Sunday, 2 August 2026
Hard News Team

‘การบินไทย’ เปิดบินในประเทศ 9 เส้นทาง ชดเชย ‘ไทยสมายล์’ หยุดบิน เริ่ม ธ.ค.นี้

(28 พ.ย. 66) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กลับมาให้บริการเส้นทางบินในประเทศในตารางบินฤดูหนาว 2566 รองรับการเดินทางและการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ จำนวน 9 เส้นทาง

โดยทำการบินด้วยเครื่องบินแอร์บัส A320 เริ่มวันที่ 29 ตุลาคม 2566 – 30 มีนาคม 2567 ใน ตารางบินฤดูหนาวนี้

การบินไทยกลับมาเปิดเส้นทางบินในประเทศ 9 เส้นทาง มีดังนี้

1.) เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 35 เที่ยวบิน 
2.) เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ภูเก็ต ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 56 เที่ยวบิน (เริ่มทำการบิน 1 ธันวาคม 2566) 
3.) เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-อุดรธานี ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 21 เที่ยวบิน (เริ่มทำการบิน 1 ธันวาคม 2566)
4.) เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-เชียงราย ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน (เริ่มทำการบิน 1 มกราคม 2567)
5.) เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ขอนแก่น ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 28 เที่ยวบิน (เริ่มทำการบิน 1 มกราคม 2567)

6.) เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน (เริ่มทำการบิน 1 มกราคม 2567)
7.) เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-กระบี่ ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน (เริ่มทำการบิน 1 มกราคม 2567)
8.) เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 21 เที่ยวบิน (เริ่มทำการบิน 1 มกราคม 2567)
9.) เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-นราธิวาส ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน (เริ่มทำการบิน 1 มกราคม 2567)

ผู้โดยสารสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม รายละเอียดตารางบิน พร้อมสำรองที่นั่งและออกบัตรโดยสารได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานขายการบินไทย

'สปิริตชมพู่' ไม่เคยตำหนิเพื่อนร่วมทีม เน้นให้กำลังใจแม้ผิดพลาด เผย!! เป็นธรรมเนียมสั่งสอนจาก 'โค้ช-รุ่นพี่' ชาวไทยมายาวนาน

(28 พ.ย.66) จากเฟซบุ๊ก 'Jo Montanee' ได้โพสต์ข้อความน่าประทับใจในตัว ชมพู่ พรพรรณ เกิดปราชญ์ นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย และมือเซตตัวเก่งแห่งทีมไอบีเค อัลโทส ระบุว่า...

เรื่องนี้น่ายินดีค่ะ

ผู้เล่นอินโดนีเซียในลีกเกาหลีเล่นไม่ดี ถูกเพื่อนร่วมชาติก่นด่าเละเทะ แต่มีคอมเมนต์ไทยเล่าข้อมูลที่ดีมาก ว่าพรพรรณเข้าไปในทีมแล้วเปลี่ยนมายด์เซตเดิมที่ชอบรุมด่าเพื่อนเมื่อพลาด มาเป็นการหยุดตำหนิหยุดกล่าวโทษแล้วให้กำลังใจกันตามสไตล์ #ทีมชาติไทย ที่ปลูกฝังกันมารุ่นต่อรุ่นค่ะ

#พรพรรณเกิดปราชญ์

‘ธนาคารกลางจีน’ จ่ออำนวยความสะดวกด้านการเงิน ‘ภาคเอกชน’ หนุน ‘ออกพันธบัตร-จัดหาเงินทุน’ มุ่งต่อยอดเศรษฐกิจในอนาคต

(28 พ.ย.66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ธนาคารประชาชนจีนหรือธนาคารกลางของจีน รายงานแผนการเดินหน้าเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการเอกชน และทำงานเพื่อลดต้นทุนทางการเงินอย่างครอบคลุม

รายงานนโยบายทางการเงินประจำไตรมาสสาม (กรกฎาคม-กันยายน) ของธนาคารฯ ระบุว่าจะมีการสนับสนุนเชิงนโยบายทางการเงินแก่บริษัทเอกชนขนาดย่อมและรายย่อยเพิ่มเติมในระยะต่อไป

การดำเนินมาตรการต่างๆ เช่น กระตุ้นธนาคารพาณิชย์ออกพันธบัตรทางการเงินชนิดพิเศษสำหรับบริษัทขนาดย่อมและรายย่อย รวมถึงสนับสนุนการจัดหาเงินทุนของผู้ประกอบการเอกชนขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน ได้บรรลุผลลัพธ์เชิงบวก

การสนับสนุนสินเชื่ออย่างครอบคลุมของจีนได้จัดสรรเงินทุนจูงใจแก่บริษัทขนาดเล็กและรายย่อย จำนวน 5.26 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.58 แสนล้านบาท) เมื่อนับถึงสิ้นเดือนกันยายน ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.51 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.25 แสนล้านบาท) จากต้นปีนี้

การปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขนาดกลางและขนาดย่อมในไตรมาสสามของปีนี้ มียอดคงค้างรวมอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านหยวน (ราว 11.99 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.6 เมื่อเทียบปีต่อปี

รายงานเสริมว่าธนาคารฯ จะดำเนินงานอย่างเป็นระบบในด้านการสนับสนุนทางการเงินแก่ภาคเอกชน เพื่อรับรองการสนับสนุนทางการเงินแก่เศรษฐกิจเอกชนอย่างสอดคล้องกับการมีส่วนส่งเสริมของเศรษฐกิจเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

‘โฆษกอนาคตไกล’ ตอก!! ‘เจี๊ยบ’ ปมชื่อ-สีพรรคฯ ชี้!! ไม่เข้าใจ กม. แถมกินปลาน้อย สักแต่โพสต์เอามัน

(28 พ.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 26 พ.ย. พรรคอนาคตไกล จัดประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 1 เพื่อประชุมจัดตั้งและเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดแรก ต่อมา นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่าน X หรือทวิตเตอร์ โดยระบุว่า ทั้งตั้งชื่อเหมือนรวม 2 พรรคอนาคตใหม่กับก้าวไกลไว้ด้วยกัน รวมทั้งยังเลือกใช้สีส้ม ไม่ทราบหวังผลอะไร?

ล่าสุด นายภวัต เชี่ยวชาญเรือ โฆษกพรรคอนาคตไกล กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า นางอมรัตน์ น่าจะกินปลาน้อยไปหน่อยและขาดความเข้าใจในกฎหมายพรรคการเมือง ควรอ่านเสียบ้าง ไม่ใช่โพสต์เอามัน เสียบรรยากาศในวันเพ็ญ เดือน 12 ประเพณีลอยกระทง ต้องสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยที่ติดตามพรรคอนาคตไกลที่เพิ่งเปิดตัวและประชุมใหญ่ไปแล้ว ดังนี้ 

1.ชื่อพรรคอนาคตไกล ไม่ได้นำชื่อพรรคก้าวไกลและพรรคอนาคตใหม่มารวมกัน เพราะพรรคอนาคตใหม่ ถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไปแล้ว ดูแล้วอาจไม่เป็นมงคล กฎหมายห้ามเหมือนหรือคล้ายคลึงชื่อพรรคที่ยุบไปแล้วไม่น้อยกว่า 20 ปี และชื่อพรรคก้าวไกล ของนางอมรัตน์ อาจเป็นพรรคก้าวสั้น เพราะมีกระแสร้อนแรงเพราะนโยบายแก้ ม.112 มีตัวแปรสูงเข้าข่ายถูกยุบพรรค ดังนั้น ชื่อพรรคอนาคตไกล ไม่เชื่อมโยง เอาทั้งสองพรรคตามที่เจี๊ยบ ก้าวไกล ยกขึ้นกล่าวอ้าง มโน คิดไปเองฝ่ายเดียว เป็นการคาดคะเน ไร้สมมติฐานและหลักฐานอ้างอิง ประกอบกับชื่อ ‘พรรคอนาคตไกล’ เป็นชื่อใหม่ ไม่ซ้ำกับพรรคการเมืองใด โดยไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้เฉพาะพรรคก้าวไกลได้ผูกขาดรายชื่อไม่ว่าตัวสะกดใด เมื่อฝ่ายกฎหมายของพรรคตรวจสอบกับนายทะเบียนพรรคการเมือง กกต.ไม่มีรายชื่อนี้ อยู่ในสารบบ และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามไว้ สามารถจดทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ และด้วยความชอบธรรม

โฆษกพรรคอนาคตไกล กล่าวต่อว่า 2.สำหรับเสื้อแขนยาวพรรคอนาคตไกล แตกต่างจากพรรคก้าวไกล  มีความแตกต่างหลายจุด มีความโดดเด่นกว่าก้าวไกลแน่นอน ทั้งคอเสื้อ แขนเสื้อ ขอบชายเสื้อและชื่อพรรคภาษาอังกฤษ โลโก้พรรค ประชาชนสามารถแยกแยะได้ว่า พรรคอนาคตไกลมีความโดดเด่นและจำได้ง่ายกว่า ทั้งไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งเหมือนหรือคล้ายคลึงกัน ประกอบกับไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้เฉพาะพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ใช้สีพรรคสีเสื้อต้องไม่เหมือนกัน การใช้สีส้มไม่ได้ผูกขาดเฉพาะพรรคก้าวไกล พรรคอนาคตไกล สามารถใช้สีส้ม สีแดง หรือสีอื่นๆ ได้ คุณเจี๊ยบ อมรัตน์ฯ หัดใจกว้างหน่อย อย่าใช้ฐานอคติที่ลำเอียง ประชาชนจะสับสน ไม่มีประเด็นใดที่หวังผลทางการเมือง รัฐบาลนี้ กำลังบริหารราชการแผ่นดินอยู่ ยังไม่ถึงวันเลือกตั้ง ไม่ต้องกลัวพรรคอนาคตไกล แต่จะมาแทนที่พรรคก้าวไกลให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจ พรรคอนาคตไกลจึงสื่อสารมายังพี่น้องประชาชน ผู้รักความยุติธรรม ความเสมอภาคและ รักประชาธิปไตย ช่วยสนับสนุนพรรคอนาคตไกล บนหลักพื้นฐานที่ว่า "อนาคตไกล อนาคตประเทศไทย ก้าวไกลไปกว่าเดิม"

‘พีระพันธุ์’ เร่งแก้ปัญหา ‘ราคา NGV-ปั๊มไม่พอเติม’ สั่งคณะทำงานเร่งด่วนแก้ปัญหา ยัน!! 8 ธันวารู้เรื่อง

จากกรณีที่กลุ่มผู้ประกอบการแท็กซี่ได้เดินทางมายื่นข้อเสนอที่กระทรวงพลังงาน เพื่อขอความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาก๊าซ NGV และแก๊ส LPG ที่ราคาสูง รวมถึงประเด็นปั๊มก๊าซทยอยปิดตัว ทำให้หาสถานีบริการเติมได้ยากขึ้นนั้น ทางกระทรวงพลังงานได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาพร้อมทั้งมีการรับร้องเรียนความเดือดร้อนจากราคาค่าเชื้อเพลิง NGV ของผู้ประกอบการรถตู้ รถเมล์สาธารณะ รถบรรทุก และกลุ่มแท็กซี่ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ต่อเรื่องดังกล่าว นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ได้เปิดเผยย้ำว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินการตั้งคณะทำงานเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวไปแล้ว และกำลังเร่งเดินงานต่อเนื่อง

โดยคณะกรรมการดังกล่าวจะเป็นคณะกรรมการตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนความเดือดร้อนจากราคาค่าเชื้อเพลิง NGV จากผู้ประกอบการรถตู้ รถเมล์สาธารณะ รถบรรทุก และกลุ่มแท็กซี่ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบอาชีพรถสาธารณะ เพราะราคาก๊าซที่เติมเกือบ 19-20 บาท/กิโลกรัม (กก.) นั้นกระทบต้นทุนการทำมาเลี้ยงชีพเค้าโดยตรง 

ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีการประชุมหารือต่อเนื่อง โดยได้เดินหน้าตรวจสอบข้อมูลจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมขนส่งทางบก และหลายหน่วยงาน เพื่อพิจารณาถี่ถ้วน เพื่อให้สามารถคลี่คลายปัญหาราคาก๊าซทั้ง 2 ชนิดให้อย่างเป็นธรรม และไม่เดือดร้อนกับทุกฝ่าย

นอกจากนี้ ยังได้มีการตรวจสอบจำนวนปั๊มก๊าซ ที่ยังมีบริการปัจจุบัน เทียบกับจำนวนรถโดยสารที่ใช้ก๊าซทั้งหมด เพื่อดูอัตราส่วนที่พอเหมาะ รวมถึงจัดทำแผนที่ปั๊มก๊าซให้มีการแสดงผลที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้ก๊าซเตรียมแผนการเติมการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“คณะทำงานชุดดังกล่าวจะมีคำตอบถึงแนวทางจัดการแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องเบื้องต้น ได้ในวันที่ 8 ธันวาคม 66 ก่อนที่จะเสนอมติให้หน่วยงานในการกำกับดูแลอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พิจารณาต่อไป”

'หมอป่วยมะเร็งหนัก' ขอตั้งมั่นใช้เวลาที่เหลือถ่ายทอดความรู้แพทย์ เตือนผู้คน!! อย่าเครียด โหมงานบ้างาน เลือกอาหารการกินให้ดีๆ

(28 พ.ย. 66) นพ.สมรส พงศ์ละไม แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยหลังจากที่คุณหมอสมรส เคยออกมาเปิดเผยถึงการป่วยเป็นมะเร็งไทรอยด์ไปแล้วนั้น 

ล่าสุดคุณหมอได้โพสต์อัปเดต ระบุว่า รักษามะเร็งรอบนี้ หนักหนาสาหัสมาก จนผมร้องไห้

1.หลังผ่าตัดมะเร็งที่แพร่ไปต่อมน้ำเหลืองที่คอไม่ถึงสองสัปดาห์ ผมยังไปบรรยาย TMS ไปเข้าร่วมได้สามงาน ก็เข้าใจว่าตัวเองแข็งแรงพอสมควร จิตใจเข้มแข็งระดับนึง

2.แต่หลังจากกลืนแร่ไอโอดีนความเข้มข้นสูง 3 เท่าไปแค่วันเดียว มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนหลายรอบ ปวดมวนท้อง เจ็บจุกแน่นลิ้นปี่ แสบร้อนกลางอก ร้อนปลายเท้าปลายมือ ปวดจนลุกไม่ไหว คลื่นไส้ตลอดเวลา สงสัยเป็นหลอดอาหารอักเสบและกรดไหลย้อน (อาจจะของเดิม + หลังกลืนแร่ ร่างกายอ่อนแอ)

3.vdo call ไปหาพ่อ แม่ และพี่สาว ร้องไห้ให้สามคนนั้นเห็น เพราะกินอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้ำเปล่า อาเจียนตลอด ทรมานมาก ๆ เข้าใจคนไข้ได้เคโมเลย

4.บ่ายวันนั้นมีการ revise CPG (ทบทวนแนวทางการรักษาโรคของประเทศไทย) จำเป็นต้องฉีดยาและให้น้ำเกลือ จนพอที่ฝืนสังขารประชุมทั้งเช้าและบ่ายได้ หลังเสร็จก็นอนซมต่อ ต้องขอบพระคุณอาจารย์เจ้าของไข้ คุณหมอ resident และพี่พยาบาล ที่คอยช่วยดูแลครับ

5.หลังออกจากโรงพยาบาลอาการก็หนักขึ้นเรื่อย ๆ ปรึกษาอาจารย์ทางเดินอาหาร GI Med และพี่ ๆ แนะนำควรกินยา 5 ตัว ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ทั้งชีวิตแทบไม่กินยาเกี่ยวกับทางเดินอาหารเลย แต่ทนไม่ไหวจริง ๆ ทรมานมาก

6.วันนี้ค่อย ๆ ดีขึ้นช้า ๆ จนสามารถพิมพ์โพสต์นี้ได้ด้วยตนเอง (ผมพิมพ์สัมผัส การพิมพ์ง่ายกว่าการพูด) ไม่อยากคุยกับใครเลยเพราะจุกแน่นหน้าอกตลอดเวลา

7.นึกภาพแต่ก่อนอาจารย์ทางเดินอาหาร GI med จะส่งคนไข้กรดไหลย้อนหรือกระเพาะอักเสบ GERD, dyspepsia, IBS มาให้ผมฝังเข็ม เสริมกับการกินยา ซึ่งก็สามารถช่วยคนไข้ได้หลายคน แต่ไม่คิดว่าวันนึงต้องมารักษาตัวเองเพราะอาการรุนแรงมากแบบเดียวกัน

ป่วยรอบนี้ ตกผลึกอะไรหลาย ๆ อย่าง 

8.ทางโลก ผมกำหนดเส้นตายไว้ 2 ปี จะถ่ายทอดความรู้และประสบกาณ์การทำ TMS ทั้งหมดที่ผ่านมา 11 ปี ที่เรียนมาจากยุโรปโดยตรง ให้อาจารย์ในโรงเรียนแพทย์เป็นหลักก่อน ให้ท่านทำวิจัยที่เห็นผลลัพธ์จริงอย่างชัดเจน จนนำไปสู่การทำวิจัยคุณภาพสูง เช่น double blinded randomized sham control trial บน paradigm ใหม่และ network neuroscience 

9.จะสนับสนุนให้งานวิจัยของคนไทย มากพอจนเพิ่ม TMS ลงใน CPG ของประเทศและโลกนี้ได้ 

มีหลาย ๆ โรคที่ผมไม่ได้ประชาสัมพันธ์หรือสอนเพราะมันซับซ้อน มีความเสี่ยงหากใช้ไม่เหมาะสม เป็นทักษะมือที่ไม่ใช่แค่อ่านงานวิจัยแล้วจะทำได้ผลดีปลอดภัย หรือไม่สามารถสอนในงานประชุมแค่ 2 วันได้ ต้องใช้เวลา 20 ชั่วโมงขึ้นไป จะสอน skill มือที่ไม่มีเขียนใน papers จะช่วย critic งานวิจัยต่าง ๆ ว่าเค้าไม่ได้บอกอะไรไว้บ้าง อีกอันที่อยากถ่ายทอดไว้คือ scientific acupuncture 

10.ทางธรรม ผมจะเพิ่มสัดส่วนทางธรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายใน 2 ปี มีแนวโน้มจะตัดเรื่องทางโลกออก  90% อาจสร้างสถานปฏิบัติธรรมหรือวัดขึ้นมาเอง ให้สอดคล้องกับพุทธวจน พระไตรปิฎกและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ช่วยให้คนพ้นทุกข์ในอีกรูปแบบนึง

11.ด้วยความรู้ scientific buddhism ที่ลิงก์กับ neuroscience, astronomy, cosmology แต่ต้องปฏิบัติให้ตกผลึกให้รู้จริงก่อนที่จะไปสอนใคร ถ้าตัวเองละสังโยชน์ได้ 3 ข้อ ก็จะเผยแผ่คำสอนทั้งไทยทั้งอังกฤษไปทั้งโลก

12.จะปฏิเสธเยอะขึ้น ใน 2 ปีจากนี้ คนไข้กลุ่มไหนที่ทำให้ผมทุกข์มาก อธิบายเยอะแล้วก็ไม่เข้าใจแบบวิทยาศาสตร์ มีความเอาแต่ใจสูง ร่างกายผมคงรับไม่ไหว อาจจะต้องลดการรับเคสแบบนี้ลง 
หรือใครที่ร่วมงานกันแล้วทำให้ผมทุกข์มาก พยายามปรับตัวกันแล้วแต่ไม่ได้ ก็คงต้องลดการพบปะลง 
ตอนนี้ผมมีเป้าหมายที่ชัดเจน จึงต้องปฏิเสธคนที่ไม่ใช่ออกให้มากที่สุด ต้องขอโทษล่วงหน้าด้วยนะครับ ชีวิตผมเหลือน้อยแล้ว ผมอาจจะดีไม่พอสำหรับทุกคน ผมเหนื่อยกับการเป็นมะเร็งรอบที่สามแล้ว

13.จะสร้างองค์กรสร้างระบบให้ยั่งยืน ผมจะหาคนที่มีจริต มีศีลธรรม มี mindset และปัญญาเสมอกันมาช่วยกัน จะถ่ายทอดความรู้ทุกสกิลให้คุณหมอและทีมงานทั้งหมด สอนวิธีสร้างองค์ความรู้และ connection สายตรงจากยุโรป เพื่อให้ทุกคนในองค์กรได้พัฒนาตัวเองต่อไปแม้จะไม่มีผมแล้ว 

เดี่ยวจะพยายามหา CFO, CHRO, CMO, คุณหมอ นักกายภาพ ตัดต่อวิดีโอ Dogotal Platform เพื่อนร่วมงานหลายสาขามา ค่อย ๆ ร่วมทีมกันมากขึ้นในปีหน้า

14.สุดท้าย ขอบพระคุณอาจารย์ พยาบาล พี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อน ๆ ทุกคนที่ช่วยดูแล สนับสนุน ให้คำปรึกษา ให้หนังสือ บางท่านส่งโปรตีนมาให้ทาน (ซึ่งช่วยได้มากเพราะกินอะไรไม่ได้เลย แล้วเป็นโปรตีนสำหรับคนไข้มะเร็งโดยตรง) บางคนจะมาช่วยบริหารงาน บางคนช่วยเรื่อง iT เรื่องสถิติเรื่อง Ai ผมซาบซึ้งทุกท่านจริง ๆ ขอบคุณคุณหมอและน้อง ๆ ในทีมที่ช่วยกันดูแลคนไข้ และขอบคุณคนไข้ที่ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำถูกต้องอย่างเป็นวิทยาศาสตร์นะครับ 

รักษามะเร็งรอบนี้ หนักหนาสาหัสมาก มากจนผมร้องไห้เลย 

นพ.สมรส #สู้ดิวะ #DrSomros

ปล. ไปทำประกันสุขภาพกันด้วยนะครับ จากใจคนไม่มีประกัน T _ T 

ปล 2. เพื่อน ๆ รักษาสุขภาพให้แข็งแรงนะครับ อย่าเครียดมาก อย่านอนดึก อย่าโหมงานบ้างาน เลือกอาหารการกินให้ดี ๆ จะได้ไม่ต้องมาทรมานแบบผมนะครับ

‘ศุภชัย’ บิ๊กใหญ่ ‘ซีพี’ ชงพลิกโฉมการศึกษาไทย รับมือโลกยุค 5.0 หนุนเด็กทุกคนต้องมีคอมพิวเตอร์ เสริมทักษะดิจิทัล-ภาษาอังกฤษ

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 66 รายงานข่าวเผยว่า นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้แสดงวิสัยทัศน์เรื่อง ‘The Future of Education พลิกโฉมการศึกษาไทยเท่าทันอนาคต’ ภายในงาน ‘THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2023 FUTURE READY THAILAND’ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ นายศุภชัย ได้ฉายภาพรวมความท้าทายของโลกและเมกะเทรนด์ปี 2023 - 2030 โดยระบุว่า เด็กรุ่นใหม่ในยุคนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายของโลกในหลายด้าน ดังนั้น เราต้องปรับตัวให้ทัน และต้องให้ความสำคัญกับการผลักดันนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลมากขึ้น เพราะเราหยุดความก้าวหน้าของโลกไม่ได้ แม้ว่าในตอนนี้โลกอยู่ในยุค 4.0 ซึ่งเป็นยุคของการเข้าถึงข้อมูลเป็นดั่งน้ำมันในอากาศ

เวลานี้กำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค 5.0 ซึ่งเป็นยุคของการผสมผสานเทคโนโลยี AI และกรอบความคิดของคน รวมถึงหลักความยั่งยืนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และเป็นยุคที่ให้ความสำคัญในการเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลขั้นสูงให้กับคนในประเทศ

แต่ทั้งนี้ เมื่อมาดูผลสำรวจความสามารถทางทักษะดิจิทัล พบว่า เด็กไทยยังขาดทักษะดิจิทัลและภาษาอังกฤษที่ยังตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน และหากดูการจัดอันดับการแข่งขันในเวทีโลก GDP ไทยอยู่อันดับที่ 26 แต่ GDP/CAPITA อยู่อันดับที่ 84  ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของไทยในการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ รวมไปถึงการลงทุนด้านเทคโนโลยี ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการศึกษาทำให้เด็กเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ เพราะประสิทธิภาพของทรัพยากรมนุษย์ คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

นายศุภชัย ได้เสนอแนะสิ่งที่จะพลิกโฉมการศึกษาไทยให้เท่าทันความท้าทายต่าง ๆ ในอนาคตว่า ระบบการศึกษาไทยควรต้องปรับการเรียนรู้จาก 2.0 เป็น 5.0 เข็มทิศสำคัญคือการให้ความรัก ให้ความมั่นใจกับเด็ก เน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลาง โดยบทบาทของครูจะต้องปรับเปลี่ยนจากผู้สอนไปเป็น ‘โค้ช’ หรือผู้นำกระบวนการเรียนรู้ (Facilitator) ต้องสอนให้เด็กเป็น ‘นักค้นคว้า’ มีกรอบความคิดใหม่ และเกิดการปรับตัวให้อยู่รอดในโลกที่ท้าทายตอนนี้ เพราะฉะนั้น การเรียนรู้จึงต้องปรับให้เด็กเกิดการตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ ลงมือทำร่วมกัน อภิปรายด้วยเหตุผล เพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนา โดยทุกโรงเรียนต้องปรับเป็น ‘Learning Center’

พร้อมกันนี้ได้เสนอโมเดล ‘Sustainable Intelligence Transformation’ (SI Transformation Model) ผ่าน 5 ฐานสำคัญในการเปลี่ยนระบบการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ประกอบด้วย

1.) Transparency โรงเรียนต้องมีตัวชี้วัด School Grading พร้อมตัวชี้วัดใหม่ที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง และต้องมีสมุดพกดิจิทัล วิเคราะห์และพัฒนาศักยภาพรายบุคคล

2.) Market Mechanism สร้างกลไกตลาดและวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมไปถึงการส่งเสริมสื่อคุณธรรม

3.) Leadership &Talents ไม่จำกัดวิทยฐานะผู้อำนวยการ สร้างผู้นำและบุคลากรที่มีทักษะ 5.0

4. Empowerment เน้นการเรียนผ่านการลงมือทำในแบบ Action Based Learning บนสามขาความยั่งยืนคือเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และควรต้องมี Computer Science เป็นวิชาหลักครอบคลุมดิจิทัลเทคกับเอไอ

5.) Technology เสนอให้นักเรียนทุกคนมีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต พร้อมส่งเสริมการสร้างสตาร์ทอัพ และดันให้ประเทศไทยเป็นฮับด้านนวัตกรรม

“เด็กทุกคนต้องมีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต เพราะนั่นคือห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุด และต้องมีการส่งเสริมศักยภาพของคนรุ่นใหม่ เพื่อการพัฒนาประเทศให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งนี้ การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน เป็นเรื่องใหญ่ หากเราต้องการเปลี่ยนแปลงอนาคต เราต้องเปลี่ยนเจเนอเรชั่นถัดไป เพราะพวกเขาคือผู้ที่จะรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ และต้องสร้างทักษะดิจิทัลให้พวกเขามีศักยภาพในการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างเท่าทัน” ซีอีโอเครือซีพี กล่าว

‘อินเดีย’ อ่วม!! เกิดเหตุฝนฟ้าคะนองรุนแรงผิดปกติ ทำให้ฟ้าผ่าชาวบ้านดับ 24 ศพ บาดเจ็บอีก 27 ราย

(28 พ.ย.66) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดฝนตกฟ้าคะนองรุนแรงแบบผิดปกติ ทั่วรัฐคุชราต ทางตะวันตกของอินเดีย โดยมีรายงานว่าเกิดน้ำท่วม ลูกเห็บตกหนัก และมีฟ้าผ่าประชาชนเสียชีวิตอย่างน้อย 24 ศพ นอกจากนี้ บ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหาย และยังมีผู้บาดเจ็บจากฝนตกหนักแล้วอย่างน้อย 27 ราย

ทางด้านนักอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า อุณหภูมิพื้นดินและพื้นผิวทะเลที่สูงขึ้นทำให้เกิดพายุรุนแรงผิดปกติในรัฐคุชราต คาดว่าจะยังมีฝนตกหนักและพายุลูกเห็บอย่างต่อเนื่องอีกหลายวัน ในภาคตะวันตกของอินเดียในสัปดาห์นี้

‘Netflix’ จ่อฟ้องผู้กำกับ ‘Carl Rinsch’ หลังให้ทุนสร้างหนัง 400 ลบ. แต่เจ้าตัวกลับเอาเงินไป ‘ลงทุน-เทรดหุ้น’ จนเกือบหมดหน้าตัก!!

เมื่อไม่นานนี้ ‘Netflix’ ได้มอบเงินลงทุนเพิ่มแก่ ‘Carl Rinsch’ ผู้กำกับซีรีส์ไซไฟ ‘Conquest’ จำนวน 400 ล้านบาท แต่ Rinsch กลับนำเงินทั้งหมดไปลงทุนเทรดหุ้นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ ‘Gilead Sciences’ และ ‘S&P 500’ จนขาดทุนเกินกว่าครึ่งของเงินทุนที่ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม Rinsch ได้กำไรจากการลงทุน ‘Dogecoin’ กว่า 950 ล้านบาท

Carl Rinsch ผู้กำกับซีรีส์ไซไฟ ‘Conquest’ จากค่ายยักษ์ใหญ่ด้านการสตรีมมิ่งอย่าง Netflix ได้รับเงินลงทุนทำหนังมูลค่า 400 ล้านบาท แต่เขากลับสูญเสียเงินไปกว่า 200 ล้านบาท ในการเทรดหุ้นบริษัทยาและ S&P 500 จนทำให้ชาวเน็ตกล่าวว่า “Netflix มีหนังที่มี ‘พล็อตเรื่องที่ดี’ อยู่ในมือแล้ว!!” จากเหตุการณ์ในครั้งนี้

Carl Rinsch ได้ทำการฝากเงินจำนวน 371 ล้านบาท เข้าบัญชีซื้อขายส่วนตัว Charles Schwab และขาดทุนเกินครึ่งจากการเทรดหุ้น บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ Gilead Sciences และ S&P 500

ย้อนกลับไปในปี 2018 แพลตฟอร์ม Netflix ได้ตัดสินใจซื้อซีรีส์ไซไฟ จาก Rinsch มาลงในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของตัวเอง และ Netflix ยังได้ให้เงินทุนในการสร้างซีรีส์แก่ผู้กำกับรายนี้กว่า 44 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020

ภายหลัง Carl Rinsch ยังเรียกร้องเงินเพิ่มอีกจำนวน 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก Netflix เนื่องจากมีปัญหาความล่าช้าในการถ่ายทำซีรีส์ ซึ่งรวมแล้ว Netflix ได้ให้เงินลงทุนในโครงการนี้ไปทั้งหมดมูลค่า 1.9 พันล้านบาท

แต่ Carl Rinsch ก็สูญเงินดังกล่าวไปอย่างรวดเร็วกว่า 200 ล้านบาท จากทุนเดิม 400 ล้านบาท ที่ได้รับมาไปกับการเทรดหุ้นบริษัทยา Gilead Sciences และ S&P 500

นอกจากนี้ เขาได้ยังลงทุนในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี โดยเลือกเหรียญมีมยอดนิยมอย่าง ‘Dogecoin’ โดยลงทุนไปจำนวน 141 ล้านบาท และสามารทำกำไรได้กว่า 950 ล้านบาท ทำให้ Netflix หยุดการลงทุนในโครงการนี้ และในขณะนี้ Netflix ก็กำลังอยู่ในระหว่างการฟ้องร้องกับ Carl Rinsch

ใบแถลงข่าวผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมห้วงเทศกาลลอยกระทง ๒๕๖๖ 

ด้วยวันที่ 27 พ.ย.66 เป็นวันเทศกาลลอยกระทง ในหลายพื้นที่มีการดำเนินการจัดกิจกรรมงานประเพณีลอยกระทงเพื่ออนุรักษ์สืบสานและส่งเสริมประเพณีอันดีงามและทรงคุณค่าของไทย ซึ่งอาจมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมลอยกระทง ลอยประทีปโคมไฟตามแม่น้ำ ลำคลอง รวมถึงการเดินทางไปร่วมงานแสดง แสง สี เสียง หรืองานเผาเทียนเล่นไฟเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายจากการเล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด และโคมลอย รวมถึงอาจมีมิจฉาชีพแอฟแผงเข้าไปประทุษร้ายต่อทรัพย์สินในสถานที่จัดงานต่าง ๆ

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำหนดมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในห้วงเทศกาลลอยกระทงประจำปี 2566 ขึ้นโดยได้สั่งการให้ ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมายและระดมกำลังทั่วประเทศร่วมกันกวาดล้างอาชญากรรมทุกประเภทในห้วงวันที่ 20-26 พ.ย.66 เพื่อเตรียมพร้อมวันเทศกาลลอยกระทง ประกอบกันในห้วงเดือน พ.ย.66 เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นเสียชีวิตอันมีสาเหตุเกิดจากการขัดแย้งของนักศึกษาต่างสถาบัน ซึ่งเป็นเหตุอุจฉกรรจ์สะเทือนขวัญ จึงกำหนดเป้าหมายโดยมีเป้าหมายหลักเป็นความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน อาวุธสงคราม เครื่องกระสุนปืน และการลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย ทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์โดยมีผลการระดมกวาดล้าง ห้วงวันที่ ๒๐–๒๖ พ.ย.๖๖ ที่ผ่านมาดังนี้ 
 

๑.จับกุมความผิดอาชญากรรมทั่วไป On ground รวมจับกุม ๑๔,๓๓๙ คดี ผู้ต้องหา ๑๔,๙๐๙ ราย เป็นความผิดดังต่อไปนี้ 
๑.๑ ความผิดเกี่ยวกับการพนัน รวม ๑,๘๗๗ คดี ผู้ต้องหา ๒,๒๔๘ ราย 
๑.๒ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด รวม ๙,๐๕๓ คดี ผู้ต้องหา ๙,๐๕๕ ราย 
๑.๓ ความผิดเกี่ยวกับหลบเข้าเมือง รวม ๓,๒๑๘ คดี ผู้ต้องหา ๓,๔๑๕ ราย 
๑.๔ ความผิดเกี่ยวกับสถานบริการ รวม ๑๙๑ คดี ผู้ต้องหา ๑๙๑ ราย 

2.จับกุมความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี Online รวมจับกุม ๑,๗๕๐ คดี ผู้ต้องหา ๑,๗๗๖ ราย โดยเป็นความผิดดังต่อไปนี้ 
๒.๑ ความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์ทางด้านการเงิน รวม ๑๑๖ คดี ผู้ต้องหา ๑๑๒ ราย 
๑.๒ ความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงจำหน่ายสินค้าออนไลน์และสินค้าผิดกฎหมาย รวม ๓๐๑ คดี ผู้ต้องหา ๓๑๔ ราย 
๑.๓ ความผิดเกี่ยวกับการเผยแพร่ข่าวปลอม รวม ๒๖๙ คดี ผู้ต้องหา ๒๖๑ ราย 
๑.๔ ความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก รวมจำนวน ๒๑ คดี ผู้ต้องหา ๒๑ ราย 
๑.๕ ความผิดเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติ และอื่น ๆ รวม ๑,๐๔๓ คดี ผู้ต้องหา ๑,๐๖๘ ราย 

๓. ผลการกวดขันจับกุมตามหมายจับ รวม ๒,๖๕๑ หมายจับ ผู้ต้องหา ๒,๕๕๐ ราย 

๔. ผลการกวดขันจับกุมตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.๒๕๖๖ รวมจำนวน ๘๘ คดี ผู้ต้องหา ๘๖ ราย 

๕. ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน 
๕.๑ อาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียน จำนวน ๑,๑๓๓ กระบอก   
๕.๒ อาวุธปืน มีหมายเลขทะเบียนซึ่งเป็นของบุคคลอื่น จำนวน ๑๘๗ กระบอก  

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ มีนโยบายในการให้ความสำคัญในแก้ไขปัญหาอาชญากรรมอย่างจริงจังมาโดยตลอด จึงได้มีการบูรณาการกวาดล้างผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนพร้อมกันทั่วประเทศอยู่เสมอ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้เป็นจำนวนมาก เชื่อมั่นว่าจะทำให้ความรุนแรงของอาชญากรรมและการกระทำผิดกฎหมายลดลงอย่างแน่นอน อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ในความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งต่อพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยวต่างชาติ และนักลงทุนจากต่างประเทศ อันจะส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจภายในประเทศ 

การระดมกวาดล้างอาชญากรรมทั่วประเทศจนทำให้สามารถจับกุมผู้ต้องหาและตรวจยึดอาวุธปืนจำนวนมากในครั้งนี้ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดได้เป็นจำนวนมาก และขอฝากประชาสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน ซึ่งหากมีเบาะแส/เรื่องร้องเรียน เกี่ยวกับเรื่องอาชญากรรม หรือเรื่องอื่น ๆ สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน ๑๙๑ หรือ สายด่วน ๑๕๙๙ ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top