Friday, 31 July 2026
Hard News Team

‘สาธารณสุข’ เผย ‘โซลาร์’ บนหลังคา รพ. คืบหน้า ช่วยลดปล่อยคาร์บอน เซฟค่าไฟกว่า 300 ล้านต่อปี

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ระบุถึง ความคืบหน้าการขับเคลื่อนการอนุรักษ์พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามนโยบาย Smart Energy and Climate Action 

ล่าสุดหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว 1,252 แห่ง ช่วยลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 35,420 tCO2-eq /ปี ประหยัดค่าไฟได้กว่า 322 ล้านบาท/ปี

ทั้งนี้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (Climate Change) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งจากโรคต่างๆ และภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น โดยผลการศึกษาในปี พ.ศ.2565 พบว่าโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วน 9% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งประเทศ หรือ 33,766,720 tCO2-eq /ปี

โดยกิจกรรมที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกสูงสุดคือ การเดินทางมาโรงพยาบาลของผู้ป่วย และญาติ และการใช้ไฟฟ้าในโรงพยาบาล ซึ่งข้อมูลการจัดการพลังงาน ปี 2564 พบว่า มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าถึง 1,217 ล้านกิโลวัตต์/ปี คิดเป็นค่าไฟฟ้าประมาณ 4,730 ล้านบาท/ปี

สำหรับหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลระดับต่างๆ ซึ่งข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 31 ต.ค.2566 มีหน่วยบริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว 1,252 แห่งจากทั้งหมด 1,857 แห่ง มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 62,245.80 กิโลวัตต์

‘SME D Bank’ มอบ ‘ทุนการศึกษา-อุปกรณ์กีฬา’ ให้นร. รร.วัดป่าระกำ พร้อมบริจาคแผงโซล่ารูฟท็อป ติดบนหลังคา ช่วยวัดประหยัดค่าใช้จ่าย

(13 พ.ย.66) นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ร่วมขับเคลื่อนองค์กร ตามแนวทาง ESG ได้แก่ การดูแลสิ่งแวดล้อม (Environment) ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social) และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance) ควบคู่การดำเนินกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) จัดกิจกรรมมอบทุนการศึกษาและอุปกรณ์กีฬา ให้แก่นักเรียนโรงเรียนวัดป่าระกำ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดอัฑฒศาสนาราม จ.นครศรีธรรมราช ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวและการดําเนินชีวิต เพื่อให้นักเรียนได้ใช้จ่ายในชีวิตประจําวัน

นอกจากนั้น ธนาคารได้รับเกียรติจาก นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานสักขีพยานรับมอบกิตติมศักดิ์ จาก บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PRIME ผู้นำธุรกิจด้านนวัตกรรมพลังงานทดแทนครบวงจร หน่วยงานพันธมิตรของ SME D Bank ร่วมบริจาคและติดตั้งแผงโซล่ารูฟท็อป บนหลังคากุฏิอนุสรณ์พระครูนิโครธจรรยานุยุต (พ่อท่านมุ่ย) เพื่อสร้างประโยชน์ผลิตกระแสไฟฟ้าใช้งานภายในวัด ช่วยให้วัดประหยัดค่าใช้จ่าย โดยธนาคารและประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ยังได้ร่วมกันทำความสะอาดโดยรอบบริเวณวัด เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สืบทอดประเพณีอันดีงามที่มีมาแต่โบราณ ก่อให้เกิดความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนาให้วัฒนาถาวร รวมทั้งสนับสนุนวัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้พระธรรมวินัย เป็นศูนย์รวมของประชาชนในการจัดพิธีวันสำคัญต่าง ๆ ทางพระพุทธศาสนาสืบไป ณ วัดป่าระกําเหนือ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2566

ศาลยกฟ้อง 'บุญระดม' หลัง 'สรยุทธ' ฟ้อง หมิ่นประมาท 1 ล้านบาท กรณี 'เจาะข่าวเด้ง' เผยสถานทูตจีนวอนบางสื่อหยุดเสนอด้อยค่าวัคซีนจีน

หลังจากกรณีเมื่อวันศุกร์ที่ 3 ก.ย.64 สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของหน่วยงาน (Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย) เรียกร้องให้หยุดการด้อยค่าวัคซีน ซิโนแวค ชี้เป็นการกระทำผิดร้ายแรง ทำร้ายความหวังดี ไม่เคารพในข้อมูลวิทยาศาสตร์และความเป็นจริง ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก โดยมีทั้งคอมเมนต์ต่อว่า และคอมเมนต์จากคนไทยที่ขอโทษประเทศจีน

ต่อมาในวันเดียวกัน นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรข่าว ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก 'สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว' ระบุถึงเรื่องนี้ว่า...

"โฆษกสถานทูตจีน แถลง เรียกร้องให้หยุดด้อยค่าใส่ร้ายวัคซีนของจีน ระบุเป็นการทำร้ายความหวังดีของจีน ครับ …

"… เมื่อเร็ว ๆ นี้ บางคนและบางองค์การของประเทศไทยได้ด้อยค่าและใส่ร้ายวัคซีนจีนโดยไม่มีเหตุผลใด ๆ ซึ่งเป็นการกล่าวหามุ่งร้ายที่ไม่เคารพข้อมูลวิทยาศาสตร์และความเป็นจริง และเป็นการทำร้ายความหวังดีของฝ่ายจีนในการสนับสนุนประชาชนไทยต่อสู้กับโรคระบาด สถานทูตจีนจึงขอคัดค้านอย่างเด็ดขาด และเรียกร้องให้บุคคลและองค์การที่เกี่ยวข้องยุติการกระทำผิดอย่างร้ายแรงเช่นนี้ …"

"#ร่วมแรงร่วมใจฝ่ามหันตภัยโควิด" พร้อมตามด้วยข้อความจากเพจสถานทูตจีน

หลังจากนั้น ในรายการ 'เจาะข่าวเด้ง' ที่นำเสนอผ่านช่องทางยูทูบ สถาบันทิศทางไทย ก็ได้นำเรื่องราวของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา มานำเสนอ ว่านายสรยุทธ ได้ออกมาแสดงท่าที ต่อการแถลงของสถานทูตจีน จนทำให้มีคอมเมนต์เข้าไปโจมตีสถานทูตเป็นจำนวนมาก รวมทั้งนายสรยุทธ นำเอาคอมเมนต์ที่ 'ดี้ นิติพงษ์' เข้าไปขอโทษสถานทูตจีนมานำเสนอ ทำให้ต่อมา มีแก๊งทัวร์ไปลง ด่าหยาบคายในโพสต์ของดี้ นิติพงษ์ด้วย

และนั่นก็ทำให้ นายสรยุทธ ตัดสินใจฟ้องเรียกค่าเสียหาย ต่อ 'นางสาวบุญระดม จิตรดอน' จากรายการ 'เจาะข่าวเด้ง' พร้อมเรียกค่าเสียหายจำนวน 1 ล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดจาก เฟซบุ๊ก 'บุญระดม จิตรดอน' ได้โพสต์อัปเดตสถานการณ์การฟ้องร้องดังกล่าว ระบุว่า...

ล่าสุด ชนะแล้ว ??!! ศาลยกฟ้องคดี สรยุทธ ฟ้องหมิ่นประมาท เด้ง เพื่อเรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาท !!!!

และจากคดีดังกล่าวนี้ เด้งถือเป็นบทเรียนที่มีคุณค่าอย่างที่สุดที่ให้โอกาสเด้งได้มีประสบการณ์ในการเรียนรู้ในฐานะ 'จำเลย' เป็นครั้งแรก จากที่เคยมีโอกาสเป็นแค่เพียงพยานมา 3 คดีเท่านั้น และด้วยการเป็นจำเลยครั้งนี้ เด้งได้มีโอกาสค้นข้อมูลเรียนรู้ข้อกฎหมายเพื่อต่อสู้คดี จนครั้งหนึ่งในนัดสืบพยาน สามารถทำให้ทนายฝ่ายโจทก์ต้องขอเลื่อนการสืบพยานออกไป เพื่อหาข้อมูลในการต่อสู้คดีได้

เด้งต้องขอขอบคุณ พี่ทนุ 'ธนุ สุขบำเพิง' ทนายความผู้ไม่เคยแพ้คดีต่อใคร 

และยิ่งไปกว่านั้นค่ะ ขอขอบคุณ คนที่มีความสำคัญอย่างมากในคดีนี้ นั่นก็คือ...

พี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค บุคคลซึ่งเปี่ยมไปด้วยน้ำใจ ที่แม้พี่ดี้จะไม่ได้รู้จักเด้งเลย แต่พี่ดี้ก็มีน้ำใจ เสียสละเวลาอันมีค่า มาเป็นพยานให้เด้ง ขอบคุณในน้ำใจของพี่ดี้มากๆ นะคะ 😍🙏

ป.ล. เด้งขอขอบคุณกับประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่เข้ามาในชีวิตครั้งนี้ค่ะ 🙏😍

'รมว.พิมพ์ภัทรา' เปิดงานประจำปี สศอ. OIE Forum 2566 พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย เผยวาระเร่งด่วน 6 ด้าน หนุน 'ภาคอุตฯ - ผู้ประกอบการไทย' เติบโตอย่างยั่งยืน

(13 พ.ย. 66) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดงานและปาฐกถาพิเศษในงานประจำปี OIE FORUM 2566 ครั้งที่ 15 'MIND : Set for Sustainability ปรับมุมคิด พลิกอุตสาหกรรมไทย สู่ความยั่งยืน' จัดโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตที่ยั่งยืน เผยวาระเร่งด่วน 6 ด้านสำคัญเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้เข้มแข็ง และเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

รมว.พิมพ์ภัทรา กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจและสังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ได้ส่งผลกระทบในวงกว้าง รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ การแข่งขันในภูมิภาคและสภาพเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าทั่วโลก รวมถึงความขัดแย้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างประเทศที่ยังยืดเยื้อ ทำให้ภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยอยู่ในภาวะที่ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากครึ่งปีแรก เป็นผลมาจากการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนในเกือบทุกหมวดสินค้า สอดคล้องกับการปรับตัวดีขึ้นของการจ้างงาน รวมทั้งผลจากการฟื้นฟูของภาคการท่องเที่ยวที่ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ยารักษาโรค อุตสาหกรรมแฟชั่น เป็นต้น 

แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ตลอดจนภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูงท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของภาระดอกเบี้ย ที่เป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ และความสามารถในการชำระหนี้ของคนไทย โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ซึ่งจะมีการผลักดันเรื่องการพักหนี้ให้กับผู้ประกอบการ SME ตามนโยบายรัฐบาล โดยหาแนวทางการช่วยเหลือที่เหมาะสม เช่น การพักเงินต้น การพักดอกเบี้ย โดยไม่สร้างปัญหา Moral Hazard หรือการจงใจผิดชำระหนี้ของลูกหนี้ ขณะที่ ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิต ภาคเกษตรและส่งผลต่อเนื่องมายังวัตถุดิบที่จะเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่อ่อนไหวสูงที่ต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกันระหว่างภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรอื่น ๆ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดนโยบายในการส่งเสริม สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการไทยทุกกลุ่มให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดวาระเร่งด่วน 6 ด้านสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม ประกอบด้วย...

1. อุตสาหกรรมเป้าหมาย เน้นอุตสาหกรรมที่จะเป็นอนาคตของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ครอบคลุมสินค้าที่เกี่ยวข้อง อาทิ การผลิตแบตเตอรี่ แผงวงจร 

2. อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด 'เศรษฐกิจนำอุตสาหกรรม' โดยนำมาตรฐาน ผลิตภาพ และนวัตกรรม มาเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ เช่น อุตสาหกรรมฮาลาล ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลในภูมิภาค (Halal Hub) ควบคู่กับการขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อและเป็นฐานลูกค้ามุสลิมรายได้สูงของไทย รวมถึงยาและเครื่องสำอาง และสปาฮาลาล 

3. อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการปรับปรุงกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและกำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษในพื้นที่อุตสาหกรรมให้เข้มงวดขึ้น 

4. มุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล เพื่อให้การบริการ และการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการปรับปรุงฐานข้อมูลภาคอุตสาหกรรมให้เป็นระบบ 

5. การส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัป ให้มีความเข้มแข็งและอยู่รอดได้ ภายใต้สถานการณ์ความเสี่ยงต่าง ๆ ด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ผ่านกลไกของหน่วยงานภายในกระทรวง 

และ 6. การเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อ่อนไหวสูงที่ต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกันระหว่างภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม 

ทั้งนี้ การดำเนินการตามแผนดังกล่าวจะส่งผลให้เศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น นำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว สามารถนำพาประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤตต่างๆ และเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต

ด้านนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า นโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งสู่ 'อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ' ที่ 'เติบโตอย่างยั่งยืนคู่ชุมชน' ใน 4 มิติ ได้แก่...

มิติที่ 1 ด้านความสำเร็จทางธุรกิจ 
มิติที่ 2 ความอยู่ดีกับสังคมโดยรวม 
มิติที่ 3 ความลงตัวกับกติกาสากล 
และมิติที่ 4 การกระจายรายได้สู่ชุมชนและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน 

นอกจากนี้ เพื่อยกระดับการทำงานสู่รัฐบาลดิจิทัล กระทรวงอุตสาหกรรมได้เปิดแพลตฟอร์ม การบริหารจัดการศูนย์ข้อมูลกลางของกระทรวงอุตสาหกรรม (i-Industry) ให้ลูกค้าของกระทรวงอุตสาหกรรมลงทะเบียนเพื่อเข้าถึงบริการของกระทรวงในด้านต่าง ๆ ทั้งการอนุมัติ อนุญาต การชำระค่าธรรมเนียม การส่งเสริมพัฒนาให้คำปรึกษาทางธุรกิจ รวมถึงการรายงานข้อมูลการประกอบกิจการผ่านระบบ iSingleForm เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์ดัชนีอุตสาหกรรม ออกแบบนโยบายและสร้างกลไกการพัฒนาอุตสาหกรรมได้อย่างตรงประเด็น ประกอบกับการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน ภายใต้กฎหมายของกระทรวงอย่างเข้มข้น ครอบคลุม 4 ด้าน คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการมีการประกอบกิจการที่ดี ลดข้อขัดแย้งและขจัดปัญหาข้อร้องเรียนของชุมชนและสังคม

ด้านนางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า สำหรับงานประจำปี OIE FORUM 2566 ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เข้าสู่ปีที่ 15 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีนำเสนอมุมมอง และแลกเปลี่ยนแนวคิดในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตที่สมดุลและยั่งยืน ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล โดยการจัดงานในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้นกว่า 2,000 คน ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ สื่อมวลชน ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป แบ่งเป็นผู้เข้าร่วมงาน ณ สถานที่จัดงาน จำนวนกว่า 550 คน และผู้เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์ (Live Streaming) จำนวน 1,500 คน 

ทั้งนี้ ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ 'ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย สู่เศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน' โดย รมว.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล, ผลการดำเนินงานของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงเสวนาในหัวข้อ 'MIND : Set for Sustainability ปรับมุมคิด พลิกอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน' จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากแวดวงอุตสาหกรรม 

นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการนำเสนอผลการดำเนินงานที่สำคัญของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำนวน 11 เรื่อง ตลอดจนการเสวนาออนไลน์ 3 หัวข้อย่อย เผยแพร่ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 วัน โดยหัวข้อที่ 1 'Manpower : ยกระดับแรงงานยุคใหม่ พลิกอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน' หัวข้อที่ 2 'Empowering Innovation & Digital Transformation : เสริมพลัง สร้างอนาคตอุตสาหกรรมไทย' และหัวข้อที่ 3 'Next Moves to Net Zero : อุตสาหกรรมไทย ก้าวต่อไปสู่เป้าหมายโลก'

'บิ๊กต่อ' ยัน!! ไม่เห็นด้วยนำตำรวจจีนเข้ามาดูแล นทท.จีนในไทย ย้ำ!! ตร.ไม่เคยนำเสนอรัฐบาล เชื่อเป็นความเข้าใจผิดในการสื่อสาร

(13 พ.ย.66) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือร่วมกับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และคณะ ถึงประเด็นเล็งนำตำรวจจีนมาร่วมลาดตระเวน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ว่า…

แนวคิดดังกล่าวไม่มีทางเกิดขึ้น และได้รับการยืนยันแล้วว่าทุกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการนำตำรวจจีนเข้ามาในราชอาณาจักร เพราะมีผลกระทบในหลายมิติ หากเริ่มต้นนำตำรวจจีนเข้ามาในประเทศไทยในวันนี้ อนาคตก็จะต้องให้ตำรวจจากชาติอื่นๆ เข้ามาด้วย และตำรวจไทยก็จะไม่มีบทบาทหน้าที่อย่างเหมาะสม

ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องช่วยกันพัฒนาศักยภาพของตำรวจไทยให้เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อให้สามารถดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวได้ แต่กระแสข่าวที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความเข้าใจผิดในการสื่อสาร ดังนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจน คณะกรรมาธิการจัดทำหนังสือขอให้รัฐบาลชี้แจงประเด็นดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนกับทุกฝ่ายในการปฏิบัติ

ด้าน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ เปิดเผยสอดคล้องกันว่า ยืนยันไม่เห็นด้วยกับการนำตำรวจจีนเข้ามาดูแลนักท่องเที่ยวจีนในไทย เพราะเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของไทย และตำรวจไทยมีศักยภาพในการดูแลประชาชนและนักท่องเที่ยวเพียงพอ แต่กรณีที่เกิดขึ้นในอิตาลีนั้น เชื่อว่าเกิดจากปัญหาด้านการสื่อสารทางภาษา จึงมีการนำตำรวจจีนมาช่วย แต่สำหรับประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาดังกล่าว ยืนยันว่าแนวคิดดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ

พร้อมยืนยันว่า แนวคิดดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้เป็นผู้เสนอ หรือร้องขอไปยังรัฐบาล เชื่อว่าเป็นความเข้าใจผิดในการสื่อสาร โดยยอมรับว่าก่อนหน้านี้เคยมีการพูดคุยกันในประเด็นการจัดตั้งศูนย์ประสานงานกับทางการจีน เพราะเมื่อเกิดเหตุอาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับจีน ก็จำเป็นที่จะต้องมีการประสานข้อมูลคนร้ายและข้อมูลคดีกัน และที่ผ่านมามีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกำหนดผู้ประสานงาน ซึ่งมักจะเป็นตำรวจจีนที่ดูแลสถานทูตจีนประจำประเทศไทย อาจทำให้เกิดความสับสนขึ้น

‘FETCO’ ชี้!! รบ.ออก พ.ร.บ.กู้เงินแจกดิจิทัลวอลเล็ต  เป็นแนวทางที่ถูกต้อง ‘มีความโปร่งใส-มีผู้ตรวจสอบ’ 

(13 พ.ย.66) นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวถึงกรณีการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ว่า การที่รัฐบาลมีการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และมีผู้ตรวจสอบ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องโปร่งใส ตรงไปตรงมา 

ทั้งนี้ นายกอบศักดิ์ เผยว่าอีก โครงการดังกล่าว คาดว่า จะก่อหนี้ให้กับประเทศเพิ่ม 2-3% แต่คงไม่ถึงกับไปกระทบให้ถูกปรับลดเครดิตเรตติ้งของประเทศไทย 

‘YG’ ปล่อยทีเซอร์!! ‘ชิกิต้า’ ไอดอลสายเลือดไทยวัย 14 ปี  หนึ่งสมาชิกวง BABYMONSTER เตรียมเดบิวต์ 27 พ.ย.นี้

(13 พ.ย.66) สิ้นสุดการรอคอย เมื่อ ‘วายจี เอ็นเตอร์เทนเมนต์’ ได้ออกมาประกาศเดบิวต์ เกิร์ลกรุ๊ปวงใหม่ ‘เบบี้ มอนสเตอร์’ (BABYMONSTER) ว่าจะเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยมีรายงานว่าขณะนี้กำลังเตรียมการสำหรับการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ ในช่วงปลายเดือนตุลาคม

ต่อมาในวันที่ 10 ตุลาคมทาง ‘BABYMONSTER’ ออกมาระบุว่า “เร็วๆ นี้” จึงเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า BABYMONSTER จะเปิดตัวในวงการเพลงเร็วๆ นี้

ซึ่งวายจีบอกว่า “เราพิถีพิถันในการเลือกเพลงเดบิวต์ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่จะเป็นไปได้ เราขอความเข้าใจเกี่ยวกับความล่าช้าเล็กน้อย จากวันเปิดตัวครั้งแรกในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นผลจากกระบวนการที่เต็มที่กับมัน”

ล่าสุด ทางเพจ BABYMONSTER ออกมาโพสต์ กำหนดวันเดบิวต์คือ วันที่ 27 พ.ย.นี้ และได้เผยแพร่ภาพสมาชิกคนแรก คือ ชิกิต้า (CHIQUITA) หรือ แคนนี่-ริรชา พรเดชาพิพัฒ ไอดอลจากประเทศไทย อายุเพียง 14 ปีเท่านั้น

หลังจากเผยแพร่ไปไม่นาน มี #BABYMONSTER และ #CHIQUITA ทะยานขึ้นอันดับ 1 และอันดับ 2 ในเทรนด์ประเทศไทยทันที

เพราะเป็นสมาชิกของวงคนแรกที่ถูกปล่อยภาพเดบิตว์ออกมา และยังเป็นคนไทยอีกด้วย!!

งานนี้ทำเอาแฟนคลับในประเทศไทย และต่างประเทศต่างดีใจอย่างมาก เพราะสัญญาณที่จะได้เห็น BABYMONSTER เดบิวต์ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว!!

สำหรับสมาชิกทั้ง 7 คน ประกอบด้วย…

1.อาฮยอน (AHYEON) สัญชาติเกาหลี อายุ 15 ปี 
2.รุกะ (RUKA) สัญชาติญี่ปุ่น อายุ 20 ปี 
3.ชิกิต้า (CHIQUITA) หรือ แคนนี่-ริรชา พรเดชาพิพัฒ สัญชาติไทย อายุ 13 ปี 
4.ฮารัม (HARAM) สัญชาติเกาหลี อายุ 15 ปี 
5.ภริตา (PRITA) หรือ แพร-ภริตา ชายคง สัญชาติไทย อายุ 17 ปี 
6.โรร่า (RORA) สัญชาติเกาหลี อายุ 14 ปี
7.อาสะ (ASA) สัญชาติญี่ปุ่น อายุ 17 ปี

Nomad Media ชวนสัมผัสประสบการณ์ใหม่วันลอยกระทง สวดขอขมาพระแม่คงคา พร้อมลอยกระทงแบบรักษ์โลก

(13 พ.ย.66) รายการ Thailand Morning Call ทาง Nomad Media Thailand เชิญ Groupies มาปาร์ตี้พบปะสังสรรค์กับ commentators แพท แสงธรรม บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์, พิม และ ปูเป้ ในงาน 

Meet and Float 
ลอยกระทง 2566 

ครั้งแรกกับการสวดขอขมาพระแม่คงคาแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย พร้อมลอยกระทง Eco-Friendly ริมคลองบางกอกใหญ่ 

อาทิตย์ที่ 26 พ ย 2566 
เวลา 16:00 น. ณ Arpo Pool Villa 

บัตรราคา 2,599 รวม 

สำหรับในงานนี้ ทุกท่านจะได้เอ็นจอยไปกับ :
- อาหารญี่ปุ่นสไตล์เทปปันยากิจาก Bikuta Sushi Teppan 
- Prosecco & น้ำดื่ม 
- กระทงแป้งข้าวโพด (อาหารปลา) 
- Dress Code : ชุดไทยในจินตนาการ 
- พิเศษ! รางวัล Best Dress ให้แก่ผู้ที่แต่งเป็นนางนพมาศ และ/หรือ พระแม่คงคา 

ติดต่อสำรองบัตรได้ที่ : 
คุณปัท 089-250-9151

เปิดตัวแปร ‘สนธิญาณ’ ไขก๊อก!! งัดข้อใคร หรือ บ้านใหม่ไม่เวิร์ก 

การตัดสินใจทิ้ง ท็อปนิวส์ฯ ของ ต้อย-สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถานีข่าวท็อปนิวส์ น่าสนใจยิ่งกับเหตุผล ‘เนื่องด้วยทิศทางธุรกิจผมกับคณะบริหารไม่ตรงกัน’

ฟังดูเหตุผลแล้วดูเรียบง่าย แต่ภายในน่าจะเดือดปุด ๆ มาก่อนหน้านี้แล้ว จนมาถึงจุดระเบิดในที่สุด

ทิศทางธุรกิจไม่ตรงกันกับคณะผู้บริหาร จนนำมาสู่การทิ้งบ้าน เป็นเรื่องน่าสนใจ แค่ไม่มีใครให้รายละเอียดเพิ่มเติม

พลิกดูข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า บริษัท ท็อปนิวส์ ดิจิตัล มีเดีย จำกัด ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท มีกรรมการบริษัท ประกอบด้วย นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม, นายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย, นางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล (ภรรยานายกนก รัตน์วงศ์สกุล), นายตระกูล วินิจนัยภาค, นายเอกชัย ชัยเชิดชูกิจ (คนสนิทของสนธิญาณ), นายชยธร ธนวรเจต, นายเอกพันธุ์ แป้นไทย, นางสาวกิ่งการะเกด ชื่นฤทัยในธรรม (บุตรสาวนายสนธิญาณ), นายพงษ์ศักดิ์ ชมสุวรรณ และนางสาวสุธิดา สาริกุล

โดยกรรมการลงชื่อผูกพัน นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม หรือ นายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย หรือ นายเอกชัย ชัยเชิดชูกิจ หรือ นางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล 

ส่วนข้อมูลงบการเงินพบว่า ปี 2564 ซึ่งเป็นปีเริ่มก่อตั้งท็อปนิวส์ฯ มีรายได้รวม 192,067,527.00 บาท กำไรสุทธิ 10,329,294.00 บาท และปี 2565 มีรายได้รวม 224,422,932.00 บาท เพิ่มขึ้น 16.84% กำไรสุทธิ 9,065,781.00 บาท ลดลง 12.23% โดยสรุปสองปีมีกำไร ไม่มีขาดทุน แต่ต้องหารายได้มีใช้จ่ายแบบเดือนต่อเดือน เหนื่อยกันอยู่ไม่น้อย

ท็อปนิวส์ฯ จะเล่นข่าวแนวหวือหวา ดุดัน ซึ่งมีแฟนคลับกลุ่มหนึ่งติดตามชมอยู่แม้นจะอยู่บนทีวีดาวเทียมก็ตาม มีพิธีกรที่เป็นแม่เหล็ก อย่างกนก รัตน์วงศ์สกุล, ธีระ ธัญญะไพบูลย์, ปอง-อัญชะลี ไพรีรัก, สันติสุข มะโรงศรี, สนธิญาณ เองก็ร่วมจัดรายการแนววิเคราะห์อยู่ด้วย

แต่ปัญหาความไม่ลงรอยน่าจะครุกรุ่นมานาน และขยายวงไปเรื่อย

ก่อนหน้านี้สถานีข่าวท็อปนิวส์ เข้าร่วมเป็นผู้ผลิตรายการให้กับสถานีโทรทัศน์เจเคเอ็น 18 และยุบช่องทีวีดาวเทียมของตัวเอง แต่ยังใช้สถานที่สถานีท็อปนิวส์ฯ ย่านกิ่งแก้วเป็นที่ทำงาน ส่งสัญญาณมายัง JKN-18 ย่านแบริ่ง หลังจากเข้ามาร่วมผลิตกับ JKN ไม่นาน อัญชะลี ไพรีรัก ผู้ประกาศข่าวตัวแม้ก็โบกมือลาท็อปนิวส์ไปก่อนเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ก่อนจะไปรับหน้าที่ผู้อำนวยการข่าว เว็บไซต์แนวหน้าออนไลน์ แต่ต่างฝ่ายต่างไม่ให้เหตุผลที่แท้จริง แต่ก็มีกระแสข่าวว่า เกิดจากทัศนคติไม่ตรงกันระหว่างนายสนธิญาณ กับ อัญชะลี เรื่องแนวทางการทำงาน

แม้สนธิญาณจะให้เหตุผลชัดว่า ทิศทางการทำธุรกิจไม่ตรงกับคณะผู้บริหาร แต่เมื่อพลิกดูรายชื่อกรรมการบริหารแล้ว ส่วนใหญ่เป็นคนของสนธิญาณเอง ไม่ว่าจะเป็นฉัตรชัย เอกชัย ที่หอบหิ้วกันมาตั้งแต่ทำทีนิวส์แล้ว หรือปุ้ม ลักขณา รัตน์วงศ์สกุล ภรรยาของกนก ก็หอบหิ้วกันมาจากเนชั่น หรือกิ่ง การะเกด ก็เป็นลูกสาวของสนธิญาณเอง มีบางคนที่ #นายหัวไทร ไม่รู้จัก แต่ถ้าดูรายชื่อคณะผู้บริหารส่วนใหญ่แล้วเป็นคนของสนธิญาณ จึงยังนึกไม่ออกว่า ขัดแย้งกันใครในคณะผู้บริหาร

มาดูรายชื่อผู้หุ้นในท็อปนิวส์ฯ ว่ามีใครบ้าง แน่นอนว่า เมื่อเริ่มก่อตั้งสนธิญาณถือหุ้นอยู่ถึง 95% คนอื่น ๆ อีกคนละเล็กน้อย เช่น ฉัตรชัย, กนก, ลักขณา, ธีระ, อัญชะลี, ชยธร, เอกชัย และอื่นๆ

แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้น (น่าจะเพิ่มทุน) ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของกลุ่มชื่นฤทัยในธรรม เหลือแค่ 26% ฉัตรชัยเพิ่มเป็น 26% กนก 5% ลักขณา 5% อัญชะลี 4% ชยธร 4% ธีระ 4% เอกชัย 4% และอื่นๆอีก 21%

แม้กลุ่มสนธิญาณจะยังมีสัดส่วนการถือหุ้นมากเกิน 25% แต่ฉัตรชัยคนเดียวถือหุ้นมากถึง 26% รายอื่น ๆ ก็ 4-5%

ก็ไม่รู้ว่านี้จะเป็นสาเหตุทำให้สนธิญาณต้องไขก็อกหรือเปล่า กับการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แต่ข้อมูลในเชิงลึกให้ข้อมูลน่าสนใจว่า การตัดสินใจเข้าไปร่วมผลิตรายการกับ JKN ก็น่าจะมีส่วนในการตัดสินใจถอยออกมาของสนธิญาณ เพราะโฆษณาไม่ได้เข้ามาตามเป้าที่วางไว้เมื่อเทียบกับงบลงทุน การที่โฆษณาไม่เข้าเป้าส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ทีวีเลือกข้างจึงน่าจะประสบปัญหาในการสนับสนุนการผลิต นายทุนอาจจะถูกบีบโดยผู้มากบารมี ไม่ให้ซื้อโฆษณา หรือสนับสนุนท็อปนิวส์ฯ ก็เป็นได้

มองไปข้างหน้ากับตัวเลขรายได้กับเวลาอายุสัญญาทีวีดิจิทัลที่เหลืออยู่ 6 ปี ไม่น่าจะคุ้มกับงบประมาณที่ลงทุนไป

การถอยออกมาเวลานี้จึงน่าจะเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะสม เพื่อไปดูแลธุรกิจโรงแรมที่สิชล ซึ่งลงทุนไปเยอะแล้ว หรือจะพลิกตัวไปสู่การเมืองก็ยังไม่สาย

เชียงใหม่-แถลงข่าวงาน ”เชียงใหม่เวลเนสแฟร์ “( CHIANG MAI WELLNESS FAIR)

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 เวลา 10.00 น.สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่  บ้านพิงกันเวลเนสรีสอร์ท ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ 2015 สมาคมส่งเสริมบริการสุขภาพ และ บริษัท ซีไอเอสดับเบิ้ลยู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แถลงข่าวโครงการจัดงานเชียงใหม่เวลเนสแฟร์ ( CHIANG MAI WELLNESS FAIR) โดยมีคุณทัศนีย์ศิริ ขวัญสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บ้านพิงกันเวลเนสรีสอร์ท คุณวัชรพงศ์ กลิ่นประณีต นายกสมาคมไทยล้านนาสปา และรอง ประธานสภาอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่  คุณธนกฤษ เวียงแก้ว รักษาการนายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยว เชียงใหม่ 2015 และรองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จังหวัดเชียงใหม่ อาจารย์ดวงสมร ไชยรัตน์ ผู้แทนคุณชวนัสถ์ สินธุเขียว นายกสมาคมส่งเสริม บริการสุขภาพจังหวัดเชียงใหม่ และ นางผ่องพรรณ ศิริวัฒนาวงศา รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ ที่ บ้านพิงกันเวลเนสรีสอร์ท 

คุณทัศนีย์ศิริ ขวัญสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บ้านพิงกันเวลเนสรีสอร์ท กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจเวลเนสและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกำลังได้รับความสนใจอย่างมากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะในปัจจุบันรัฐบาลไทยได้มีนโยบายส่งสริมการขับเคลื่อนศูนย์เวลเนสทั่วประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการและสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว พร้อมผลักดันตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่ระดับโลก

จากนโยบายดังกล่าวนี้ บ้านพิงกันเวลเนสรีสอร์ท จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการให้บริการที่พักทั่วไปมาเป็นศูนย์บริการเวลเนสที่มีการบริการแบบครบวงจร โดยเปิดบริการที่พัก ห้องอบซาวน่าสไตล์ตุรเคีย สระว่ายน้ำที่เหมาะสำหรับการทำธาราบำบัด สวนสุขภาพ และได้สร้างสรรค์สถานที่อาบน้ำร้อนแบบออนเซ็นที่มีระบบควบคุมการบำบัดน้ำและเพิ่มแร่ธาตุที่สำคัญด้วยระบบไฮเทคโนโลยีจากสวิตเซอร์แลนด์ ที่สะอาดปลอดภัย มีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีห้องประชุมขนาดใหญ่และสถานที่จัดกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น ลานกางเต็นท์ ห้องฝึกสมาธิและโยคะ และศูนย์เรียนรู้ ๙ ก้าวฟาร์ม สำหรับการอบรมให้ความรู้ด้านต่างๆ เพื่อยกระดับเป็นเวลเนสชั้นนำและเป็นต้นแบบของเวลเนสในจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป

ด้วยเหตุนี้ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ และ บ้านพิงกันเวลเนสรีสอร์ท ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ 2015 สมาคมส่งเสริมบริการสุขภาพ และ บริษัท ซีไอเอสดับเบิ้ลยู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดงานเชียงใหม่เวลเนสแฟร์ ( CHIANG MAI WELLNESS FAIR) จึงร่วมกันจัดงานเชียงใหม่เวลเนสแฟร์ (CHIANG MAI WELLNESS FAIR) ขึ้นในวันเสาร์ที่ 25 พฤศธิกายน 2566 ณ บ้านพิงกันเวลเนสรีสอร์ท เลขที่ 114 ม.1 ต.ห้วยทราย อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและกิจการด้านเวลเนส ประชาสัมพันธ์ไห้ประชาชนรู้จักกิจกรรมเพื่อสุขภาพและกิจการที่เกี่ยวข้องกับเวลเนสให้มากขึ้น แนะนำและส่งเสริมกิจการเกี่ยวกับเวลเนส ที่สำคัญในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ รวมทั้งการสาธิตและจัดจำหน่ายสินค้าและบริการของกิจการเวลเนส ต่างๆ และเปิดโอกาสให้บริษัท ห้างร้าน และชุมชนได้นำสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยว
ข้องกับเวลเนส มาจำหน่ายภายในงานโดยไม่คิดค่าบริการบูธ

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะมาร่วมในงานนี้ คือ กลุ่มคนที่รักการดูแลสุขภาพ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านเวลเนสและการดูแลสุขภาพ กิจการเวลเนสต่างๆ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ บริษัทที่จำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ บริษัทที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ตลอดจนประชาชนทั่วไป

กิจกรรมในงานนี้ประกอบด้วย การจัดบูธและนิทรรศการของหน่วยงาน องค์กร บริษัท ห้างร้านและชุมชน ประมาณ 100 บูธ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เข้ารับบริการต่างๆ ในราคาโปรโมชั่น เช่น ด้านสุขภาพ บ้านพิงกันเวลเนสรีสอร์ท ให้บริการอบซาวน่า แช่น้ำร้อนออนเซ็นในป่าหิมพานต์ บริษัท เมต้า เอสเทติก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด นำเครื่อง Hyperbaric Chamber และเครื่อง Terahertz Chamber มาแสดงและให้ทดลองใช้ สภากาชาดไทย บริการตรวจสุขภาพและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ คลินิกมิตรมวลชน บริการตรวจสุขภาพ และให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ ร้านแว่นแก้ว บริการตรวจวัดสายตา บริษัท Long Life Farm จัดบูธ โภชนาศาสตร์ภูมิปัญญาไทย บูธสวนชาพันปีโบราณ สาธิตการทำ Kombucha เพื่อสุขภาพ เป็นต้น

ด้านศิลปะ ความเชื่อ และจิตวิญญาณ อาจารย์จารุภา วรรณสถิตย์ ให้คำปรึกษาด้านโหราศาสตร์เพื่อชีวิต คุณต้อม บุญรักษา จัดบูธแสดงพระเครื่องและพุทธศิลป์ ด้านอาหารและเครื่องดื่ม มีการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายชนิดของร้านค้าต่างๆ ชมรม HOG Chiang Mai Chapter Thailand นำขบวนรถฮาเลย์ ดาวิดสันมาร่วมแสดง บ้านพิงกันฯ และผองเพื่อน จำหน่ายของที่ระลึกต่างๆ

ในส่วนของภาควิชาการ นั้นจะมีการบรรยายพิเศษโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านเวลเนสและการดูแลสุขภาพที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ประกอบด้วย รศ.ดร.นพ.กำพล ศรีวัฒนกุล แพทข์ผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพและกิจกรรมเวลเนส บรรยาย เรื่อง "Holistic Wellness " ผศ.ปัญจภาณ์ สุขโข อาจารย์สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการ พยาบาล ระบบทางเดินหายใจ และการพยาบาลสาธารณภัยประธาน STIN อาสา ผศ.ดร.ธรรมรักษ์ สุขศรีชวลิต ภาควิชาเคมีคลินิก คณะเทคนิคการแพทย์มหาวิทยาลัยมหิดล
นางสาวสมกนก ยิ้มสนิท ตัวแทนจากโรงงานชาเทียนฮวา คุณภูมิเจตน์ มงคลพิทักษ์สุข ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Tlixir (ชาเพื่อสุขภาพ) บรรยาย เรื่อง " The Health Benefits of Tea: Physical Health and Mental Health" ดร.ศิริพร เดชะอูป นักวิจัยอิสระ บรรยาย เรื่อง "โภชนาการเพื่อการส่งเสริมกระบวนการ Autophagy และการสังเคราะห์สารแห่งความสุข" คุณชวนัสถ์ สินธุเขียว นายกสมาคมส่งเสริมบริการสุขภาพเชียงใหม่ บรรยาย เรื่อง "ข้อควรรู้ก่อนทำธุรกิจ Wellness" คุณนภารัตน์ ศรีละพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บจก.สปาพลัส บรรยาย เรื่อง "การนำ Hot spring-onzen มาเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจภูมิภาค" ดร.กิตติพงษ์ ดำรงค์ปราชญ์ ประธานกรรมการ บริษัท เมตา เอสเทติก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บรรยาย เรื่อง "แนะนำเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญต่อการฟื้นฟูระบบสุขภาพ"

นอกจากนี้ ในภาคบ่ายยังมีกิจกรรมพิเศษสุดทางวิชาการ โดยมีการฝึกอบรมระดับนานาชาติ จัดโดย CISW Intemational Co.,Ltd. เรื่อง "CWA-CHIANG MAI : เติมชีวาให้ชีวิต" วิทยากรพิเศษ คือ คุณ TANYA STOCKDALE ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เฉพาะทาง และผู้ก่อตั้ง ARURA WELLNESS การอบรมครั้งนี้ผู้สนใจสมัครเข้ารับการอบรมฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และจะได้รับประกาศนียบัตรจาก CIWS ด้วย

จึงขอเชิญชวนทุกท่านไปร่วมงานเชียงใหม่เวลเนสแฟร์ ในวันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2566 นี้ โดยทั่วกัน ณ บ้านพิงกันเวลเนสรีสอร์ท เลขที่ 114 ม.1 ต.ห้วยทราย อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ โทร.063 123 5114

พัฒนชัย/เชียงใหม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top