Monday, 27 July 2026
Hard News Team

ศาลอาญาฯ สั่งจำคุก 2 ทะลุแก๊ส ‘คเชนทร์-ขจรศักดิ์’ กว่า 10 ปี ‘ปาระเบิดปิงปอง-วางเพลิงป้อมจราจร’ #ม็อบ30กันยา64

(18 ส.ค. 66) เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 66 ที่ศาลอาญา รัชดาฯ ทางศาลได้มีการนัดฟังคำพิพากษาในคดีของ ‘คเชนทร์’ (สงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี และ ‘ขจรศักดิ์’ (สงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี สมาชิกกลุ่มทะลุแก๊ส ในข้อหาหลัก คือ ฝ่าฝืนข้อกำหนดเรื่องเคอร์ฟิวของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ ร่วมกันมี / ใช้วัตถุระเบิดในครอบครอง ซึ่งสามารถทำอันตรายต่อชีวิตและวัตถุได้ฯ ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ จากกรณีเข้าร่วมชุมนุม #ม็อบ30กันยา64 และถูกกล่าวหาว่าปาระเบิดปิงปองและระเบิดขวดเข้าใส่อาคาร สน.พญาไท และวางเพลิงป้อมจราจรที่แยกพญาไท ในช่วงหลังเที่ยงคืน ล่วงเข้าสู่วันที่ 1 ต.ค. 2564

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวตอนหนึ่งว่า…

“... ในเวลาประมาณ 02.00 น. ได้มีกลุ่มของผู้ชุมนุมรวมตัวกันและใช้วัตถุเพลิงขว้างปาบริเวณหน้า สน.พญาไท ซึ่งเจ้าหน้าที่ สน.พญาไท ได้แสดงกำลัง กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็ได้แยกย้ายกันบริเวณแยกพญาไท และใช้ระเบิดขวดปาไปที่ป้อมจราจรพญาไท แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถควบคุมเพลิงและดับไว้ทัน ไม่ได้เกิดความเสียหายต่อป้อมจราจรบริเวณแยกพญาไทแต่อย่างใด”

อย่างไรก็ตาม เช้าวันที่ 8 ต.ค. 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมวัยรุ่นทั้ง 2 คน ที่บ้านพัก ตามหมายจับของศาลอาญา ลงวันที่ 7 ต.ค. 2564 พร้อมทั้งเข้าตรวจค้นที่พัก โดยไม่พบสิ่งผิดกฎหมายในห้องพักของคเชนทร์ ส่วนในห้องพักของขจรศักดิ์ ตำรวจพบระเบิดควัน (CS Smoke) 1 ลูก

นอกจากนี้ บันทึกการจับกุมยังระบุว่า คเชนทร์ได้ให้การเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 เวลาประมาณ 02.00 น. ขณะตนกําลังชุมนุมกับพวกอยู่ที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ได้มีผู้ชักชวนไปหน้า สน.พญาไท จากนั้นได้รวมกลุ่มจักรยานยนต์ประมาณ 20 คัน มีเยาวชนไม่ทราบชื่อ นามสกุลจริง ซ้อนท้าย เมื่อไปถึง หน้า สน.พญาไท ตนได้เร่งคันเร่งรถ และบีบแตรเพื่อให้เกิดเสียงดัง และเยาวชนที่ซ้อนท้ายได้ลงจากรถไปดูเหตุการณ์ จากนั้นได้ใช้เส้นทางเดิมกลับไปที่สามเหลี่ยมดินแดง

พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาทั้งสองตามหมายจับ ได้แก่ ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น, ร่วมกันทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใดๆ จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น, ร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตราย, ร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป, ร่วมกันพาอาวุธไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และออกนอกเคหสถานในเวลาห้าม (22.00 – 04.00 น.) และได้แจ้งข้อหาขจรศักดิ์เพิ่มเติมว่า มียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

ชั้นสอบสวนทั้งให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ภายหลังการสอบปากคำทั้งสองถูกขังอยู่ที่ สน.พญาไท โดยพนักงานสอบสวนจะนำตัวฝากขังต่อศาลอาญาในวันรุ่งขึ้น (9 ต.ค. 2564) และไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวน โดยถูกคุมขังนาน 84 วัน ก่อนได้รับการประกันตัวในวันที่ 31 ธ.ค. 2564

ซึ่งในวันที่ 30 ธ.ค. 2564 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ได้ยื่นฟ้อง คเชนทร์ ในฐานะจำเลยที่ 1 และ ขจรศักดิ์ ในฐานะจำเลยที่ 2 ต่อศาลอาญา ในฐานความผิด ดังนี้

จำเลยที่ 1 ถูกกล่าวหาในข้อหาร่วมกันมี / ใช้วัตถุระเบิดในครอบครอง ซึ่งสามารถทำอันตรายต่อชีวิตและวัตถุได้ฯ, ร่วมกันมี / ใช้วัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ฯ, ร่วมกันกระทำให้เกิดเพลิงไหม้ฯ, ร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายฯ, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป โดยผู้กระทำมีอาวุธฯ, ร่วมกันพกอาวุธไปในเมืองฯ, และฝ่าฝืนข้อกำหนดเรื่องเคอร์ฟิวของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ในกรณีของจำเลยที่ 2 เขายังถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเพิ่มจากจำเลยที่ 1 อีก 2 ข้อหา ได้แก่ มีวัตถุระเบิดที่ออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ในครอบครองฯ และมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ เนื่องจากในขณะที่จับกุม ทางเจ้าหน้าที่อ้างว่าเจอวัตถุระเบิดและแก๊สน้ำตาที่จำเลยที่ 2

ช็อก!! ‘บริตนีย์ สเปียร์ส’ ถูกสามีฟ้องหย่า หลังทะเลาะกันรุนแรงว่านักร้องดังนอกใจ

(17 ส.ค. 66) สำนักข่าวเอพี รายงานข่าวช็อกวงการบันเทิงว่า ‘บริตนีย์ สเปียร์ส’ นักร้องดังชาวอเมริกันวัย 41 ปี ถูก ‘แซม แอสการี’ สามี เทรนเนอร์ส่วนตัวชาวอิหร่านวัย 29 ปี ฟ้องหย่าหลังแต่งงานกันมา 14 เดือน

ข่าวอ้างแหล่งข่าวงในเปิดเผย แอสการี ยื่นฟ้องหย่าภรรยานักร้องดังเมื่อเย็นวันพุธที่ 16 สิงหาคม หลังเกิดปากเสียงทะเลาะกันรุนแรงโดยแอสการีกล่าวหาว่าบริตนีย์ สเปียร์สแอบนอกใจ

เว็บทีเอ็มซี ยังอ้างแหล่งข่าวเปิดเผยว่า แอสการีย้ายออกจากบ้านที่ทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแล้ว

เอพี รายงานว่าได้ส่งอีเมลสอบถามไปยังตัวแทนของนักร้องดังถึงข่าวนี้ แต่ยังไม่ได้รับคำตอบกลับ และว่าจากบันทึกของศาลในลอสแอนเจลิส และเวนทูราไม่ได้แสดงว่าคดีนี้ถูกยื่นฟ้องที่ใด

ขณะที่นิตยสารพีเพิล อ้างแหล่งข่าวยืนยันว่า ทั้งสองแยกกันอยู่ และระบุว่า…

“พวกเขาทั้งสองไม่ลงรอยกันมานานแล้ว ชีวิตของพวกเขามีปัญหามานานหลายเดือน มีเรื่องดรามาเกิดขึ้นเป็นประจำ มันน่าเศร้า การหย่าร้างจะเป็นการทำลายล้างสำหรับบริตนีย์”

‘สเปียร์ส’ และ ‘แอสการี’ แต่งงานกันที่บ้านของสเปียร์สในเมืองเทาซันด์ โอ๊ก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ท่ามกลางแขกร่วมงาน รวมทั้ง เซเลนา โกเมซ นักร้องดัง, ดรูว์ แบร์รีมอร์ นางเอกฮอลลีวูด, มาดอนนา, ปารีส ฮิลตัน หลังคบหาดูใจกันมา 5 ปี และแอสการี อยู่เคียงข้างสเปียร์สมาตลอด ระหว่างนักร้องสาวต่อสู้คดีให้ตัวเองหลุดพ้นจากการอยู่ในความพิทักษ์ดูแลทั้งชีวิตและทรัพย์สินจาก ‘นายเจมี สเปียร์ส’ พ่อแท้ๆ กระทั่งผู้พิพากษาเบรนดา เพนนี แห่งศาลสูงนครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา มีคำพิพากษาเมื่อวันพุธที่ 29 กันยายน 2564 ยุติบทบาทการเป็นผู้พิทักษ์ของนายเจมี สเปียร์ส ที่ทำหน้าที่นี้มานาน 13 ปี

จากข่าวว่านี่เป็นการแต่งงานครั้งแรกของแอสการี แต่เป็นการแต่งงานครั้งที่ 3 ของนักร้องดัง ที่เคยแต่งงานครั้งแรกเมื่อปี 2547 กับ ‘เจสัน อเล็กซานเดอร์’ เพื่อนสมัยเด็ก แต่การแต่งงานเป็นโมฆะ หลังแต่งงานผ่านไปไม่ถึง 3 วัน จากนั้นสเปียร์สแต่งงานครั้งที่ 2 กับ ‘เควิน เฟเดอร์ไลน์’ แดนเซอร์หนุ่ม แต่อยู่กันได้ 3 ปีก็หย่า มีลูกชายด้วยกัน 2 คน

โซเชียลชม!! ‘ครูหนุ่ม’ จ.เชียงใหม่ ขี่รถส่ง นร.หญิงกลับบ้าน ฝ่าดินโคลนขึ้น-ลงเขา คาดใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 66 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ชื่อ ‘Kan mail’ ซึ่งเป็นคุณครูจากโรงเรียนบ้านห้วยไม้หก ตำบลม่อนจอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ได้ออกมาโพสต์ภาพพร้อมกับคลิปวิดีโอ เผยให้เห็น ‘ครู’ และ ‘นักเรียน’ กำลังขี่รถ จูงรถ ท่ามกลางถนนที่เป็นดินโคลน พร้อมด้วยข้อความว่า…

“ขี่รถ 4 ชั่วโมง เดินเท้า 4 ชั่วโมง คิดถึงบ้านเหรอ ‘ครู’ ไปส่งเอง ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน”

ทั้งนี้ การเดินทางของนักเรียนหญิงรายนี้ค่อนข้างลำบาก ต้องเดินขึ้นเขา ประกอบกับอยู่ในช่วงหน้าฝนการเดินทางจึงยิ่งลำบากมากขึ้น คาดว่าการเดินทางแต่ละครั้งคงต้องใช้เวลาในการเดินทางหลายชั่วโมง

‘รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน’ กับโอกาสทางเศรษฐกิจ จิ๊กซอว์สำคัญสู่ศูนย์กลางระบบรางอาเซียน

วันนี้ (17 ส.ค.66) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลงพื้นที่ จ.สระบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมงานอุโมงค์มวกเหล็กและลำตะคอง ช่วงอุโมงค์มวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ในโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา ระยะทางรวม 250.77 กม. ประกอบด้วยสถานีทั้งหมด 6 สถานี ได้แก่ สถานีกลางบางซื่อ ดอนเมือง อยุธยา สระบุรี ปากช่อง และนครราชสีมา)

โดยงานโยธาสัญญาที่ 3-2 งานอุโมงค์มวกเหล็กและลำตะคอง โดยตัวอุโมงค์มวกเหล็กอยู่ระหว่างสถานีรถไฟผาเสด็จและสถานีรถไฟหินลับ มีลักษณะเป็นอุโมงค์เดี่ยว รางคู่ รูปทรงเกือกม้า ความยาว 3.465 กิโลเมตร สูง 8.50 เมตร กว้าง 11.50 เมตร ขณะนี้มีความคืบหน้างานก่อสร้างอยู่ที่ 1.43 กิโลเมตร คิดเป็น 41.3 % และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2570

โครงการนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2560 เป็นรถไฟความเร็วสูงโครงการแรกของประเทศไทย ซึ่งหากดูตามระยะเวลาแล้ว อาจจะมองได้ว่าเป็นโครงการที่ใช้ระยะเวลาก่อสร้างยาวนาน ซึ่งหลายคนมักนำไปเปรียบเทียบกับโครงการรถไฟลาว-จีน ที่ใช้ระยะเวลาก่อสร้างเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น แต่อย่าลืมว่าโครงการนั้นทางประเทศจีนเป็นผู้รับผิดชอบภาระทางการเงินถึง 70% ส่วนลาวรับผิดชอบภาระทางการเงินเพียง 30% โดยทางจีนเป็นผู้ออกแบบ ก่อสร้าง วางระบบ ทั้งหมด และเป็นแบบทางเดี่ยวรถไฟไม่สามารถวิ่งสวนกันได้ 

ขณะที่รถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน เฟส1 กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กม. สร้างแบบทางคู่ตลอดเส้นทาง โดยงบประมาณทั้งหมด ไทยรับผิดชอบลงทุนและก่อสร้างงานโยธาทางรถไฟทั้งหมด 100% 

ดังนั้น เมื่อเทียบกับการให้สัมปทานประเทศจีนรับเหมาก่อสร้างแบบเบ็ดเสร็จที่อาจจะก่อสร้างได้เร็วกว่าก็ตาม แต่รัฐบาลไทยมุ่งมั่นที่จะดำเนินโครงการที่ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านระบบรางในระยะยาวที่ยั่งยืนมากกว่า ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะสนับสนุนการขยายตัวของเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจโดยรอบเส้นทางรถไฟฯ เพราะนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้รวดเร็วขึ้นแล้ว ยังทำให้เกิดการจ้างงาน ส่งเสริมการท่องเที่ยว นำมาสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจในที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้น รถไฟความเร็วสูงไทย-จีนถือเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญภายใต้ความริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อโครงการเส้นทางสายไหม ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจีนกับประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับการเดินทางข้ามพรมแดน

โครงการดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะส่งผลดีต่อไทย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับโครงการเส้นทางสายไหมอื่น ๆ ทั่วโลก จากการศึกษาโครงการเส้นทางสายไหมในประเทศต่าง ๆ ของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก พบว่า รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หนองคาย ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย ช่วยลดต้นทุนทางการค้าการขนส่ง และเพิ่มมูลค่าที่ดินตลอดเส้นทาง 

และแน่นอนว่า ด้วยภูมิศาสตร์ที่ตั้งของประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างกลางจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) หากจีนต้องการขยายเส้นทางรถไฟเชื่อมเศรษฐกิจมาสู่ภูมิภาคอาเซียนย่อมต้องอาศัยระบบรางของไทย และจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระบบรางของภูมิภาคนี้ได้อย่างแน่นอน

แฟนๆ ใจหาย!! ‘BlackPink’ ประกาศปิดเวิลด์ทัวร์ที่เกาหลี หวั่น หรือนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ขึ้นคอนเสิร์ตครบ 4 คน

(17 ส.ค. 66) ยังคงคลุมเครือสำหรับการต่อสัญญาของ 4 สาว ‘BlackPink’ กับค่าย YG Entertainment ที่แม้จะมีข่าวลือว่า 3 สาว ‘เจนนี่, จีซู, โรเซ่’ มีแนวโน้มจะต่อสัญญา แต่กับ ‘ลิซ่า ลลิษา มโนบาล’ สมาชิกสาวชาวไทยยังคงไม่มีความคืบหน้า จนหลายๆคนคาดว่าไม่น่าจะต่อสัญญากับทางค่ายแล้ว ล่าสุด YG Ent. ได้ประกาศคอนเสิร์ตปิดทัวร์ Born Pink ของทั้ง 4 สาวว่าจะจัดขึ้นที่เกาหลีใต้เป็นเวลา 2 วันด้วยกัน ทำเอาแฟนๆหวั่นใจอาจเป็นคอนเสิร์ตสุดท้ายที่อยู่ครบทั้ง 4 คน

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่ายังไม่มีการยืนยันแน่ชัดถึงการต่อสัญญาของ 4 สาว BlackPink ที่หมดอายุสัญญาครบ 7 ปีไปแล้วเมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา แต่มีการขยายอายุสัญญาออกไปจนถึงสิ้นเดือน ส.ค. หลังจากที่ยังคงหาข้อตกลงที่พอใจกันทั้งสองฝ่ายไม่ได้

ล่าสุดตามกำหนดการเดิมที่ระบุว่าจะสิ้นสุดทัวร์ ‘Born Pink’ สิ้นเดือน ส.ค. ก็ได้มีการประกาศจากทางค่ายว่า “คอนเสิร์ต Born Pink จะสิ้นสุดลงที่ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่ 16 - 17 ก.ย. นี้”

เรียกได้ว่าทั้ง 4 สาวถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการเค-ป็อป ที่สาวๆสร้างสถิติกันมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งเดบิวต์จนถึงปัจจุบันที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ความไม่แน่นอนเรื่องการต่อสัญญาที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมถึงคอนเสิร์ตสุดท้ายที่จะจัดขึ้นที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ก็ทำเอาแฟนๆ พากันแสดงความคิดเห็นกันมากมาย เช่น

“ครั้งนี้ จะไปคอนเสิร์ตแน่นอน”
“อยากไปดูคอนฯครั้งนี้จริงๆ”
“สงสัยว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้พวกเธอจะประกาศว่าต่อสัญญาหรือไม่?”
“นี่คือการทัวร์ครั้งสุดท้ายก่อนจะมีการต่อสัญญาเหรอ?”
“ถ้าพวกเธอไม่ต่อสัญญา ก็นับว่านี่คือคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของพวกเธอทั้ง 4 คน เพราะฉะนั้นฉันจะไป”
“คิดว่า YG ยังคงพยายามที่จะให้มีการต่อสัญญาอยู่ เพราะไม่มีข่าวอะไรเลย แบบนี้ฉันคิดว่า YG คงมองว่านี่อาจคือคอนเสิร์ตสุดท้าย ค่าบัตรคอนเสิร์ตเลยสูงขึ้น”

‘บัวขาว’ ดวลเดือด ‘แสนชัย’ ศึก BKFC Thailand พ.ย.นี้ กติกา ‘ชกมือเปล่าไร้นวม’ การันตี ‘ดุเดือด-ชกจริง-เจ็บจริง’

(17 ส.ค. 66) ที่โดม เซล แกลอรี่ ชั้น 1 อาคารเพิร์ล แบงค็อก พหลโยธิน ซอย 10 ได้มีการแถลงข่าวแมตช์หยุดโลก สังเวียนระอุ ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ปะทะ ‘แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม’ ในศึก ‘BKFC Thailand ครั้งที่ 5 - LEGENDS OF SIAM’ สังเวียนการต่อสู้ด้วยมือเปล่าบนกฏกติกาแบบไทยที่ทวีความดุเดือด อย่างคาดไม่ถึง ในวันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2566 ณ รอยัลคลิฟ โฮเต็ลส์ กรุ๊ป พัทยา จ. ชลบุรี

BKFC ASIA ประกาศอย่างเป็นทางการ พร้อมระเบิดศึกสะเทือนวงการกำปั้นของ 2 นักสู้ระดับตำนานแห่งยุค กับไฟต์หยุดโลก พร้อมยกทัพจัดเต็มด้วยคู่มวยเดือดชิงแชมป์โลก 2 คู่ ได้แก่ โป เดนแมน จากประเทศไทย ปะทะ บริเทน ฮาร์ต จากสหรัฐอเมริกา และแฟรงกี้ ปะทะ แสนศึก นครโชคชัย จอมเดือดเมืองโคราช โดย ‘BKFC Thailand ครั้งที่ 5 - LEGENDS OF SIAM’ อัดแน่นเต็มพิกัดด้วยนักสู้ฝีมือฉกาจจากทั่วโลกรวมทั้งหมด 24 ชีวิต ที่จะมาดวลเดือดกันในการต่อสู้ทั้ง 12 แมตช์ 

มร. นิค แชปแมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานฝ่ายปฏิบัติการ BKFC ASIA อดีตแชมป์ UK1 British Title Cage Rage (UCMMA) World Title Light Heavyweight กล่าวว่า ศึก BKFC Thailand ครั้งที่ 5 - LEGENDS OF SIAM ครั้งนี้ นับเป็นการพบกันของสองยอดนักสู้แห่งสยาม ผู้เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจ และเป็นครั้งแรก ของ 2 นักชกที่จะมาร่วมประลองฝีไม้ลายมือกัน ภายใต้กติกาใหม่ของเวที BKFC ซึ่งเน้นความดุเดือด ชกจริง เจ็บจริง ระห่ำมากยิ่งขึ้น นั่นคือนักสู้จะชกกันแบบมือเปล่า ไม่สวมนวม โดยในพิกัดน้ำหนัก 68.5 กก. กำหนดชกถึง 5 ยก ยกละ 2 นาที ผู้ชมจึงไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าใครจะเป็นผู้คว้าชัย หรือน็อกคาเวทีในครั้งนี้ และตอนนี้ทั้งสองนักชกกำลังซุ่มลับฝีมือกันอย่างเต็มที่ ถึงแม้จะเป็นเพื่อนรักกัน แต่เรื่องของศักดิ์ศรี ไม่มีใครยอมกันแน่นอน

BKFC Thailand ครั้งที่ 5 - LEGENDS OF SIAM ณ รอยัล คลิฟ โฮเต็ลส์ กรุ๊ปในครั้งนี้ เป็นการเปิดปรากฏการณ์ใหม่ เพื่อยกระดับมาตรฐานนักชกของไทยให้ทัดเทียมกับนักชกนานาชาติ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักในการจัดงานขึ้นที่ประเทศไทย แทนกำหนดการเดิมในแถบตะวันออกกลางเมื่อช่วงต้นปี เนื่องจากคณะผู้จัดงานต้องการประกาศศักดาของศิลปะการต่อสู้อีก 1 แขนงที่กำลังได้รับความนิยมและกล่าวถึงมากที่สุด เราต้องการสร้าง

ตำนานบทใหม่ในศึก BKFC Thailand ครั้งที่ 5 อีกทั้งต้องการเชิดชู ‘นักสู้ไทย’ ที่มีความสามารถไม่เป็นสองรองใครในเวทีโลก และครั้งนี้ยังถือเป็นของขวัญที่มอบให้แฟนคอมแบท สปอร์ต ที่ชื่นชอบการต่อสู้ ซึ่งเรามั่นใจว่ารายการนี้จะเป็นอีกหนึ่งศึกที่คนรอติดตามมากที่สุด เพราะที่ผ่านมาการแข่งขันรูปแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้น และครั้งนี้ BKFC ได้ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เกิดขึ้นแล้วในเมืองไทย

นายวรรธนัย วรรธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บีเคเอฟซี เอเชีย ประธานบริหาร รอยัล คลิฟ โฮเต็ลส์ กรุ๊ป และศูนย์ประชุมนานาชาติพีช พัทยา (PEACH) กล่าวว่า ในปี 2566 นี้เราได้ บริเท็น ฮาร์ท (Britain Hart) แชมป์โลก นักสู้ชาวอเมริกัน ในรุ่น World Title เข้าร่วมรายการด้วย โดยมีผู้ท้าชิงนักสู้หญิงไท อย่าง โป เดนแมน เข้าท้าชิงเข็มขัดแชมป์โลกในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้เลยทีเดียว ซึ่งนอกจากนักสู้ที่โดดเด่นอย่างฟิลิปปินส์แล้ว ปีนี้เรายังมีนักสู้จากอีกหลากหลายประเทศ ทั้ง อเมริกา เยอรมนี สวีเดน สก็อตแลนด์ สหราชอาณาจักร ฟิลิปปินส์ อิหร่าน ฯลฯ

นอกจากการมุ่งเฟ้นหา สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพของเหล่านักสู้แล้ว เรายังเล็งเห็นว่าศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเป็นเทรนด์กีฬาแห่งโลกอนาคตที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วในนานาประเทศ โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย ยุโรป อเมริกา เราพร้อมสนับสนุนและปลุกปั้นนักสู้หน้าใหม่ที่ฉายแววเข้าสู้เส้นทางการแข่งขัน ไปพร้อมกับการดูแลขับเคลื่อนวงการนักกีฬาไทยให้มีอาชีพที่มั่นคง และเติบโตได้อย่างยั่งยืนบนเส้นทางกีฬาสายนี้ และอย่างที่ทราบกันว่าปีนี้เราได้กำหนดกติกาใหม่ในชื่อเรียกใหม่ว่า Special Rules Bare Knuckle Thai Fight หรือศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าบนกฎกติกาแบบไทย เพื่อนำเสนอสิ่งใหม่และน่าตื่นเต้นให้กับผู้ชมของเรา

ขณะที่ บัวขาว บัญชาเมฆ นักสู้ระดับตำนานของไทย กล่าวถึงการต่อสู้ในครั้งนี้ว่า “แม้ผมจะเป็นเพื่อนรักกับแสนชัย แต่จะไม่มีการออมมือให้อย่างแน่นอน ศึกครั้งนี้เป็นการต่อยจริง เจ็บจริง แฟนๆ ห้ามพลาด เพราะเป็นแมตช์การต่อสู้ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เสมือนของขวัญที่ BKFC มอบให้แก่แฟนกีฬาการต่อสู้ในช่วงปลายปี ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ ผมเอาศักดิ์ศรีเป็นเดิมพัน”

ด้าน แสนชัย พี.เค. แสนชัยมวยไทยยิม กล่าวว่า “ถึงเราสองคนจะเป็นเพื่อนรักกัน แต่ถ้าได้ขึ้นเวทีเราทั้งคู่ก็มีความเป็นมืออาชีพมากพอ ที่จะไม่มีคำว่าขึ้นไปเหยาะแหยะ และเสียชื่อการต่อสู้อย่างแน่นอน ขอขอบคุณแฟนคลับของผมและของบัวขาวที่สนับสนุนพวกผมด้วยดีมาโดยตลอด”

“แม้จะมีกระแสแฟนคลับบางส่วนที่ไม่อยากให้เราชกกันเอง ผมอยากจะบอกว่าการชกครั้งนี้ ไม่ได้เพื่อพิสูจน์ว่าใครเก่งกว่าใคร แต่ชกเพื่อประกาศให้คนทั่วโลกหันมาสนใจดูศิลปะการต่อสู้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการปรับกติกาใหม่ Special Rules Bare Knuckle Thai Flight ที่เข้มข้นขึ้น พวกเราทั้งสองมั่นใจว่าผู้ชมทั่วโลกจะสนุก มัน และลุ้นจนนั่งไม่ติดกับการต่อสู้บนเวที BKFC Thailand ครั้งที่ 5 นี้แบบเต็มสตรีม”

สำหรับการต่อสู้แบบไทยด้วยมือเปล่าบนกฎกติกาใหม่ Special Rules Bare Knuckle Thai Fight กำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2566 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ณ รอยัล คลิฟ โฮเต็ลส์ กรุ๊ป พัทยา เริ่มจำหน่ายบัตรในวันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม 2566 ในราคา 500 และ 1,000 บาท สำหรับตั๋วยืน และ 2,500-3,000 บาทสำหรับที่นั่ง สำหรับที่นั่งวีไอพีติดขอบสนาม ราคาเริ่มต้นที่ 7,000 รวมอาหารค่ำมื้อพิเศษ สิทธิพิเศษ หรือส่วนลดสำหรับการเข้าพัก ณ รอยัล คลิฟ โฮเต็ลส์ กรุ๊ป เมื่อแสดงโค้ดการจองตั๋วเข้าชม BKFC Thailand ครั้งที่ 5 นี้ (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)

‘อดีต นร.ไทยในญี่ปุ่น’ ชี้!! คราฟต์เบียร์ไทยต้องใส่ใจมาตรฐาน ยก ‘กม.เหล้าเบียร์ญี่ปุ่น’ ต้องมีใบอนุญาต-ควบคุมอย่างเข้มข้น

(17 ส.ค. 66) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Naruphun Chotechuang’ โดย ‘คุณนฤพันธ์ โชติช่วง’ อดีตนักเรียนวิทยาลัยยามชายฝั่งญี่ปุ่น ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงประเด็นกฎหมายแอลกอฮอล์ในประเทศญี่ปุ่น โดยระบุว่า…

จากข่าวรองประธานสภา (คนที่ 1) ได้ทำการโฆษณาเบียร์ผ่านโลกโซเชียล ซึ่งผิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาตราที่ 32 ว่าด้วย “ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ห้ามแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณ หรือชักชวนใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม” ซึ่งหากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หลังจากนั้น เจ้าตัวก็ออกมาแก้ต่างทั้งในสื่อโซเชียลและทีวีต่างๆ นานา ซึ่งผมไม่เป็นปัญหาหรอก เพราะยังไงเจ้าตัวก็มีสิทธิ์นั้นเวลาสู้คดี แต่มีคำแก้ตัวอยู่ข้อความหนึ่งที่ได้ยินแล้ว ได้แต่มองบนก็คือ “เกาหลีใต้ยังทำได้เลย ให้ดารา นักร้องโฆษณาเหล้าเบียร์” ก็เข้าใจนะครับว่า การเอาข้อดี (รวมถึงคิดว่าเป็นข้อดี) ของต่างประเทศมาเทียบเคียงกับไทยมันก็ช่วยพัฒนาประเทศได้ในบางกรณี แต่ช่วยกรุณายกมาพูดทั้งระบบ ไม่ใช่ดึงแต่ข้อดีที่จะใช้แก้ต่างให้ตัวเอง หรือเพื่อผลประโยชน์กับตัวเองเท่านั้น เพราะฉะนั้น ผมก็ขอยกเอาบางส่วนของระบบที่เขาบอกกันว่ามันจะดีต่อวงการคราฟต์เบียร์ ผลิตเหล้า ถ้าทำแบบต่างประเทศมาให้เห็นภาพครับ

ผมจะยกกรณีของประเทศญี่ปุ่นนะครับ เนื่องจากไม่ได้เคยอาศัยอยู่ในเกาหลีใต้ ซึ่งญี่ปุ่นก็อนุญาตให้โฆษณาเหล้าเบียร์ได้ตามสื่อทั่วไป จนบางที่เห็นโฆษณาบางตัวแล้ว ผมยังเปรี้ยวปากเลย เล่นยกดื่มโชว์กันแบบไม่เกรงใจใคร

สิ่งที่อยากให้นำเสนอมากกว่าเรื่องโฆษณาเหล้าเบียร์ คือ ‘มาตรฐานการผลิต’ ครับ การจะเป็นผู้ผลิตเบียร์ หรือเหล้าญี่ปุ่นได้นั้น ไม่ใช่ว่าอยากทำเพื่อขายจะสามารถทำได้เลย ต้องยื่นขออนุญาตกับสำนักงานภาษีในเขตที่สถานที่ผลิตของท่านตั้งอยู่ เพื่อขอใบอนุญาตผลิต (製造免許) โดยการยื่นของใบอนุญาตนั้นต้องลงข้อมูลพื้นฐานต่างๆ เทคโนโลยีการผลิต เครื่องจักรเครื่องมือการผลิต และปริมาณการผลิตเฉลี่ยได้ในหนึ่งปี (มาตรฐานการผลิตน้อยที่สุดที่อนุญาต สำหรับเบียร์คือ 60 กิโลลิตร หรือ 6 หมื่นลิตรต่อปี) ถ้าข้อมูลที่กล่าวข้างต้นผ่าน ก็จะเป็นการตรวจสอบผู้ยื่นขออนุญาต และตรวจสถานที่ผลิต ตามกฎหมายภาษีเหล้ามาตราที่ 10 (酒税法第10条)

หนึ่งคุณสมบัติที่น่าสนใจคือ วรรค 7-2 ผู้ยื่นจะต้องไม่เป็นบุคคลที่โดนลงโทษภายในสามปี ล่าสุดในข้อหาความผิดกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีดื่มเหล้า กฎหมายสถานประกอบการเริงรมย์ (風俗営業) กฎหมายปกป้องกันการรุนแรงที่ไม่เหมาะสม กฎหมายอาญา (หมวดความรุนแรงต่างๆ)

ถ้าผ่านการตรวจสอบทั้งหมดแล้ว ก็จะได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ก็ใช่ว่าจะสิ้นสุด ผู้ที่ทำการผลิตเบียร์หรือเหล้าเพื่อขาย (ทำเพื่อบริโภคเองไม่จำเป็น) จำเป็นต้องมีใบอนุญาตส่วนบุคคลเพิ่มเติมยกตัวอย่างเช่น (อาจมีมากกว่านี้ แล้วแต่ประเภทแอลกอฮอล์ที่ผลิต)

1.) ใบอนุญาตจัดการวัตถุอันตราย สำหรับผู้ผลิตเบียร์หรือเหล้า ที่ต้องเก็บรักษาแอลกอฮอล์ที่ใช้การหมักในการผลิต จำเป็นต้องมีใบอนุญาตจัดการวัตถุอันตรายซึ่งควบคุมดูแล โดยหน่วยงานสอบขององค์กรดับเพลิงของญี่ปุ่น (一般財団法人消防試験研究センター) โดยจะเป็นการสอบเพื่อวัดความรู้ในเรื่องแอลกอฮอล์ การเก็บรักษาและการขนส่ง นอกจากนี้ แล้วถ้ามีการขนส่งและเก็บรักษาแอลกอฮอล์หมัก ก็จำเป็นต้องส่งเอกสารให้กับสถานีดับเพลิงในพื้นที่ด้วย

2.) ใบมาตรฐานทักษะประเภทเครื่องต้มน้ำ หรือ ‘บอยเลอร์’ ในสถานที่ผลิตแอลกอฮอล์บางประเภท จำเป็นต้องใช้เครื่องต้มน้ำในการผลิต ผู้รับผิดชอบจึงจำเป็นต้องมีใบมาตรฐานทักษะประเภทเครื่องต้มน้ำซึ่งควบคุมดูแลโดยหน่วยงานเฉพาะ (一般社団法人日本ボイラ協会) เนื่องจากเครื่องต้มน้ำต้องใช้ทักษะเฉพาะ มีความอันตรายในการใช้งาน ผู้ใช้จริงต้องมีมาตรฐานและความรู้ที่ได้รับการยอมรับ

จะเห็นว่าภายใต้ข้อดีของต่างประเทศที่ถูกยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับประเทศไทย ถ้าดูลงลึกไปถึงรายละเอียด จะพบว่ามีอะไรมากกว่าที่เราเห็น ไม่ใช่แค่การอยากทำก็ทำได้เลยตามใจชอบ ทุกอย่างจำเป็นต้องมีมาตรฐานไว้เป็นตัวกำหนดภายใต้ข้อกฎหมายเดียวกัน

จะว่าไปแล้ว เรื่องใบอนุญาตในแต่ละอาชีพของญี่ปุ่น เป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรนำมาปรับใช้ในประเทศไทยมาก เนื่องจากคนไทยพูดเรื่องค่าแรงขั้นต่ำแล้วหยิบเอาญี่ปุ่นมาอ้างก็บ่อยๆ แต่ไม่เคยพูดว่า การจะประกอบอาชีพแต่ละอาชีพของญี่ปุ่น ต้องมีใบอนุญาตในแต่ละอาชีพด้วย เช่น เกษตรกรหรือพ่อครัว บางใบอนุญาตอาจไม่ได้บอกว่าจำเป็นต้องมี แต่มันมีผลเกี่ยวกับค่าแรงที่ได้รับ ยิ่งมีระดับสูงก็ยิ่งได้ค่าแรงเยอะ แสดงถึงความชำนาญที่มี

ปล. ตัวผมก็มีใบอนุญาตประกอบอาชีพที่ญี่ปุ่นอยู่ 3 ใบ ที่กว่าจะสอบผ่านก็รากเลือดอยู่เหมือนกัน คือ
- ใบอนุญาตขับเรือระดับ 3
- ใบอนุญาตใช้วิทยุสื่อสารภาคพื้นดินระดับ 2
- ใบอนุญาตใช้วิทยุในทะเลระดับ 1

Torpenguin ผุดฟรีสัมมนา Restaurant Technology & Franchise 2023 ยกระดับธุรกิจร้านอาหารด้วยเทคโนโลยี 8-9 ธ.ค.นี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

Torpenguin สื่อผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านการจัดการธุรกิจสำหรับร้านอาหาร เตรียมจัดงาน Restaurant Technology & Franchise 2023 งานอีเวนต์และสัมมนาด้านการจัดการเทคโนโลยีสำหรับธุรกิจร้านอาหาร งานที่จะช่วยยกระดับธุรกิจร้านอาหารให้ก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พบกับบูธแสดงสินค้าและบริการด้านการจัดการร้านอาหาร จากบริษัทชั้นนำกว่า 150 บูท เช่น เทคโนโลยีสำหรับร้านอาหาร, อุปกรณ์ครัวสำหรับร้านอาหาร, เครื่องมือด้านการตลาด, ซัพพลายเออร์, เทคโนโลยีด้านการเงิน, แฟรนไชส์และพื้นที่เช่ากว่า 60 บูท และสัมมนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ และตัวจริงในวงการร้านอาหารแถวหน้าของเมืองไทยกว่า 20 ชีวิต พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปพิเศษจากกูรูคนดังในวงการ พร้อมแชร์ประสบการณ์ที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน 

และไฮไลต์สุดพิเศษ ‘ตัวอย่างร้านอาหารแห่งอนาคต’ พร้อมสัมผัสประสบการณ์จริงที่จะรวบรวมเทคโนโลยีต่าง ๆ มารวมไว้ในร้านเดียว ทั้งหมดนี้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย พบกันในวันที่ 8-9 ธันวาคม 2566 ณ อาคาร 6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี 

พอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด “กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้เห็นผู้จัดงานรุ่นใหม่เข้ามาในวงการจัดงาน Exhibition 

นอกจากจะมีในส่วนของงาน Exhibition ต่าง ๆ แล้ว ทางอิมแพ็คเองยังอยู่ในวงการร้านอาหารมามากกว่า 20 กว่าปี ซึ่งก็ได้เจอปัญหาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Operation ในร้าน Technology ในร้าน ปัญหาเรื่องของ Suppiler ซึ่งเราก็ได้เห็น Pain Point ของคนทำร้านอาหารมาค่อนข้างเยอะ ถึงแม้ว่าสถานการณ์ Covid-19 ได้ผ่านมาเรียบร้อย แต่พฤติกรรมลูกค้าก็ได้เปลี่ยนไปเยอะมาก เราก็หวังว่าในอนาคตอันใกล้ ด้วย Tool ใหม่ ๆ ที่เข้ามา จะสามารถช่วยให้เราปรับตัวไปตามโลกในยุคนี้ได้ 

ที่ผ่านมาเราได้เห็นหลาย ๆ งานเกิดจากผู้จัดที่เป็น Publisher มาก่อน ทำ Magazine เป็นนักข่าว แต่ยุคใหม่นี้จะเป็น Influencer ที่เริ่มปรับตัวมาเป็น Organizer ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานแบบ Online หรือ Offline และเราเองก็ดีใจที่ได้ร่วมงานกับลูกค้ารุ่นใหม่อย่างคุณต่อ ที่จัด Restech 2023 ขึ้นมา ซึ่งเป็นงานที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจนที่จะสร้าง Ecosystem คนทำร้านอาหาร หวังว่าจากการเข้าชมงานนี้ไม่ว่าจะเป็นทั้งในส่วนของ Exhibition และ Conference จะได้รับประโยชน์ และหวังว่างานนี้จะช่วยผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยได้ และช่วยยกระดับ Community คนทำร้านอาหารให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น”

ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี เจ้าของเพจ Torpenguin สื่อผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านการจัดการธุรกิจสำหรับร้านอาหาร กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ว่า “SME ทุกคนคือปลาตัวเล็ก ๆ ไม่ว่าเราจะกินขนาดไหนก็ยังเป็นได้แค่ปลาตัวเล็ก ไม่นานก็จะโดนปลาตัวใหญ่กิน ซึ่งสิ่งที่เรากำลังทำอยู่คือ ‘การรวมปลาตัวเล็กให้กลายเป็นปลาฝูงใหญ่’ ที่ไม่ได้จะไปกินปลาตัวใหญ่ แต่จะเป็นภูมิคุ้มกัน เป็นเกราะกำบังไม่ให้ปลาตัวใหญ่มากินเราได้ Torpenguin เราจึงพยายามสร้าง Ecosystem สร้างระบบนิเวศที่ดีให้ปลาตัวเล็ก ๆ สามารถเติบโตต่อไปได้ มันก็เลยเป็นความพร้อมที่เราจะต้องจัดงานอีเวนต์บางอย่างขึ้นมา เลยเป็นที่มาของงาน Restech : Restaurant Technology & Franchise 2023

นั่นก็เพราะว่าน้อยคนในวงการร้านอาหารให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ซึ่งถ้าคนทำร้านอาหารยังไม่ให้ความสำคัญ ในวันหนึ่งที่คนในธุรกิจอื่น ๆ ไปข้างหน้าหมดแล้ว ธุรกิจร้านอาหารกลายเป็นคนที่ถูกทิ้งอยู่เบื้องหลัง จึงรู้สึกว่าเราอยากจะเอาเรื่องร้านอาหารที่คนคิดว่าเป็นแค่การขายอาหารเพียงอย่างเดียว กับเรื่องเทคโนโลยีเรื่องยาก ๆ ที่ใครคิดว่าไกลตัว ให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น

สิ่งที่เราเห็นที่ผ่านมาก็คือ ต้นทุนค่าแรงของธุรกิจที่มันสูงขึ้นเรื่อย ๆ จาก 10% เป็น 15%-20% ของยอดขาย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก และจากสภาพการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันเจ้าของร้านอาหารในเมืองไทยมีกว่า 700,000 ราย แต่ Market Size อยู่ที่ 4 แสนล้านบาทเท่าเดิม นั่นหมายความว่าไม่แปลกใจเลยถ้าร้านเรายอดขายจะตก เพราะเรามีคู่แข่งเพิ่มขึ้น

เมื่อก่อนเชนร้านอาหารอยู่แต่ในห้าง แต่ในตอนนี้เขาออกมาทำการตลาดนอกห้างมากขึ้น ซึ่งถ้าเราไม่รู้จักเทคโนโลยีไม่ปรับตัว เราก็คงสู้เขาไม่ได้ ผมจึงเชื่อว่า เทคโนโลยีนี่แหละที่จะเป็นจุดเปลี่ยนให้คนตัวเล็กมีศักยภาพแข่งขันสู้กับเจ้าใหญ่ได้

รวมไปถึงพฤติกรรมของลูกค้า เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าตั้งแต่สถานการณ์ Covid-19 ที่ผ่านมา ว่าทุกอย่างคือ ทุกอย่างจัดการอยู่บนโทรศัพท์มือถือ POS การทำ CRM ไม่รู้จักการทำระบบบัญชีออนไลน์ ไม่รู้วิธียิงแอด ไม่รู้วิธีการไลฟ์ แล้วเราจะไปสู้เจ้าใหญ่ได้อย่างไร

เทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น แต่มีราคาที่ถูกลง นี่คือโอกาสที่ SME อย่างเราที่จะเข้าถึงเทคโนโลยีในราคาที่ถูกได้ 

เหล่านี้แหละคือทั้งหมดที่เราอยากทำเพื่อให้เจ้าของร้านอาหารทุกคนได้เรียนรู้ และเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของตัวเอง”

Restaurant Technology & Franchise 2023 งานอีเวนต์และสัมมนาด้านการจัดการเทคโนโลยีสำหรับธุรกิจร้านอาหารโดยเฉพาะ พบกันวันที่  8-9 ธันวาคม 2566 ณ อาคาร 6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

SME D Bank ทุ่ม 500 ล้าน เปิดตัว ‘Micro OK’ สินเชื่อใหม่หนุน SMEs เข้าถึงเงินทุน

SME D Bank คลอดสินเชื่อใหม่ ‘Micro OK’ วงเงินรวม 500 ล้านบาท เพิ่มโอกาสผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน วงเงินสูงสุด 500,000 บาทต่อราย เปิดรับคำขอกู้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ธ.ค. 66 

นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย เดินหน้าทำงานเชิงรุก  พัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ และกระบวนการอำนวยสินเชื่อ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการเงินให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกลุ่ม Micro ที่มีศักยภาพเข้าถึงเงินทุนได้ง่าย รวดเร็ว ผ่านสินเชื่อใหม่ ‘Micro OK’ วงเงินรวม 500 ล้านบาท แจ้งความประสงค์ได้ง่ายด้วยระบบออนไลน์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งลงทุน ขยาย ปรับปรุง ปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจการ หรือหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง ช่วยต่อยอดยกระดับธุรกิจเดินหน้าไม่มีสะดุด  

จุดเด่นสินเชื่อ ‘Micro OK’ เปิดกว้างให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกลุ่ม Micro (รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ที่มีศักยภาพทุกกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาคผลิต ภาคค้าปลีกค้าส่ง และภาคบริการ ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล วงเงินกู้สูงสุด 500,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.29% ต่อเดือน (MLR +8% ต่อปี) ระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 5 ปี ที่สำคัญ ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เปิดรับคำขอกู้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2566 หรือเมื่อเต็มวงเงินโครงการ

อีกทั้ง พัฒนากระบวนการอำนวยสินเชื่อ ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่าย รวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา โดยแจ้งความประสงค์ผ่านออนไลน์ และพิจารณาคุณสมบัติด้วยระบบ Credit Scoring มีขั้นตอน ได้แก่ 

1. สแกน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือคลิกผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ของ SME D Bank เช่น เว็บไซต์ www.smebank.co.th หรือ LINE Official Account : SME Development Bank เป็นต้น 

2. กรอกรายละเอียดเบื้องต้น เช่น ข้อมูลการดำเนินธุรกิจ วงเงินที่ต้องการกู้ เป็นต้น 

3. เจ้าหน้าที่ธนาคารจะติดต่อกลับ เพื่อนัดหมายเข้าเยี่ยมสถานประกอบการ และพิจารณาอนุมัติสินเชื่อต่อไป หรือกรณีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน เจ้าหน้าที่จะแนะนำเข้าสู่กระบวนการพัฒนาผู้ประกอบการ ช่วยเตรียมความพร้อม เพื่อพาเข้าถึงแหล่งทุนได้ในอนาคตต่อไป 

ผู้ประกอบการที่สนใจใช้บริการสินเชื่อ ‘Micro OK’ และบริการด้านการพัฒนา สามารถแจ้งความประสงค์ได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ SME D Bank เช่น เว็บไซต์ www.smebank.co.th, LINE Official Account : SME Development Bank และสาขาของ SME D Bank ทั่วประเทศ เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1357

'สำนักข่าวอิศรา' ขุดที่มา บ.เบียร์พิษณุโลก ที่ ‘ปดิพัทธ์’ โพสต์ภาพโชว์ ด้าน 'ผู้ถือหุ้นใหญ่' รับสาย แต่ไม่สะดวกแจงสินค้าว่าเป็นของใคร

(17 ส.ค. 66) กรณีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล และ รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ได้เผยแพร่ภาพคราฟต์เบียร์ยี่ห้อหนึ่งลงในโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก และ TikTok แนะนำด้วยความภาคภูมิใจว่า “เอาแล้วๆๆๆๆ พิษณุโลกมีคราฟท์เบียร์ตัวแรกอย่างเป็นทางการแล้วครับ เป็นของดีพิดโลกนอกจากกล้วยตากและหมีชั่วครับ” กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 วรรคแรก บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อมหรือไม่

ต่อมาวันที่ 15 ส.ค. 66 นายศรีสุวรรณ จรรยา ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิดนายปดิพัทธ์ เข้าข่ายการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 66 สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ตรวจสอบพบว่า เจ้าตัวได้ลบโพสต์ข้อความและภาพดังกล่าวออกไปจากหน้าเฟซบุ๊กแล้ว

กรณีดังกล่าวสำนักข่าวอิศราตรวจสอบพบว่า ในเพจเฟซบุ๊กที่เกี่ยวข้องในกับเบียร์ยี่ห้อนี้ โพสต์ข้อความเมื่อ 9 สิงหาคม ว่า “เรารอสิ่งนี้มาโดยตลอด เครื่องดื่มคราฟต์พิดโลก by Phitsanulok Brewing เปิดตัวที่แรกที่ร้าน Girl’s don’t cry ผลิตถูกกฎหมายทุกขั้นตอน เสียภาษีเรียบร้อย พร้อมกระจายไปให้ทุกท่านได้ลองผลิตภัณฑ์แบรนด์ท้องถิ่น ที่เราฝ่าฟันกันมากับวงการคราฟต์เบียร์มาตลอด 7ปี”

ก่อนหน้านี้วันที่ 8 ส.ค.โพสต์ข้อความว่า “อันนี้ไม่ใช่นโยบายหาเสียง แต่เป็นการโฆษณาเพื่อทำมาหากิน สัปดาห์นี้เรามีของเด็ดรอเข้าอยู่ เป็นตัวที่ผมอยากนำเสนอมาตั้งแต่ที่เราทำคราฟต์เบียร์มาเลย วันนี้อากาศดีมาก มาเจอกันมาชลแก้ว ศรีน่าน เอ้ย!! ชนแก้วเฉย ๆ กันได้ที่บาร์เลยค้าบ”

เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวได้เผยแพร่ภาพคล้ายนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายปดิพัทธ์ รวมทั้ง ส.ส.พรรคก้าวไกลบางคนเคยเดินทางมาที่ร้านแห่งนี้ด้วย

จากการตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า PHITSANULOK BREWING ตามที่ระบุข้างต้น พบว่า PHITSANULOK BREWING หรือ บริษัท พิษณุโลกบรูอิ้ง จำกัด ทะเบียนวันที่ 9 ธ.ค. 65 ทุน 1 ล้านบาท แจ้งวัตถุประสงค์ 20 ข้อ แบบ สสช. 1 ประกอบกิจการจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ที่ตั้งเลขที่ 441/58 ซอย13 ถนนบรมไตรโลกนาถ 2 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก นายภูวดล ศิริสินเลิศ เป็นผู้ก่อตั้งและถือหุ้นใหญ่ และเป็นกรรมการร่วมกับนายธนาบูรณ์ ตระกูลฤกษ์ชัย 

เมื่อช่วงสายวันที่ 17 ส.ค. 66 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา ได้ติดต่อไปยังนายภูวดล ศิริสินเลิศ หนึ่งในผู้บริหารบริษัท พิษณุโลกบรูอิ้ง จำกัด เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ตามเบอร์โทรศัพท์ที่แจ้งไว้ในเอกสารจดทะเบียนบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 

เมื่ออีกฝ่ายรับสาย ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่านายภูวดล บริษัท พิษณุโลก บรูอิ้ง ใช่หรือไม่ อีกฝ่ายตอบว่า "ใช่"

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามต่อว่า ทราบเรื่องกรณีนายปดิพัทธ์โพสต์ภาพคราฟต์เบียร์ลงในโซเชียลมีเดียแล้วหรือไม่ นายภูวดล กล่าวว่า "ทราบแล้ว"

แต่เมื่อถามต่อว่าเป็นเบียร์ของบริษัทเลยใช่ไหม ที่นายปดิพัทธ์ได้นำไปพูดถึง นายภูวดลได้ทวนว่า "สำนักข่าวอิศราใช่หรือไม่"

ผู้สื่อข่าวตอบว่า "ใช่" นายภูวดลได้ตอบกลับว่า "ยังไม่สะดวกตอนนี้" ก่อนที่จะวางสายโทรศัพท์ไป

จึงทำให้สำนักข่าวอิศรา ยังไม่ได้รับคำชี้แจงต่อกรณีจากฝั่งของผู้บริหารบริษัท พิษณุโลกบรูอิ้ง จำกัด เพิ่มเติม ณ เวลานี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top