Monday, 27 July 2026
Hard News Team

‘มาดามเดียร์’ ลั่น!! ถึงเวลา ปชป. ประกาศจุดยืนฝ่ายค้าน ก่อนตั้ง ครม. ใหม่ ยัน!! ยึดหลักการอยู่ข้าง ปชช. ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน

เมื่อวานนี้ (24 ส.ค.66) น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง กทม. พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘เดียร์ วทันยา บุนนาค’ เพื่อเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนเป็นฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรีก่อนจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่ ท่ามกลางกระแสวิจารณ์เรื่องผลโหวตนายกรัฐมนตรีที่ สส. พรรคประชาธิปัตย์มีทิศทางที่แตกต่างและไม่มีเอกภาพ โดยมีเนื้อหาดังนี้...

[ถึงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องชัดเจน ประกาศจุดยืนฝ่ายค้านอย่างมีศักดิ์ศรีก่อนจัดตั้งครม.ชุดใหม่]

แม้ผลการโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 30 ของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางท่านในวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมาได้สร้างความเคลือบแคลงใจและไม่สบายใจให้แก่สมาชิกพรรคและสังคม แต่เดียร์ยังคงเชื่อมั่นว่าเป็นเพียงเพราะความเห็นต่างทางการเมืองที่เกิดขึ้นของ สส. ในพรรคประชาธิปัตย์ 

ดังนั้นเพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่สมาชิกและประชาชนที่ติดตามการทำงานของพรรค จึงเห็นว่า สส. และคณะกรรมการบริหารซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล ควรออกมา ‘ประกาศจุดยืนการเป็นฝ่ายค้านของพรรคประชาธิปัตย์’ ให้ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องรอการจัดตั้ง ครม. ให้เสร็จสิ้น เพื่อแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองของพรรคที่พร้อมทำงานในฐานะตัวแทนประชาชนโดยไม่ยึดการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและเพื่อพวกพ้องเป็นที่ตั้ง

ทั้งนี้เดียร์ยังคงเชื่อมั่นว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่สมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน สมาชิกสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ขับเคลื่อนการทำงานของพรรคอย่างแท้จริง อีกทางหนึ่งคือเครื่องบ่งชี้ว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่ขับเคลื่อนอยู่บนกลไกความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของพรรคการเมืองที่เป็นองค์กรสาธารณะ ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชน ภาคสังคม และสมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน ไม่ปิดกั้นโอกาสทางความคิด

อย่างไรก็ตามภายใต้เสรีภาพในการทำงาน ที่ต้องการพลังความคิดที่หลากหลาย แต่องค์กรจะเดินไปได้อย่างเข้มแข็ง ย่อมต้องเดินเคียงคู่กับความเป็นเอกภาพของสมาชิกภายใน และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องมี ‘กติกา’ ที่เรียกว่า ‘มติพรรค’ เพื่อให้สมาชิกสามารถทำงานร่วมกันได้ด้วยหลักการเคารพเสียงข้างมาก แต่ไม่ละเลยมองข้ามเสียงข้างน้อย สร้างให้พรรคเป็นพื้นที่ของคนทุกคน ดังนั้นไม่ว่ามติพรรคออกมาเป็นอย่างไรสมาชิกก็พร้อมน้อมรับผลลัพธ์ร่วมกันเพราะเกิดจากการตัดสินใจร่วมกัน

การกระทำใด ๆ ที่ไม่เป็นไปตามมติพรรค จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นการใช้เอกสิทธิ์โดยสุจริต ด้วยการยึดหลักยืนเคียงข้างประชาชน ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

25 สิงหาคม พ.ศ. 2565  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  รักษาการนายกฯ แทน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นวันแรก

วันนี้ เมื่อปีก่อน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั่งเก้าอี้รักษาการนายกรัฐมนตรี แทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างรอวินิจฉัยอยู่ในตำแหน่งนายกฯ 8 ปี

จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 5:4 รับคำร้อง วาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี และ สั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หยุดปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565 โดยในระหว่างนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีแทนไปจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยออกมา

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในนาม ‘ลุงป้อม’ กับภาพลักษณ์ผู้ใหญ่ใจดี ยิ้มง่าย มีใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา

พล.อ.ประวิตร เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2488 เพิ่งอายุครบ 78 ปีไปหมาด ๆ เป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด เข้าเรียนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ก่อนศึกษาต่อยังโรงเรียนเตรียมทหาร ในรุ่นที่ 6 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 17 พร้อมกับจบการศึกษาหลักสูตรประจำ ชุดที่ 56 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก เมื่อปี 2521

ในด้านการรับราชการทหาร พล.อ.ประวิตร ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ เมื่อปี 2532 ต่อด้วยผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ฯ เมื่อปี 2539 และค่อย ๆ ได้รับการขยับตำแหน่งสูงขึ้น จนได้มาเป็นผู้บัญชาการทหารบกเมื่อปี 2547 ในสมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และถือได้ว่าเป็นนายทหารรุ่นพี่ที่สนิทสนมกับนายทหารอดีตผู้บัญชาการทหารบกสองนาย คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนได้รับฉายาว่าเป็นพี่ใหญ่แห่งพี่น้อง 3 ป.

สำหรับเส้นทางการเมืองของพล.อ.ประวิตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี พ.ศ. 2552 จากนั้น ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานที่ปรึกษา และเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายหลังจากการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557

ถ้าคุณมีเงิน ‘ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท’ และสามารถใช้จ่ายอะไรตามใจตัวเองก็ได้ คุณอยากจะแลกเปลี่ยนเป็นอะไรกันบ้าง!! ✨💰

ถ้าคุณมีเงิน ‘ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท’ และสามารถใช้จ่ายอะไรตามใจตัวเองก็ได้ คุณอยากจะแลกเปลี่ยนเป็นอะไรกันบ้าง!! ✨💰
 

‘ถา สถาพร’ เผยข้อดี หลังเลิกบุหรี่มา 5 ปี ชี้!! ประหยัดเงินไปได้เกือบ 6 แสนบาท

(24 ส.ค. 66) นอกจากสุขภาพจะดีขึ้นแล้วยังประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้เยอะเลยทีเดียว สำหรับ ผู้จัด-นักแสดง ‘ถา สถาพร นาควิไลโรจน์’ ที่ตั้งใจเลิกสูบบุหรี่มาตั้งแต่ปี 2561 จนถึงตอนนี้ก็เป็นระยะเวลากว่า 5 ปีแล้ว ที่เจ้าตัวทำสำเร็จ

โดย ‘ถา สถาพร นาควิไลโรจน์’ ได้ออกมาโพสต์แชร์ประสบการณ์หลังเลิกบุหรี่ 5 ปี ทำให้ประหยัดเงินในกระเป๋าไปกว่าครึ่งล้าน ระบุข้อความว่า "ครบ 5 ปี ที่เลิกบุหรี่สำเร็จ (24 สิงหาคม 2561-2566) เซฟเงินไปเกือบ 6 แสนบาท (150x2x30x12x5) รองาน Presenter เข้า"

ท่ามกลางคอมเมนต์ของแฟน ๆ เข้ามาชื่นชมเป็นจำนวนมาก

‘หนุ่ม ศรราม’ ฉลองวันเกิดแบบเรียบง่าย ในวัย 50 ปี ด้วยการกราบขอพร ‘แม่-ป๋าเดียร์’ พร้อมจัดปาร์ตี้เล็กๆ

(24 ส.ค. 66) เป็นวันเกิดที่น่ารักและอบอุ่นไม่น้อย สำหรับพระเอกดังอย่าง ‘หนุ่ม ศรราม เทพพิทักษ์’ ได้เผยคลิปโมเมนต์ครอบครัวเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของตัวเองเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ครบ 50 ปีพอดี โดยเจ้าตัวก็ได้ใส่แคปชันระบุว่า…

“วันเกิด กราบเท้าแม่ กราบป๋า กราบพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรท่านช่วยคุ้มครองผมและวีจิ ด้วยนะครับผม” โดยในคลิปนั้น ‘หนุ่มศรราม’ ก็ได้เข้าไปกราบขอพรจากแม่เนื่องในวันเกิด โดยคุณแม่ก็ได้อวยพรว่า “แฮปปี้เบิร์ธเดย์นะลูก ขอให้ลูกแข็งแรง มีสุขภาพที่ดี” พร้อมนำพวงมาลัยไปกราบหน้ารูปของ ‘ป๋าเดียร์ ชุมพร เทพพิทักษ์’

นอกจากนี้ ยังมีโมเมนต์น่ารัก ๆ ของพ่อลูก โดย ‘น้องวีจิ’ ได้บอกว่า “แฮปปี้ เบิร์ธเดย์ป่ะป๊านะคะ หนูรักป่ะป๊าที่สุดในโลกนะคะ”

พ่อหนุ่มก็กอดหอมลูกสาว พร้อมบอกว่า “รักวีจิที่สุดในโลกนะคะ ขอบคุณนะลูก”

รวมถึงปาร์ตี้เล็ก ๆ ที่คนใกล้ชิดได้ทำเซอร์ไพรส์ให้ด้วย “ขอบพระคุณเจณจินนี่ ปุ๋ม และเพื่อน ๆ   ทุกคนสำหรับงานวันเกิดเล็ก ๆ แต่ได้เจอครบทุกคน ขอบพระคุณทุก ๆ คำอวยพรจากแฟน ๆ ทุกคนนะครับ ด้วยความเคารพครับผม”

‘เพื่อไทย’ จวก!! ‘รองอ๋อง’ แต่งชุดไม่สุภาพ ใส่เสื้อคอจีน-ไม่ผูกเน็กไท ด้านเจ้าตัวแจง เป็นไปตามระเบียบ หากไม่สบายใจจะปรับปรุงให้ดีขึ้น

(24 ส.ค. 66) ที่รัฐสภา ระหว่างที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร กำลังพิจารณารับทราบรายงานผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนพัฒนาน้ำบาดาล สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2564 นั้น

นายนิคม บุญวิเศษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นตำหนิการแต่งกายของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุม ที่แต่งกายใส่เสื้อคอจีนและใส่เสื้อสูททับ โดยไม่ติดเน็กไท เป็นการแต่งกายไม่สุภาพ

นายนิคมกล่าวว่า ข้อบังคับการประชุมสภาฯ สส.ต้องแต่งกายเครื่องแบบรัฐสภา ชุดสากลนิยม ชุดพระราชทาน หรือชุดตามระเบียบที่สภาฯ กำหนด แต่ชุดที่ประธานฯ แต่ง เห็นแล้วไม่สบายใจ ไม่เรียบร้อย เกรงจะเป็นบรรทัดฐานให้ที่ประชุม นี่คือรัฐสภา ขอให้เป็นตัวอย่างแก่สมาชิก

ขณะที่นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวเสริมว่า การแต่งกายของประธานฯ ไม่ใช่สากลนิยม ควรตั้งคณะกรรมการมาพิจารณาเรื่องการแต่งกายของ สส.ให้เป็นสากลนิยม ให้ทุกคนปฏิบัติโดยพร้อมเพรียง ไม่อยากให้ประธานฯ โดนอะไรไปมากกว่านี้ มองยังไงก็ไม่ใช่ชุดสากล

ทำให้นายปดิพัทธ์ ชี้แจงว่า การแต่งกายชุดสากลนิยมเคยหารือแล้วว่า การใส่เสื้อคอจีน แล้วใส่สูททับ โดยไม่ใส่เน็กไท เป็นชุดสุภาพ ตามระเบียบสภาฯ ตนเคารพทุกคน ถ้าไม่สบายใจก็จะแต่งตัวให้ดีขึ้น แต่ยืนยันว่า แต่งกายถูกต้องตามระเบียบ วันนี้ถ้าจะยึดแบบสากลนิยมจริงๆ การแต่งกายหลายคนคงไม่ผ่าน ขอให้เดินหน้าประชุมก่อน เรื่องระเบียบต่างๆ จะนำกลับไปพิจารณา ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น

‘ศาลอาญา’ สั่งจำคุก 3 ปี 6 เดือน ‘เก็ท โมกหลวงริมน้ำ’ ฐานปราศรัยดูหมิ่น-แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันฯ

(24 ส.ค. 66) ที่ห้องพิจารณา 707 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ.1447/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายโสภณ สุรฤทธิ์ธำรง หรือเก็ท แกนนำกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ เป็นจำเลยในความผิดฐาน ดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ

โดยอัยการโจทก์ฟ้องสรุปความผิดว่า เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565 จำเลยได้ปราศรัยระหว่างทำกิจกรรม ทัวร์มูล่าผัว ดูหมิ่นในหลวงรัชการที่ 10 และพระราชินี โดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการดูหมิ่นสถาบัน แสดงความอาฆาตมาดร้ายให้เกิดความเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

เหตุเกิดที่แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กทม. จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่ายที่นำสืบหักล้างแล้ว เห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112  และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 มาตรา 4,9 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์และพระราชินี จำคุก 3 ปี ฐานใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

ส่วนคำขอให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 11 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1423/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ 953/2566 ของศาลอาญา นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลพิพากษารอการลงโทษจึงไม่มีโทษจำคุกให้นับโทษต่อยกคำขอส่วนนี้

‘คนเสื้อแดงปทุมฯ’ เข้าให้กำลังใจ ‘เศรษฐา’ ตะโกน “นายกฯ ชื่อเศรษฐา คนไทยจะเป็นเศรษฐี”

(24 ส.ค. 66) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) กลุ่มเสื้อแดงปทุมธานี นำโดย นายยุทธศักดิ์ ชูประเสริฐ หรือ จ่ายุทธ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ปทุมธานี เขต 3 พรรคเพื่อไทย มอบดอกไม้ให้กำลังใจ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยจ่ายุทธกล่าวว่า ดีใจที่ท่านได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสวัสดิการเรื่องปากท้อง ผู้สูงอายุที่พรรคเพื่อไทยมีท่านจะผลักดันไปได้ดี เพราะท่านเป็นนักธุรกิจใหญ่ ทำความสำเร็จมาแล้ว

ก่อนที่กลุ่มคนเสื้อแดงปทุมธานีจะพร้อมใจกันตะโกนว่า “นายกฯ ชื่อเศรษฐา คนไทยจะเป็นเศรษฐี”

ขณะที่นายเศรษฐากล่าวว่า รู้สึกปลาบปลื้มที่วันนี้มากันมากมาย ภูมิใจที่วันนี้มาถึงตรงนี้ได้ แม้จะไม่ได้ สส.ทุกจังหวัด แต่ก็ทราบดีว่ามีการสนับสนุนที่ดีมาโดยตลอด และเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลในรอบ 9 ปี และมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อไทยโดยได้รับการสนับสนุนที่ดีจากพี่น้อง เพราะเรามี สส. ที่มีคุณภาพนโยบายดี ๆ ต่าง ๆ เชื่อว่าจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทุกคน

จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงปทุมธานีตะโกน “เพื่อไทยจงเจริญ” พร้อมตะโกนย้ำอีกครั้งว่า “นายกฯ ชื่อเศรษฐา คนไทยจะเป็นเศรษฐี”

‘ณวัฒน์’ เดือด!! ขอยุติส่ง ‘เอลซ่า’ ไป Miss Intercontinenta หลังพบมีองค์กรนางงามหนึ่ง พยายามดีลลับกับทางเวทีประกวด

(24 ส.ค. 66) กลายเป็นประเด็นดรามาขึ้นมาในทันที หลังจากที่เมื่อวานนี้ (23 ส.ค.) มิสแกรนด์ไทยแลนด์ ได้ออกประกาศยุติการส่งผู้เข้าประกวดเข้าแข่งขันบนเวที Miss Intercontinental เนื่องจากเกิดเหตุการณ์สุดช็อก ที่มีการเปิดดีลลับกับอีกองค์กรหนึ่งของประเทศไทย โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบ ทำให้ ‘ณวัฒน์ อิสรไกรศีล’ บอสใหญ่แห่งเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ ถึงขั้นโพสต์ฟาดกลางอินสตาแกรมส่วนตัว

โดยทาง มิสแกรนด์ไทยแลนด์ ได้มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กทางการว่า Official Announcement องค์กรมิสแกรนด์ไทยแลนด์ขอประกาศยุติการส่งผู้เข้าประกวดไปเวที Miss Intercontinental ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่เวทีมิสแกรด์ไทยแลนด์ถือลิขสิทธิ์ส่งผู้เข้าประกวดไปยังเวทีดังกล่าว โดยมีระเบียบการทำงานที่เข้าใจตรงกัน และมีความสัมพันธ์ที่ดียาวนานเสมอมา โดยในช่วงแรกไม่ได้มีการเสียค่าลิขสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น ภายหลังจากสถานการณ์ COVID-19 เศรษฐกิจทั่วโลกยังไม่ฟื้นตัว ทางองค์กรฯ จึงเกื้อหนุนราคาค่าลิขสิทธิ์ในราคา 2,000 เหรียญสหรัฐต่อปีตามความเหมาะสมของกิจกรรม

ภายใต้ความสัมพันธ์ที่ยาวนาน และธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อใกล้กำหนดการประกวด จะมีการดำเนินการทางด้านเอกสาร และเงินสนับสนุนตามอัตราที่พอเหมาะเช่นเคย แต่หลังจากที่เราประกาศตัวแทนของปี 2023 คือ ‘เอลซ่า กชกร กอนตระกูล’ เราเพิ่งทราบว่าเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีองค์กรประกวดนางงามในประเทศไทยองค์กรหนึ่ง ใช้ความพยายามพูดคุยกับทางเวทีนี้ โดยยื่นข้อเสนอในปริมาณที่น่าสนใจ จึงมีการตกลงกันและเก็บเป็นความลับโดยไม่แจ้งกล่าวตามมารยาทของการทำธุรกิจที่ควรจะมี

ดังนั้น ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทางองค์กรมิสแกรนด์ไทยแลนด์จึงยุติการถือลิขสิทธิ์เวทีนี้ตลอดไป จึงแจ้งมาให้ทราบโดยทั่วกัน

ต่อมา ‘ณวัฒน์ อิสรไกรศีล’ ได้ออกมาเคลื่อนไหวหลังเกิดดรามาดังกล่าว โดยเจ้าตัวโพสต์ข้อความในสตอรี่ไอจีว่า “ช้อนได้ ช้อนไป อยากได้อะไรอีกบอกได้นะครับ” พร้อมทั้งแชร์รูปประกาศยุติการส่ง เอลซ่า กชกร กอนตระกูล ไปประกวดบนเวที Miss Intercontinental ส่วนตัวแทนสาวงามของไทยที่จะส่งไปประกวดบนเวทีดังกล่าว จะเป็นใครนั้นคงต้องรอดูกันต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top