Thursday, 30 July 2026
Hard News Team

‘เบนซ์ เรซซิ่ง’ เปิดใจ 4 ปีในเรือนจำกับสิ่งที่ 'สังคม-คนทั่วไป' ยังไม่รู้ ยัน!! ไม่เคยรู้จัก 'ไซซะนะ' และถูกจับเพราะเอี่ยว 'เส้นทางการเงิน'

เมื่อวานนี้ (27 ต.ค.66) จากช่องยูทูบ Nickynachat ซึ่งเป็นช่องของ ‘นิกกี้ ณฉัตร จันทพันธ์’ ล่าสุดได้เชิญ ‘เบนซ์ เรซซิ่ง’ มาเปิดใจและเล่าถึงชีวิต ‘4 ปีในเรือนจำกับเรื่องที่ไม่กล้าพูดที่ไหนมาก่อน’ โดยช่วงหนึ่งของรายการ ‘เบนซ์ เรซซิ่ง’ ได้ระบุว่า..

ผมรู้จัก ‘ไซซะนะ’ เจ้าพ่อยาเสพติดชาวลาวจากข่าว…ซึ่งผมก็นั่งดูข่าว ก็คิดว่าใครคือ ไซซะนะ แต่คนก็ดันคิดไปแล้วว่าเบนซ์กับไซซะนะเป็นเครือข่ายเดียวกัน เวลาไปไหนมาไหน เจอใครก็แล้วแต่ หรือเวลาขับรถเข้าด่านตรวจ ก็จะเกิดเหตุการณ์ที่ อ๋อ…นี่ไง เบนซ์ ไซซะนะ 

หากถามว่าเจ็บไหม? คือ มันเหนื่อยที่จะอธิบายแล้ว และการที่มาพูดวันนี้ คนอาจจะคิดว่ามาแก้ตัวหรือเปล่า? คือมันพูดไปแล้วก็ไม่ได้อะไร และจริงๆ อยากจะบอกว่า สิ่งที่สื่อเขานําเสนอไปมันไม่ใช่ความจริงเลย

โดยสื่อได้เสนอออกไปประมาณว่า ไซซานะเชื่อมโยงรถหรูลัมโบร์กีนี และฟอกเงินอะไรแบบนี้…แต่ในเอกสารคดีของผม 4-5 พันแผ่น ที่มีการอ่านครบทุกแผ่น ปรากฏว่าเอกสารทั้งหมดนี้ไม่มีรายชื่อ ‘ไซซะนะ แก้วพิมพา’ เลย ซึ่งอันนี้เราไม่ได้โทษสื่อนะ ว่าเขามาออกข่าวแกล้งเราหรือเปล่า อาจจะเป็นการที่เขาได้ข้อมูลมาแบบนั้น 

เพราะเรื่องส่วนตัวที่มีความเชื่อมโยงกับผม คือ ‘นายบอย นาคคำ’ ซึ่งเป็นเครือข่ายของไซซะนะ โดยได้มีการเอาลัมโบร์กีนีมาฝากไว้กับบอย เผื่อเวลาเขามาเที่ยวเมืองไทยก็เอาไปรับเขา แต่ในความเป็นจริงคือผมก็ขายรถคันเก่ามา แล้วก็ไปดาวน์ แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับไซซะนะที่เอารถมาฝาก

ส่วนคดีที่โดนจับ จริงๆ นั้น แม้ต้นเรื่องที่ทุกคนเขาฟังจะเรื่องยาเสพติด เช่น มันต้องเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือมีการซื้อขายยาเป็นเครือข่ายข้ามชาติอะไรก็แล้วแต่ แต่ทั้งหมดทั้งมวลเลยถ้าจะให้มาสรุป มันเป็นแค่ ‘เส้นทางการเงิน’ 

ต้องบอกว่าตั้งแต่เริ่มต้นคดีนี้ ผมไม่เคยถูกจับ และถูกจับคืออะไร…ออกข่าวแล้วตำรวจมารอรวบใส่กุญแจมือ ซึ่งผมไม่เคยถูกจับแบบนี้ ตํารวจไปที่บ้านจริง แต่ไปเพื่อตรวจค้นหาพยานหลักฐาน และผมก็ติดต่อไปว่าเดี๋ยวจะเข้าไปให้การ จากนั้นเราก็เข้าไปให้ข้อมูลกับเขา แล้วเขาก็ปล่อยให้เรากลับบ้าน ซึ่งเราก็ให้ความร่วมมืออย่างดีมาตลอด 

แต่จุดที่มันเชื่อมต่อกันจริงๆ มันเป็นแค่เรื่องเส้นทางการเงินจากคนที่มาซื้อขายรถกับเรา แล้วเขาไปโดนจับเกี่ยวกับยาเสพติด ดังนั้นเลยกลายเป็นว่าเงินที่โอนมาเป็นเงินค่ายาเสพติด

ซึ่งผมถามหน่อยว่า เวลามีลูกค้าที่แต่งตัวเต็ม ทรงใส่ทอง ซึ่งดูก็รู้ว่าทรงเอแน่ และอยากจะได้รถสักคันหนึ่ง แล้วผมจะถามว่า เอ่อ…คุณพี่ครับ คุณพี่ทํางานอะไร? ถ้าเกิดว่าทํายาเสพติดผิดกฎหมาย ผมไม่ขายให้นะ ... เรากล้าถามเขาไหม? แล้วเขาจะมาบอกเราไหม? ดังนั้น แล้วผมจะไปรู้ได้ยังไง…

เมื่อถามว่าได้ชี้แจงแบบนี้ไหม? ผมชี้แจงตั้งแต่ยังไม่ได้ถูกจับอะไรเลย เอกสารผมมีทุกอย่าง ความรู้สึกตอนนั้นมันงงไปหมดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น? เพราะไม่เคยมีคดีความอะไรสักอย่าง ไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมายเลยว่าเราจะต้องสู้คดี และอัยการคืออะไร ซึ่งเคยได้ยินแต่ก็ไม่เคยรู้จักเลยว่าเขาทําหน้าที่อะไร ส่วนในคดีของผม เขาแจ้งเป็น 2 ฐานความผิด คือเรียกว่า 1 คดี แต่ทําผิด 2 มูลฐาน

...ซึ่งในข่าวตอนนี้ อาจจะพูดไปทํานองว่า ‘สมคบยาเสพติด’ หากถามว่าคืออะไร…ถ้าตามมาตรากฎหมาย คือ สมคบกันกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็คือว่าแบ่งหน้าที่กัน เช่น นิกกี้ไปเปิดบ้านเก็บงานนะ เดี๋ยวผมให้ลูกน้องไปรับงานจากข้างบน แล้วเดี๋ยวน้องคนนี้เปิดบัญชีรอรับ ซึ่งนี่คือ การสมคบกัน โดยไม่จําเป็นต้องรู้จักกัน และกฎหมายตัวนี้มันทํามาเพื่อครอบคลุม

เมื่อก่อนจะไม่มีกฎหมายตัวนี้ การที่จะไปจับนายทุนยาเสพติด มันจับเขาไม่ได้ เพราะมันไม่มียา เพราะว่าพอมาจับปุ๊บ แล้วเขาบอกไม่มียา จะมาจับผมเรื่องอะไรอีก 

แถมยังมีศัพท์ ‘นักบิน’ ที่ฟังดูเหมือนเป็นอาชีพที่ดีนะ แต่นักบินในที่นี้จะเรียกคนที่ ‘ลำเลียงยาเสพติด’ เขาจะว่าเรียกนักบินกัน สมมติไปรับงานจากภาคเหนือ ในขั้นตอนในการลําเลียงก็จะแบ่งเป็นพาหนะสัก 3 คัน ไว้ทําอะไรบ้างรู้ไหม … คันแรกดูต้นทาง ก็ขับเซอร์เวย์ไปเลย วิ่งทิ้งระยะไปเลย กี่กิโลๆ ว่ามีด่านหรือไม่มีด่าน แล้วทุกคนจะเสียบหูฟังพร้อมสแตนด์บาย…

ก็เรียกว่าเป็นอีกความในใจของ เบนซ์ เรซซิ่ง ที่วันนี้ได้ออกมาเผยแบบหมดเปลือก ซึ่งคนดูคนฟังก็คงต้องลองใช้วิจารณญาณในการพิจารณาตัดสินกันตามความเหมาะสม

‘จีน’ เดินหน้าขุด ‘หลุมยักษ์’ ลึกกว่า 10,000 เมตร ในซินเจียง หลังตั้งเป้ามุ่งสำรวจ ‘ใต้โลก’ ล่าสุดขุดได้ถึง 8,000 เมตรแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า วันพฤหัสบดี (26 ต.ค.) บ่อน้ำมันทาริม สังกัดบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน (CNPC) ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่สุดของจีน เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดในการขุดเจาะหลุมลึกสำหรับการสำรวจทางวิทยาศาสตร์แห่งแรกของจีน ที่จะมีความลึกกว่า 10,000 เมตร บริเวณแอ่งทาริม เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

หวังชุนเซิง ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่มีส่วนร่วมในการสำรวจ ระบุว่า ปัจจุบันงานขุดเจาะได้ขุดลึกลงไปถึงระดับ 8,000 เมตรแล้ว โดยอยู่ที่ความลึก 8,056 เมตร ซึ่งหลังจากผ่านระดับ 8,000 เมตรไปแล้ว เครื่องจักรจะต้องเผชิญสารพัดความท้าทาย อาทิ อุณหภูมิที่มากกว่า 155 องศาเซลเซียส และความดันที่มากกว่าความดันบรรยากาศ 1,100 เท่า

อนึ่ง หลุมเจาะนี้มีความลึกออกแบบ 11,100 เมตร ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของทากลิมากัน ทะเลทรายขนาดใหญ่ที่สุดของจีน

รายงานระบุว่า ชุดอุปกรณ์ อาทิ หัวเจาะและท่อเจาะ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า 2,000 ตัน จะทำการเจาะลึกลงไปในพื้นโลกจนทะลุผ่านชั้นหินภาคพื้นทวีปมากกว่า 10 ชั้น อาทิ ชั้นหินครีเทเชียส ในระหว่างกระบวนการขุดเจาะ

ทั้งนี้ แอ่งทาริมจัดเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ยากที่สุดสำหรับการสำรวจเนื่องจากสภาพแวดล้อมพื้นดินอันทุรกันดารและสภาพแวดล้อมใต้ดินที่ซับซ้อน

‘กรมประมง’ เล็งลดการปล่อยคาร์บอนฯ ในฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล หารือ 3 องค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อม หวังเปิดทางกุ้งไทยสู่ตลาดสหรัฐฯ-ยุโรป

เมื่อวานนี้ (27 ต.ค. 66) นายถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า เพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) กรมประมงได้มีการหารือ กับ Dr. Aaron Mcnevin Global Network Lead จากองค์กร World Wildlife Fund (WWF), ดร.ระวี วิริยธรรม ตัวแทนจาก Seafood Task Force (STF), ผู้แทนจาก Gordon and Betty Moore Foundation และนางพิชญา ชัยนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง

ทั้งนี้ องค์กร World Wildlife Fund (WWF) เป็นองค์กรที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ด้านทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรน้ำจืด และทรัพยากรทางทะเล เพื่อมุ่งมั่นที่จะปกป้องดูแลรักษาธรรมชาติและทรัพยากรสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการทำงานเพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม และองค์กร Seafood Task Force (STF) เป็นความร่วมมือกันของบริษัทอาหารทะเลระดับโลกภาครัฐ รวมถึงภาคประชาสังคม ที่ร่วมสนับสนุนการทำประมงโดยใช้เครื่องมือประมงที่ถูกกฎหมาย เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศจากการจับสัตว์น้ำ และป้องกันทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing: IUU Fishing) 

ส่วนองค์กร Gordon and Betty Moore Foundation เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีเป้าหมายสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ในการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ร่วมหารือการใช้นวัตกรรมต่าง ๆ ในระบบการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การสร้างระบบนิเวศที่หมุนเวียนกลับคืนมา ซึ่งกรมประมงมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ และครบวงจรตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต การแปรรูป จนถึงมือผู้บริโภค สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสัตว์น้ำได้ 

ซึ่งทั้ง 3 องค์กรยินดีให้การสนับสนุนกรมประมงเพื่อร่วมกันลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม (Carbon Credit) ในระบบการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล โดย Gordon and Betty Moore Foundation ยินดีจะช่วยประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการตลาดสำหรับการผลิตสินค้าที่สามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม (Carbon Credit) และสร้างการรับรู้ จูงใจให้ผู้ซื้อ นำไปสู่การตัดสินใจนำเข้าสินค้ากุ้งของไทยทั้งยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือประเทศอื่น ๆ จึงส่งผลให้สินค้าประเภทนี้มีราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าทั่วไป จึงเป็นโอกาสดี และทางเลือกของเกษตรกรที่สนใจ

นอกจากนี้ยังได้มีการหารือวิธีการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ช่วยลดปริมาณคาร์บอน เช่น การใช้หอยสองฝาและสาหร่ายช่วยลดปริมาณคาร์บอนในระบบการเลี้ยงซึ่งจะนำไปสู่ตลาดคาร์บอนเครดิตในอนาคตซึ่งในการหารือในครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งของไทย

‘สิริพงศ์’ ชี้ ‘สัปเหร่อ’ เป็นการสะท้อนชีวิตชนบท ‘คนอีสาน’ ไม่ใช่ ‘โง่ จน เจ็บ’ ย้ำ!! เขามีชีวิตเหมือนกับทุกคน

(28 ต.ค.66) จากเฟซบุ๊ก ‘KUL’ โดย ‘นายกุลวิชญ์ สำแดงเดช’ ผู้ดำเนินรายการ Ringside การเมือง ได้แชร์คำพูดของ ‘นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ’ ผู้อำนวยการสร้าง ‘สัปเหร่อ’ และเป็นผู้สนับสนุนจักรวาลไทบ้าน โดยระบุว่า…

“สัปเหร่อ…เป็นการสะท้อนชีวิตชนบท ‘คนอีสาน’ ไม่ใช่ ‘โง่ จน เจ็บ’ เขามีชีวิตเหมือนกับทุกคน และชีวิตเขาสนุกสนาน”

‘มานพ อัศวเทพ’ นักแสดงรุ่นเก๋า เสียชีวิตลงแล้ว ในวัย 86 ปี

(28 ต.ค.66) เพจ ‘บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์’ ได้โพสต์ข้อความ “ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ด้วยการจากไปของ ‘อามานพ อัศวเทพ’ รายละเอียดผมจะแจ้งให้ทราบอีกทีนะครับ”

ล่าสุดเพจ ‘บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์’ ได้โพสต์ข้อความระบุอีกว่า "แจ้งข่าว​ อามานพ อัศวเทพ วันนี้ เวลา 16:00 น. รดน้ำศพ ที่วัดเจ้าอาม บางขุนนนท์ ตลิ่งชัน ขอเชิญเพื่อนพ้องคนในวงการบันเทิง รดน้ำ ที่วัดโดยพร้อมเพียงกันครับ"

สำหรับ ‘มานพ อัศวเทพ’ มีชื่อจริงคือ วิริยะ จุลมกร ชื่อเล่น ยะ เกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2480 (บางแหล่งระบุ พ.ศ. 2477) จบการศึกษาจากโรงเรียนจ่าทหารเรือที่สัตหีบ รับราชการเป็นทหารเรืออยู่ที่กองบัญชาการทหารสูงสุดและเป็นพลขับประจำตัวของจอมพลถนอม กิตติขจร โดยได้รับตำแหน่งยศพันจ่าเอก

ก่อนเข้าสู่วงการโดยบังเอิญในปี พ.ศ. 2505 ด้วยการพบกับ สนาน คราประยูร เจ้าของนครพิงค์ภาพยนตร์ ที่ร้านตัดผม โดยใช้ชื่อในวงการบันเทิงว่า นาวิน เทพโยธี ก่อนที่จะมีผลงานทางจอเงินครั้งแรกในปี พ.ศ. 2506 เรื่อง นางสมิงพราย ประกบกับ มิตร ชัยบัญชา และ ตรึงใจ วลัยลักษณ์ ต่อมาจึงได้รับบทเป็นพระเอกเต็มตัวเรื่องแรกในปี พ.ศ. 2507 คือ พิชิตทรชน คู่กับ อมรา อัศวนนท์ ต่อด้วย เพชรน้ำผึ้ง (2508), สุดแผ่นดิน (2510), หลั่งเลือดแดนสิงห์ (2512) ประกบกับ สมบัติ เมทะนี และ เพชรา เชาวราษฎร์ ขณะนั้นรับงานแสดงได้ไม่เต็มที่เพราะยังรับราชการเป็นทหารเรือไปด้วย 

จนกระทั่งหม่อมปริม ยุคล ณ อยุธยา (บุนนาค) ซึ่งเป็นหม่อมของ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ได้ติดต่อให้เป็นพระเอกภาพยนตร์ของของอัศวินภาพยนตร์เรื่อง ละครเร่ คู่กับ สุทิศา พัฒนุช ร่วมด้วยดาราใหม่ในสมัยนั้น คือ สายัณห์ จันทรวิบูลย์, จารุวรรณ ปัญโญภาส และ กนกวรรณ ด่านอุดม ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลชมเชยกำกับศิลป์ จากงานมหกรรมภาพยนตร์เอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 15 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ในปีเดียวกัน จากนั้นเขาได้เปลี่ยนชื่อในวงการเป็น มานพ อัศวเทพ จนถึงปัจจุบัน 

ต่อมาจึงมีผลงานตามมาอย่างต่อเนื่องทั้ง พระรอง และตัวร้าย จนได้รับรางวัลตุ๊กตาทองนักแสดงประกอบชายจากเรื่อง เงาราหู ที่กำกับโดย เปี๊ยก โปสเตอร์ เมื่อปี พ.ศ. 2519 

ชีวิตส่วนตัว สมรสกับสุนันท์ จุลมกร (กุ้ง) มีบุตรและบุตรีทั้งหมด 3 คน ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านอาหารชื่อ ปูทอง 

5 นโยบายเร่งด่วนรัฐ เรื่องไหนกระตุ้น ศก. เรื่องไหนกระตุ้นความกังวล ‘แก้รธน.-ส่งเสริมท่องเที่ยว-แก้หนี้-ลดราคาพลังงาน-แจกเงินดิจิทัล’

คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันจันทร์ที่ 11 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา สรุป 5 ประเด็นสำคัญ ที่ประกาศเป็นนโยบายเร่งด่วน

1.เติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet

2.แก้ปัญหาหนี้สิน เช่น พักหนี้เกษตรกร ช่วยประคองหนี้สิน ลดต้นทุนทางการเงิน

3.ลดภาระค่าใช้จ่ายราคาพลังงาน ค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าน้ำมัน

4.สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ตั้งเป้าอำนวยความสะดวก ปรับปรุงขั้นตอนขอ-เก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า ปรับปรุงระบบคมนาคม

5.หารือแนวทางนำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ให้คนไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และไม่แก้ในหมวดพระมหากษัตริย์

จากวันที่แถลงนโยบาย มาจนถึงปัจจุบัน  นโยบายที่เห็นเป็นรูปธรรม ลำดับแรก คงเป็น นโยบายที่ 3 คือ การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน อันเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจ ซึ่งมีการปรับลดค่าน้ำมันเชื้อเพลิง เริ่มจากน้ำมันดีเซล ให้ต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร และ ลดน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 ลง 2.50 บาทต่อลิตร จากโครงสร้างราคาเดิม เป็นระยะเวลา 3 เดือน ซึ่ง ครม. ก็ได้ให้ไฟเขียวในการประชุมไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา รวมทั้งปรับลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.99 บาท/หน่วย มีผลตั้งแต่รอบบิลเดือนกันยายน 2566 จนถึงรอบบิลเดือนธันวาคม 2566

นอกจากนี้ รัฐบาลจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ โดยวางแผนความต้องการและสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานอย่างเหมาะสม ส่งเสริมการผลิต และการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เร่งเจรจาการใช้พลังงานในพื้นที่อ้างสิทธิกับประเทศข้างเคียง และสำรวจแหล่งพลังงานเพิ่มเติม รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ภายใต้กลไกตลาด เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงานที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไป

นโยบายเร่งด่วนถัดมา ที่เริ่มดำเนินการ คือ นโยบายที่ 2 การแก้ปัญหาหนี้สินทั้งในภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน รัฐบาลจะลดภาระพี่น้องเกษตรกรด้วยการพักหนี้เกษตรกรตามเงื่อนไขและคุณสมบัติที่เหมาะสม รวมถึงมาตรการช่วยประคองภาระหนี้สินและต้นทุนทางการเงินสำหรับภาคประชาชนที่ครอบคลุม ถึงผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้ได้มีโอกาสในการฟื้นตัวและกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง ซึ่งในส่วนการพักชำระหนี้เกษตรกร ระยะเวลา 3 ปี เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ เมื่อ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่าน BAAC Mobile ของ ธ.ก.ส. มากกว่า 2.5 แสนราย

นโยบายอีกด้านที่ลงมือดำเนินการแล้ว คือ นโยบายที่ 4 ผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น และสร้างงานให้กับประชาชน ซึ่งภาคเอกชน ร่วมกันขานรับ ทั้งมาตรการการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า และมาตรการยกเลิกการออกวีซ่าประเทศเป้าหมายชั่วคราว ซึ่งคาดการณ์ว่าจะกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 30-40% โดยเริ่มใช้นโยบายวีซ่าฟรีกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน ตั้งแต่ 25 ก.ย. 2566-29 ก.พ. 2567 รวมระยะเวลา 5 เดือน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

จากนโยบาย ทั้ง 3 ที่ 'ลด แลก แถม' ในแพ็กเก็จต่างๆ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ หลัง Covid-19 ให้ฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง กระทบฐานะทางการคลังของประเทศไม่มากนัก และส่งเสริมให้ภาครัฐ สามารถจัดเก็บภาษีกลับคืนได้พอสมควร 

แต่ที่ประเด็นใหญ่ ที่ยังหาช่องทางดำเนินการไม่ได้ คงไม่พ้น นโยบาย 'แจก' เงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่นักเศรษฐศาสตร์ของไทยเกือบ 100 คน ลงชื่อคัดค้านไม่เห็นด้วยในการดำเนินการ เนื่องจากจะกระทบกับเสถียรภาพทางด้านการคลังเป็นอย่างมาก โดยมี 2 อดีต ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมคัดค้านในนโยบาย ที่จะ 'ได้ไม่คุ้มเสีย' ฟากรัฐบาลก็ยังไม่มีทีท่าจะยกเลิก โดยพยายามหาแนวทางในการดำเนินการ และจุดสำคัญ คือ จะจัดหาเงินงบประมาณ 560,000 ล้านบาท มาจากที่ไหน อย่างไร เพื่อมาแจกให้กับประชาชน

สำหรับอีก 1 นโยบายเร่งด่วนที่แถลงต่อรัฐสภา คือ การแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แน่นอนว่า ประเด็นนี้ ไม่ช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นเพียงการแก้ไข ที่จะเปิดช่อง กำหนดกติกาให้นักการเมืองในฝ่ายตน ได้เปรียบในการแข่งขันลงเลือกตั้ง เพื่อถืออำนาจรัฐในมือมากกว่า 

สุดท้าย นโยบายเร่งด่วน ที่รัฐบาลปัจจุบันแถลง ฐานะทางการเงินของประเทศไทย จากที่เคยมีทุนสำรองระหว่างประเทศรวม (Gross Reserves) อยู่ที่ 2.46 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาทที่ 8.17 ล้านล้านบาท ณ เดือนตุลาคม 2564 สูงเป็นลำดับที่ 12 ของโลก หลังจากนี้ไป จะเป็นอย่างไร คงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

‘มือปืนกราดยิง’ 18 ศพ ในรัฐเมน เสียชีวิตลงแล้ว หลังถูกพบศพอยู่ใกล้แม่น้ำ คาด!! ลั่นไกปลิดชีวิตตัวเอง

(28 ต.ค.66) เอพี รายงานกรมตำรวจรัฐเมน สหรัฐอเมริกา แถลงข่าวพบศพ นายโรเบิร์ต คาร์ด ทหารกองหนุนสหรัฐฯ วัย 40 ปี มือปืนที่ก่อเหตุกราดยิงในเมืองลูอิสตัน รัฐเมนทำให้มีผู้เสียชีวิต 18 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 13 คนเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม โดยพบศพอยู่ใกล้แม่น้ำในรัฐเมนเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม

ไมค์ เซาส์ชัค ผู้บัญชาการด้านความปลอดภัยรัฐเมน แถลงว่าพบศพของคาร์ดอยู่แม่น้ำแอนโดรสก็อกกิน แถวลิสบอน ฟอลส์ ในรัฐเมนเมื่อเวลา 19.45 น. มีบาดแผลที่เชื่อว่าเป็นการยิงปลิดชีวิตตัวเอง แต่ปฏิเสธที่จะให้ที่อยู่เฉพาะเจาะจง

อย่างไรก็ตาม เอพีอ้างได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ที่ไม่เปิดเผยนามเล่าว่า พบศพของโรเบิร์ต คาร์ดที่โรงงานรีไซเคิล ซึ่งโรเบิร์ต คาร์ด เพิ่งทำงานอยู่

‘ภูมิธรรม’ ยัน!! ‘เศรษฐา’ ไร้นัย ส่งสัญญาณอยู่ไม่ครบ 4 ปี แค่ชื่นชม ‘อุ๊งอิ๊ง’ มีคุณสมบัติครบเหมาะเป็นนายกฯ สบาย

(28 ต.ค.66) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ระบุภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีต่อได้สบายๆ ว่า ไม่มีนัยอะไร แต่ถือเป็นความจริงที่มีความเหมาะสม และเมื่อขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว หัวหน้าพรรคทุกคนก็มีโอกาสที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ โดยมองว่าความพร้อมของนางสาวแพทองธารมีครบถ้วน ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีพูดเช่นนี้ ก็เป็นความจริงที่นางสาวแพทองธาร ก็มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ และทุกคนก็รู้สึกเช่นนั้น 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่นายเศรษฐา ระบุว่า น.ส.แพทองธาร สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีต่อได้เป็นการส่งสัญญาณว่านายกฯ เศรษฐา จะอยู่ไม่ครบ 4 ปีหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า สามารถคิดได้หลายอย่าง อาจจะอยู่ครบ 4 ปี แล้วน.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯ ต่อได้ ย้ำว่าน.ส.แพทองธาร มีความพร้อม เมื่อได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ทั้งในด้านคุณสมบัติ ประสบการณ์ทำงาน การหาเสียง ทุกอย่างก็พร้อมหมด ทั้งนี้ไม่ถึงขั้นที่จะต้องแบ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนละ 2 ปี เพราะไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นนั้น แต่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำงานมากกว่า

เมื่อถามย้ำว่า ภาพที่นายเศรษฐา ทำท่าจูบมือน.ส.แพทองธาร ตามธรรมเนียมต่างชาติ หลังได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นการส่งสัญญาณหรือส่งไม้ต่ออะไรหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า แล้วแต่จะตีความ แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นการแสดงความชื่นชม และเคารพซึ่งกันและกัน ยืนยันไม่ได้มีนัยอะไร  

ผู้สื่อข่าวถามว่าน.ส.แพทองธาร เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้ว จะนำพาพรรคไปเป็นพรรคอันดับหนึ่งในใจประชาชนได้อย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า เชื่อว่าด้วยความพร้อมและประสบการณ์ของนางสาวแพทองธารมีมากกว่าคนอื่น ส่วนจะนำพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าได้หรือไม่นั้น ยืนยันว่าทุกการเลือกตั้ง เรามั่นใจ อยู่ที่ความพร้อมของทุกฝ่าย และวันนี้เราก็พร้อมแล้วที่น.ส.แพทองธาร จะมาเชื่อมต่อคนระหว่างวัย ให้สามารถทำงานได้มากขึ้น

เพจการเมืองรุมค้าน 'รอมฎอน ปันจอร์' สส.ก้าวไกล เสนอยุบ 'กอ.รมน.' อ้าง!! 'ทับซ้อน-เปลืองงบ' แต่ไม่สนเปิดช่องก่อความไม่สงบป่วนแรง

(28 ต.ค.66) จากกรณีที่นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 พ.ศ. .... เพื่อยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายใน เนื่องจากเห็นว่า กฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายใน ให้อำนาจข้าราชการทหารมีอำนาจมาก ในการดำเนินงานเรื่องความมั่นคงภายในประเทศผ่านกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่มีลักษณะความสลับซับซ้อนภายในองค์กร และยังเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ทับซ้อนกับหน่วยงานอื่น ทำให้สิ้นเปลืองกำลังคน งบประมาณ จึงไม่มีความเหมาะสมที่ให้มีหน่วยงานนี้ในบริบทสังคมปัจจุบันอีกต่อไป เห็นสมควรยุบ กอ.รมน.

ขณะนี้กฎหมายดังกล่าวอยู่ในระหว่างเปิดรับความคิดเห็น ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยมีประเด็นเพื่อรับฟังความคิดเห็น ได้แก่ 1. ท่านเห็นด้วยกับการยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) หรือไม่ อย่างไร 2. ท่านเห็นด้วยกับการโอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ สิทธิ ข้าราชการพลเรือนที่ประจำกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พนักงานราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และอัตรากำลังของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรไปเป็นของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย หรือไม่ อย่างไร 3. ปัจจุบันการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายใน พ.ศ. 2551 ท่านคิดว่ามีปัญหาหรือไม่อย่างไร และการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อยกเลิกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายใน พ.ศ. 2551 และยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือไม่อย่างไร เป็นต้น

ล่าสุดได้มีแฮชแท็ก #saveกอรมน ปรากฏขึ้นบนโซเชียลฯ โดยมีโพสต์ของเพจที่ชื่อว่า ‘ทหารหลังกองพัน’

โพสต์ข้อความโดยติดแฮชแท็กนี้ ระบุว่า "ความมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญ ตามที่มีกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม กำลังมีความพยายามระดมพล ล้มหน่วยงานความมั่นคง (กอ.รมน.) ที่ปกป้องสามจังหวัดชายแดนใต้ ด้วยการระดม (บอท) โหวตสนับสนุน พรบ.ยกเลิกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 2551 หาก ยุบ กอ.รมน. และ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จะส่งผลร้ายแรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะสามจังหวัดชายแดนใต้ เพราะ ฝ่ายผู้ก่อการร้ายจะสามารถใช้ความรุนแรงได้ ก่อนที่ระบบกฎหมายจะป้องกัน (เพราะ กอ.รมน. และพระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักรให้อำนาจเจ้าหน้าที่ยับยั้งภัยไม่ให้เกิดขึ้นก่อนภัยจะเกิด ขอเชิญชวนทุกคนร่วมกันเข้าไปร่วมกด ‘โหวตคัดค้าน’ ครับ เพราะคนไทยต้องช่วยกัน ปกป้องประเทศไทยของเราจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีครับ”

ขณะที่เพจการเมืองหลายเพจต่างก็ออกมาติดแฮชแท็ก #saveกอรมน ตำหนิการเสนอกฎหมายของนายรอมฎอนและพรรคก้าวไกล เช่น เพจที่ชื่อว่า ‘กูรู้ทัน2’ ระบุว่า ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลจะยกเลิกมาตรา 112 และจะยกเลิกตรวจเลือกทหาร การยุบ กอ.รมน. เท่ากับทิ้งประชาชนเผชิญยถากรรมกับผู้ก่อความไม่สงบเอาเอง ทั้งพรรคมีทำประโยชน์อะไรให้ประเทศนี้กันมั่ง

เช่นเดียวกับเพจที่ชื่อว่า ‘ปราชญ์ สามสี’ ระบุว่า ฝ่ายก้าวไกลมีการระดมพลล้ม กอ.รมน. ที่ปกป้องสามจังหวัดชายแดนใต้ ด้วยการระดมสนับสนุน พ.ร.บ.ยกเลิกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 2551 หาก ยุบ กอ.รมน. และ พระราชบัญญัติดังกล่าว จะส่งผลร้ายแรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะสามจังหวัดชายแดนใต้ เพราะฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบจะสามารถใช้ความรุนแรงได้ ก่อนที่ระบบกฎหมายจะป้องกัน อีกทั้งนายรอมฎอน เป็นหนึ่งในผู้ร่วมเสวนาเปิดตัวนักศึกษาแบ่งแยกดินแดน เป็นผู้เสนอให้ออก พ.ร.บ.ยกเลิกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 2551 จึงขอเชิญคนไทยพุทธ ไทยมุสลิม ที่รักษาประเทศไทย ช่วยกันโหวดคัดค้าน คนไทยต้องช่วยกัน ปกป้องประเทศไทย

'ธนกร' ชี้!! ไม่ถึง 2 เดือน 4 รมต.รทสช. 'ทำงานหนัก-ผลงานเพียบ' หลัง 'พักหนี้เกษตรกร-ลดค่าไฟ-น้ำมัน' ช่วยบรรเทาทุกข์คนไทยต่อเนื่อง

(28 ต.ค.66) นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ว่า กว่า 1 เดือนในการทำงานของรัฐบาล หลังได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 นั้น รัฐมนตรีทั้ง 4 ท่านของพรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดยนายพีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯและรมว.พลังงาน ก็ได้เร่งเครื่องทุ่มเททำงานหนัก ผลักดันนโยบายต่าง ๆ ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลได้หาเสียงไว้ออกมาเป็นรูปธรรมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ทันที ทั้งนโยบายการพักหนี้เกษตรกรเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินที่สะสมมาต่อเนื่องในช่วงโควิด รวมถึงการลดค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ทั้งดีเซลและเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 และเตรียมลดราคาน้ำมันชนิดอื่นเพิ่มเติมอีก และมีอีกหลายนโยบายที่จะออกมาต่อเนื่อง 

เมื่อถามว่า บางมาตรการที่ออกมา เป็นการช่วยแค่ในระยะสั้น 3 เดือน จะแก้ปัญหาทำให้ยั่งยืนได้อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องราคาพลังงาน นายธนกร กล่าวว่า เรื่องราคาน้ำมันและพลังงานนั้นต้องมีทั้งระยะสั้นระยะกลางและระยะยาวซึ่งผลที่จะเกิดความยั่งยืนต้องแก้ในระยะยาวที่โครงสร้าง ซึ่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีพลังงาน ได้ศึกษาและหาแนวทางแก้ไขอย่างต่อเนื่องให้ตรงจุด ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่มีองค์ประกอบหลายปัจจัย จึงต้องใช้เวลาในการแก้ รวมถึง อาจจะต้องออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เข้ามาบังคับใช้ด้วย  

“ถือเป็นการทำงานที่แข่งกับเวลา แข่งกับปัญหา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน รัฐบาลและรัฐมนตรี เพิ่งปฏิบัติหน้าที่หลังแถลงนโยบายต่อสภา ผ่านมาแค่เดือนกว่าๆ เท่านั้น แต่เห็นมาตรการและการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมหลายอย่าง ส่วนในระยะยาวการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ต้องใช้เวลา ประกอบกับการแก้กฎหมายควบคู่ไปด้วย แต่ยืนยันว่า รัฐมนตรีของรวมไทยสร้างชาติ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ได้หาเสียงอะไรไว้ เราพร้อมเร่งเครื่องเต็มสูบทำงานหนักอย่างเต็มที่ เพื่อจะขับเคลื่อนมาตรการออกมาช่วยประชาชนให้เร็วที่สุด” นายธนกร กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top