไฟ กังวลกับชีวิตในวงการบันเทิง โชคดี!! มี ‘มาตาลดา’ ช่วยเยียวยาใจเอาไว้ ทำให้ฉุดดึงขึ้นมาได้

(9 ส.ค.66) โกยทั้งคำชมและเรตติ้งไม่หยุดจริงๆ สำหรับ ‘มาตาลดา’ ทางช่อง 3 เรียกว่าตั้งแต่ละครเริ่มออนแอร์จนตอนนี้ก็ดังพลุแตก ทุกสื่อโซเชียลต่างชื่นชมในคุณภาพของละครถึงขั้นเอ่ยปากว่า ‘มาตาลดา’ คือหมอรักษาหัวใจทุกคน แม้กระทั่งนางเอกของเรื่องอย่าง ‘เต้ย จรินทร์พร’ ที่ออกมายอมรับกับไทยรัฐทอล์ค ว่า…

มาตาลดาเองก็เป็นสิ่งที่เยียวยาหัวใจเธอเช่นกัน หลังช่วงที่ถ่ายทำมาตาลดานั้น เป็นช่วงสภาวะโควิด-19 ทำให้เต้ยเจอกับภาวะหมดไฟและไม่แน่นอนในชีวิต ห่วงกังวลกับชีวิตในวงการบันเทิงเพราะตนเป็นเสาหลักของบ้าน แต่ก็ได้วิธีคิดและการมองโลกของมาตาลดาเอามาปรับใช้กับชีวิตตัวเองทำให้ผ่านพ้นมาได้

ย้อนฟังคำสัมภาษณ์ ‘อดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน’ เผยความจริงเกี่ยวกับพระราชอำนาจของสถาบันฯ

จากคลิปเมื่อนานมาแล้ว นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 18 ของไทย ได้ออกมาพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านรายการ ‘สยามวาระ’ ตอน ‘สถาบันพระมหากษัตริย์กับประวัติศาสตร์การเมืองไทย’ เมื่อวันพุธที่ 12 ธ.ค.2555 ทางไทยพีบีเอส โดยระบุว่า…

“ผมมองว่าพระองค์ท่านนั้น ทรงเป็น ‘นักประชาธิปไตย’ นะครับ แต่ท่านมีขอบจํากัด อย่าไปนึกว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา หรือพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หรือพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ท่านเป็นชนชาวไทย แต่ท่านขาดสิทธิมากมาย สิทธิอันหนึ่งที่ท่านทั้งสามพระองค์ทรงขาดไปอย่างมาก คือท่านไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้เลยครับ สมมติท่านรู้ดีว่า นายกฯ รัฐมนตรี หรืออธิบดีคนนั้นคนนี้ก็ดี หรือเหล่านักธุรกิจ เวลาเขาพูดไม่จริง ท่านก็ออกมาบอกไม่ได้ หรือถ้าเขาดีท่านก็ชมไม่ได้อีก เพื่อรักษาความเป็นกลาง”

“เพราะฉะนั้น การเป็นพระเจ้าแผ่นดิน หรือเป็นเจ้านายอื่นๆ นั้นมีข้อจํากัดมาก ท่านไม่สามารถใช้สิทธิตามสิทธิมนุษยชน เยี่ยงปวงชนชาวไทยได้เลยนะครับ เพราะท่านมีหน้าที่ที่ท่านต้องทำ ปัจจุบันท่านอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ท่านไม่มีพระราชอํานาจอะไรจริงจัง ส่วนพระราชอํานาจลงนามแต่งตั้งอธิบดีคนนั้น นายพลคนนี้ เป็นอํานาจซึ่งมาจากการเสนอของรัฐบาลและของนายกรัฐมนตรี และเมื่อพระองค์ท่านลงพระปรมาภิไธยไปแล้ว ก็จะต้องมีนายกรัฐมนตรีหรือประธานสภา หรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งที่รับมอบหมายเป็นผู้สนองรับพระบรมราชโองการ สืบมาว่าผู้รับสนองนั้น คือผู้รับผิดชอบโดยตรง”

“ซึ่งในสังคมไทยยังคงมีความสับสนกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก บอกว่าพระเจ้าอยู่หัวของเมืองไทยนั้นมีพระราชอํานาจมาก แต่พระราชอํานาจจริงๆ ตามรัฐธรรมนูญนั้น ท่านไม่มีเลย แต่ที่ท่านดูมีพระราชอํานาจมากนั้น เป็นเพราะท่านมีบารมีมาก เพราะท่านปกครองประเทศชาติมาตั้ง 60-70 ปี ท่านทําดีไว้มาก และท่านยังเข้าถึงประชาชน อีกทั้งประชาชนคนไทยทุกคนก็เทิดทูนท่าน รักท่านมาก จนอาจจะทำให้มีประชาชนส่วนหนึ่งที่ไม่ชอบท่าน ก็ไม่ใช่เป็นของแปลกอะไร

แต่หากเราดูดีๆ ว่าเมืองไทยมีพลเมืองมากกว่า 70 ล้านคน ถ้าไปเปรียบเทียบกับพลเมืองของประเทศอังกฤษหรือประเทศอื่นๆ ที่เขามีพระมหากษัตริย์เหมือนกัน ความจงรักภักดีที่ราษฎรถวายให้กับพระมหากษัตริย์ของแต่ละประเทศนั้น ผมว่าเมืองไทยสูงสุดนะครับ แต่สิ่งที่สําคัญคือ พระองค์ท่านมีพระบารมีมากและตลอดเวลาที่ท่านทรงทํางานมานั้น ท่านนึกถึงแต่ทุกข์สุขของประชาชนคนไทยอย่างเดียว”

“เมื่อครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1950 ท่านก็มีพระบรมราชโองการที่ทรงตรัสมาอย่างแน่ชัดว่า…

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ดังนั้น คนไทยต้องถามตัวเองว่าตลอดกว่า 60-70 ปี ที่ท่านครองราชย์มานั้น ท่านทรงทําตามสิ่งที่ท่านตรัสไว้หรือเปล่า ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่จะเห็นว่า ท่านแน่วแน่ในคําสัญญาที่ท่านให้ไว้กับประชาชนชาวไทย แต่หากจะถามต่อว่า ทุกอย่างที่ท่านทํานั้นสําเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ก็คงไม่ใช่ เพราะตัวพระองค์ท่านเองก็ทรงเคยบอก

แต่ทุกอย่างที่ท่านทรงทํานั้น ก็เพื่อประโยชน์สุขของชาวสยาม และเพื่อความเป็นธรรม ความถูกต้อง อันนี้เราไม่สามารถหาข้อโต้แย้งได้ และจากเหตุผลเหล่านี้ก็ทำให้มีคนที่รักท่านมาก และคนที่ไม่ชอบท่านก็คงจะมี แต่ผมคิดว่ามีส่วนน้อยมาก”

ก.แรงงาน เปิดตัวโครงการสร้างอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน

วันที่ 9 สิงหาคม 2566 นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกล่าวเปิดงานกิจกรรมเปิดตัวโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “สร้างอาชีพ เสริมรายได้ให้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แรงงานไทย” พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการและบูธจำหน่ายสินค้า โดยมี นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงานนางสาวกรจิรัฏฐ์ พงจันทร์ศธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน บุคลากรหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย ณ ห้องแกรนด์ เอบี โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

นายบุญชอบ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความช่วยเหลือเยียวยาแรงงานทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบซึ่งเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ของประเทศ กระทรวงแรงงานจึงได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “สร้างอาชีพเสริมรายได้ให้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แรงงานไทย” เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านอาชีพให้กับแรงงานนอกระบบอย่างยั่งยืน ได้มีทักษะที่ทันสมัยในการประกอบอาชีพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหรือบริการในชุมชน ตลอดจนเพิ่มช่องทางการตลาดในโลกยุคใหม่ เช่น การตลาดออนไลน์ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาดอย่างหนักว่า ผู้ที่มีศักยภาพในการทำการตลาดออนไลน์ได้รับผลกระทบน้อยกว่า หรือหลายรายสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กระทรวงแรงงานจึงต้องการเสริมศักยภาพดังกล่าวให้แรงงานนอกระบบอย่างทั่วถึง

นายบุญชอบ กล่าวต่อว่า การเปิดตัวโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “สร้างอาชีพ เสริมรายได้ให้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แรงงานไทย”ในครั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน จัดขึ้นโดยสำนักงานนโยบายแรงงานนอกระบบ ซึ่งมีกิจกรรมสำคัญ 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมเปิดตัวโครงการเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานโครงการให้แก่บุคลากรของกระทรวงแรงงาน โดยมีผู้เข้าร่วมจากผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 400 คน และกิจกรรมจัดฝึกอบรมเพิ่มความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ จำนวน 231 รุ่น ผู้เข้ารับการฝึกอบรม 25,410 คน ซึ่งจะดำเนินการทั่วประเทศ 

“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับแรงงานนอกระบบที่มีอยู่กว่า 20 ล้านคน ซึ่งแนวโน้มการประกอบอาชีพในปัจจุบันและอนาคต คนรุ่นใหม่ต่างสนใจที่จะประกอบอาชีพอิสระเพิ่มขึ้น กระทรวงแรงงานจึงได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม คุ้มครอง และพัฒนาแรงงานนอกระบบให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และรอเข้าสู่กระบวนการทางรัฐสภา หากกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็จะช่วยให้แรงงานนอกระบบมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นต่อไป”ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวท้ายสุด

นายกรัฐมนตรี พอใจความก้าวหน้า EEC และ EECi ขอบคุณทุกฝ่ายร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ให้ประชาชนหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง และพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน

วันที่ 9 ส.ค. 66 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางมาที่สถานีการบิน กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation: EECi) ณ สำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามนโยบายรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

โดย นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ร่วมตรวจติดตามความก้าวหน้าในครั้งนี้ โดยมีศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับ นำเสนอภาพรวมโครงการฯ และนำเยี่ยมชมตามลำดับ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ (Intelligent Operation Center: IOC) พร้อมรับฟังรายงานความก้าวหน้า EEC และความก้าวหน้าโครงการ EECi จากนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EEC ซึ่งภาพรวมการดำเนินงาน มีความก้าวหน้าตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 อุตสหกรรม ตามนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาประเทศไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ซึ่ง EECi เป็นหนึ่งในอุตสหกรรมเป้าหมายดังกล่าวด้วย โดยความสำเร็จของ EEC 5 ปีแรก (2561-2565) อนุมัติเงินลงทุนเกินเป้าหมาย 2 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายมูลค่าการลงทุน 1.5 ล้านล้านบาท และมีมูลค่าออกบัตรส่งเสริมปี 2561 ถึง Q2/2566 จำนวน 1,360,349 ล้านบาท โดยเป็น 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย มูลค่าออกบัตรส่งเสริมการลงทุนสูงสุด ได้แก่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมยานยนต์ และเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง คือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop Energy) พลังงานสะอาด ระบบผลิตไฟฟ้าความร้อนร่วม ศูนย์กระจายสินค้า ศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ ภาคโลจิสติกส์ เหล็ก วัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

ทั้งนี้ ประเทศที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน ปี 2561 – Q2/2566 มูลค่าการลงทุนสูงสุด 5 ลำดับแรก คือ ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และฮ่องกง นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าในโครงการที่สำคัญของ EEC เช่น โครงการโครงสร้างพื้นฐานใน EEC ทั้งโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โครงการสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินตะวันออก โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ท่าเทียบเรือ F เป็นต้น รวมทั้งจัดทำ (ร่าง) แผนภาพรวมเพื่อการพัฒนา อีอีซี (พ.ศ. 2566-2570) 

นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบภาพรวมการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ ก่อนเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการอัจฉริยะ IOC จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะได้ติดตามความก้าวหน้าโครงการ EECi รับฟังรายงานภาพรวมการพัฒนาโครงการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (EECi Aripolis - Sustainable Manufacturing Center : SMC) และเมืองนวัตกรรมชีวภาพ การเกษตรสมัยใหม่ (EECi Biopolis - Innovative Agriculture Smart Greenhouse) โดยภายหลังการเยี่ยมชม นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณและชื่นชมเลขาธิการ EEC บริษัท ปทต. และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยกันขับเคลื่อน EEC และโครงการ EECi ซึ่งมีความก้าวหน้าโดยลำดับ ตามแผนที่กำหนด พร้อมย้ำถึงการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนและสังคมได้รับทราบถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อน EEC ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ได้มีการขยายไปสู่การขับเคลื่อน EEC ในประเภทต่าง ๆ ทั้ง EECi  EECh EECd EECmd EECa เพื่อมุ่งให้ประชาชนหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ทำให้ประเทศมีรายได้ในการพัฒนาประเทศมากขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน 

นางสาวทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความห่วงใยประชาชน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ EEC ต้องทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มีความสุข และได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งด้านกายภาพและจิตใจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินการต่าง ๆ ตามนโยบายรัฐบาลไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมไปถึงการร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียวและอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำที่รัฐบาลให้ความสำคัญ การประกอบการต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของโลกในปัจจุบันและอนาคต รวมไปถึงการเร่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานในประเทศ รองรับการพัฒนาในพื้นที่ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานต่าง ๆ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรองรับการพัฒนาในพื้นที่และการพัฒนาของประเทศให้เพียงพอ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ร่วมกัน โดยขอให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันทำเพื่อประเทศชาติ ในการเตรียมความพร้อมทุกด้านให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงการพัฒนาของโลก อีกด้วย

“นายกรัฐมนตรี ชื่นชม อว. สวทช. ที่ดำเนินการเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ในการทำให้งานวิจัยไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างมูลค่าและรายได้ให้กับประเทศ รวมถึงการดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องของแสงซินโครตรอน เพื่อนำประเทศไปสู่การพัฒนาที่มั่นคง และยั่งยืนต่อไป” นางสาวทิพานัน กล่าว 

ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางไปยังสถาบันวิทยสิริเมธี ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง โดยขบวนรถยนต์ (รถบัส EV) เพื่อติดตามติดตามแนวทางการพัฒนามุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ต่อไป

ทั้งนี้ โครงการ EECi เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญบนพื้นที่ยุทธศาสตร์ EEC ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อสร้างพื้นที่นวัตกรรมใหม่ที่มีระบบนิเวศนวัตกรรมที่เหมาะสม ช่วยส่งเสริมให้เกิดการทำวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย รวมถึงชุมชนในพื้นที่ เพื่อช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเดิม รวมถึงสร้างให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ นำไปสู่การเป็นประเทศ แห่งนวัตกรรมควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานพิธีเปิดหน้าดินก่อสร้างเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ณ วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง เพื่อเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยขึ้นแท่น “ศูนย์กลางนวัตกรรมชั้นนำ” แห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีระบบนิเวศนวัตกรรมสมบูรณ์ ยกระดับงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมระดับประเทศ ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน 
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี 0909535645

คุณแม่แชร์ประสบการณ์ ‘เลี้ยงลูกด้วยไอแพด’ ทุกข์ใจ!! ลูกอดทนต่ำ-ถอนผมตัวเอง-ค่ารักษาทะลุหมื่น

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 66 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘ข้าว ฟาไฉ’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความแชร์ประสบการณ์ การเลี้ยงลูกด้วยไอแพด พบสมองส่วนเหตุผลของเด็กไม่ทำงาน มีอาการดึงผมจนผมร่วงเป็นหย่อมเสียค่ารักษาหลักหมื่น โดยผู้โพสต์ได้ระบุข้อความว่า…

"รีวิวเลี้ยงลูกด้วยไอแพด ค่ายา+ค่าจิตแพทย์เดือนละ 2,500 ค่าพบนักจิตบำบัด ชม.ละ 2,000 พบนักจิตอาทิตย์ละครั้ง เฉลี่ยค่ารักษาเดือนละ 10,000++

น้องเริ่มได้เล่นไอแพดและจอหลัง 4-5 ขวบมาแล้ว พัฒนาการน้องปกติ ไม่ช้า และไม่ได้สมาธิสั้น เรียนได้คะแนนดี พูดภาษาอังกฤษได้ดี แต่อาการของน้องคือ สมองส่วนเหตุผลไม่ทำงาน เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เหมือนน้องไม่เคยต้องรอ และอดทนรออะไรเลย ทำให้ป่วยเป็นโรค tic disorder และ tourette syndrome อาการแตกต่างกันไปในแต่ละเคส มีตั้งแต่กระพริบตาถี่ ๆ ทำเสียงแปลก ๆ ถอนผมและถอนขน อาการของน้องคือถอนผม เวลาเครียดหรือเผลอ จนผมหายเป็นหย่อม ๆ ค่ายา 2,500 คือราคาถูกแล้ว ถ้าใช้ยานอก เฉลี่ยเดือนละ 6,000++"

อย่างไรก็ตาม พบว่า มีชาวเน็ตจำนวนมากที่ประสบเหตุการณ์เดียวกัน อีกทั้งทางฝั่งครูโรงเรียนอนุบาลก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า เจอเด็กเป็นโรคแบบนี้ประมาณ 1-5 คน และอาการของน้องที่เป็นแบบนี้ถือว่าเยอะและไม่ปกติ การเลี้ยงดูของคนรอบตัว ทั้งคุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตายาย สำคัญมาก บางคนคุณพ่อคุณแม่พาไปบำบัดก็ดีไป แต่ในเด็กบางรายนั้น คุณพ่อคุณแม่กลับคิดว่าลูกของตัวเองพูดเก่ง คุณครูก็ทำได้แค่ช่วยเหลือปรับพฤติกรรมบ้างเท่านั้น

‘แจ็ค แฟนฉัน’ ประกาศเลิกทำเพลง หลังเห็นยอดวิวแล้วอยากกุมขมับ ขอโทษทุกคนที่ชวนมาแจม ขอกลับมาทำคอนเทนต์ที่ชอบเหมือนเดิม

(9 ส.ค.66) แจ็ค แฟนฉัน ได้โพสต์เปรียบเทียบยูทูบ ของ ‘เพลง ซอม’ พร้อมข้อความว่า “ตั้งใจทำเพลงแบบจริงจัง555555” กับ ‘คลิปไปสัมภาษณ์’ พระเอกหนุ่ม มาริโอ้ ย้ายจากสายวินเทจมาเป็นรถไฟฟ้า ที่ติดอันดับ 7 ในมาแรง พร้อมข้อความว่า “ทำคลิปกับมาริโอ้ คุยเรื่องรถถ่ายง่ายๆ”

พร้อมแคปชันประกาศด้วยว่า “ประกาศ ประกาศ เลิกทำเพลงแล้วครับไม่เอาแล้ว 55555555555 ต่อไปนี้ทำอะไรอย่าไปคิดเยอะอย่าไปจริงจังเยอะ กลับมาทำคลิปหลอกขายของคนดีกว่า คนชอบเยอะกว่า #มาริโอ้เพลงที่แล้วกูขอโทษนะเราทำคลิปขายรถขึ้นไวมาก #ส่วนเพลงซอมนี้ขอโทษน้าหม่ำกับพี่เพชรด้วยนะครับ 555555555 #ไม่เงี่ยนร้องแล้วครับ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top