Monday, 27 July 2026
Hard News Team

‘ป๊อก-มาร์กี้’ แชร์อุทาหรณ์สำหรับคนเลี้ยงน้องหมา พร้อมเผยสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของ ‘สมคิด’

เมื่อวานนี้ (21 ส.ค.66) สำหรับ ‘มาร์กี้ ราศรี บาเล็นซิเอก้า จิราธิวัฒน์’ และสามี ‘ป๊อก ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์’ ที่มีแฟนคลับตามติดกันเป็นจำนวนมากจากการทำช่องยูทูบเบอร์ของเจ้าตัว โดยปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 2.7 ล้านคน

และก่อนหน้านี้กลายเป็นข่าวเศร้าเมื่อทางด้าน ‘ป๊อก ภัสสรกรณ์’ แจ้งข่าวเศร้าสูญเสียสมาชิกในบ้านอย่าง ‘พี่สมคิด’ โดยได้ระบุข้อความเอาไว้ว่า “RIP นะพี่สม อยากจะบอกว่ารักพี่สมมาก เราผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะ ขอบคุณสำหรับความรักและความสุขที่มอบให้กันตลอดมานะพี่สม you’re the best i could ever ask for…. You will always be here with us รักเสมอนะพี่สม รูปสุดท้ายคือรูปคู่รูปแรกที่เราถ่ายด้วยกันนะ @somkidthefrenchie ถ้าใครเจอลูกๆผม ผมขอความกรุณารบกวนอย่าถามถึงเค้านะครับ ขอบคุณครับ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าสาเหตุแท้จริงเพราะอะไร” 

ล่าสุด ‘ป๊อก ภัสสรกรณ์’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางอินสตาแกรมอีกครั้งว่า “You will always be here with us @somkidthefrenchie หลาย ๆ คนถามมาตลอดว่าเกิดอะไรขึ้นกับสมคิด เขาอยากรู้ เพราะเขาก็ผูกพันกับพี่สมมากเหมือนกัน ดูสมมาตั้งแต่เด็ก ๆ จริง ๆ แล้วไม่ใช่พวกผมไม่ใส่ใจนะครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะทำเทปเกี่ยวกับเขาไหม เพราะบ้านเราก็เศร้ามากเหมือนกัน แต่พอเริ่มทำใจได้เรากลับคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสมอาจจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับหลาย ๆ คนได้ และอาจจะช่วยให้เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นกับบ้านต่าง ๆ และคนที่มีลูกมีสัตว์เลี้ยงอีก ยังไงก็ลองไปชมกันนะครับ EP ล่าสุดครับ Youtube : Mindset TV ขอบคุณทุกคนที่รักและเอ็นดูพี่สมนะครับ” 

โดยรายละเอียดในคลิป ‘ป๊อก ภัสสรกรณ์’ เผยสาเหตุการเสียชีวิตของ ‘สมคิด’ โดยเจ้าตัวบอกว่ามันน่าเศร้าใจตรงที่ไม่ใช่เสียโดยธรรมชาติแก่ตายก็เข้าใจ แต่การเสียในครั้งนี้เกิดขึ้นจากมนุษย์ โดยเรื่องทั้งหมดเกิดจากคนงานได้วางยากำจัดงูรอบบ้าน แต่ไม่ได้บอกคนในบ้านเลย ซึ่งเราก็ได้ปล่อยพี่สมคิดให้เขาไปเดินเหมือนปกติทุกวัน ซึ่งเขาก็เลียหญ้าแถวนั้นทุกวันเป็นเวลา 2 อาทิตย์ สารมันก็ค่อย ๆ สะสมในร่างกาย จนวันที่พาเขาไปหาหมอก่อนเสียชีวิต คุณหมอแจ้งว่าอวัยวะภายในล้มเหลวหมดทุกอย่าง ตับอักเสบ กระเพาะอักเสบ ไตไม่ทำงานแล้ว ซึ่งสร้างความสะเทือนใจกับครอบครัวเป็นอย่างมาก  

‘หมอตุลย์’ แนะ!! ราชทัณฑ์เชิญแพทย์ตรวจย้ำอีกครั้ง หลังโซเชียลแชร์ภาพ ‘ทักษิณ’ ยังสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ดี

(22 ส.ค. 66) นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี เรียนถึง ผู้อำนวยการโรงพยาบาล กรมราชทัณฑ์ โดยมีสาระสำคัญ ระบุว่า…

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่ากรมราชทัณฑ์แถลงข่าวว่า นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 10 ปี มีโรคต่าง ๆ รุมเร้า เช่น โรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น ต้องรับการรักษาที่ รพ.ภายนอก 

เพื่อเป็นการรักษามาตรฐานและจริยธรรมทางการแพทย์ ผมขอเสนอให้ทางกรมราชทัณฑ์เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์มาตรวจร่างกายนักโทษชายทักษิณ ชินวัตรโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ว่ามีความจำเป็นต้องรับการรักษาโดยโรงพยาบาลภายนอกหรือไม่ และจำเป็นต้อง Admit หรือไม่ 

เพราะจากที่ปรากฏทางสื่อโซเชียลของตัวนักโทษเอง พบว่าสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ดี แม้จะมีหลายโรคก็ตาม ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เป็นที่ครหาโดยสังคมทั่วไป และป้องกันมิให้มีการฟ้องร้องแพทย์กรมราชทัณฑ์ในข้อหาช่วยผู้ต้องหาให้ได้รับความสะดวกสบายผิดจากข้อเท็จจริงทางการแพทย์

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการต่อไป
ขอแสดงความนับถือ 
นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์

‘รมว.เฮ้ง’ สั่ง ‘กรมจัดหางาน’ เตรียมตำแหน่งงาน 1,682 อัตรา รองรับชาวมูโนะ จ.นราธิวาส หลังได้รับผลกระทบเหตุโกดังพลุระเบิด

(22 ส.ค. 66) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า มีความกังวลใจหลังได้รับแจ้งว่ามีผู้ประสบภัย จากกรณีเหตุการณ์โกดังดอกไม้เพลิงระเบิดพื้นที่ตลาดมูโนะ อำเภอสุไหงโกลกจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา กว่า 500 ชีวิต ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากการตกงานและนำมาสู่การขาดแคลนรายได้ 

จึงได้มอบหมายให้ ‘5 เสือ’ กระทรวงแรงงาน ติดตามให้ความช่วยเหลือตามภารกิจที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานในด้านต่าง ๆ โดยลงพื้นที่ซ่อมแซมบ้านเรือนและระบบไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด ดูแลสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตน รวมทั้งดำเนินการตามข้อกฎหมายเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าของโรงงาน และผู้มีส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว

จากนั้นกรมการจัดหางานจึงรับไม้ต่อในการให้ข้อมูลการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงานเพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ ทั้งยังจัดเตรียมตำแหน่งงานที่มีความใกล้เคียงกับตำแหน่งงานเดิม โดยลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประสบภัย เพื่อหาทางออกและแนวทางช่วยเหลือให้ได้รับค่าชดเชย และเตรียมงานใหม่รองรับ เพื่อบรรเทาทุกข์ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว เป็นการแก้ปัญหาว่างงานและขาดแคลนรายได้ 

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานรับข้อสั่งการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เร่งสั่งเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดนราธิวาส ลงพื้นที่ดูแลแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตั้งแต่หลังเกิดเหตุร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานมาโดยตลอด ซึ่งเจ้าหน้าที่มีการจัดเตรียมข้อมูลและลงพื้นที่ดูแล ทั้งในเรื่องการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงานเพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ รวมทั้งรับลงทะเบียนสมัครงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประสบเหตุ 

โดยมีผู้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์หางานทำ ทั้งสิ้น 154 คนในจำนวนนี้ยืนยันความประสงค์จะทำงาน จำนวน 79 คน ซึ่งกรมการจัดหางานได้จัดเตรียมตำแหน่งงานว่างเพื่อรองรับแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบไว้แล้ว จำนวน 1,682 อัตรา ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส 412 อัตรา และจังหวัดใกล้เคียง ปัตตานี 798 อัตรา และยะลา 472 อัตรา อาทิ ตำแหน่งพนักงานทั่วไป ช่างเทคนิคและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง และพนักงานขาย เป็นต้น 

นอกจากนี้ ยังแนะนำช่องทางหางานเพิ่มเติมด้วยตัวเองที่เว็บไซต์ ไทยมีงานทำ doe.go.th ซึ่งมีตำแหน่งงานว่าง 222,505 อัตรา ไว้ให้บริการ โดยคนหางานสามารถเลือกสมัครงานทางออนไลน์ได้โดยไม่ต้องเดินทางซึ่งรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า นอกจากนี้บนแพลตฟอร์ม ‘ไทยมีงานทำ’ ยังให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถค้นหาข้อมูลตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด โดย Matching ตำแหน่งงานตามพื้นที่ และภูมิลำเนา รวมถึงจับคู่ตำแหน่งงานจากความรู้ ความสามารถ และทักษะที่มีอยู่

ทั้งนี้ คนหางานสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

‘อุ้ม ลักขณา’ เผยคลิปลูกสาวขณะมอบดอกไม้ พร้อมพูดซึ้งกับตน บอก “หนูจะปกป้องหม่าม๊าเอง” ทำพี่สาวชาวเน็ตน้ำตาแทบไหล

(22 ส.ค.66) เรียกได้ว่า จบความสัมพันธ์กันไปแล้ว เหลือแค่ความเป็นพ่อและแม่ อย่าง ‘อุ้ม ลักขณา’ และอดีตสามี ‘บอล กฤษณะ’ ที่ได้ประกาศว่าได้แยกทางกันไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้นั้น ซึ่งก็ได้มีประเด็นต่าง ๆ มากมายออกมา

ล่าสุด ‘อุ้ม ลักขณา’ ได้เผยคลิปลูกสาว ‘น้องดิสนีย์’ ผ่านทางอินสตาแกรม พร้อมแคปชันระบุว่า ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ ก็จะเลือกแบบเดิม เพราะหนูคือของขวัญที่วิเศษที่สุดในโลก กำลังใจพลังใจพลังชีวิตของหม๊า รักหนูที่สุด ดวงใจของหม๊า ซึ่งในคลิปจะเห็นว่าน้องดิสนีย์ นั้นได้มอบดอกไม้ให้แม่ และพูดว่า รักหม่าม๊าที่ หนูจะปกป้องหม่าม๊าเอง ซึ่งทำเอาน้ำตาแทบไหลกัน

ท่ามกลางเหล่าแฟน ๆ เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันจำนวนมาก เช่น ริงค่าาาา...แบบเดียวกันจ้า ถ้าย้อนไปได้ก็ยังจะรัก เพราะเราได้ของขวัญที่ดีและวิเศษที่สุดกลับมา เป็นกำลังใจให้ทุก ๆเรื่องนะแม่อุ้ม, ดิสจะปกป้องหม่าม๊าา โอ้ยยคำนี้คนเป็นแม่ใจฟูสุดๆ, หนูดิสผู้ไร้เดียงสา กอดทั้งคู่เลย เป็นต้น

'สีจิ้นผิง' เดินทางถึงแอฟริกาใต้ เข้าร่วมประชุมสุดยอด BRICS ด้าน 'ไซริล รามาโฟซา' ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ต้อนรับอย่างอบอุ่น

(22 ส.ค.66) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เดินทางถึงนครโจฮันเนสเบิร์กของแอฟริกาใต้ เมื่อวันจันทร์ (21 ส.ค.) เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS Summit) ครั้งที่ 15 และเยือนแอฟริกาใต้อย่างเป็นทางการ

ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ พร้อมด้วยนาเลดี แพนดอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศของแอฟริกาใต้ และโนซาซานา คลาริซ ดลามินี-ซูมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสตรี เยาวชน และคนพิการของแอฟริกาใต้ ได้ต้อนรับสีจิ้นผิงอย่างอบอุ่น ณ ท่าอากาศยานนานาชาติโออาร์ แทมโบ แห่งโจฮันเนสเบิร์ก

ประธานาธิบดีรามาโฟซาต้อนรับสีจิ้นผิงอย่างอบอุ่นสำหรับการเยือนแอฟริกาใต้อย่างเป็นทางการ สีจิ้นผิงกล่าวว่าเขาดีใจที่ได้เดินทางเยือนแอฟริกาใต้อีกครั้ง และหวังจะได้แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกกับรามาโฟซาในด้านการกระชับความสัมพันธ์จีน-แอฟริกาใต้ และประเด็นที่สนใจร่วมกัน

'ชัยธวัช' ขอ ปชช. อย่าถอดใจแม้ผิดหวังทางการเมือง ชี้!! หากช่วยกันคนละไม้คนละมือ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงการเมืองได้

(22 ส.ค. 66) นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล อภิปรายย้ำ สส.พรรคก้าวไกล ไม่โหวตให้ เศรษฐา เป็นนายกฯ ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติ แต่เพราะรัฐบาลข้ามขั้วขัดเจตจำนงประชาชน ย้ำประชาชนต้องจ่ายด้วยการสูญเสีย ‘ความหวัง-อำนาจ-ศรัทธา’ ฝากประชาชนอย่าหมดหวังการเมือง
 

ส่อง ‘Patek Philippe’ บนข้อมือ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ‘สวย-หรู-ประณีต’ พ่วงราคาแพงทะลุ 100 ล้านบาท

สะดุดตานาฬิกาบนข้อมือ 'ทักษิณ ชินวัตร' วันเดินทางกลับประเทศไทย 22 ส.ค. 66 นั่นคือ Patek Philippe Grandmaster Chime ที่ขึ้นชื่อว่าซับซ้อนที่สุดในโลก

ช่วงเช้าของวันที่ 22 ส.ค. 66 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการโพสต์รูปพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงการเดินทางกลับประเทศไทยของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยระบุรายละเอียดว่า

ตลอดเวลา 17 ปี พี่คงจะรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา ทุกข์ และคิดถึงบ้านมากแต่พี่ก็ต้องอดทน และน้องเชื่อว่าพี่ก็คงใช้เวลาคิดตัดสินใจอยู่นาน แต่สุดท้ายด้วยความคิดถึงครอบครัวและอยากใช้ชีวิตที่ประเทศบ้านเกิดของเรา

น้องก็เคารพในการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวของพี่ครั้งนี้ น้องขอเก็บภาพความทรงจำที่ได้ร่วมเดินทางจากดูไบมาส่งพี่ จนถึงเครื่องบินก่อนที่จะกลับเมืองไทย 

น้องขอให้พี่โชคดี เดินทางกลับอย่างปลอดภัย ทุกอย่างราบรื่น และอย่าลืมรักษาสุขภาพให้แข็งแรงนะคะ พี่ไม่ต้องห่วงน้องนะ น้องจะเข้มแข็ง อดทน และจะดูแลตัวเองแม้อยู่ในต่างที่ ต่างบ้าน ต่างเมืองคนเดียว เพราะตลอด 6 ปีที่น้องจากบ้านเกิดมา น้องมีพี่คอยดูแลเป็นอย่างดี แต่ก็อดใจหายไม่ได้ เพราะนี่คือครั้งแรกที่เราไม่ได้เดินทางไปด้วยกัน 

อย่างไรก็ตามขอให้วันเวลาที่พี่ตั้งตารอที่จะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัววันนั้นมาถึงโดยเร็ว โชคดีนะคะพี่ รักพี่เสมอพี่ชายที่แสนดีของน้องค่ะ

สำหรับภาพภายในภาพเป็นไปด้วยบรรยากาศแห่งความอบอุ่นในครอบครัว บนเครื่องบินส่วนตัว ก่อนออกจากสนามบินในประเทศสิงคโปร์มายังประเทศไทย

ขณะเดียวกัน หนึ่งในภาพชุดดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงนาฬิกาบนข้อมือของ นายทักษิณ ชินวัตร อย่างสะดุดตา และจากการสืบค้นข้อมูลคาดว่า นาฬิกาเรือนดังกล่าวเป็นนาฬิกาของแบรนด์ ‘Patek Philippe’ ในรุ่น ‘Grandmaster Chime Ref. 6300’ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษ หน้าปัดบอกเวลาทั้งหน้าและหลัง แถมได้รับการยอมรับจนถูกขนานนามให้เป็นนาฬิกาข้อมือที่มีความซับซ้อนที่สุดในโลก 

แบรนด์ดังกล่าวขึ้นชื่อเรื่องความประณีตในการสร้างระบบกลไกแสดงเวลาที่ซับซ้อน หน้าปัดทั้งสองด้านผลิตจากทองคำ 18 กะรัต ส่วนหน้าปัดอีกด้านสำหรับดู Perpetual Calendar หรือที่เรียกว่านาฬิการะบบปฏิทินถาวร ประกอบกับกระจกแซฟไฟร์อย่างดีเพื่อกันการกระแทกและรอยขีดข่วน โดยตัวเรือนใช้วัสดุสแตนเลสสตีลขนาด 47.7 มิลลิเมตร หนา 16.1 มิลลิเมตร ผ่านการตัดแต่งอย่างดีประกอบเข้ากับสายหนังจระเข้ สามารถสำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง

ราคาจำหน่ายของ Patek Philippe ในรุ่น Grandmaster Chime Ref. 6300 อ้างอิงจากเว็บไซต์ประมูลนาฬิกาต่างประเทศหลายแห่งและในประเทศไทยที่มีการระบุราคาจำหน่ายจาก Shop ไว้เริ่มต้นที่ 100 ล้านบาท และ ประเมินราคา Re-Sale ไว้ที่ 150 ล้านบาทขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ในปี 2019 ได้มีการประมูลนาฬิกา Patek Philippe Grandmaster Chime Ref. 6300A เรือนเดียวในโลก ซึ่งนำรายได้ทั้งหมดมอบให้กับ Monegasque Association องค์กรที่นำเงินไปสนับสนุนโครงการวิจัยเกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชน Duchenne muscular dystrophy (DMD) โดย Patek Philippe Grandmaster Chime Ref. 6300A ซึ่งจบที่ราคาสูงถึงประมาณ 1,000 ล้านบาท

‘รถโดยสารไฟฟ้า’ หนึ่งในกุญแจสำคัญพาเมืองไร้มลพิษ ช่วยปลดล็อกปัญหาโลกร้อน - ส่งมอบอากาศใสบริสุทธิ์

ปัญหาโลกร้อน มลพิษทางอากาศ ถือเป็นปัญหาที่ผู้คนทั้งโลกกำลังเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็เริ่มตระหนักและมองหาทางออกที่ยั่งยืน เพื่อรักษาอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมของโลกให้คงความเหมาะสมสำหรับอยู่อาศัยกันต่อไป

ทางออกที่มองหาจนเจอก็คือการพาโลกทั้งใบไปสู่ ‘สังคมคาร์บอนต่ำ’ โดยมีตัวแปรสำคัญคือ ‘พลังงานสะอาด’ ที่จะมาทำหน้าที่ทดแทนพลังงานรูปแบบเดิม (เช่น ถ่านหิน น้ำมัน) แต่มีประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่ากัน

และหากมองกระแสโลกในปี 2023 ก็พอจะเห็นว่า ‘พลังงานไฟฟ้า’ กำลังได้รับความสนใจจากคนทุกกลุ่ม และหลาย ๆ อุตสาหกรรมพยายามประยุกต์ใช้พลังงานไฟฟ้า เนื่องจากเห็นประโยชน์และศักยภาพที่คุ้มค่า แต่ที่เห็นได้ชัดก็คงเป็นเรื่องของ ‘ยานพาหนะ’ ที่ตอนนี้มีหลายเจ้ายานยนต์ได้เปิดตัวอวดโฉม ‘รถยนต์พลังงานไฟฟ้า’ ในค่ายของตัวเอง แถมมียอดจับจองถล่มทลาย

แต่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่อง ‘จำนวนผู้โดยสาร’ ที่บรรจุได้เพียงไม่กี่คนต่อหนึ่งเที่ยว (บางครั้งก็แค่ 1 คน 1 คัน) และหากทุกคนหันมาเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลกันหมด เราก็คงจะได้เห็นภาพท้องถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์ที่ขยับทีละ 2 เมตรก็ต้องจอดนิ่งเหมือนเดิมแน่

หนทางเลี่ยงเหตุการณ์น่าสะพรึงแบบนั้นก็คงต้องหันหน้าเข้าหา ‘รถโดยสารไฟฟ้า’ หรือ e-Buses เพราะนอกจากจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดฝุ่น-มลพิษทางอากาศ มลพิษทางเสียง เป็นยานพาหนะที่เข้าถึงคนได้จำนวนมาก บรรทุกผู้โดยสารต่อรอบได้เยอะกว่ารถยนต์ส่วนบุคคล และหากมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและหันมาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะกันมากขึ้น ทำให้ปริมาณความหนาแน่นบนท้องถนนลดลงด้วย

ซึ่งแนวโน้มการหันมาใช้รถโดยสารไฟฟ้าก็พอจะเด่นชัดมากขึ้น สอดคล้องกับรายงานที่น่าสนใจของ Bloomberg ที่คาดว่าภายในปี 2040 หรืออีก 17 ปี ข้างหน้า รถโดยสารสาธารณะทั่วโลกจะถูกปรับเปลี่ยนเป็น ‘รถโดยสารไฟฟ้า’ ในสัดส่วนมากกว่า 67% ของรถโดยสารทั้งหมด

แน่นอนกว่า หากมีปัจจัยอื่น ๆ หนุนนำให้สังคมโลกนิยมใช้รถโดยสารไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น เช่น ระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ นวัตกรรมทันสมัยที่เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า ก็คงได้เห็นรถโดยสารไฟฟ้าวิ่งให้บริการมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งในหลาย ๆ ประเทศ ก็เริ่มเดินหน้าจัดหารถโดยสารพลังงานไฟฟ้ามาวิ่งให้บริการประชาชนในประเทศกันแล้ว

เอาล่ะ!! มองกลับมาที่ ‘เมืองไทย’ ของเราก็ไม่น้อยหน้าต่างประเทศเหมือนกัน ทั้งภาครัฐและเอกชนก็เริ่มตื่นตัวและให้ความสนใจกับรถโดยสารไฟฟ้าแล้ว ซึ่งหากได้ยืนรอรถที่ป้ายรถเมล์สักแห่งในกรุงเทพฯ หรือแม้แต่สัญจรบนท้องถนนทุก ๆ วัน ก็ต้องสะดุดตากับรถโดยสารไฟฟ้าสีน้ำเงินเข้มที่วิ่งมาจอดเทียบป้ายอยู่เรื่อย ๆ แถมยังมีหลากหลายเส้นทางให้บริการด้วย

หากเพ่งมองให้ดีจะพบว่า ‘รถโดยสารไฟฟ้า’ สีน้ำเงินเข้มนี้เป็นของ ‘ไทย สมายล์ บัส’ ตอนนี้ให้บริการครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ และพื้นที่ปริมณฑล ภายใต้สโลแกน “เดินทางด้วย รอยยิ้ม ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” 

ซึ่งก็เป็นการ ‘ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ ที่เห็นเป็นรูปธรรม เพราะการใช้รถโดยสารไฟฟ้าจะไม่เพิ่มมลพิษทางอากาศ ไม่ปล่อยฝุ่น PM2.5 หรือควันสีดำเหม็น ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อระบบทางเดินหายใจ

ทั้งนี้ รถโดยสารไฟฟ้า 1 คัน สามารถลดก๊าซคาร์บอนฯ ได้มากถึง 72 ตันคาร์บอนต่อปี เทียบเท่ากับการดูดซับคาร์บอนฯ ของต้นไม้ 7,602 ต้นต่อปี (อ้างอิงข้อมูลจากสำนักเศรษฐกิจป่าไม้ กรมป่าไม้ ระบุว่า ป่าไม้พื้นเมืองดูดซับคาร์บอนฯ 0.95 ตันคาร์บอน / ไร่ / ปี หรือ 100 ตัน / ไร่)

เรียกได้ว่า ยิ่งมีรถโดยสารไฟฟ้ามากแค่ไหน ผู้คนก็ยิ่งได้สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอดมากเท่านั้น หรือหากต่อยอดให้ครอบคลุมได้ทั้งประเทศ นอกจากจะได้อากาศที่สดชื่นชุ่มปอดแล้ว ระบบการเดินทางของไทยก็จะเชื่อมต่อหากันแบบไม่สะดุด ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว ส่วนผู้ประกอบการก็คงได้ยิ้มออกกันถ้วนหน้า

สรุปง่าย ๆ ก็คือได้ประโยชน์หลายต่อนั่นเอง!!

ก็มารอดูกันว่าในอีก 17 ปีข้างหน้า ระบบขนส่งบ้านเราจะพลิกโฉมไปใช้ ‘พลังงานไฟฟ้า’ ได้มากน้อยแค่ไหน แต่หากฝันอยากเห็น ‘เมืองไทยไร้คาร์บอน’ แบบครอบคลุมทั่วประเทศ ก็คงต้องเร่งมือพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้โดนใจประชาชน และจัดหา ‘ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า’ มาแล่นให้บริการโดยไว

'ดร.สุวินัย' เชื่อ!! 3 สิ่งตลอด 15 ปี ทำ 'ทักษิณ' ต้องปล่อยวาง มองโอกาสทองนี้เป็นโอกาสกลับตัว ร่วมภารกิจสลายขั้วขัดแย้ง

(22 ส.ค. 66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Suvinai Pornavalai' ว่า...

โอกาสกลับตัวของทักษิณ โอกาสทองของทักษิณ

ขนาดประชาชนอย่างพวกเราอย่างมองออก มีหรือที่คนมีหัวพ่อค้ามาทั้งชีวิตอย่างคุณทักษิณจะมองไม่ออกว่า ...

นี่คือ ‘โอกาสทองครั้งสุดท้าย’ ในชีวิตของเขา ที่จะชนะแบบวิน-วิน แถมยังกวาดเรียบทั้งกระดาน รวมทั้งยังสร้างหลักประกันที่ยั่งยืนทางการเมืองให้แก่ตระกูลชินวัตรหลังจากนี้ด้วย

‘ทางเลือก’ ของคุณทักษิณจึงอ่านไม่ยาก

ถ้าดูในเชิงสัญลักษณ์ การกลับมาครั้งนี้ คุณทักษิณเลือกกราบสิ่งใดก่อนเป็นอย่างแรก…การกระทำเชิงสัญลักษณ์นั้นแหละ ที่บ่งบอกชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ

ที่น่าสังเกตอีกอย่าง คือสีหน้าและแววตาของคุณทักษิณครั้งนี้ ปราศจากร่องรอย ‘ความกระหยิ่มทะนง’ บนสีหน้า ซึ่งจากครั้งก่อนคราวที่เขาเลือกก้มลงกราบแผ่นดินเกิดอย่างเห็นได้ชัด

- สรุปบทเรียนความผิดพลาดล้มเหลวของตัวเองในอดีต
- เอาอนาคตของตระกูลเป็นตัวตั้งมากกว่าชีวิตที่เหลือน้อยลงแล้วของตัวเอง
- คืนเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของตัวเองกลับมาได้หลังจากเข้าจำคุกพอเป็นพิธี

3 สิ่งนี้คือสิ่งที่คุณทักษิณต้องใช้เวลาเรียนรู้ถึง 15 ปีเต็ม ในการสอนใจตนเอง กว่าจะยอมรับได้ และตัดสินใจเลือก ‘ย้ายประเทศ’ กลับเมืองไทย เพื่อมาขอตายในบ้านเกิด

คุณทักษิณเปลี่ยนไปกว่า 15 ปีที่แล้วไม่น้อยเลย ... อย่างน้อยก็เป็นคุณทักษิณที่มีวุฒิภาวะทางจิตใจมากกว่าเมื่อ 15 ปีก่อน

อย่างว่าแหละ คนอายุ 75 ปี กับคนอายุ 60 ปี ย่อมมีความต่างกันในเรื่องความยึดติดและการปล่อยวาง

ขอให้คุณทักษิณได้คิดจริง ๆ และร่วมผลักดันการสลายขั้วขัดแย้งระหว่างเหลือง-แดงจนสำเร็จจริง ๆ เถิด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top