Sunday, 2 August 2026
Hard News Team

'แพรรี่' อธิบายในสมัยพุทธกาล ภิกษุในธรรมสภาต่างพร้อมใจกันเงียบเสียง ตอบคำถาม!! เหตุใดพระพุทธเจ้าถึงสอนธรรมะคนเป็นพัน โดยไม่ต้องใช้ไมโครโฟน

(16 ธ.ค.66) กรณี ‘น้องไนซ์ นิรมิตเทวาจุติ’ เด็กชายวัย 8 ขวบ ที่อ้างว่าเป็นร่างอวตารองค์เพชรภัทรนาคานาคราช สามารถเชื่อมจิตได้ สามารถหยั่งรู้เรื่องราวต่างๆ ทั้งในอดีตและอนาคต แค่เห็นแววตาคนก็จะรู้ได้ว่าใครมีกรรม หรือเคยเป็นนางฟ้ากลับชาติมาเกิดบ้าง โดยมีลูกศิษย์หลายพันคน และมีการตั้งกลุ่มในโอเพนแชต

โดยล่าสุดนั้น น้องไนซ์ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “พระพุทธเจ้าในสมัยที่ท่านสอนธรรมะ บางคนบอกว่า ไม่มีการเชื่อมจิต แต่ที่จริงมีการเชื่อมจิตครับ คือการสอนในสมาธิครับ ในยุคนั้นไม่มีไมโครโฟน คนมาฟังท่านตั้งร้อยพันคน ถ้าท่านไม่สอนในจิต เขาจะได้ยินยังไง คิดกันบ้างสิครับ”

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ล่าสุด ‘แพรรี่ ไพรวัลย์ วรรณบุตร’ อดีตพระชื่อดัง ได้โพสต์เฟซบุ๊กอธิบายถึงกรณีนี้ว่า

“พระพุทธเจ้าสอนคนเป็น 100 เป็น 1,000 ได้ยังไง

ประเด็นเรื่องที่ว่าพระพุทธเจ้าสอนธรรมอย่างไร ในกรณีที่คนฟังมีอยู่เป็นร้อยเป็นพัน ท่านได้เชื่อมจิตไปสอนในสมาธิแบบที่มีคนกล่าวอ้างหรือไม่ ดิฉันจะขอตอบให้แบบสั้นๆ นะคะ

เรื่องนี้ถ้าคนที่เคยศึกษาคัมภีร์ทางศาสนามาบ้าง จะเข้าใจได้ไม่ยากเลยค่ะ

มีหลายที่ในพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสชมภิกษุบริษัทของท่านว่ามีกิริยาอาการงดงาม มีความเคารพเป็นอย่างดีทั้งในตัวท่านและในพระธรรมที่ท่านเทศนาสั่งสอน

ในสมัยพุทธกาล เวลาที่ภิกษุบริษัทท่านอยู่ในธรรมสภานะคะ และท่านเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมา ทุกรูปจะต้องพร้อมใจกันเงียบเสียงค่ะ

นี่ในพระสูตรและอรรถกถากล่าวตรงกันเลย เป็นเรื่องของพุทธคารวตา และธรรมคารวตา (คือการแสดงความเคารพต่อพระพุทธเจ้าและพระธรรม)

ในพระสูตรกล่าวถึงขนาดว่า แม้แต่เสียงจามและเสียงไอยังไม่มีเลยนะคะ

ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าพวกภิกษุบริษัทเหล่านั้น จะพากันสนทนาหรือพูดคุยเรื่องอื่นใดๆ ต่อหน้าพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าท่านตรัสเปรียบด้วยว่า ถ้าท่านเงียบอยู่อย่างนั้นตลอดกัป ภิกษุบริษัทก็จะพากันเงียบอยู่อย่างนั้น จะไม่มีภิกษุรูปใดรูปหนึ่งกล้ายกเรื่องอื่นขึ้นพูดก่อนที่พระองค์จะแสดงธรรม

นี่เป็นเรื่องของมารยาทและอาจาระของภิกษุในสมัยพุทธกาลนะคะ

เรื่องนี้ พระเจ้าอชาตศัตรู ก็เคยพูดถึงไว้อย่างอัศจรรย์พระทัย

เมื่อคราวที่หมอชีวกโกมารภัจจ์พาพระองค์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรกที่อัมพวัน

คือที่อัมพวันเนี่ย พระพุทธเจ้าประทับอยู่กับภิกษุ 1,250 รูป แต่พอพระเจ้าอชาตศัตรูไปถึงกลับเหมือนวัดร้าง

คือมันไม่มีเสียงเจี๊ยวจ๊าว หรือเสียงพูดคุยกันของภิกษุในอัมพวันนั้นเลย

ความเงียบที่ว่านี้ ถึงกับทำให้พระองค์สงสัยว่า ตัวเองกำลังถูกลวงมาลอบปลงพระชนม์นะคะ

อันนี้ก็เป็นเรื่องของอาจาระและวัตรปฏิบัติในการอยู่อย่างสมณะในสมัยพุทธกาลค่ะ ไม่ใช่เรื่องของความวิเศษอะไรเลย

ถ้าใครศึกษาคัมภีร์ทางศาสนามาบ้างจะทราบดีว่าพระพุทธเจ้าตำหนิการอยู่แบบคลุกคลีตีโมง (การเผยแผ่ศาสนาในยุคแรกจึงห้ามการไปทางเดียวกัน 2 รูปไงคะ)

นอกจากพระเจ้าอชาตศัตรู ก็ยังมีพระเจ้าปเสนทิโกศลอีกพระองค์หนึ่งนะคะ ที่อัศจรรย์พระทัยกับอากัปกิริยาของภิกษุบริษัทของพระพุทธเจ้า

อย่างที่เคยตรัสถึงเหตุที่ทำให้พระองค์มีความเคารพศรัทธาอย่างมากเหลือเกินในพระพุทธเจ้าและพระธรรมว่าสมัยใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่บริษัททั้งหลายอยู่ ในบริษัทนั้นสาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า

จะไม่มีเสียงจามหรือเสียงไอเลย เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มาก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝึกพระสาวกได้ดีแล้วอย่างนี้ โดยไม่ต้องใช้อาชญา โดยไม่ต้องใช้ศาสตรา ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงเคยได้เห็นบริษัทอื่นที่ฝึกได้ดีอย่างนี้ นอกจากบริษัทในพระธรรมวินัยนี้

คือแม้แต่พระองค์เองซึ่งเป็นกษัตริย์ มีอำนาจมากก็ยังไม่อาจฝึกข้าราชบริพารไม่ให้พูดสอดขึ้นในระหว่างที่พระองค์กำลังตรัสอยู่ได้เช่นพระพุทธเจ้าเลย

ดังนั้น การสอนธรรมกับคนจำนวนมากของพระพุทธเจ้า จึงเป็นเรื่องของการสื่อสารจำเพาะ ระหว่างพระองค์กับกลุ่มสาวกบริษัทที่ได้รับการฝึกหัดด้วยพระธรรมวินัยอย่างดีแล้วค่ะ

ไม่ใช่เรื่องของการเชื่อมจิต หรือใช้เทคนิคทางอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แต่อย่างใด

แต่ถึงอย่างนั้นนะคะการบอกว่าในธรรมสภามีภิกษุจำนวนมาก ก็ได้หมายความว่าภิกษุจำนวนเท่านั้นทั้งหมด ต้องเป็นผู้ได้ยินได้ฟังธรรมเท่ากันนะคะ

ที่สำคัญในกรณีที่ทรงสอนธรรมกับคนทั่วไปเป็นจำนวนมากๆ มันก็มีทั้งที่ตั้งใจฟังและไม่ตั้งใจฟังเป็นเรื่องปกติค่ะ

มีทั้งที่ฟังแล้วเข้าใจและบรรลุธรรมก็มี มีทั้งที่ฟังแล้วไม่เข้าใจและไม่บรรลุอะไรเลยก็มี ไม่ใช่ว่าสอนได้ทั้งหมด บรรลุธรรมทั้งหมด ไม่ใช่ค่ะ

ต้องเข้าใจให้ชัดแบบนี้ก่อนนะคะ เรื่องการสอนธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พูดส่งเดชไปเรื่อย

แล้วก็ที่ยังขายอยู่นั่นก็คือปลาอินทรีแดดเดียว ปลาหวานเนื้อปลาอินทรี น้ำพริกหรือทุเรียนทอด ฟังธรรมแล้วก็มาสั่งกันบ้าง จบ”
 

‘จีน’ ปลื้ม!! ‘โรคเกิดจากอาหาร’ ระบาดลดลง หลังเข้มงวดตรวจสอบความปลอดภัยมากขึ้น

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.66 สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน (NHC) เปิดเผยว่า จีนเผชิญการระบาดของโรคที่มีสาเหตุมาจากอาหารลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่งสัญญาณความคืบหน้าเชิงบวกในการจัดการความปลอดภัยทางอาหาร

เมื่อวันอังคาร (12 ธ.ค.) เฉาเสวี่ยเทา รองหัวหน้าคณะกรรมการฯ ระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากการดำเนินโครงการติดตามความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางอาหารระดับชาติ

อนึ่ง โรคที่มีสาเหตุมาจากอาหาร หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าอาหารเป็นพิษ เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ ได้เปิดตัวระบบเฝ้าติดตามหลัก 3 ระบบ เพื่อปรับปรุงความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางอาหาร โดยมุ่งเน้นไปที่การติดตามแต่ละกรณีการป่วยของโรคที่เกิดจากอาหาร ติดตามการระบาดของโรคประเภทดังกล่าว และสร้างเครือข่ายการตรวจสอบย้อนกลับระดับโมเลกุลเพื่อระบุแหล่งที่มาของการเจ็บป่วยจากอาหาร

ข้อมูลการติดตามจากศูนย์ประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางอาหารแห่งชาติของจีน พบกรณีการระบาดของโรคที่มีสาเหตุมาจากอาหารกว่า 46,000 รายทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2010-2022 โดยเฉพาะในครัวเรือนและสถานประกอบการจัดเลี้ยงอาหาร

การระบาดในครัวเรือนส่วนใหญ่เกิดจากการกินเห็ดพิษป่าโดยไม่ได้ตั้งใจ และการปนเปื้อนจากแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค ส่วนในสถานประกอบการร้านอาหาร ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคที่เกิดจากอาหารปนเปื้อนแบคทีเรีย

'ดร.เอ้' เชื่อ!! ความรู้ยุคนี้เปิดกว้าง แต่มหาวิทยาลัยก็ยังไม่ถูกทิ้งขว้าง เพราะ 'การอยู่ร่วมกัน-เรียนรู้ชีวิตที่แท้จริง' หาไม่ได้จากสื่อโซเชียล

เมื่อไม่นานมานี้ ติ๊กต็อกช่อง @aesuchatvee ของ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตนายกสภาวิศวกร และอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ได้โพสต์คลิปวิดีโอช่วงหนึ่งของรายการ Secret Sauce หลังจากได้ให้สัมภาษณ์ในประเด็น ‘มหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่ไหม?’ ในโลกที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากหลากหลายแหล่ง ซึ่ง ดร.เอ้ ก็ได้แชร์มุมมองเอาไว้ว่า...

“มหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่หรือไม่นั้น...เราไม่สามารถตอบได้ อีก 20 ปีอาจจะไม่อยู่แล้วก็ได้ แต่การศึกษาจะยังคงมีอยู่ เพราะฉะนั้นไม่มีใครตอบได้ ดังนั้น แล้วมันยังจําเป็นไหม ขอยืนยันว่าจําเป็น… เพราะมหาวิทยาลัยมันไม่ได้สอนวิชาการเท่านั้น“

จากนั้น ดร.เอ้ ได้ยกภาพยนตร์เรื่อง Good will hunting เพื่ออธิบายต่อว่า “Good will hunting เป็นจุดกําเนิดของ ‘แมตต์ เดม่อน’ กับ ‘เบน แอฟเฟล็ก’ ที่ได้ ‘โรบิน วิลเลียมส์’ มาแสดงเป็นครูมัธยม ซึ่งในหนังพระเอกซึ่งก็คือ แมตต์ เดม่อน รับบทเป็นภารโรงประจำสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (MIT) แต่เกเร เรียกว่าได้เอาไม่อยู่ จึงต้องให้ครูมัธยมอย่างโรบิน วิลเลียมส์มาสอน ปรากฏว่าเด็กอัจฉริยะคนนี้มันเกเรจริง ๆ จากนั้นโรบิน วิลเลียมส์จึงพาไปนั่งสวนสาธารณะที่บอสตัน ซึ่งฉากนี้เป็นฉากที่ได้รับรางวัลออสการ์ ‘เขียนบทยอดเยี่ยม’ โดยโรบิน วิลเลียมส์ได้พูดกับพระเอกเอาไว้ว่า ‘รู้นะ...ว่าเธออ่านหนังสือทั่วโลกมาแล้ว เธออ่านหนังสือเล่มภายในไม่กี่นาที เธออาจจะรู้นะว่าในโบสถ์ซิสทีนที่วาติกันนั้นไมเคิลแอนเจโลเขียนรูปอะไรไว้บ้าง หรือเขียนรูปพระเจ้าชนนิ้วยังไงบ้าง แต่เธอไม่เคยไป…เพราะฉะนั้นความรู้ที่เธอมีจากที่อ่านมา เธออาจจะตอบคําถามได้ทุกอย่างทั่วโลก แต่เธอไม่เคยไปสัมผัส เธอจึงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าแท้จริงแล้วนั้น โบสถ์ซิสทีนไมเคิลแองเจโลทำได้ยังไง…เพราะเธอไม่เคยสัมผัสกลิ่น ไม่ได้รับรู้ถึงบรรยากาศ ซึ่ง ’มหาวิทยาลัย‘ คือตรงนั้น…’

ดังนั้น มหาวิทยาลัยจะเป็นทุกอย่าง ไม่ว่าการอยู่ร่วมกัน เพราะอาจารย์มหาวิทยาลัยในไทยเก่งแค่ไหนก็คงไม่เก่งเท่าอาจารย์ฟิสิกส์ที่ได้ Nobel Prize ที่ฮาเวิร์ดหรือที่ทําพอดแคสต์...อาจารย์ลาดกระบังเก่งแค่ไหน ก็คงสู้วิศวะจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ไม่ได้ เขาก็ไปเรียนได้อยู่แล้ว แต่การมาเรียนที่ ม.ลาดกระบัง, ม.จุฬาฯ, ม.เกษตรฯ, ม.ธรรมศาสตร์ หรือ ม.ราชภัฏต่าง ๆ การมาอยู่ร่วมกัน การได้เป็นศิษย์เป็นครูกัน และการเห็นคนที่เสียสละ…วันหนึ่งนั้นเขาก็ต้องเป็นคุณพ่อคุณแม่ เป็นผู้นําองค์กร และมีครูที่ใกล้ตัวเป็นโรโมเดล ได้ทํากิจกรรมชมรม ออกกําลังกายด้วยกัน รู้แพ้รู้ชนะ โดยถ้าหากแพ้ก็ไม่ได้ชกต่อยกัน สอนให้รู้จักความเป็นผู้นํา ให้รู้จักเสียสละ สิ่งพวกนี้แหละที่ทำให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยนั้นยังมีความจําเป็นที่สุด…

'เดชอิศม์' เละ!! ถูกโซเชียลจับโป๊ะกลางรายการ หลังบอกผู้ใหญ่ใน ปชป.ไม่หนุนโหวต 'มาดามเดียร์'

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.66 นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค ปชป. ให้สัมภาษณ์ในรายการคมชัดลึก ประเด็นที่มีความพยายามสกัดกั้นคุณวทันยา บุนนาค หรือ มาดามเดียร์ ไม่ให้ผ่านคุณสมบัติในการลงสมัครหัวหน้าพรรค ปชป. เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา ว่า...

ตนและกลุ่ม สส.ปชป. เกือบทั้งหมดยกมือสนับสนุนมาดามเดียร์ในการลงสมัคร แต่ผู้ใหญ่ในพรรค ปชป. ไม่สนับสนุนมาดามเดียร์ 

อย่างไรก็ตาม ชาวโซเชียลต่างวิจารณ์นายเดชอิศม์ เป็นอย่างมากว่า 'พูดเท็จ' กลางรายการ เนื่องจากมีภาพวิดีโอในวันเลือกหัวหน้าพรรค ปชป. อย่างชัดเจนว่า ผู้ใหญ่ในพรรค ปชป. โดยเฉพาะท่านชวน หลีกภัย เป็นผู้ลุกขึ้นยืนขอเสียงสนับสนุนให้มาดามเดียร์ แต่กลับเป็น สส.กลุ่มนายเฉลิมชัย และ นายเดชอิศม์ รวมถึง นางสาวสุภาพร กำเนิดผล (ภรรยา นายเดชอิศม์) เอง ที่กลับนั่งเฉยก้มหน้าไม่ยกมือให้มาดามเดียร์ลงสมัครหัวหน้าพรรค ทำให้ชาวเน็ตต่างวิพากษ์วิจารณ์คำพูดที่ไม่เป็นความจริงของเลขาธิการพรรค ปชป. เป็นอย่างมาก

'รศ.ดร.วินัย' วิเคราะห์!! เหตุผลที่ 'ซาอุฯ' ยังไม่ถูกนับเป็นประเทศพัฒนา ภายใต้ห้วงเวลาสั่นคลอนอนาคต หากทรัพยากรน้ำมันหมดไป

(16 ธ.ค.66) รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) ได้โพสต์ข้อความในหัวข้อ 'ซาอุดีอาระเบีย' ระบุว่า...

ปีนี้ 2023 หรือ พ.ศ. 2566 นับถึงเดือนธันวาคม ผมเดินทางมาราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย (KSA) ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 หากนับรวมครั้งอื่นๆ ผมมีโอกาสเยี่ยมเยียน KSA มากกว่าสิบครั้งแล้ว แต่บอกตามตรงว่ายังรู้จักประเทศนี้ไม่ลึกซึ้งสักเท่าไหร่ รู้แต่ว่าประเทศนี้ระยะหลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายเป็นเช่นเดียวกับประเทศไทยนั่นคือการก้าวขึ้นสู่ความเป็นประเทศพัฒนาแล้ว (Developed country) ซึ่งหมายถึงเวลานี้ KSA ที่แม้มีรายได้ต่อหัวประชากรต่อปีสูงถึง 21,069 USD มากกว่าที่กำหนดไว้สำหรับประเทศพัฒนาแล้วซึ่งอยู่ที่ 12,500 USD ทว่ายังไม่นับเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น

ความเป็นประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้นับกันแค่รายได้ต่อหัวประชากรต่อปี แต่นับแหล่งรายได้จากอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี, การศึกษา, สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ทั่วถึง ความเหลื่อมล้ำด้านการพัฒนาระหว่างเมืองและชนบท รวมถึงด้านเศรษฐกิจของประชากรที่ไม่กว้างมากนัก นับกันหลากหลายเช่นนี้ KSA จึงยังไม่ใช่ประเทศพัฒนาเนื่องจากรายได้ 85% มาจากการค้าน้ำมัน รายได้จากแหล่งอื่นยังไม่หลากหลาย ประเทศในตะวันออกกลางที่อาจนับเป็นประเทศพัฒนาแล้วมีเพียงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือ UAE ที่ประสบความสำเร็จจากการพัฒนาแหล่งรายได้ด้านอื่นๆ นอกเหนือจากน้ำมัน

เพราะ KSA ยังไม่ใช่ประเทศพัฒนาแล้ว จึงทำให้ประเทศนี้เร่งพัฒนาเศรษฐกิจสาขาต่างๆ เป็นการใหญ่กำหนดวิชั่น Saudi 2030 ผลักดันประเทศให้ก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ขจัดความเหลื่อมล้ำของประชากร เร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเห็นได้จากการให้สิทธิด้านการศึกษา การประกอบอาชีพของสตรีที่มีมากขึ้น ต้องไม่ลืมว่าสตรีคือครึ่งหนึ่งของทรัพยากรมนุษย์ที่ประเทศมีอยู่ การที่ UAE ได้รับการจัดเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม OECD ในปี 2023 ช่วยกระตุ้นให้ KSA เร่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตนเองมากขึ้นเพื่อตาม UAE ให้ทัน ประเทศอย่าง UAE พัฒนาโครงการอวกาศสำเร็จไปแล้ว มีเงินอย่างเดียวจึงไม่ช่วย ต้องใช้สมองและสองมือ ทั้ง work & wisdom เน้นกันอย่างนั้น โดยไม่สูญเสียเอกลักษณ์ของประเทศทั้งด้านศาสนาและวัฒนธรรม

การบ้านใหญ่ของ KSA คือประเทศจะดำรงอยู่อย่างไรให้มาตรฐานการดำรงชีวิตของประชากรไม่สั่นคลอนในอนาคตที่ทรัพยากรน้ำมันหมดไปแล้ว การพัฒนาอุตสาหกรรม ธุรกิจ การค้า เพื่อโอกาสใหม่ๆ ของประเทศจึงต้องเร่งทำ สำคัญคือการพัฒนานวัตกรรม (innovation) การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ขึ้นในสังคม KSA กำลังมองโอกาสทางด้านนี้ และมหาวิทยาลัยคือ แหล่งสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นต้นน้ำของการพัฒนาทุกๆด้าน เป็นเหตุผลที่ทางกระทรวงการศึกษาของ KSA ส่งคนระดับรัฐมนตรีและทีมงานจากหลายมหาวิทยาลัยไปเยี่ยมเยียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล (ศวฮ.) เมื่อเร็วๆ นี้เพื่อโอกาสในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมและทีม ศวฮ.ต้องเดินทางมาเยือน KSA

‘รศ.ดร.สมพงษ์’ มอง ‘แลนด์บริดจ์’ อาจเป็นได้แค่ทางผ่าน หากมองข้ามการยกระดับเป็น ‘ศูนย์กลางการค้า’ ใต้แผนนี้

จากรายการ THE TOMORROW ได้พูดคุยกับ รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อาจารย์พิเศษหลักสูตรสหสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ในประเด็น 'แลนด์บริดจ์ หรือจะเป็นได้แค่ทางผ่าน?' เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.66 โดยจากผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย ที่ได้ศึกษาให้กับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ซึ่ง รศ.ดร.สมพงษ์ เป็นหนึ่งในทีมงานการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ด้วยนั้น ได้เปิดเผยว่า...

การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์นี้ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ แต่มีการศึกษามาแล้วอย่างน้อย 2-3 ครั้ง โดยโครงการนี้จะมีการสร้างท่าเรือในฝั่งชุมพร และระนอง ประกอบไปด้วยการสร้างรถไฟและทางมอเตอร์เวย์เชื่อมโยงกัน พร้อมกับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC ควบคู่ 

ทั้งนี้โครงการแลนด์บริดจ์มีการคาดการณ์เรือที่จะมาใช้บริการ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าของไทยเรามากที่สุด คือ การถ่ายลำ (Transshipment) 78% กลุ่มสินค้าไทย 18%  กลุ่มสินค้าจีน 4% 

ถ้าพิจารณาจากข้อมูลตรงนี้ ก็ทำให้เกิดคำถามว่ากลุ่มสายเรือที่ต้องถ่ายลำที่คาดหวังสูงถึง 78% นั้น จะมาใช้แลนด์บริดจ์จริงหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่จะต้องเปลี่ยนเส้นทางมาจากช่องแคบมะละกา และถ้าเรือขนาดใหญ่ไม่เทียบท่าขนถ่าย ท่าเรือที่ออกแบบไว้ก็จะไม่คุ้มค่าในการลงทุน 

รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวอีกว่า จากงานวิจัยที่ได้ศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบเบื้องต้นและความเหมาะสมในการพัฒนาเส้นทางการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าทั้งสองฝั่งทะเล อ่าวไทยกับอันดามัน ซึ่งมีด้วยกันหลักๆ 3 โครงการ คือ การขุดคลองไทย, แลนด์บริดจ์ และ การเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกทวายในฝั่งพม่า โดยงานวิจัยได้ศึกษา 3 ทางเลือกพร้อมกัน 

“ทว่าจากการศึกษาทั้ง 3 โครงการผลการศึกษา สะท้อนถึงความไม่คุ้มค่า ทั้งในด้านในมิติเศรษฐกิจ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม ที่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะชายฝั่งทะเลหรือไม่อย่างไร นอกจากนี้ยังมีมิติของความมั่นคง ซึ่งน่ากังวลอยู่ ขณะเดียวกันถ้ามองในแง่การสนับสนุน ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) แน่นอนว่าเราก็จะสามารถเพิ่มศักยภาพท่าเรือที่มีอยู่ได้ แต่ก็ต้องตอบให้ได้ว่ามีเป้าหมายในการพัฒนาเรื่องใด และมีความจำเป็นในการใช้ท่าเรือหรือไม่ หรือจะส่งเสริมในเชิงท่องเที่ยวสุขภาพ เน้นบริการด้านสุขภาพ ก็สามารถพัฒนาได้ในอนาคต”

เมื่อถามว่า แล้วโดยสรุปโครงการแลนด์บริดจ์จะคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไปหรือไม่? รศ.ดร.สมพงษ์ มองว่า “ด้วยงบประมาณที่มากถึง 1 ล้านล้านบาท ถ้าเกิดไม่มีลูกค้าสายเดินเรือมาถ่ายลำตามคาดการณ์จริงๆ จะทำอย่างไร ตรงนี้เป็นคำถามที่ต้องพิจารณา ซึ่งไทยเองก็ยังไม่เคยทำโครงการที่มีการลงทุนมากขนาดนี้ อีกอย่างถ้ามาดูประโยชน์จริงๆ แล้วเหมือนไทยได้เก็บเพียงค่าผ่านทางเท่านั้น อาจไม่คุ้มค่า โดยแบ่งเป็น การขนถ่ายสินค้าไทย 20% อีก 80% คือสินค้าผ่านทาง หมายความว่าเราจะได้เพียงค่าผ่านทาง กลับกันสิงค์โปร์เองไม่ได้เก็บเพียงค่าผ่านทาง แต่เขามองตนเองเป็นศูนย์กลางการค้า ขณะที่ไทยไม่ได้มองเป็นศูนย์กลางการค้า เราจะเน้นแต่การผลิตเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นไทยควรสร้างความสามารถทางการค้าเพิ่มขึ้นควบคู่ … แลนด์บริดจ์ จึงจะไม่เป็นเพียงแค่ทางผ่านเท่านั้น”

รู้จัก 'พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ' ยอดมวยจอมคลาสสิก สู่ห้วงเวลาแห่งเกียรติยศ 'วีรบุรุษเหรียญทองโอลิมปิก'

(16 ธ.ค.66) จากเพจ 'มวย ติดมันส์' ได้โพสต์ประวัติการชกมวยของ 'สมรักษ์ คำสิงห์' ในหัวข้อ 'ยอดมวยจอมคลาสสิก พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ' ระบุว่า...

สมรักษ์ คำสิงห์ หรือ พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ เกิดเมื่อ : 16 มกราคม 2516 

อดีตปะทะมวยดังร่วมยุคมากมาย ทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง เช่น แชลง ศิลปากร, ศักดิ์มงคล ศิษย์ชูโชค, รุ่งเรือง เกียรติอนันต์, พันเก้า ส.ธนิกุล, รุ่งโรจน์ ส.ซากไผ่, วุฒิชัย ส.เพลินจิต, ซามัด ผู้ครองฟ้า, พนมรุ้ง ศิษย์ สวป, นพเดช นฤมล,วารุณี ส.เพลินจิต, ทนงเดช เพชรพญาไท,ศักดิ์ชัย วงเวียนใหญ่, ปีใหม่ อ.ยุทธนากร, คึกฤทธิ์ ส.นายายอาม, ชาติชายน้อย ชาวไร่อ้อย, สุขเกษม เดชชวลิต, เสมอน้อย ต.บุญเลิศ, นำขบวน หนองกี่พาหุยุทธ, บุญหลาย ส.ธนิกุล, เด่นเหนือ เด่นโมฬี, ฉมวกเพชร ช่อชะมวง, สุวิทย์เล็ก ส.ส สกาวรัตน์, ช้างน้อย ศรีมงคล, บัวขาว ป.พิสิฐเชษฐ์ เป็นต้น

ปัจจุบันอายุ 50 ปี

สำหรับเส้นทางสู่วีรบุรุษเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกของไทย เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1995 โดย สมรักษ์ ได้เหรียญทองจากกีฬาซีเกมส์ที่เชียงใหม่ และผ่านการคัดเลือกไปแข่งกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1996 ที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา 

หลังเอาชนะคู่ต่อสู้ในรอบแรกจากเปอร์โตริโก 13-2 ต่อด้วยการชนะนักชกจากแอฟริกาใต้ 12-7 ชนะนักกีฬาจากรัสเซีย 13-4 รวมทั้งชนะนักชกอาร์เจนตินา 20-8 

และในที่สุดเขาก็สร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศไทยได้สำเร็จ ด้วยการคว้าเหรียญทองจากโอลิมปิกเหรียญแรก โดยเอาชนะ เซราฟิม โทโดรอฟ จากบัลแกเรีย ด้วยคะแนน 8-5 ในการชกรอบชิงชนะเลิศ วันที่ 4 สิงหาคม 1996 

>> สำหรับ เกียรติประวัติ ที่ผ่านมามีดังนี้

- แชมป์นักเรียนนวมทอง 5 ปีซ้อน
- แชมป์มวย กทม. 2 ปี
- แชมป์กีฬาแห่งชาติที่อยุทธยา
- ตัวแทนทีมชาติไปโอลิมปิก (สเปน)
- เหรียญทองแดงมวยทหารโลก (เดนมาร์ก)
- เหรียญทองเอเชียนเกมส์ (ญี่ปุ่น)
- เหรียญเงินเมเยอร์คัพ (ฟิลิปปินส์)
- เหรียญทองชิงแชมป์เอเชีย (อิหร่าน)
- เหรียญเงินมวยเวิลด์คัพ (กรุงเทพ)
- เหรียญทองกีฬาซีเกมส์ (เชียงใหม่)
- เหรียญทองโอลิมปิก (2539) สหรัฐอเมริกา (คนแรกของไทย) 

‘แพทย์’ แชร์เคสผู้ป่วยวัย 70 สัมผัสฝุ่น-มลภาวะเป็นเวลานาน จน ‘ปอดแฟบ-หลอดลมดำ’ ซ้ำ!! เสี่ยงเผชิญวัณโรค-มะเร็ง

(16 ธ.ค.66) กลายเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่โลกออนไลน์กำลังสนใจขณะนี้ หลังจาก พญ.ณัฐกานต์ ชื่นชม แพทย์อายุรกรรมโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลแม่สอด จ.ตาก โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Nuttagarn Chuenchom’ ระบุว่า

“วันนี้มีเคสน่าสนใจมาแชร์ค่ะ ผู้ป่วยชาย อายุ 70 ปี มาด้วยอาการไอเรื้อรังมีเสมหะปนเลือด หอบเหนื่อยจนเดินไม่ค่อยไหว ผอมน้ำหนักลด CXR มีคล้ายปอดอักเสบที่ด้านขวาล่าง แต่ก็คล้ายก้อน

CT ปอด พบลักษณะคล้ายก้อนที่ปอดขวาล่าง Xray ให้ความเห็นว่าเหมือนก้อนมะเร็ง น้อง ๆ ที่วอร์ดจึงคอนซัลเบียร์ไปทำ Bronchoscope ส่องเข้าไปเจอแบบนี้เลยค่ะ หลอดลมเป็นสีดำทั่ว ๆ กระจายเป็นหย่อม ๆ ตกใจเลยเพราะไม่เคยเจอ ไอ้เราก็เป็นหมอ ID ซะด้วย เคสปอดที่ล้ำ ๆ และยากก็ต้องค่อย ๆ ศึกษาไป

ตอนนี้รู้แล้วค่ะว่าเขาเรียกว่า Bronchial anthracosis หรือ Bronchial anthracofibrosis (BAF) ผู้ป่วยรายนี้หยุดสูบบุหรี่ไปกว่า 20 ปีแล้วแต่มีอาชีพทำไร่ทำสวนสัมผัสฝุ่นควันและมลภาวะเป็นเวลายาวนาน ฝุ่นถ่านดำที่เข้ามาในหลอดลมของเราก็จะทำให้เกิดพังผืดมากและเกิดการตีบ ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดปอดติดเชื้อปอดอักเสบเนื่องจากการอุดกั้น เกิดปอดแฟบ (atelectasis) ที่เห็นในฟิล์มเป็นลักษณะคล้ายก้อนนั่นล่ะค่ะ

ผู้ป่วยจึงมีอาการไอเรื้อรัง อาการหอบเหนื่อย เพราะหลอดลมและเนื้อปอดผิดปกติ ถ้าเป็นหนักมาก ๆ คือโดนเนื้อปอดด้วยเรียก Black lung disease หรือโรคปอดถ่านหินเช่นที่เกิดในคนงานเหมืองถ่านหิน

นอกจากนี้ยังพบว่าสัมพันธ์กับการเป็นวัณโรคได้ 20% และเป็นโรคมะเร็งได้ 10% ตอนนี้ก็รอผลตรวจน้ำล้างปอดของคนไข้ก่อน แต่ไม่ได้ตัดชิ้นเนื้อเพราะหาก้อนไม่เจอ ระหว่างนี้รักษาปอดอักเสบ (Obstructive pneumonia) ไปก่อนค่ะ

จึงขอบันทึกไว้ว่าครั้งหนึ่งได้ตรวจพบภาวะนี้

Bronchial anthracosis or Bronchial anthracofibrosis

รักษาปอดกันไว้ให้ดีนะคะ สัมผัสมลพิษ ฝุ่นควันดำขนาดใหญ่มาก ๆ เข้าอาจเกิดหลอดลมหรือปอดพังได้เพราะสิ่งนี้ค่ะ”

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ไปไม่นานมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก เช่น

- “จะเลี่ยงยังไงก่อน อากาศทุกวันนี้ ไม่รู้จะฟอกยังไงแล้วอ่า”
- “อีกหน่อยจะเป็นโรคหาง่าย ต้องมีติดปอดกันทุกคนใช่มั้ยครับคุณหมอ”
- “ขอแชร์ต่อนะคะ แถวบ้านเผาถ่านเป็นอาชีพ เผาขยะ จนคนที่บ้านป่วยเข้า รพ. ไม่รู้จะหนีย้ายไป”

ขณะที่ ‘หมอแล็บแพนด้า’ ก็แชร์เรื่องราวนี้เช่นกัน โดยระบุว่า

“หลอดลมดำ ปอดแฟบได้เลยนะครับ

ผู้ป่วยรายนี้มีอาชีพทำไร่ทำสวน สัมผัสฝุ่นควันและมลภาวะเป็นเวลายาวนาน ฝุ่นถ่านดำที่เข้ามาในหลอดลมของเราก็จะทำให้เกิดพังผืดมากและเกิดการตีบ เกิดปอดแฟบ ถ้าเป็นหนักมาก ๆ คือโดนเนื้อปอดด้วยเรียก Black lung disease หรือโรคปอดถ่านหินเช่นที่เกิดในคนงานเหมืองถ่านหิน

หลีกเลี่ยงการสัมผัสมลพิษ ฝุ่นควันดำถ้าเข้าร่างกาย อาจเกิดหลอดลมดำหรือปอดพังได้นะครับ”

'Design Village' จัดหนัก!! ทุ่มกว่า 20 ลบ. ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ยกกองทัพศิลปินเสิร์ฟความสนุก ปักหมุดสาขาบางนา-เกษตร นวมินทร์

(16 ธ.ค.66) Design Village เล่นใหญ่จัดเต็ม ยกกองทัพศิลปินพร้อมส่งความสุขให้ทุกคน กับเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในธีมงาน Design Village Let's Celebrate 2024

งานนี้ทุ่มงบกว่า 20 ล้านบาท ตกแต่งสถานที่ด้วยต้นคริสต์มาสยักษ์ ที่มีความสูงกว่า 10 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านของเหล่าตุ๊กตาขนมขิงสุดกวน พร้อมไฟประดับสุดอลังการ และยังมีกิจกรรมพิเศษ ชวนน้องๆ มาส่งจดหมายถึงคุณลุงซานต้า พร้อมลุ้นรับของรางวัลฟรี สามารถร่วมกิจกรรมได้ที่ Design Village เกษตร - นวมินทร์ และ Design Village บางนา ตั้งแต่วันนี้ - 7 มกราคม 2567

นอกจากนั้นยังมีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังมากมาย เริ่มกันที่งาน Bangna Fun Friends Fest. 2023 นำทัพความสนุกด้วย สิงโต นำโชค, Season Five, Squeez Animal, F.HERO, Musketeers และ Yokee Playboy งานนี้นอกจากความสนุกสนาน ยังมีร้านอาหารเครื่องดื่มมาร่วมออกบูธกันมากมาย มาร่วมสนุกไปด้วยกัน ตั้งแต่วันที่ 8 - 17 ธันวาคม 2566 ที่ Design Village บางนา

ต่อด้วยงาน Kaset - Nawamin Mun Milk 2023 ลานนมบรรยากาศน่ารักๆ ย่านเกษตร - นวมินทร์ ที่มีศิลปินมากมาย พร้อมมาให้ความสนุกกันอย่างเต็มที่ เริ่มที่ ส้ม มารี, Cocktail, MIRRR, Serious Bacon, Bell Warisara, Yented และ New Country มาจิบนม กินขนมปังปิ้ง ฟังเพลงเพลินๆ กันได้ที่ Design Village เกษตร - นวมินทร์ ตั้งแต่วันที่ 13 - 17 ธันวาคม 2566

ไม่หมดเพียงเท่านั้น ยังมี Promotion สุดปัง เพียงนำใบเสร็จที่ช็อปครบตามเงื่อนไข นำไปแลกเก้าอี้ Camping มูลค่า 790 บาท สีขาวสุดมินิมอล พกพาสะดวก ตั้งแต่วันนี้ - 7 มกราคม 2567 ที่ Design Village ทุกสาขา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top