Sunday, 2 August 2026
Hard News Team

‘ชูวิทย์’ รอด!! กกต.ยกคำร้อง ปมรณรงค์ ‘ไม่เลือกพรรคกัญชา’  ชี้!! เป็นการวิจารณ์นโยบาย - แจกของไม่ได้เจาะจงผู้มีสิทธิ

(7 ธ.ค.66) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เผยแพร่คำวินิจฉัย กกต.สั่งยกคำร้องในคดีที่พรรคภูมิใจไทย ร้องว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 73 (1) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้หรือจะเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด จากกรณีเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. 2566 แล้ววันที่ 21 มี.ค.66 ที่ซอยละลายทรัพย์ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ นายชูวิทย์ได้จัดกิจกรรมรณรงค์และมีการแถลงข่าว พร้อมแจกเสื้อ เข็มกลัด สติ๊กเกอร์ ‘ไม่เลือกพรรคบ้ากัญชา’ ‘ยกเลิกกัญชาเสรี’ แก่ประชาชน

โดย กกต.เห็นว่า การที่นายชูวิทย์จัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อแสดงความคิดเห็นของตนและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายกัญชาเสรีของพรรคภูมิใจไทย ประกอบกับจากการตรวจสอบวิดีโอคลิป เอกสารการถอดข้อความการแถลงข่าวประกอบคำร้อง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในขณะที่นายชูวิทย์ดำเนินกิจกรรมรณรงค์ได้แจกเสื้อยืดคอกลม เข็มกลัด และสติ๊กเกอร์ ให้กับบุคคลที่เข้าร่วมกิจกรรมโดยพูดจูงใจให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดแต่อย่างใด

โดยนายชูวิทย์แจกสิ่งของดังกล่าวให้กับประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรม ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องแจกสิ่งของให้กับเฉพาะประชาชนที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น การกระทำดังกล่าวของนายชูวิทย์จึงไม่เข้าข่าย หรือมีลักษณะเป็นการจัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด ประกอบกับไม่ปรากฏว่า นายชูวิทย์เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือผู้ช่วยหาเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองใด รวมทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่น ที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่านายชูวิทย์กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 73 (1)

‘ดาวติ๊กต็อกจีน’ ทำคอนเทนต์ ‘ซอยนานา’ ไม่ปลอดภัย ชาวเน็ตจวก!! ใส่ร้ายเมืองไทย ทั้งที่ก็หากินในแผ่นดินไทย

(7 ธ.ค. 66) เป็นเรื่องอีกครั้ง หลังดาวติ๊กต็อกสาวชาวจีนที่เคยทำคลิปเมืองไทยไม่ปลอดภัย จนโดนทัวร์ลงไปรอบหนึ่ง ล่าสุดแต่งตัวนุ่งสั้นมาแกล้งยืนริมทางตอนกลางคืน เพื่อถ่ายคอนเทนต์สื่อว่า ‘ซอยนานา’ อันตรายสำหรับผู้หญิง ทั้ง ๆ ที่ตัวเองตั้งใจแต่งตัวมาทำให้ผู้ชายที่เดินผ่านไปมามอง เพื่อทำคอนเทนต์ดิสเครดิตเมืองไทยว่าที่นี่ไม่ปลอดภัย

โดยทางเพจเฟซบุ๊ก ‘ลุยจีน’ ได้ลงโพสต์ข้อความเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า ดาว Douyin ชื่อคล้ายร้านสะดวกซื้อแห่งนึง พูดกับกล้อง “วันนี้ฉันขอเอาตัวมาลองเสี่ยงดูเพื่อจะบอกกับผู้หญิงทุกคนค่ะว่า ถ้าคุณมาที่นี่จะเกิดอะไรขึ้น”

👉ภาพตัดมาที่ซอยนานา เวลา 23.30 น. เธอเดินไปทางซอย มีกล้องซูมหน้าพวกชาวต่างชาติที่เหลือบมามองเธอ พร้อมข้อความ “ฉันเดินซอยนี้อย่างอกสั่นขวัญแขวน”

👉แล้วเธอก็แอบมาพูดกับกล้องว่า “เดี๋ยวฉันจะยืนอยู่ที่ซอยนี้นะคะ รอดูว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นต่อจากนี้” แล้วเธอก็ยืนริมทางเท้า มีผู้ชายร่างท้วมคนนึงยืนอยู่ข้างหลัง (ในคลิปบอกว่าเป็นบอดีการ์ดเผื่อเกิดเหตุไม่ดี)

👉เธอยืนรอไปเรื่อย ๆ กล้องแพนไปหลาย ๆ มุม จนสักพักมีชายชาวต่างชาติคนนึงเดินเข้ามาหาเหมือนพูดอะไรบางอย่างกับเธอ แล้วเธอก็โบกมือปฏิเสธพูด Sorry แล้วเดินออกมา

🔥จังหวะนี้เธอทำหน้าเหวอ พูดกับกล้องว่า “เมื่อกี้ผู้ชายคนนั้นมาทักทายฉันว่า How are you today? ค่ะ แต่บอกเลยถ้าจังหวะนั้น เขาดึงตัวฉันขึ้นมารับรองว่าฉันไหวตัวไม่ทันแน่ ๆ เพราะงั้นผู้หญิงที่มาที่นี่ถ้าอยู่ดี ๆ คุณโดนเข้าถึงตัว...รับรองว่าคุณหนีไม่ทัน”

🔥🔥เธอย้ำหน้ากล้องว่า “ฉันว่าที่นี่ผู้หญิงตัวคนเดียวห้ามมาเลยค่ะ เพราะอันตรายมาก ๆ เพราะคุณไม่รู้เลยว่าคุณเดิน ๆไปจะเจอกับคนอะไรแบบไหน”

🔥🔥🔥ประโยคสุดท้ายคือไฮไลท์ 📌 “คนที่มาเดินถนนเส้นนี้ 99% ไม่ใช่คนดีอะไรหรอกค่ะ” 来这边的99%的人他都不正经

งานนี้ทำเอาชาวเน็ตไทยเดือดไม่ใช่น้อย เพราะคอนเทนต์ที่เธอทำนั้น ค่อนข้างชัดเจนว่าจงใจจะดิสเครดิต ‘ซอยนานา’ เพราะพฤติกรรมของเธอแสดงออกมาให้คนรอบข้างต้องมองเธอด้วยสายตาแบบนั้น และอาจจะคิดว่าเธอเป็นสาวไซด์ไลน์

อีกทั้งในคลิปเธอยังมีการซูมหน้าผู้ชายต่างชาติที่เดินผ่านไปผ่านมา พร้อมใส่ทำนองเพลงให้ดูว่าพวกเขาเป็นคนที่มีเจตนาไม่ดี ทั้ง ๆ ที่แค่เดินผ่านกัน และก็เป็นตัวเธอเองที่แต่งตัวจัดเต็มชวนให้พวกเขาต้องมอง

ชาวโซเชียลจึงไม่พอใจที่เธอทำคอนเทนต์ที่ดูโอเวอร์จนเกินไป ไม่ต่างจากครั้งที่เธอเคยทำคอนเทนต์เมืองไทยไม่ปลอดภัย จนโดนทัวร์ลงอย่างหนักไปแล้ว

ซึ่งครั้งนี้ไม่เพียงแต่คนไทยจะไม่พอใจ ชาวเน็ตจีนที่รู้ว่าเธอมาขายพระเครื่องอยู่ในไทย ยังบอกอีกว่า “ตัวก็หากินอยู่กับเมืองไทย แต่ก็ชอบที่จะนำเสนอจุดด้อยของเมืองไทย กินบนเรือนขี้บนหลังคา!”

'วี สแควร์ คลินิก' จัดทัพศิลปิน นางงาม อินฟลูฯ แถลงข่าวดี กอดคอ 'มาสเตอร์พีช' พร้อมอวดสาขาใหม่ล่าสุด เซ็นทรัล เวสต์วิลล์

ฉลองครั้งใหญ่ไฟกะพริบกับความร่วมมือทางธุรกิจศัลยกรรมความงาม สองยักษ์ใหญ่แห่งวงการกอดคอกันกลมรับลมหนาวก่อนปิดปีกระต่ายทอง 2566 ระหว่างแบรนด์ Masterpiece Hospital และ V Square Clinic ขนทัพศิลปิน นางงาม อินฟลูเอนเซอร์ ร่วมยินดีแน่น เซ็นทรัล เวสต์วิลล์

ในงานแถลงข่าว 'เปิดบ้าน วี สแควร์ คลินิก และกลยุทธ์ธุรกิจการเติบโตในอนาคต' ของบริษัท วี เอ็กคลูซีฟ กรุ๊ป จำกัด ครั้งนี้ นอกจากเพื่อฉายภาพธุรกิจแล้ว ยังนับเป็นปาร์ตี้เฉลิมฉลองเพื่อแจ้งข่าวดีเรื่องความร่วมมือทางธุรกิจกับบิ๊กเนมเจ้าตลาดศัลยกรรมฯ อย่างโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช พร้อมทัพศิลปิน นางงาม และอินฟลูเอนเซอร์ ตบเท้าเข้าร่วมงานคับคั่ง อาทิ ฟลุค - เกริกพล มัสยวาณิช, ตุ้ย - ธีรภัทร สัจจกุล, กี้ - นิโคล เทริโอ, อินฟลูเอนเซอร์คนดัง นินิว เพชรด่านแก้ว, ออยล์ - จุฑามาศ เมฆเสรี 

และนางงามจากหลายเวที อาทิ MUT ร้อยเอ็ด เอิร์ธ - กรประภา พลเขต, MUT อุดรธานี ซาร่า -สุภัสสรา สุปัญญา (ซาร่า), มิสแกรนด์นครพนม โอลีฟ - ศศิชา ดวงเกษ, Miss Angie Beauty Queen Thailand หมีพูห์ - วาสิตา ไชยกุลชื่นสกุล, Miss Trans Thailand ดร.พอลลี่ ณฑญา เป้ามีพันธ์, Miss Sexy Thailand เซียน - ปิยพร สังข์สุวรรณ ณ บริเวณ ชั้น G ลานน้ำตก Amphi Theatre, Central Westville (ลานแอมฟิ เธียเตอร์, เซ็นทรัล เวสต์วิลล์)

หลังจบพิธีการงานแถลงด้านกลยุทธ์ ธุรกิจและการตลาด เจ้าบ้าน วี สแควร์ คลินิก -นายแพทย์ พุทธพงศ์ เหลืองรัตน์ และคุณแป๊บ - นิวัฒน์ ตั้นตระกูล พร้อมแขกเยือนผู้มาร่วมกอดคอโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช Specialty Hospital ของอุตสาหกรรมด้านความงามอันดับต้นของประเทศไทยและเอเชีย โดย หมอเส - นายแพทย์ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล ซีอีโอ และ คุณดาว - ลภัสรดา เลิศภานุโรจ รองซีอีโอ บมจ.มาสเตอร์ สไตล์ ร่วมนำทัพศิลปิน นางงาม อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อมวลชน อวดโฉมสาขาล่าสุดของ วี สแควร์ คลินิก ณ เซ็นทรัล เวสต์วิลล์ พร้อมช็อตเด็ดเซอร์ไพรส์ 'หมอเบส แห่ง วี สแควร์ คลินิก ฉีดโบทอกซ์ให้หมอเส แห่ง โรงพยาบาลมาสเตอร์พีช' ตอกย้ำความน่าเชื่อถือระดับซีอีโอ และก่อนหน้านี้ตัวหมอเบสเองก็ฉีดฟิลเลอร์ครึ่งซีกด้านขวาของตนเอง เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างอย่างมีนัยยะหว่างซีกหน้าที่ฉีดและไม่ได้ฉีดฟิลเลอร์ว่า ใบหน้าซีกขวาไม่ว่าจะใต้ตาและร่องแก้มที่หย่อนคล้อยกลับฟื้นฟู ดูยกกระชับ อ่อนเยาว์ แถมเห็นผลในทันที ทำเอาอึ้งกันทั้งวงการ 

งานนี้ 'แข่งกัน...ไม่ดี ข้ามแบรนด์...ไม่มี มีแต่จับมือ กอดคอ ผนึกกำลังกันแกร่ง สะเทือนลั่นวงการอุตสาหกรรมความงาม'

ย้อนกล่าวถึงแบรนด์ วี สแควร์ คลินิก โดยสรุปคือ ความเป็นเจ้าตลาดคลินิกเสริมความงามมายาวนานนับทศวรรษ โดย บริษัท วี เอ็กคลูซีฟ กรุ๊ป จำกัด ผู้ประกอบกิจการ วี สแควร์ คลินิก ภายใต้การนำของ นายแพทย์ พุทธพงศ์ เหลืองรัตน์ หัวหน้าทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านความงามอย่างยาวนาน พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีประสบการณ์และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในด้านความงาม เช่น คลินิกปรับรูปหน้ายอดนิยม โดยให้บริการฟิลเลอร์ โบทอกซ์ ร้อยไหม เมโส Hifu CoolSculpting รวมถึงการนำเทคโนโลยียกกระชับอย่าง Thermage FLX และ New Ulthera SPT ดูแลโดยทีมแพทย์ที่สั่งสมประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี ชำนาญการปรับรูปหน้าในเคสที่หลากหลายด้วยความพิถีพิถัน เพื่อดูแลและให้คำแนะนำที่ดีที่สุด โดยมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ และมีการติดตามผลทุกเคส

นอกจากนี้ยังเป็นคลินิกความงามที่มีรีวิวจากผู้มารับบริการจริง และมีลูกค้าเพิ่มขึ้นจากการบอกต่อเป็นจำนวนมาก ผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ที่ใช้ทุกตัวเป็นแบรนด์ระดับโลก จากประเทศสหรัฐอเมริกา สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์สามารถตรวจสอบกับผู้ผลิตได้ทุกชิ้นว่าเป็นของแท้ ทำให้ผู้รับบริการรู้สึกมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย โดยจุดแข็งของ วี สแควร์ คลินิก ที่ผู้รับบริการกล่าวถึงมากที่สุด ได้แก่ ราคาที่ย่อมเยา คุ้มค่าและสมเหตุสมผล วี สแควร์ คลินิก มี 24 สาขา ทั่วกรุงเทพฯ ดูแลผิวพรรณและเลเซอร์ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ทันสมัยและได้รับมาตรฐานระดับสากล

‘สภาฯ สูงมะกัน’ โหวตคว่ำร่างงบฯ หนุน ‘ยูเครน-อิสราเอล’ แนะ!! โยกงบฯ ไปดูแลพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโก จะดีกว่า

(7 ธ.ค. 66) สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐได้โหวตคว่ำร่างกฎหมายงบประมาณฉุกเฉินเพื่อมอบความช่วยเหลือด้านความมั่นคงครั้งใหม่ให้แก่ประเทศยูเครนและอิสราเอล ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม หลังสมาชิกพรรครีพับลิกันเรียกร้องให้มีการนำเอางบประมาณดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับมาตรการเพื่อควบคุมการเข้าเมืองตามพรมแดนที่ติดกับประเทศเม็กซิโกที่รัดกุมยิ่งขึ้น

ร่างงบประมาณที่เป็นข้อเสนอของฝ่ายบริการของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ดังกล่าวแบ่งเป็นการมอบความช่วยเหลือด้านความมั่นคงให้กับยูเครนมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงเงินช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลยูเครน และยังมอบความช่วยเหลือให้กับอิสราเอลในการทำสงครามกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาอีก 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ร่างงบประมาณนี้ได้รับเสียงสนับสนุนในวุฒิสภาไป 49 ต่อ 51 เสียง น้อยกว่า 60 เสียงที่ต้องการเพื่อเปิดให้มีการอภิปรายร่างงบประมาณในสภา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความพยายามของประธานาธิบดีไบเดนที่จะให้มีการมอบความช่วยเหลือครั้งใหม่ก่อนสิ้นปีนี้

สว.ของพรรครีพับลิกันทุกคนโหวตคว่ำร่างงบประมาณมอบความช่วยเหลือชุดใหม่แก่ยูเครนและอิสราเอล เช่นเดียวกับนายเบอร์นี แซนเดอร์ส สว.อิสระที่มักโหวตเห็นชอบกับพรรคเดโมแครตแต่ได้โหวตคว่ำร่างงบประมาณที่ว่านี้ โดยเขาเคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการให้งบสนับสนุนยุทธวิธีทางทหารที่ไร้มนุษยธรรมของอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์ในขณะนี้

นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากในสภาสูงจากพรรคเดโมแครตก็ได้โหวตคว่ำร่างงบประมาณฉุกเฉินฉบับนี้เช่นกัน เพื่อที่เขาจะสามารถเสนอร่างงบประมาณดังกล่าวได้อีกครั้งในอนาคต โดยภายหลังการโหวต ชูเมอร์ได้กล่าวถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นหากยูเครนพ่ายแพ้สงคราม โดยกล่าวว่ามันจะเป็นเหตุการณ์ที่น่าตึงเครียดซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปในระยะยาวตลอดช่วงศตวรรษที่ 21 และเสี่ยงที่จะทำให้ระบอบประชาธิปโตยของชาติตะวันตกอาจเสื่อมถอยลง

ขณะที่ฝ่ายพรรครีพับลิกันให้ความเห็นว่าการเพิ่มความรัดกุมให้กับนโยบายการเข้าเมืองและการควบคุมพรมแดนทางตอนใต้ของประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญ และถึงแม้ร่างงบประมาณฉุกเฉินฉบับดังกล่าวจะผ่านการเห็นชอบจากวุฒิสภา แต่มันจะต้องได้รับการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐที่รีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ซึ่งสมาชิกของรีพับลิกันหลายคน รวมถึงนายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาล่าง ไม่เห็นด้วยที่จะมอบความช่วยเหลือให้กับยูเครนเพิ่ม

ได้ฤกษ์!! 'มอเตอร์เวย์โคราช-บางปะอิน' เปิดวิ่งฟรี 80 กม.  ดีเดย์ 28 ธ.ค.นี้ อนุญาตเฉพาะรถ 4 ล้อเท่านั้น

(7 ธ.ค. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตรวจติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์บางปะอิน - นครนครราชสีมา และความพร้อมที่จะเปิดให้บริการช่วงสีคิ้ว - นครราชสีมา ภายหลังตรวจติดตามฯ และรับฟังบรรยายสรุปข้อมูลโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์บางปะอิน - นครนครราชสีมา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2566 เป็นต้นไป จะเปิดใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 หรือ มอเตอร์เวย์ M6 หรือ ‘มอเตอร์เวย์โคราช-บางปะอิน’ ฟรีตลอดจนกว่าการก่อสร้าง ‘มอเตอร์เวย์โคราช-บางปะอิน’ จะแล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมเก็บค่าผ่านทางในปี 2568 พร้อมสั่งการให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวง เปิดใช้ มอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช ตอน 24 ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา ถึง ตอน 40 อำเภอเมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา แบบไปกลับ 4 ช่องจราจร ระยะทาง 77.493 กิโลเมตร เฉพาะรถยนต์ 4 ล้อเท่านั้น ตลอด 24 ชั่วโมง และให้มีจุดบริการห้องน้ำ 1 จุด ช่วง อำเภอปากช่อง - อำเภอสีคิ้ว ที่ กม.147 ทั้งขาเข้าและขาออก

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กรมทางหลวง กำชับสำนักงานทางหลวง และแขวงทางหลวง ที่ดูแล ‘มอเตอร์เวย์โคราช-บางปะอิน’ มอเตอร์เวย์ M6 ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนที่ใช้เส้นทาง ปรับปรุงเส้นทางให้เกิดทัศนวิสัยในการมองเห็นชัดเจน มีการจัดตั้งศูนย์บริการประชาชน เพื่ออำนวยความสะดวก โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานราชการ และเอกชนในพื้นที่ ติดตั้งไฟฟ้าส่องแสงสว่างตลอดเส้นทาง รวมถึงติดตั้งป้ายเตือน ป้ายแนะนำ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน โดยเฉพาะติดตั้งป้ายระหว่างการก่อสร้าง ในช่วงที่ยังมีการก่อสร้าง ต้องมีป้ายเตือน ไฟเตือนให้เป็นไปตามระเบียบ และให้เพิ่มให้มากขึ้นในช่วงที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ

สำหรับความคืบหน้า ‘มอเตอร์เวย์โคราช-บางปะอิน’ ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2566 แผนงานความก้าวหน้าร้อยละ 92.588 ผลงานความก้าวหน้าร้อยละ 93.054 เร็วกว่าแผนร้อยละ 0.466 คาดว่าจะเปิดทดลองให้บริการช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ตั้งแต่ปากช่อง - ทางเลี่ยงเมืองนครราชสีมา ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร 

ทั้งนี้ งานโยธาจะก่อสร้างเสร็จแล้วปลายปี 2568 โดยจะทดลองวิ่งจริงและเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ทั้ง 196 กิโลเมตรแบบเก็บค่าผ่านทาง ส่วนโครงการก่อสร้างกำแพงบังสายตาพร้อมวัสดุปิดคลุมแบบสมบูรณ์ 700 เมตร และกำแพงบังตารวม 1,000 เมตร ช่วง กม.140+040.000 ถึง กม.140+345.000 และช่วง กม.141+045.000 ถึง 141+740.000 ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว

>> เส้นทาง ‘มอเตอร์เวย์โคราช-บางปะอิน’ ทั้งโครงการ มีแนวเส้นทางดังนี้ 

แนวเส้นทางโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ‘มอเตอร์เวย์โคราช-บางปะอิน’ มีระยะทางรวมประมาณ 196 กิโลเมตร โดยออกแบบให้มีการควบคุมการเข้าออกอย่างสมบูรณ์ มีจุดเริ่มต้นเชื่อมต่อกับถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออก (ถนนกาญจนาภิเษก) อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และไปสิ้นสุดที่บริเวณทางเลี่ยงเมืองจังหวัดนครราชสีมาด้านตะวันตก อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ระยะทางก่อสร้างรวมทั้งสิ้น 196 กม. หากเดินทางจาก กรุงเทพฯ - โคราช คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ชม.

‘สุวัจน์’ ขอบคุณ ‘แอนโทเนีย โพซิ้ว’ ช่วยสร้างชื่อให้ประเทศ ถือโอกาสมอบรูปหล่อคุณย่าโม-หลวงพ่อคูนเป็นขวัญกำลังใจ

(7 ธ.ค.66) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ให้การต้อนรับ ‘แอนโทเนีย โพซิ้ว’ รองอันดับ 1 Miss Universe 2023 และ คุณปุ้ย- ปิยาภรณ์ แสนโกศิก กรรมการผู้จัดการบริษัททีพีเอ็น โกลบอล จำกัด (TPN Global) ที่บ้านพัก ถนนราชวิถี 

นายสุวัจน์ กล่าวแสดงความยินดีและขอบคุณแอนโทเนีย ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย  และเป็นความสุข ภาคภูมิใจของชาวโคราช ในฐานะที่แอนโทเนียเป็นหลานย่าโมที่ได้รับตำแหน่งในปีที่โคราชครบรอบ 555 ปีพอดี โดยนายสุวัจน์ได้มอบรูปหล่อคุณย่าโม ที่สร้างในโอกาสที่โคราชมีอายุครบ 555 ปี และมอบพระยอดธง รุ่น 9 ของหลวงพ่อคูณ จัดทำขึ้นในโอกาส ครบรอบวันเกิด 90 ปี โดยหลวงพ่อคูณปลุกเสกเอง ให้กับแอนโทเนียและคุณปิยาภรณ์  เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำหน้าที่รองอันดับ 1 Miss Universe 2023 

นายสุวัจน์ กล่าวว่า วันนี้เศรษฐกิจบ้านเราต้องอาศัยเรื่องวัฒนธรรม เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องอาหาร เรื่องการแสดงโชว์มวยไทย ชมโขน ชมละคร อันนี้คือ เสน่ห์ของซอฟต์พาวเวอร์ของคนไทย เรามีผู้แทนการค้าเศรษฐกิจแล้ว แอนโทเนีย ก็สามารถจะเป็นตัวแทนในการเผยแพร่ด้านวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ได้ จึงขอให้แอนโทเนียช่วยประเทศชาติด้วยการเป็นพรีเซนเตอร์ด้านวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของไทยให้ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก เพราะแอนโทเนียจะต้องเดินทางไปทำภารกิจอีกในหลาย ๆ ประเทศ ตนเชื่อมั่นในบุคลิกภาพ ความรู้ ความสามารถ ของแอนโทเนีย ที่โชว์ความเป็นไทย ทั้งด้านการแต่งกาย อาหาร วัฒนธรรม ภาษา และการไหว้ ซึ่งทั้งหมดมีอยู่ในตัวของแอนโทเนีย   

“นึกถึงผู้หญิงไทยนึกถึงความเก่ง นึกถึงซอฟต์พาวเวอร์ โดยเฉพาะชุดประจำชาติที่แอนโทเนียใส่ตอนประกวด คือชุด ‘เทพธิดาอาณาจักรอยุธยา’ เป็นการโชว์ถึงความยิ่งใหญ่ของความเป็นไทย และในโอกาสที่ยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียน สงกรานต์ในประเทศไทยให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งแอนโทเนียก็ได้รับเลือกให้เป็นนางสงกรานต์ประจำปี 2567 นับได้ว่าการได้รับตำแหน่ง ของแอนโทเนีย มาตรงกับจังหวะและสถานการณ์ ของประเทศพอดี เป็นประโยชน์อย่างมาก ขอให้ประสบความสำเร็จทุกเรื่อง และในวันที่ 11 ธันวาคม แอนโทเนียเดินทางไปจังหวัดนครราชสีมา จะมีการต้อนรับอย่างอบอุ่น พอดีผมติดภารกิจในวันนั้น วันนี้จึงดีใจมากที่ได้พบกัน” นายสุวัจน์ กล่าว 

‘อังกฤษ’ เมินคำสั่งศาล เตรียมส่งตัวผู้ลี้ภัยไปอยู่ ‘รวันดา’ เชื่อ เป็นประเทศปลอดภัย-น่าอยู่ ยัน!! ไม่ส่งกลับบ้านเกิดแน่

‘อังกฤษ’ เป็นอีกหนึ่งประเทศในทวีปยุโรปที่มีปัญหาเรื่องการรับผู้ลี้ภัยต่างชาติมานาน จนกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งในสังคมอย่างมาก ซึ่งชาวอังกฤษแท้ๆ จำนวนไม่น้อยต่างสุดจะทน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัย และผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฏหมายล้นเมืองโดยด่วน

แต่วันนี้ รัฐบาลอังกฤษค้นพบวิธีแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยได้แล้ว ด้วยการส่งผู้อพยพทั้งหมดไปอยู่ ‘ประเทศรวันดา’ ในทวีปแอฟริกาตะวันออกแทน

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 66 ‘เจมส์ เคลฟเวอร์ลี’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของอังกฤษ ได้เซ็นข้อตกลงร่วมฉบับใหม่กับรัฐบาลรวันดา ที่มีชื่อว่า ‘UK and Rwanda Migration and Economic Partnership’ หรือรู้จักกันทั่วไปว่า ‘แผนผู้ลี้ภัยรวันดา’ ณ กรุงคิกาลี ประเทศรวันดา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเลี่ยงข้อกฏหมายที่ศาลฎีกาอังกฤษได้เคยตัดสินว่า ‘การส่งตัวผู้ลี้ภัยมารวันดาเข้าข่ายผิดกฏหมายระหว่างประเทศ’

ซึ่งข้อตกลงฉบับนี้ระบุว่า รัฐบาลอังกฤษสามารถส่งตัวผู้อพยพ ที่อยู่ในผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย หรือ ‘กลุ่มผู้แสวงหาที่ลี้ภัย’ (Asylum Seeker) ทั้งหมดมาไว้ที่รวันดาก่อนได้ จนกว่าคำร้องขอลี้ภัยจะได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลอังกฤษ ถึงสามารถเดินทางจากรวันดา กลับมาอังกฤษได้

แต่ถ้าคำร้องถูกปฏิเสธ ผู้ลี้ภัยคนนั้นก็จะต้องอยู่ในรวันดาแทน โดยรัฐบาลอังกฤษยืนยันว่าจะไม่ผลักดันผู้ลี้ภัยเหล่านั้นไปยังประเทศที่ 3 หรือส่งตัวกลับประเทศต้นทาง

หลังจากที่บรรลุข้อตกลงเรื่องแผนการย้ายผู้ลี้ภัยแล้ว เจมส์ เคลฟเวอร์ลี กล่าวว่า รัฐบาลอังกฤษพร้อมเดินหน้าส่งตัวกลุ่มผู้เข้าเมืองผิดกฏหมาย หรือผู้แสวงหาที่ลี้ภัย บินข้ามมาที่รวันดาได้ทันที ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป และเขาไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลใดๆ ในการคัดค้านแผนการย้ายผู้ลี้ภัยของอังกฤษในครั้งนี้ อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของ ‘นายกรัฐมนตรี ริชี ซูนัค’ ที่จะลดจำนวนผู้อพยพเข้าเมืองของอังกฤษอีกด้วย

แม้ว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลฎีกาของอังกฤษได้ตัดสินว่า นโยบายส่งตัวผู้ลี้ภัยไปยังรวันดาเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกฏหมายระหว่างประเทศ โดยชี้ประเด็นถึงความเสี่ยงที่ผู้ลี้ภัยเหล่านี้อาจถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศบ้านเกิดที่พวกเขาหนีมาเพราะภัยสงคราม หรือสภาวะที่ทนทุกข์ทรมาน และตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของประเทศรวันดา

ด้าน เจมส์ เคลฟเวอร์ลี ก็กล่าวหนักแน่นว่า “รัฐบาลรวันดามีความใส่ใจอย่างยิ่งต่อสิทธิผู้ลี้ภัย และยินดีที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลอังกฤษ ในการรับมือกับปัญหาผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายในระดับสากล”

ในขณะเดียวกัน ‘อเลน มุคุราลินดา’ รองโฆษกรัฐบาลรวันดา กล่าวว่า ทั้งสองประเทศจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีผู้ลี้ภัยคนใดถูกส่งตัวกลับประเทศของตนอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้คณะทำงานของทั้งสองประเทศต้องผ่านการพิจารณาในสภาอย่างโปร่งใส

และทันทีที่ผ่านกระบวนการทั้งหมดแล้ว รัฐบาลอังกฤษเตรียมที่จะส่งกลุ่มผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ที่เข้าเมืองอย่างผิดกฏหมายชุดแรกหลายพันคนไปที่รวันดา โดยรัฐบาลอังกฤษจะสนับสนุนเงินให้แก่รัฐบาลรวันดาก้อนแรกเป็นเงิน 140 ล้านปอนด์ (ประมาณ 6140 ล้านบาท) ในการดูแลผู้ลี้ภัยของอังกฤษชุดนี้ จนกว่าผลวีซ่าจะออก

แผนผู้ลี้ภัยรวันดาครั้งนี้ เกิดจากแรงกดดันของชาวอังกฤษให้นายกรัฐมนตรี ริชี ซูนัค ผู้นำของอังกฤษ ลดจำนวนคนเข้าเมืองที่ทำสถิติสูงสุด 7.45 แสนคน เมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา อีกทั้งปัญหาผู้ลี้ภัยที่ลักลอบเข้ามาผ่านทางช่องแคบอังกฤษด้วยเรือลำเล็ก จนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมหลายครั้ง และเพื่อแผนการนี้ รัฐบาลอังกฤษก็ได้เตรียมพิจารณาร่างกฎหมายฉบับเร่งด่วนที่จะระบุให้รวันดาเป็น ‘ประเทศที่ปลอดภัย’ อีกด้วย

อันเนื่องจากประเทศรวันดา เคยเป็นที่รู้จักของชาวโลกจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนเผ่าทุตซี เมื่อช่วงปี 2537 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 8 แสนคนมาแล้ว แต่วันนี้ รัฐบาลอังกฤษออกมาการันตีว่า “รวันดาเป็นประเทศที่ปลอดภัยสำหรับเดินทางและเริ่มต้นชีวิตใหม่”

แต่สำหรับผู้ลี้ภัยที่ตั้งใจมาอยู่ที่อังกฤษอาจต้องคิดหนัก เพราะสุดท้ายต้องมาจบลงที่แอฟริกาแทน พร้อมตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวจากรัฐบาลอังกฤษบินตรงจากลอนดอนถึงรวันดา และที่พักฟรีระหว่างรอฟังผลวีซ่า

และหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ก็อาจจะกลายเป็นโมเดลนำร่องให้แก่ประเทศในยุโรปอีกหลายประเทศที่กำลังประสบปัญหาผู้ลี้ภัยล้นเมือง และต้องการลดปริมาณชาวโรบินฮู้ดที่ลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฏหมายก็เป็นได้

'1.4 แสนชาวไร่อ้อย' เฮ!! ครม.ไฟเขียว จ่ายเงินหนุนตัดอ้อยสดตันละ 120 บาท ขอบคุณ 'รมว.ปุ้ย' จัดให้ หวัง!! อยากให้มีของขวัญแบบนี้ในทุกๆ ปี

(7 ธ.ค. 66) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบเงินสนับสนุนตัดอ้อยสด ในโครงการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น pm 2.5 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ โดยชาวไร่อ้อยจะได้รับเงินสนับสนุนตัดอ้อยสดตันละ 120 บาท คาดว่า มีชาวไร่อ้อยที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 140,000 ราย ทั้งนี้ โครงการฯจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวไร่อ้อย และส่งผลต้นทุนการผลิตอ้อยปรับตัวสูงขึ้น 

จากการคาดการณ์ใน ปี 2567-2568 ถึงแม้อุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่มที่มีการใช้น้ำตาลในการเป็นวัตถุดิบในการผลิตจะขยายตัวเพิ่มขึ้น หากแต่เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาล กลับต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องต้นทุนการเพาะปลูกที่สูงขึ้นทั้งด้านพลังงาน ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช และค่าจ้างแรงงานเก็บเกี่ยวโดยเฉพาะอ้อยสด ซึ่งส่งผลต่อรายได้สุทธิและการตัดสินใจเพาะปลูกของเกษตรกร

ทั้งนี้ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เล็งเห็นปัญหาต่าง ๆ และได้เร่งดำเนินการแก้ไขโดยเริ่มจากการเสนอโครงการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่น pm 2.5 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังประชุมได้ มีการอนุมัติโครงการดังกล่าว ทำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยหนองบัวลำภูที่ทราบข่าวรวมตัวกันเดินทางมาที่รอพบรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีกำหนดการมาดูงานที่โรงงานน้ำตาลเอราวัณ 

เมื่อ น.ส.พิมพ์ภัทรา และคณะได้เดินทางมาถึง นาย สมพร สังข์ศิริ ตัวแทนสมาชิกสมาคมชาวไร่อ้อยหนองบัวลำภู ได้ขอบคุณเป็นภาษาอีสาน ว่า “ผมขอเป็นตัวแทนเกษตรกรชาวไร่อ้อยหนองบัวลำภู และชาวไร่อ้อยไทย ที่ได้รับของขวัญปีใหม่ได้รับเงินสนับสนุนตัดอ้อยสดตันละ 120 บาท รวม ๆ แล้วได้เงินเป็นหมื่นที่สร้างรายได้ให้ครอบครับ และหวังว่าจะมีของขวัญแบบนี้ให้ทุก ๆ ปี แล้วชาวเกษตรกรชาวไร่อ้อยก็มีของขวัญปีใหม่คือสัญญาที่จะทำการเก็บเกี่ยวเฉพาะอ้อยสดเท่านั้นมอบให้ ครม. ด้วยเช่นกัน”

จากการอนุมัติโครงการดังกล่าวส่งผลให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เข้าร่วมโครงการ ประมาณ 140,000 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 8,000 ล้านบาท อีกทั้งการที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสด นั้นมีผลดีหลายอย่าง เช่น จะทำให้อ้อยที่เก็บเกี่ยวมีปริมาณมากขึ้นเพราะไม่สูญเสียจากความร้อนของไฟที่เผาไหม้ หรือสารอาหารแร่ธาตุต่าง ๆ ในดินก็ไม่เสียหาย และที่สำคัญ ยังลดมลพิษ pm 2.5 ในอากาศ เมื่อไม่มีการเผาไหม้ก็เกิดผลดีทั้งเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

‘นักวิจัยจีน’ คิดค้น ‘ขั้วไฟฟ้ากระตุ้นเซลล์ประสาท’  อาศัยเทคโนโลยีอินเทอร์เฟซ ช่วยรักษา ‘โรคสโตรก’ 

เมื่อวานนี้ (6 ธ.ค.66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อไม่นานนี้ การศึกษาที่เผยแพร่ผ่านวารสารแอดวานซ์ แมททีเรียลส์ (Advanced Materials) ระบุว่า กลุ่มนักวิจัยของจีนได้พัฒนาขั้วไฟฟ้ากระตุ้นเซลล์ประสาทสมองไฮโดรเจลแบบฝังเข้าไปในร่างกายชนิดใหม่ เพื่อช่วยการฟื้นตัวของหนูทดลองที่ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือสโตรก ซึ่งช่วยไขกระจ่างเกี่ยวกับการรักษาโรคหลอดเลือดสมองโดยใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เฟซระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์

โรคหลอดเลือดสมอง เป็นสาเหตุหลักของภาวะอัมพาตครึ่งซีกและความผิดปกติด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเทคโนโลยีดังกล่าวคาดว่าจะสามารถช่วยสนับสนุนการควบคุมการยิงสัญญาณของเซลล์ประสาท การทำงานของจุดประสานประสาท และวงจรประสาทสมอง รวมถึงส่งเสริมการฟื้นตัวของเซลล์ประสาทสมองและวงจรเซลล์ประสาทที่เสียหาย

ทีมวิจัยดังกล่าวที่นำโดยจางเฉียง จากสถาบันเคมีประยุกต์ฉางชุน สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน พัฒนาขั้วไฟฟ้าข้างต้นซึ่งสามารถรับข้อมูลเส้นประสาทสมองในจุดกำเนิด และควบคุมเส้นประสาทสมองในระดับเซลล์เดียวได้

ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ติดตามข้อมูลของเซลล์ประสาทสมองเป็นเวลา 8 สัปดาห์ติดต่อกัน และใช้เทคโนโลยีการควบคุมเส้นประสาทด้วยแสง เพื่อควบคุมวงจรประสาทในสมองและการตอบสนองของแขนและขา โดยการควบคุมเซลล์ประสาทที่บาดเจ็บในพื้นที่สมองของหนูทดลองที่ได้รับความเสียหายจากโรคหลอดเลือดสมอง สามารถลดพื้นที่เนื้อเยื่อสมองขาดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมการฟื้นตัวด้านการเคลื่อนไหว

จางระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวสร้างความคืบหน้าในแง่ของการออกแบบขั้วไฟฟ้าตรวจจับเส้นประสาท การติดตามสัญญาณประสาท การควบคุมเส้นประสาท และการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง อีกทั้งมีประโยชน์ในการรับข้อมูลเส้นประสาทสมองและรักษาความผิดปกติของสมอง

นิคมอุตสาหกรรมบลูเทค ซิตี้  จับมือ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  จัดกิจกรรม Art of life สถาปัตย์เพื่อการท่องเที่ยวทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน แห่งแรกของประเทศไทย

วันนี้(7 ธ.ค.66)  นางสาวกมลชญา  ประเสริฐสิน นายอำเภอบางปะกง   พร้อมด้วย นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา  ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมบลูเทคซิตี้  นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และนักเรียนในพื้นที่ อ.บางปะกง  ร่วมกันเปิดกิจกรรม  Art of life   สถาปัตย์เพื่อการท่องเที่ยวทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน แห่งแรกของประเทศไทย  ซึ่งตั้งอยู่ใน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา  เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นางสาวกุลพรภัสร์  วงศ์มาจารภิญญา  ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมบลูเทคซิตี้  กล่าวว่า โครงการพัฒนาทุ่งสมุนไพรป่าชายเลนนี้ จะเป็นบันไดขั้นแรกที่จะสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนของสังคม ทำให้เยาวชนและชุมชนเกิดการอนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรที่ตนมีอยู่ เป็นแหล่งเรียนรู้ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมและภูมิปัญญา สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน พร้อมทั้งต่อยอดความหลากหลายทางชีวภาพ วิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น นำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชน  ซึ่งในอนาคต บลูเทค จะสร้างพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นฮับสมุนไพรป่าชายเลน  โดยทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา และท้องถิ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยว ต่อยอดอาชีพ รายได้ ให้กับคนในชุมชน 

โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ นักเรียนที่เข้าร่วมงาน จะได้ชมนิทรรศการนวัตกรรมพลังงานสะอาด พลังงานบริสุทธิ์ นิทรรศการปูทองขาว ชมสินค้าภูมิปัญญาชาวบ้าน จาก 4 วิสาหกิจชุมชน  การนิเทศผลงานนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และลงพื้นที่ปล่อยปูทะเลจำนวน 1,000  ตัว และร่วมกิจกรรมสถาปัตย์เพื่อท่องเที่ยวทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน ใน 5 ฐานกิจกรรม  ซึ่งนักเรียน จะได้รับความรู้ เกี่ยวกับสรรพคุณพืชสมุนไพรชายทะเล การแปรรูปสมุนไพร และสินค้าจากสมุนไพร  สร้างความรักและตระหนักในการอนุรักษ์ป่าชายเลน ควบคู่การสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้ชุมชน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top