Friday, 31 July 2026
Hard News Team

กาฬสินธุ์แม่ทัพภาคที่ 2 ติดตามแก้ปัญหาน้ำตามนโยบายรัฐบาลไม่ท่วมไม่แล้ง

แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 พร้อมคณะ  ลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์  ประชุมแนวทางแก้ปัญหาน้ำตามนโยบายรัฐบาล “ไม่ท่วม ไม่แล้ง” โดยกำหนดพื้นที่เร่งด่วนในการดำเนินการพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากและพื้นที่ประสบภัยแล้งซ้ำซาก 3 พื้นที่ ในตำบลหัวหิน อำเภอห้วยเม็ก ตำบลลำชี อำเภอฆ้องชัย และตำบลหนองช้าง อำเภอสามชัย

วันที่ 13  พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมผาเสวย ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ  แม่ทัพภาคที่ 2 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 พร้อมคณะ ได้ร่วมประชุมเพื่อแก้ปัญหาน้ำตามนโยบายรัฐบาล “ไม่ท่วม ไม่แล้ง” โดยมีนายธวัชชัย  รอดงาม  รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ พันเอกนิสิต  สมานมิตร รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดกาฬสินธุ์ (ฝ่ายทหาร)  นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว พ.จ.ต.สำเนียง หวังเจริญ ท้องถิ่น จ.กาฬสินธุ์ นายอัครนันท์ ปัญญาเจริญโรจน์ นายก อบต.หนองหิน อ.ห้วยเม็ก นายพงศ์ภรณ์ ภาระขันธ์ นายก อบต.หนองช้าง  อ.สามชัย นายสมคิด ชนะบุญ นายก อบต.ลำชี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ และรายงานสภาพปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง 
พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ  แม่ทัพภาคที่ 2 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 กล่าวว่า จากการรับฟังรายงานจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทราบว่ามีพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งระดับปานกลาง 3 อำเภอ 11 ตำบล 56 หมู่บ้าน พื้นที่เสี่ยงภัยระดับต่ำ 18 อำเภอ 130 ตำบล 1,479 หมู่บ้าน และพื้นที่ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง 2 อำเภอ 36 ชุมชน 49 หมู่บ้าน  และข้อมูลพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค  เป็นพื้นที่เสี่ยงสูง 12 อำเภอ 22 ตำบล  54 หมู่บ้าน และพื้นที่เฝ้าระวัง 16 อำเภอ 54 ตำบล 325 หมู่บ้าน  ส่วนพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย แบ่งเป็น 3 พื้นที่  พื้นที่เหนือเขื่อนลำปาว 6 อำเภอ 32 ตำบล 204 หมู่บ้าน  พื้นที่ท้ายเขื่อนลำปาว  4 อำเภอ 23 ตำบล 142 หมู่บ้าน และพื้นที่นอกเขตชลประทาน 8 อำเภอ 41 ตำบล  238 หมู่บ้านซึ่งมีพื้นที่เสี่ยงสูง 3 อำเภอ 4 ตำบล 17 หมู่บ้าน

พลโทอดุลย์กล่าวอีกว่าอีกว่า ในการประชุมเพื่อแก้ปัญหาน้ำตามนโยบายรัฐบาล “ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ในครั้งนี้เป็นการหารือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา โดยได้กำหนดพื้นที่เร่งด่วนในการดำเนินการรวม 3 พื้นที่ ได้แก่  การแก้ปัญหาแล้งซ้ำซากในพื้นที่ ต.หนองช้าง อ.สามชัย ด้วยการขุดลอกหนองแก่นทราย ให้เก็บกักน้ำได้มากขึ้นเพียงพอสำหรับการผลิตน้ำประปา การแก้ปัญหาแล้งซ้ำซากและท่วมซ้ำซาก ในพื้นที่ ต.หัวหิน อ.ห้วยเม็ก  ด้วยการก่อสร้างฝายเก็บกักน้ำเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง  และการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ ต.ลำชี อ.ฆ้องชัย  ด้วยการขยายช่องระบายน้ำลำน้ำชีในช่วงฝายวังยางให้สามารถระบายน้ำได้มากขึ้น

ขณะที่นายอัครนันท์ ปัญญาเจริญโรจน์ นายก อบต.หนองหิน อ.ห้วยเม็ก กล่าวว่าปัญหาแล้งซ้ำซากและท่วมซ้ำซาก  ในระดับเคยมีการถวายฎีกาขอรับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินการประมาณ 10 ที่ผ่านมา เพื่อดำเนินการก่อสร้างฝายชะลอน้ำบริเวณเขื่อนลำปาว เชื่อมระหว่าง ต.เสาเล้า อ.หนองกุงศรี กับบ้านโคกกลาง ต.หัวหิน อ.ห้วยเม็กระยะทางประมาณ 1,400 เมตร ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้งบประมาณกว่า 80 ล้านบาท 

ด้านนายสมคิด ชนะบุญ นายก อบต.ลำชี กล่าวว่า ในส่วนปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ตำบลลำชีที่ผ่านมานั้น เกิดจากปริมาณน้ำในลำชีเอ่อหนุน และเคยเกิดเหตุการณ์พนังกั้นลำชีแตก 2 ครั้ง สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่การเกษตร การประมง ที่พักอาศัยเป็นบริเวณกว้าง มูลค่าความเสียหายเป็นจำนวนมาก  จึงมีแนวทางป้องกันและบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจัดทำโครงการบายพาสน้ำ หรือขยายช่องทางน้ำ จุดร่องลำชีเดิม ด้านทิศใต้ของฝายวังยาง ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 60-70 ล้านบาท 

ส่วนนายพงศ์ภรณ์ ภาระขันธ์ นายก อบต.หนองช้าง  อ.สามชัย กล่าวว่าปัญหาที่พี่น้องประชาชน ต.หนองช้าง 8 หมู่บ้านประสบคือภัยแล้งซ้ำซาก  เนื่องจากพื้นที่อยู่บนที่สูง ทุรกันดาร ห่างไกลเขื่อนลำปาว ที่ผ่านมาอาศัยน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อการอุปโภคและบริโภค การเกษตร แต่ปัจจุบันแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ตื้นเขินมาก บ่อบาดาลแต่ซึ่งมีอยู่ 3  แห่งต้องขุดเจาะลึกกว่า 60 เมตร แต่สูบน้ำได้ไม่เกิน 30 นาทีน้ำก็หมด จึงได้จัดทำโครงการขอรับการสนับสนุนแก้ปัญหาภัยแล้ง 3 โครงการ คือขุดบ่อบาดาลผลิตน้ำประปา 8 โครงการ ขุดบ่อบาดาลพลังงานโซลาเซลล์ 8 โครงการ และขุดลอกหนองแก่นทรายพื้นที่ 200 ไร่ ซึ่งทุกโครงการอยู่ในระหว่างประเมินงบประมาณ 
อย่างไรก็ตาม สำหรับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และภัยแล้งซ้ำซาก ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ 3 แห่งดังกล่าว เป็นความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ตามคำกล่าวที่ว่า “น้ำแล้ง 10 ปี ไม่เท่าน้ำท่วม 1 ครั้ง” จึงเป็นพื้นที่จำเป็นเร่งด่วน ที่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะได้บูรณาการป้องกัน เพื่อบรรเทาและลดปัญหา ทั้งนี้ หากได้รับการจัดสรรงบประมาณดำเนินการ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน ตามนโยบาย “ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ของรัฐบาลนายกเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

'ไทย' ติดโผ 1 ใน 20 ประเทศน่าอยู่ของต่างชาติวัยเกษียณ ประจำปี 2023

ไทยติดโผประเทศน่าอยู่ของต่างชาติวัยเกษียณ โดยสื่อสัญชาติสหรัฐอเมริกาอย่าง U.S. News and World Report ยกให้ไทยอยู่ในอันดับสูงสุดของทวีปเอเชียในด้านนี้ และอยู่ใตอันดับที่ 18 จาก 87 ประเทศ 

ส่วนเหตุผลที่ได้รับ จากนอกจากภูมิทัศน์ของประเทศที่สวยงาม วัฒนธรรมที่สืบสานกันมายาวนาน ความเป็นมิตร และความมีน้ำใจของคนไทยแล้ว ... ระดับค่าครองชีพที่ไม่สูงมาก ยังเป็นจุดขายที่ชาวต่างชาติสนใจมาวางแผนเกษียณ ที่ประเทศไทยมากขึ้นด้วย

'รฟท.' จ่อลงนามไฮสปีด 'ไทย-จีน' สัญญาที่ 4-5  ยันเปิดใช้ไฮสปีดเส้นแรกของไทยตามแผนปี 71

(13 พ.ย. 66) นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา) ระยะทาง 250.77 กิโลเมตร (กม.) ว่า ในส่วนของงานสัญญาที่ 4-5 งานโยธา ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว ระยะทาง 13.3 กม. วงเงิน 10,325 ล้านบาท ขณะนี้ อยู่ระหว่างรอสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญาตามที่มีการแก้ไขปรับปรุงไปแล้ว โดยคาดว่าจะสามารถลงนามสัญญากับบริษัท บุญชัยพาณิชย์ (1979) จำกัด ในฐานะผู้รับจ้างได้ภายใน พ.ย. 2566 ก่อนที่จะออกหนังสือให้เอกชนเริ่มงาน (NTP) เพื่อดำเนินการก่อสร้างต่อไป

อย่างไรก็ตามขณะที่การก่อสร้างสถานีอยุธยานั้น ขณะนี้การจัดทำรายงานผลกระทบด้านทรัพย์สินทางวัฒนธรรม(HIA) ของแหล่งมรดกโลก นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้ผ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการเสนอรายงานไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ภายในประเทศประมาณ 9 หน่วยงาน และองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ปัญหาการก่อสร้างสถานีอยุธยายังไม่ได้ข้อยุติ รฟท. จะยังไม่ดำเนินการก่อสร้างสถานีอยุธยา แต่เมื่อ รฟท. ลงนามสัญญากับผู้รับจ้างแล้ว ก็จะให้ดำเนินการก่อสร้างทางวิ่งไปก่อน

นายนิรุฒ กล่าวต่อว่า ในส่วนของสัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ซึ่งยังมีประเด็นปัญหาการทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-อู่ตะเภา) นั้น ขณะนี้ อยู่ระหว่างการเจรจากับเอกชนผู้รับจ้าง จากนั้นจะเสนอไปยังคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดยคาดว่า จะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปี 2566 ทั้งนี้ ล่าสุด มีแนวโน้มว่า จะให้ รฟท. เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างเอง เพื่อไม่ให้โครงการมีความล่าช้า ทั้งนี้ จากการหารือกับเอกชนในเบื้องต้น ถึงแนวทางดังกล่าว ทางภาคเอกชนไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด

ส่วนงบประมาณจะมากจากแหล่งใดนั้น จะต้องมาพิจารณาคำนวนอีกครั้ง อาทิ การใช้งบประมาณบางส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน หรือจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน หรือหากจะต้องใช้เงินกู้และอาจจะต้องเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินเพื่อให้ รฟท. นำมาดำเนินการและการปรับแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนโครงการต่อไป โดยคาดว่า จะเสนอ ครม. ได้ภายในปีนี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับการเปิดให้บริการรถไฟไทย-จีน ระยะที่ 1 นั้น คาดว่า จะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2571 หรือเป็นไปตามแผนเดิมที่กำหนดไว้

รายงานข่าวแจ้งว่า วงเงินที่ใช้ในการก่อสร้างช่วงทับซ้อนของสัญญา 4-1 อยู่ที่ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาทอย่างไรก็ตามปัจจุบันภาพรวมการก่อสร้างโครงการรถไฟไฮสปีดไทย-จีน 14 สัญญา วงเงิน 1.79 แสนล้านบาท มีความคืบหน้าประมาณ 27.39% ล่าช้ากว่าแผน 48.98% โดยก่อสร้างแล้วเสร็จ 2 สัญญา ได้แก่ สัญญาที่ 1-1 สถานีกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กม. และสัญญาที่ 2-1 ช่วงสีคิ้ว-กุดจิก ระยะทาง 11 กม. อยู่ระหว่างก่อสร้าง 10 สัญญาได้แก่ สัญญาที่ 3-2 งานอุโมงค์มวกเหล็ก และลำตะคอง ระยะทาง 12.2 กม. คืบหน้า 42.18%

สัญญาที่ 3-3 ช่วงบันไดม้า-ลำตะคอง ระยะทาง 26.1 กม. คืบหน้า 35.60%, สัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด ระยะทาง 37.4 กม. คืบหน้า 67.32%, สัญญาที่ 3-5 ช่วงโคกกรวด-นครราชสีมา ระยะทาง12.3 กม. คืบหน้า5.30%,

สัญญาที่ 4-2 ช่วงดอนเมือง-นวนคร ระยะทาง 21.8 กม. คืบหน้า 0.24%, สัญญาที่ 4-3 ช่วงนวนคร-บ้านโพระยะทาง 23 กม. คืบหน้า 21.30%, สัญญาที่ 4-4 ศูนย์ซ่อมบำรุงเชียงรากน้อย คืบหน้า 0.85% สัญญาที่ 4-6 ช่วงพระแก้ว-สระบุรี ระยะทาง 31.6 กม. คืบหน้า 0.38% และสัญญาที่ 4-7 ช่วงสระบุรี-แก่งคอย ระยะทาง 12.9 กม. คืบหน้า 47.22% นอกจากนี้อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง 1 สัญญา ได้แก่ สัญญาที่ 3-1 ช่วงแก่งคอย-กลางดง และช่วงปางอโศก-บันไดม้า ระยะทาง 30.2 กม.

เลือดใหม่ ‘เพื่อไทย’ ยุคดรีมทีม ‘พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ’ 

หลายวันมานี้ ได้ฟังแต่ข่าวฉาวโฉ่ของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยที่กองเชียร์ยกให้เป็นคนรุ่นใหม่ช่วงนี้จนเริ่มเอียน และบางทีก็แอบอดหมดศรัทธาในตัวนักการเมืองที่อ้างตนเป็นคนรุ่นใหม่ไปพอสมควร

แต่กระนั้น หากเชิญชวนในประชาชนเหมารวมยกเข่ง ก็คงจะไม่แฟร์ต่อคนที่ตั้งใจอยากเข้ามาทำงานการเมืองยุคใหม่จริงๆ เพราะในปัจจุบันในหลายพรรคการเมือง เราคงเริ่มเห็น ‘เลือดใหม่’ ที่มีความสามารถ มีการวางตัวดี และมีจิตมุ่งมั่นที่อยากทำการเมืองไทยต่อจากนี้ให้ประชาชนคนไทยไว้วางใจได้มากที่สุดไม่น้อย

เฉกเช่นเดียวกันกับ ‘ท่านรองฯ ป้ายแดง’ แห่งพรรคเพื่อไทย อย่าง ‘พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ’ หรือ ‘คุณโฟม’ ที่ปรึกษา รมว.คมนาคม ซึ่งเป็นอีกเลือดใหม่ทางการเมืองที่น่าจับตา หลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์มา 4 ปีตั้งแต่การเป็น สส.ในยุคลุงตู่ สะสมชั่วโมงบินจนเริ่มแกร่งกล้า แม้จะวืดเข้าสภาหนนี้ แต่ก็ยังไม่หลุดเฟรมการเมือง 

โดยไม่นานมานี้ คุณโฟม ได้เข้าร่วมทีม ‘เลือดใหม่’ แห่งทัพเพื่อไทย ด้วยการผงาดขึ้นเป็น ‘รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย’ ในยุคที่หัวหน้าพรรค ‘อุ๊งอิ๊ง’ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เรียกว่า ‘ดรีมทีม’

แน่นอนว่า หลายคนคงโฟกัสไปที่นามสกุลดังอย่าง ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ และก็คงห้ามความคิดใครไม่ได้ด้วย แต่เหตุผลที่ โฟม ได้เข้ามาอยู่ในจุดใดทางการเมือง มิใช่เรื่องของตระกูลอย่างที่คิด แต่เพราะเขาต้องการใช้จุดแข็งของการนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมากคนหนึ่งในเมืองไทย มาท้าทายงานที่ต้องทำเพื่อประชาชน ด้วยความมุ่งหวังที่จะใช้ประสบการณ์ที่มี มาปรับใช้กับงานบ้านเมือง โดยเริ่มนับ 1 บนถนนการเมืองเมื่อปี 62

ภาพของ ‘คุณโฟม’ ในรั้วการเมืองไทย ตามวงคอมเมนต์ของนักการเมืองรุ่นเก๋าและรุ่นใกล้กัน ต่างยอมรับในความเป็น สส.ที่มุ่งมั่นในบทบาทที่ตนเองดูแล มีความตั้งใจ ขยันทำงาน โดยเฉพาะงานฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นทั้งวิปรัฐบาล, รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกีฬา สภาผู้แทนราษฎร ที่สำคัญ ‘พี่โฟม’ เรียกได้ว่าติดอันดับ ‘ตัวท็อป’ ที่มาประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไปทุกแมตช์ ยกมือแทบจะทุกรอบ ไม่เคยพลาด จนคำว่า ‘ดาวรุ่ง’ ในเชิงของ สส.ภาพลักษณ์ดี ติดอยู่ในสายตาบรรดาคนการเมือง 

แน่นอนว่า ประสบการณ์ที่อาจจะไม่ได้มากเมื่อเทียบพรรษากับ สส.และนักการเมืองทรงเก๋าจำนวนมากในเวลานี้ แต่ภายใต้ ‘ดรีมทีม’ ของ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ที่หมายมั่นปั้นการเมืองยุคใหม่ จากคนรุ่นใหม่ ชื่อของ ‘โฟม’ ในเวลานี้ จึงไม่มีอะไรให้ต้องพิสูจน์มากนัก

ตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยป้ายแดง อาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของโฟม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ โอกาสที่จะแสดงฝีมือเต็มๆ แบบ 100% ด้วยการทำงานให้ประชาชนเห็น และเรียกศรัทธา ทวงคืนความยิ่งใหญ่ให้ ‘พรรคเพื่อไทย’ เป็นพรรคอันดับ 1 ในหัวใจประชาชนเหมือนในอดีต 

คนรุ่นใหม่ ต้องท้าทาย เรื่องแบบนี้!!

‘ลูกศิษย์-ผู้ปกครอง’ ร่วมวางดอกไม้อาลัย ‘ครูเจี๊ยบ’ เหยื่อลูกหลงยิงอริต่างสถาบัน ณ บริเวณจุดเกิดเหตุ

(13 พ.ย.66) จากเหตุการณ์กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ถูกคู่อริใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงใส่ส่งผลให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้รับบาดเจ็บสาหัส และประชาชนถูกลูกหลงเสียชีวิต 1 ราย คือ ‘ครูเจี๊ยบ’ เหตุเกิดบริเวณหน้าที่บริเวณหน้าธนาคาร TTB ใกล้แยก ณ ระนอง เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมา ผู้ปกครองนักเรียน..ร่วมวางดอกไม้ไว้อาลัย ณจุดเกิดเหตุ

ล่าสุด ที่โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ทางคณะผู้บริหารโรงเรียนได้มีการจัดกิจกรรมร่วมไว้อาลัยกับการสูญเสีย นางสาว ศิรดา สินประเสริฐ หรือ ‘ครูเจี๊ยบ’ ครูสอนคอมพิวเตอร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ บุคลากรคนสำคัญ และเตรียมยกระดับมาตรการความปลอดภัยรอบรั้วโรงเรียน พร้อมประสานตำรวจเสริมทักษะรับมือสถานการณ์รุนแรง ด้านผู้ปกครองนักเรียนร่วมวางดอกไม้ ณ จุดเกิดเหตุเพื่อเป็นการแสดงความอาลัยรักที่มีต่อครูเจี๊ยบ

โดยภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม นางสาวชณัฐศิกาญน์ มณีอินทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลและงบประมาณ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ด้วยเสียงสะอื้น ว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมามีพิธีสวดภาวนาอุทิศดวงวิญญาณแด่ผู้ล่วงลับให้ครูเจี๊ยบ ซึ่งเป็นพิธีทางศาสนาคริสต์ หลังสวดเสร็จมีการนั่งสมาธิรำลึกถึงครูเจี๊ยบ ซึ่งครูเจี๊ยบอยู่กับเรามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ประมาณ 27 ปี และปฎิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง รักเด็กนักเรียน ให้ความช่วยเหลือเพื่อนครู ผู้ปกครอง ซึ่งการสูญเสียครั้งนี้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ และปกติแล้วห้องทำงานของตนจะอยู่ติดกับห้องทำงานของครูเจี๊ยบ ช่วงเช้าครูเจี๊ยบก็จะเดินทางมาทักทายตามปกติ ถามว่ากินข้าวหรือยัง จะมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว ซึ่งครูเจี๊ยบเป็นคนดีมาก และปกติครูและนักเรียนก็จะใช้ชีวิตประจำวันปกติแบบนี้ ออกไปซื้อของหน้าโรงเรียน และเหตุการณ์นี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

ส่วนวันนี้จะมีตำรวจจาก สน.ทุ่งมหาเมฆ มาให้ความรู้เด็กนักเรียนเบื้องต้นในเรื่องการป้องกันและระวังตัวเองจากภัยที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้เด็กมีภูมิความรู้ในเรื่องนี้

ส่วนความช่วยเหลือเบื้องต้น คณะผู้บริหารโรงเรียน สมาคมผู้ปกครอง สมาคมศิษย์เก่า มีเงินช่วยเหลือและจัดพิธีศพ โดยทางโรงเรียนดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนเงินที่ผู้ปกครองและเพื่อนครูร่วมทำบุญมาทางโรงเรียนก็มีฝ่ายบัญชีบันทึกและรวบรวมข้อมูล คณะผู้บริหารก็จะส่งมอบให้คุณพ่อและคุณแม่ของครูเจี๊ยบอย่างเป็นทางการ ซึ่งครูเจี๊ยบเป็นคนดูแลครอบครัวคนเดียวของบ้าน

ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยก่อนหน้านี้มีการคัดกรองอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว รถที่จะเข้ามาในโรงเรียนก็จะต้องมีสติกเกอร์ของโรงเรียนถึงจะเข้าไปในโรงเรียนได้ ส่วนผู้ปกครองก็จะรอรับนักเรียนด้านนอกเป็นปกติ ซึ่งทางโรงเรียนมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยในการเข้าออก มีประตูเข้าออกเพียงด้านเดียว ซึ่งเด็กนักเรียนก็จะไม่สามารถออกไปไหนได้ ส่วนคนที่จะเข้ามาในโรงเรียนก็จะเข้ามาได้แค่เพียงประตูหน้าประตูเดียวเท่านั้น

ด้าน นายเลิศศักดิ์ แจ่มคล้าย ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปกครอง บอกว่าช่วงเช้าที่ผ่านมายังได้กล่าวถึงคุณงามความดีของครูเจี๊ยบที่ได้ปฎิบัติหน้าที่ในโรงเรียน ซึ่งต้องบอกว่าครูเจี๊ยบเป็นครูที่มีคุณภาพ บุคลากรของโรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ก็รู้สึกเสียใจมาม และยอมรับว่าทุกคนช็อกกับเหตุการณ์นี้มาก เพราะเหตุการณ์นี้เป็นภัยที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในบ้านเรา

ส่วนการดูแลความปลอดภัยโดยรอบโรงเรียน ตอนนี้ สน.ท่าเรือ และ สน.ทุ่งมหาเมฆ ได้ประสานกับทางโรงเรียน ดูแลเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยตลอด และรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อวานนี้ก็มาดูแลประจำที่จุดตรวจหน้าโรงเรียน มีการคัดกรองอย่างละเอียด ติดสติกเกอร์ และมีคิวอาร์โค้ด ซึ่งในแต่ละวันก็จะเข้าเวรตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึง 5 โมงเย็น ซึ่งตำรวจก็จะดูแลแบบนี้ตลอด

ส่วนการดูแลเยียวยาจิตใจเด็กนักเรียน คุณครูก็จะค่อย ๆ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเราปฎิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้กระทบกระเทือนจิตใจของผู้บริหาร คุณครู และนักเรียนทุกคน ซึ่งในส่วนนี้ต้องยอมรับว่าต้องใช้เวลาในการดูแลจิตใจ ซึ่งทุกคนก็หวาดกลัวกันมากและรู้สึกเศร้าสลดมากเพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทันหัน

ส่วนมาตรการการดูแลรักษาความปลอดภัยกับครูและนักเรียน ก่อนหน้านี้ก็มีการคัดกรองอย่างเข้มงวดมาอยู่แล้ว ในโรงเรียนมีกล้องวงจรปิดทุกจุด ซึ่งเราเน้นเรื่องนี้มานานแล้วและไม่เคยมีเหตุการณ์รุนแรงแบบนี้เกิดขึ้น หลังจากนี้ก็จะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น และทาง สน.ต่าง ๆ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เราจะไม่ปล่อยให้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วหายไปเลย เราจะต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ปทุมธานี ร่วมมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลประชาธิปัตย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภ้สพลภ์ ชัยสุริยทวีกูล นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานี, ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานีและ นายปกรณ์พัฒน์ เทพเอื้อตระกูก นายกสมาคมส่งเสริมการค้าธุรกิจท่องเที่ยวปทุมธานี, นางสาวอรพิน จักรกฤษณ์ เลขาธิการสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวปทุมธานี, ดร.ยุวดี บำรุงบุตร เลขาธิการสมาคมส่งเสริมการค้า ธุรกิจท่องเที่ยวปทุมธานี พร้อมคณะทำงานในการจัดกิจกรรม "การแสดงอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยเพื่อการกุศล" ในหัวข้อ ท่องที่ยวสร้างความสุข สนุก ได้กุศล เพื่อคนปทุมธานี ร่วมมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลประชาธิปัตย์ ดังนี้ 1. บันไดขึ้นเตียง 2 ขั้น ขนาด 30x45x46 cm จำนวน 3 ด้ว 2. โต๊ะวางเครื่องมือแพทย์ ขนาด 4 ล้อ จำนวน 5 ตัว 3. โต๊ะคร่อมเตียงสแตนเลส ทั้งชุด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 30,000 บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) ด้วยความห่วงใยและตระหนักถึงความเดือดร้อนของสังคมไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด - 19 ที่ผ่านมา และเพื่อเพิ่มคุณภาพของการรักษาพยาบาลและความปลอดภัยของผู้ป่วย เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการ ให้สามารถบริการรักษาพาบาลแก่ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิกาพและมุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางจำเป็นต้องเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการ ได้อย่าง สะดวก รวดเร็ว ปลอดกัย เพื่อให้สามารถบริการผู้ป่วยได้อย่างเต็มศักยภาพและเพียงพอกับความต้องการของประชาชนจึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมและเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลประชาธิปัตย์ทุกท่าน ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานีและ สมาคมส่งเสริมการค้าธุรกิจท่องเที่ยวปทุมธานี สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานี

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งสริมกิจกรรมของการท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานีและ เพื่อสนับสนุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้กับโรงพยาบาลในจังหวัดปทุมธานึ จึงขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและใหัความอนุเคราะห์ซื้อบัตร เข้าชมการแสดงซึ่งถือเป็นการร่วมกิจกรรม ช่วยประชาสัมพันธ์ แหล่งท่องเที่ยว ที่สำคัญในจังหวัดปทุมธานี และช่วยเหลือด้านการสังคมสงเคราะห์ เพื่อบรรเทา และป้องกันปัญหาทางสังคมไปในคราวเดียวกัน

ภาพ/ข่าว วะจะนะชัย วาจาพารวย/รายงาน

ภัยสังคม!! สืบนครบาล รวบหนุ่มแสบ เดินตามสาว เอามือถือแอบถ่ายขณะเข้าห้องน้ำในห้างดัง

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์  รรท. รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้ปราบปรามอาชญากรรมที่กระทำความผิดทุกรูปแบบซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในสังคม คดีนี้เกิดขึ้นในห้าง ย่านฝั่งธน เป็นภัยในห้องน้ำหญิง ที่คนร้ายแอบถ่ายคลิบขณะทำกิจธุระของผู้เสียหาย

เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2566  พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ 
รอง ผบช.น.   พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น.,พ.ต.อ.นิวัฒน์ พึ่งอุทัยศรี รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ ผกก.สส.4 บก.สส.บช.น.,พ.ต.ท.รัฐนันท์ สมวงศ์ รอง ผกก.สส.4 บก.สส.บช.น.ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ภัทร  บุญอารักษ์ สว.กลุ่มงานสอบสวนฯ ช่วยราการ กก.4ฯ , ร.ต.อ.ณพวิทย์ ดิษฐ์ป้าน รอง สว.กก.สส.4ฯ ได้ร่วมกันจับกุมตัว  

นายพงษ์สิทธิ์ หลุมนา อายุ 29 ปี ที่อยู่ 400 ต.แวง อ.โพนทอง จว.ร้อยเอ็ดผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาตลิ่งชันที่ จ.295/2566 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2566 

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน  “พยายามกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น” โดยจับกุมได้ที่บริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต.ดอนหัวฬ่อ อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี พฤติการณ์ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ในวันเกิดเหตุตนได้เป็นเซลส์ขายสินค้าของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง  โดยมาตั้งบูทขายสินค้าอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าย่านเพชรเกษม กรุงเทพฯ ในระหว่างนั้นพบผู้เสียหายผู้หญิงซึ่งมีรูปร่างหน้าตาดี เดินเลือกซื้อสินค้าในห้างดังกล่าว จึงเดินติดตามผู้เสียหาย จนกระทั่งผู้เสียหาย เดินเข้าห้องน้ำ ต่อจากนั้นผู้ต้องหาจึงได้เข้าห้องน้ำห้องข้างๆที่ผู้เสียหายกำลังทำธุระส่วนตัว โดยใช้โทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา อัดคลิปวิดิโอขณะผู้เสียหายทำธุระส่วนตัวอยู่ ผู้เสียหายเห็นโทรศัพท์ยื่นมาจากห้องน้ำข้างห้องผู้เสียหาย จึงได้ร้องตะโกนให้คนช่วย ผู้ต้องหาจึงออกจากห้องน้ำ และวิ่งหลบหนีออกจากห้างสรรพสินค้าดังกล่าว

จากการตรวจสอบประวัติพบมีคดีติดตัวดังนี้
1. ข้อหา" ตัวการลักทรัพย์โดยเข้าช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า "
วันเวลาที่เกิดเหตุ 27 มิ.ย. 2565 สภ.เมืองยโสธร
2. ข้อหา" พยายามกระทำอนาจาร "
วันเวลาที่เกิดเหตุ 7 มิ.ย. 2566 สน.หนองค้างพูล 

จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สน.หนองค้างพูล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

'สุริยะ' จี้!! ทุกหน่วยเกี่ยวข้อง ปราบ 'รถบรรทุกน้ำหนักเกิน-ส่วยสติกเกอร์'  สั่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 'ติดตาม-ตรวจสอบ' ปิดช่องโหว่ทุจริตคอร์รัปชัน

(13 พ.ย. 66) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ตามที่เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา ตนได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทั้งส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจดำเนินงานภายใต้กรอบนโยบาย “คมนาคมเพื่อความอุดมสุขของประชาชน” ในทุกมิติ พร้อมกำชับการทำงานทุกขั้นตอน ต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ปฏิบัติงานด้วยความสุจริต และปราศจากการทุจริต โดยเฉพาะประเด็นเรื่องรถบรรทุกน้ำหนักเกิน หรือส่วยสติกเกอร์ทางหลวงของกรมทางหลวง (ทล.) ที่ได้เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้นั้น ได้เน้นย้ำว่าในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะต้องไม่มีการทุจริต หรือมีส่วยสติกเกอร์ทางหลวงเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด

นายสุริยะ กล่าวว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่ผ่านมาได้ติดตามเรื่องส่วยสติกเกอร์มาอย่างต่อเนื่อง จึงได้สั่งการให้ ทล. รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ทำงานเชิงรุก หมั่นตรวจตรากวดขัน และบังคับใช้กฎหมายในเรื่องรถบรรทุกน้ำหนักเกินอย่างจริงจังต่อเนื่องเพื่อป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาการทุจริต อีกทั้งเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อทางหลวงแผ่นดิน หรือมีสภาพทรุดโทรมก่อนช่วงเวลาที่ได้ออกแบบไว้ และอาจจะก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัย และสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน อีกทั้งทำให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก มาดำเนินการซ่อมแซมและบำรุงรักษาถนนด้วย

นอกจากนี้ได้สั่งให้บูรณาการการทำงานกับหน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งให้ความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในการตรวจสอบและจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินที่แอบหลีกเลี่ยงเข้าไปใช้เส้นทางในพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายกับพื้นผิวจราจร หรือโครงสร้างของทางพิเศษ นอกจากนี้ ให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในกระบวนการติดตามตรวจสอบรถบรรทุกน้ำหนักเกิน ซึ่งจะมีความแม่นยำและช่วยลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจะเป็นการปิดช่องโหว่การทุจริตคอร์รัปชันได้อีกด้วย

นายสุริยะ กล่าวถึงสถิติการจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินว่า จากการรายงานของ ทล. ในการดำเนินการจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทั้งในส่วนของสถานีตรวจสอบน้ำหนักและการจัดหน่วยตรวจสอบน้ำหนักเคลื่อนที่ (Spot Check) จากทุกสถานีฯ และหน่วยเฉพาะกิจส่วนกลาง ทำการออกสุ่มตรวจสอบน้ำหนักยานพาหนะทั่วประเทศ พบว่า ในปีงบประมาณ 2566 (ตุลาคม 2565 – กันยายน 2566) สามารถจับกุมได้ 3,416 คัน และในปีงบประมาณ 2567 (วันที่ 1 ตุลาคม – 9 พฤศจิกายน 2566) จับกุมได้ 394 คัน ขณะที่ ทช. ได้ดำเนินการจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดที่สถานีฯ และจัดหน่วย Spot Check ตามสายทาง พบว่า ในปีงบประมาณ2566 รวม 8 คัน

ทั้งนี้ในส่วนกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้รวบรวมข้อมูลผลการจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินจาก ทล. และ ทช. ในกรณีที่ได้รับแจ้งว่ามีการดัดแปลง/ต่อเติมตัวรถ โดยได้นำข้อมูลรถบรรทุกดังกล่าว แจ้งต่อ นายทะเบียนตามเขตพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อแจ้งผู้ประกอบการขนส่งให้นำรถเข้าตรวจสภาพ โดยจะตรวจสอบว่า มีการดัดแปลง/ต่อเติมแก้ไขตัวรถ หรือเพิ่มเติมอุปกรณ์ส่วนควบให้ผิดไปจากที่จดทะเบียนไว้ หรือผิดแผกแตกต่างในสาระสำคัญที่กำหนดในกฎกระทรวงหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำความผิดจะดำเนินการลงโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

นายสุริยะ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางมาตรการแก้ไขปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกินอย่างยั่งยืนนั้น ทล. ได้มีมาตรการที่เข้มงวดในการจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินอย่างต่อเนื่องผ่านศูนย์ควบคุมเครือข่ายส่วนกลาง สามารถส่งข้อมูลออนไลน์แบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีฯ และมีศูนย์รับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ได้บูรณาการความร่วมมือกับ ขบ. ในเรื่องของระบบ GPS เพื่อติดตามรถบรรทุกที่คาดว่าจะมีน้ำหนักเกิน จากนั้นส่งข้อมูลการต่อเติมรถบรรทุกให้ ขบ. ดำเนินการตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน ทล. ยังขอความร่วมมือภาคเอกชนและผู้ประกอบการรถบรรทุกร่วมกันในการแก้ไขปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกินอย่างยั่งยืน รวมถึงมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ประจำสถานีฯ ทั่วประเทศ ครั้งละไม่เกิน 1 ปี เพื่อลดความคุ้นเคยของเจ้าหน้าที่กับผู้ประกอบการขนส่งเพื่อป้องกันโอกาสการทุจริต อีกทั้งนำเทคโนโลยีระบบชั่งน้ำหนักยานพาหนะขณะเคลื่อนที่ (WIM) มาใช้ให้เพียงพอกับการปฏิบัติงาน และการนำกล้องตรวจการณ์มาใช้ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 นอกจากนี้ ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานควบคุมน้ำหนักยานพาหนะแก่เจ้าหน้าที่ อาทิ เบี้ยเลี้ยง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจและลดปัญหาการทุจริต

ขณะที่ ทช. ได้จัดทำหลักสูตรอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการกำกับน้ำหนักบรรทุกตาม พ.ร.บ. ทางหลวงพ.ศ. 2535 ให้กับเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับคัดเลือกจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นรวมถึงนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ขับขี่รถบรรทุกกับเจ้าหน้าที่และลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ เช่น ระบบ WIM ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) เป็นต้น

ส่วน ขบ. โดยกองตรวจการขนส่งทางบกได้ออกตรวจสอบรถที่ผิดกฎหมาย โดยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะออกตรวจสอบทุกวัน สำหรับสำนักงานขนส่งจังหวัดจะออกตรวจสอบอย่างน้อย 3 ครั้งต่อเดือน รวมทั้งได้ติดตั้งเครื่องชั่งแบบ WIM และเครื่องชั่ง Static สำหรับให้รถบรรทุกเข้าชั่งน้ำหนักและบันทึกข้อมูลน้ำหนักรถเข้าสู่ระบบควบคุมประตูอัตโนมัติ (GCS) ขาออก ก่อนออกจากสถานีขนส่งสินค้า เพื่อให้พนักงานขับรถทราบถึงน้ำหนักสินค้าที่บรรทุกก่อนออกจากสถานีขนส่งสินค้า นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการเปรียบเทียบปรับตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 อย่างเคร่งครัดด้วย

‘โปเต้’ นักตบลูกขนไก่พาราไทย คว้า 2 แชมป์ ‘เดี่ยว-คู่’ รายการ Japan Para Badminton International 2023

(13 พ.ย.66) นักตบลูกขนไก่คนพิการไทย ผงาดคว้า 2 แชมป์ในการแข่งขันแบดมินตันคนพิการรายการ Japan Para Badminton International 2023 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน

รอบชิงชนะเลิศ นักแบดฯ ไทยฝ่าด่านเข้ามาได้ 2 ประเภท เริ่มจากชายเดี่ยว SH6 ‘โปเต้’ ณัฐพงษ์ มีชัย เอาชนะ ชู มาน ไค มือ 1 ของโลกและเจ้าของเหรียญทองเอเชียนพาราเกมส์ครั้งล่าสุดจากฮ่องกง 2-1 เกม 17-21, 21-6, 21-19

จากนั้น โปเต้-ณัฐพงษ์ จับคู่กับ ฉ่าย แซ่ย่าง ลงเล่นคู่ผสม SH6 เอาชนะ หลิน หนาย หลี่-หลี่ เฟิง เม่ย จากจีน 2-1 เกม 21-18, 11-21, 22-20 ทำให้แบตฯ ไทยคว้า 2 แชมป์มาครอง

‘ยานพาหนะไร้คนขับ’ ตัวช่วยส่งพัสดุด่วน-หนุนชอปออนไลน์โต รุกคืบเข้าไทย ‘KMITL’ เริ่มใช้ให้บริการอาจารย์-นักศึกษาแล้ว

(13 พ.ย. 66) สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า หลังเทศกาลชอปปิง 11.11 (Double Eleven) ซึ่งเป็นมหกรรมลดราคาสินค้าออนไลน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกสิ้นสุดลง ช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดสำหรับการขนส่งพัสดุด่วนก็หวนกลับมาอีกครั้ง ในครั้งนี้ ผู้บริโภคชาวจีนเริ่มพบเห็นยานพาหนะขนส่งพัสดุไร้คนขับที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามามีบทบาทในชีวิต สร้างความตื่นตาตื่นใจไม่น้อย

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา เมืองหยางเฉวียน มณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน ซึ่งเปิดให้มีการขับขี่อัตโนมัติทั่วทุกพื้นที่ มีการใช้รถขนส่งพัสดุด่วนไร้คนขับ 12 คันขนส่งพัสดุให้ผู้บริโภค โดยปริมาณการขนส่งสูงถึงเกือบ 10,000 รายการต่อวัน

เฝิงไห่ปิน เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จีนกล่าวว่ารถขนส่งเหล่านี้ช่วยลดเวลาการทำงานของเขาลงได้ 1 ชั่วโมง แถมช่วยให้ขนส่งพัสดุด่วนได้มากกว่าร้อยละ 30

ยานพาหนะเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติระดับ 4 (L4) มีขนาดตัวรถใกล้เคียงกับสมาร์ต (Smart) แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าในเครือเมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) ทำงานด้วยความเร็ว 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รับน้ำหนักได้ 600 กิโลกรัม และสามารถขนส่งพัสดุได้สูงสุดเกือบ 800 ชิ้นต่อวัน

นอกจากนี้ยังติดตั้งเทคโนโลยีไลดาร์ (lidar) 2 ตัว พร้อมกล้อง 11 ตัว ทำให้ตรวจจับไฟจราจร ยานพาหนะ คนเดินเท้า ฯลฯ ภายในระยะ 120 เมตรได้ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งชิปสมรรถนะประมวลผล 254 TOPS หรือประมวลผลเทระต่อวินาที (tera operations per second) จึงสามารถปรับแผนการเดินทางให้เข้ากับสถานการณ์บนท้องถนน แต่หากเผชิญเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประจำการอยู่ก็ยังสามารถควบคุมยานพาหนะฯ จากระยะไกลได้แบบเรียลไทม์ผ่านสัญญาณ 5G

รายงานระบุว่าตลาดขนส่งพัสดุของจีนมีขนาดใหญ่มาก โดยในปี 2022 ปริมาณการขนส่งด่วนของจีนพุ่งทะลุ 1.1 แสนล้านชิ้น ครองอันดับหนึ่งของโลก 9 ปีติดต่อกัน และการใช้งานยานพาหนะไร้คนขับได้ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังช่วยขยายโอกาสทางการตลาด

ไชน่า อินเตอร์เนชันนัล แคปิตัล คอร์ปอเรชัน (CICC) คาดการณ์ว่าตลาดการขนส่งด้วยเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติของจีนจะสูงถึง 1.7 แสนล้านหยวน (ราว 8.51 แสนล้านบาท) นอกจากนี้ ในเมืองต่าง ๆ อาทิ ปักกิ่ง เซินเจิ้น และเหอเฝยต่างกำลังพัฒนาเทคโนโลยียานพาหนะไร้คนขับอย่างแข็งขันเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านั้น ยานพาหนะไร้คนขับของจีนได้ออกเดินทางสู่ทั่วโลกแล้ว หนึ่งในนั้นคือที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งได้มีการใช้งานยานพาหนะไร้คนขับเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คณาจารย์และคณะนักศึกษา สามารถส่งของกินเล่นมาถึงที่แบบไม่ต้องเดินไปไหนไกล

คมสัน มาลีสี คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ กล่าวว่ายานพาหนะคันนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้นักศึกษาและบุคลากรของสถาบันฯ มีช่องทางจับจ่ายซื้อสินค้าได้สะดวกสบายขึ้นเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีในการพัฒนาชีวิตนักเรียนและบุคลากรในรั้วมหาวิทยาลัย อีกทั้งระบบนำทางอัจฉริยะและระบบรักษาความปลอดภัยของรถ ช่วยให้ความมั่นใจในการใช้งาน 

จ้าวซินสุย รองประธานของนีโอลิกซ์ (Neolix) ผู้ผลิตยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ กล่าวว่าปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ถูกส่งออกไปยัง 12 ประเทศในเอเชีย ยุโรป และถูกใช้งานครอบคลุมทั้งในโรงเรียน ชุมชน โรงพยาบาล และสถานประกอบการ โดยบริษัทฯ คาดการณ์ว่าภายในปี 2025 จะมียานพาหนะไร้คนขับเช่นนี้เข้าสู่ไทยมากกว่า 50 คัน และเข้าสู่กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 100 คัน

ผลสัมฤทธิ์จากการพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ครบวงจรอย่างการสื่อสาร 5G การผลิตยานยนต์ และอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ช่วยให้ต้นทุนการผลิตยานพาหนะขนส่งไร้คนขับของจีนยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานระบุว่านับตั้งแต่ยานพาหนะไร้คนขับรุ่นแรกออกจากสายผลิตเมื่อปี 2018 ความเร็วออกแบบสูงสุดของรถเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้นจาก 5 กิโลเมตรเป็น 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จำนวนเรดาร์ลดลงจาก 5 ตัวเป็น 2 ตัว และต้นทุนรวมของยานพาหนะลดลงมากกว่าร้อยละ 50

จ้าวทิ้งท้ายว่าโมเดลการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรจะกลายเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพแก่ผู้ประกอบการ พร้อมย้ำว่าบริษัทฯ จะเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์อย่างรอบด้านต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top