Monday, 3 August 2026
Hard News Team

‘เยาวชน SEED Thailand ภาคใต้’ ร่วมแรงร่วมใจแพ็กถุงยังชีพ พร้อมลงพื้นที่นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในชายแดนใต้

เนื่องจากสถานการณ์มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ทำมีสถานการณ์น้ำท่วมใน 5 จังหวัด ได้แก่ สตูล, สงขลา, ปัตตานี, ยะลา และนราธิวาส ทำให้มีอาคารบ้านเรือนพี่น้องชาวใต้ ได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบและเดือดร้อนหลายหลัง ประชาชนในบางพื้นที่ในประกาศก็ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์น้ำท่วมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดยะลาและนราธิวาส ที่ฝนตกหนักต่อเนื่องมาหลายวัน จนชาวบ้านในจังหวัดนราธิวาสถึงกับบอกว่า “น้ำท่วมครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่หนักที่สุดในรอบ 50 ปี”

น้ำท่วมหนักในครั้งนี้ ส่งผลให้ถนนสายหลักในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสถูกตัดขาดหลายจุด ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนท่วมมิดหลังคาบ้านในหลายพื้นที่ ขณะที่ประชาชนหลายหมื่นคนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนักครั้งนี้ ประชาชนบางส่วนไม่สามารถออกจากบ้านได้ และติดอยู่บนชั้น 2 หรือบนหลังคาบ้าน นอกจากนี้ โรงเรียนหลายแห่งต้องประกาศหยุดการเรียนการสอน

โดยในวันนี้ (29 ธ.ค. 66) ‘เยาวชน SEED Thailand’ ได้ร่วมแพ็กถุงยังชีพ และนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ในโครงการ ‘ไทยรวมใจ’ โดยมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม และเครือข่ายเยาวชน SEED Thailand ขอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมส่งกำลังใจให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้โดยเร็ว

📍ท่านที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคเงินสนับสนุน สามารถบริจาคได้ที่บัญชี มูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ หมายเลขบัญชี 405-523655-3 และส่งหลักฐานการบริจาคได้ที่ Line : @946scqgt

‘จตุพร’ ชี้!! การเมืองปี 66 เป็นปีแห่งการตลบตะแลง ตระบัดสัตย์ไร้ยางอาย จับตา!! ทิศทางการเมือง 3 เดือนแรก ปี 67 ส่อชิงเหลี่ยม-เฉือนคมรุนแรง

‘จตุพร’ ฟาดนักการเมืองส่งท้ายปี 66 ยังส่อนิสัยโกหก กะล่อน ตระบัดสัตย์สิ้นยางอาย คาดสัญญาณเปลี่ยนเริ่มเห็นร่องรอยใน 3 เดือนแรกปี 67 ปนเปด้วยปัญหาทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ขย่มอารมณ์สงสัยดีลฟ้าใส เอื้ออภิสิทธิ์ชน จับตาก่อน สว.พ้นอำนาจ ส่อหักโค่น ชิงเหลี่ยมกันรุนแรง

(29 ธ.ค. 66) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ส่งท้ายปี 2566 ว่า เป็นปีที่นักการเมืองแสดงความหน้ามึน ด้านชาออกมา มีทั้งโกหก ตลบตะแลง ตระบัดสัตย์แต่อ้างประชาชนอย่างสิ้นยางอาย ดังนั้น ในปี 2567 ปัจจัยเปลี่ยนการเมืองจะส่งสัญญาณตั้งแต่ใน 3 เดือนแรก โดยเริ่มจากร่องรอยของศาล รธน.นัดตัดสิน 3 คดีสำคัญใน ม.ค. 2567

นายจตุพร กล่าวว่า การเมืองปี 2566 เป็นปีแห่งการโกหก ตลบตะแลง ตระบัดสัตย์ ไม่มีความตรงไปตรงมา ส่วนในปี 2567 จะเป็นปีเริ่มต้นทำความจริงให้ปรากฏอันเป็นผลจากการโกหกแต่ละเรื่อง เมื่อการเมืองมีอะไรซ้อนทับมากกว่าที่จะแลเห็นได้เป็นปกติ ดังนั้น ปี 2567 จะเน้นการวิเคราะห์พวกตลบตะแลงทางการเมือง

อีกทั้งชำแหละการจัดตั้งรัฐบาลในปี 2566 ว่า การวิเคราะห์พวกกล่อนทางการเมืองนั้น ย่อมยากจะหาความจริงได้ถูกต้องทั้งหมด เหตุนี้ จึงต้องพยายามคลี่คลายหาผลของการดีลทุกอย่างที่เกิดขึ้นในปี 2566 ให้พบ ซึ่งทำความสมดุลให้เกิดขึ้นกับความรู้สึกของสังคมด้วย

“การดีล (ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้านและตั้งรัฐบาลเพื่อไทย) ที่ได้ประโยชน์กันนั้น แต่ประชาชนเสียความรู้สึก ในซีกของผู้มีอำนาจรัฐบาลอาจจะสมประโยชน์ ถ้าประชาชนเสียความรู้สึกแล้วไปกระทบจิตใจในระยะยาวและขยายกว้างขึ้น แม้วันนี้ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่อะไรถ้าประชาชนเห็นว่ามากไป ประวัติศาสตร์สอนถึงการลุกฮืออย่างรวดเร็วของประชาชนมามากแล้ว”

นายจตุพร กล่าวว่า กรณีคดีของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยกฟ้อง สะท้อนถึงผลแนวโน้มจะกลับบ้านด้วยเช่นกัน แต่ยิ่งลักษณ์ ยังมีคดีที่มีคำพิพากษาโทษเด็ดขาด 5 ปีอยู่ สิ่งสำคัญในการจัดลำดับกลับไทย ที่ทักษิณ นำร่องมาแล้ว โดยไม่ต้องติดคุกสักวัน หากยิ่งลักษณ์ ทำตามก็จะเป็นเรื่องใหญ่ในอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน

อีกทั้งยังกล่าวว่า หากยิ่งลักษณ์ รอให้ทักษิณ ออกจาก รพ.ตำรวจ ชั้น 14 เพื่อกลับบ้าน แล้วจึงกลับมา ยิ่งจะทำให้ทั้งทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ต้องติดกับความไม่พอใจของประชาชน อย่างไรก็ตาม ในทางการเมืองเหตุการณ์เช่นนี้ จะมีการดีลกันเป็นตอนๆ ตามแต่ละเรื่องที่แต่ละฝ่ายต้องการ ดังนั้น สถานการณ์ปี 2567 จึงต้องติดตามใกล้ชิด

นอกจากนี้ ในปี 2567 คดีเกี่ยวกับนักการเมืองจะมีอยู่มากมาย ที่น่าสนใจ คือ ศาล รธน.นัดอ่านคำวินิจฉัยใน ม.ค. ถึง 3 กรณีใหญ่ๆ ที่นักการเมืองพัวพันอยู่ ทั้งคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กรณีหุ้นไอทีวี และการชี้ขาดคดีพรรคก้าวไกลล้มล้างการปกครอง กรณีหาเสียงแก้ ม.112

รวมถึง การสิ้นสุดอำนาจของ สว.ในกรณีโหวตเลือกนายกฯ ตั้งแต่กลาง พ.ค. 2567 ดังนั้น ถ้านายเศรษฐา ทวีสิน อยู่รอดจนถึง สว.ปัจจุบันหมดอำนาจไป จึงต้องมาคำนวณปัจจัยดีลทางสถานการณ์ทางการเมืองใหม่อีกครั้ง

“เราจึงคาดกันว่า ถ้าเห็นร่องรอยในการเปลี่ยนแปลงแล้ว ต้องลงมือก่อนจะเกิดการยุบสภา อีกอย่างการยุบก้าวไกลยิ่งทำให้พรรคนี้เติบโตสูงขึ้น รวมทั้งผลการดีล 22 ส.ค. 2566 นั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อใด เพราะผลการดีลจะบ่งชี้ถึงการไม่รอ สว.ให้หมดวาระ แต่จะลงมือการเปลี่ยนแปลงกันก่อน เนื่องจากต้องการเสียง สว.มาควบคุมสถานการณ์ต่างๆ เอาไว้ในมืออีก”

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าต้องการเปลี่ยนนายกฯ แล้ว ย่อมเกิดขึ้นก่อนเวลา 2 เดือนที่ สว.จะครบวาระคือในเดือน มี.ค.กับ เม.ย. ดังนั้น ถ้าเปลี่ยนตัวนายกฯ แล้ว นายเศรษฐา จัดเป็นนายกฯ ที่ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินเลย ซึ่งจะเป็นความแปลกประหลาดมาก

อย่างไรก็ตาม งบประมาณ 2567 กว่าจะเข้าสภาและผ่านออกมาจะเหลือเวลาใช้ประมาณ 5 เดือนนับตั้งแต่ พ.ค. 2567 จึงเป็นความผิดปกติเช่นเดียวกับที่มาของรัฐบาลและตำแหน่งนายกฯ ที่ สว.โหวตให้นายเศรษฐา ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิดกันเลย ดังนั้น สิ่งนี้จะอยู่ในกระบวนการดีลฟ้าใส ตกลงกันไว้หรือไม่

“ในปี 2567 ตั้งแต่ ม.ค. ต้องติดตามการตัดสินคดีนักการเมืองในศาล รธน.และการเคลื่อนไหวต่างๆ รวมทั้งการแก้ รธน. และการนิรโทษกรรม จะว่ากันอย่างไร ยิ่งที่มา สว. 100 จะมีการแต่งตั้ง 23 คน ซึ่งเอาเปรียบประชาชนที่เลือกตั้งมา ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหามากมาย”

นายจตุพร กล่าวว่า กรณีนักโทษรักษาตัวอยู่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ และกล้องวงจรปิดทุกตัวของ รพ.ตำรวจพร้อมใจกันเสีย สิ่งนี้จะสะสมอารมณ์สงสัยของประชาชนมากขึ้น ดังนั้น คาดว่าภายใน 3 เดือนของปี 2567 ตั้งแต่ ม.ค.-มี.ค.จะได้เห็นทิศทางการเมืองกันมากมาย โดยมีปัจจัยแปรสำคัญคือ นายกฯ ยังจะชื่อ ‘นายเศรษฐา’ หรือไม่ ขณะที่ยิ่งลักษณ์จะกลับเข้ามาอย่างไร ทั้งหมดนี้ จะเป็นเหตุการณ์ประเดประดังในปีหน้าทั้งสิ้น

นายจตุพร กล่าวว่า การแก้ รธน.ยกเว้นหมวด 1 กับ 2 ในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยากมาก และใครคิดทำก็จะเกิดปัญหาตั้งแต่ต้น ส่วนสาระที่เป็นแก่นสารในการแก้ไขนั้น อำนาจจะเป็นของประชาชนจริงหรือไม่ ด้วยการกำหนดที่มาของ สสร.ไปร่าง รธน. ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแท้จริงของประชาชน อีกทั้งยังป้องกันการยึดอำนาจไม่ได้ ดังนั้น กระบวนการนำไปสู่การแก้ รธน. ย่อมเป็นการสูญเสียงบประมาณนับหมื่นล้านบาท

อีกทั้งเชื่อว่า รัฐบาลใช้เทคนิคการร่าง รธน.เพื่อเอื้อให้อายุรัฐบาลครบวาระ โดยมุ่งแก้ รธน.ไม่เสร็จก็เลือกตั้งใหม่ไม่ได้ หากเขียน รธน.เสร็จแล้วเพิ่มเนื้อหาดึงเวลาการเลือกตั้งอีกด้วย จึงขยับอายุรัฐบาลอยู่ได้นานขึ้น

นายจตุพร กล่าวถึงการสลับหน้าที่รองนายกฯ คุมงานว่า การให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มาคุมงานยุติธรรม แทนนายสมศักดิ์ เทพสุทิน จาก เพื่อไทย โยกไปดูแลงานสาธารณสุขนั้น แสดงถึงต้องการแยกปัญหาของทักษิณ ชั้น 14 ไปให้พรรค รทสช.อธิบายแทนเพื่อไทย จะได้ผลดีและน่าเชื่อถือมากกว่า

“ส่วนเพื่อไทยก็ลอยตัวในปัญหาทักษิณยังอยู่ รพ.ตำรวจต่อไปได้ พร้อมกับคนมาใหม่คือ ยิ่งลักษณ์ เมื่อได้นักกฎหมายมาอธิบายประชาชนย่อมทำให้ผ่อนคลายอารมณ์ลงได้ ดังนั้น การเปลี่ยนหน้าที่รองนายกฯ จึงเป็นการบริหารอารมณ์ประชาชนไม่ให้ลุกลามขยายวงกว้างออกไป”

‘เพื่อไทย’ ดับร้อน!! โยก ‘รองตุ๋ย’ คุมยุติธรรม ขยับ ‘รองสมศักดิ์’ แบ่งเบางาน ‘รองอ้วน’

ปริศนาส่งท้ายปีกระต่ายสลายขั้วที่ยังฟันธงกันไม่สะเด็ดน้ำก็คือ กรณีท่านนายกฯ สูงยาวถุงเท้าแดงของ ‘เล็ก เลียบด่วน’ หรือ เศรษฐา ทวีสิน ลงนามคำสั่งวันที่ 25 ธ.ค. 66 โยกย้ายสลับงานรองนายกฯ 3 คน ให้รองตุ๋ย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ไปกำกับดูแลงานกระทรวงยุติธรรม แทนสมศักดิ์ เทพสุทิน ส่วน รองสมศักดิ์นั้น ได้รับมอบหมายให้ไปกำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุข แทนภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ เจ้าของฉายา ‘รองกอง’ งานอะไร ๆ ต่อมิอะไรก็โยนมาให้ท่านลองกอง เอ๊ย! รองกอง

นี่ล่าสุดนายกฯ โยนตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 มาให้อีก...ก็ขอเตือนท่านรองกองว่าอย่าล้อเล่นกับกฎหมายงบประมาณน่ะครับ...โปรดพกยาหอมยาดมไปเยอะ ๆ นะครับ

กลับมาที่เรื่องกระทรวงยุติธรรม ทำไมต้องเด้งสมศักดิ์แล้วหันไปใช้บริการพีระพันธุ์...ส่วนใหญ่ฟันธงกันว่าเป็นเพราะสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์แบบอัดยับข้าราชการกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะกรมราชทัณฑ์ว่าล้มเหลวในการทำงาน การชี้แจงเรื่องระเบียบราชทัณฑ์...คุกนอกเรือนจำ เลยโดนโยก…

มีคำถามว่า..อ้าว! คำสั่งนายกฯ ลงวันที่ 25 ธ.ค.นะ แต่ท่านสมศักดิ์พูดวันที่ 26 ธ.ค.น่ะ...ฝ่ายที่เชื่อว่าถูกโยกเพราะเรื่องนี้ก็อธิบายว่า เรื่องวันที่ลงนามคำสั่งนั้นจะลงวันที่เท่าไหร่ก็ได้..แต่เอาเป็นว่าเรื่องนี้นายกฯ ไปกระซิบบอกรองตุ๋ย พีระพันธุ์ให้รับทราบตอนเลิกประชุมครม.วันที่ 26 ธ.ค.แล้ว

การสับขาหลอกลงวันที่ 25 ธ.ค.จึงนับว่าเนียน…

อย่างไรก็ตาม ‘เล็ก เลียบด่วน’ ไม่เชื่อว่าเหตุผลโยกสมศักดิ์ออกจากการดูแลกระทรวงยุติธรรม จะเป็นเพราะสมศักดิ์เริ่ม ‘โอเวอร์ แอ็กชัน’ เท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลสำคัญอื่น ๆ ดังนี้

1.การโยกสมศักดิ์ไปดูกระทรวง สธ. แทนภูมิธรรม เป็นการลดโหลดงานรองอ้วนได้อย่างลงตัว อีกทั้งระยะหลัง ๆ พบว่าสมศักดิ์กับ ‘อุ๊งอิ๊ง’ แพทองธาร ชินวัตร ที่ไปมีบทบาทเรื่องสุขภาพแห่งชาติ ประสานการทำงานกันได้ดี

2.การโยกสมศักดิ์ออก และเอาพีระพันธุ์เสียบแทน เป็นการลดความเป็น ‘ตำบลกระสุนตก’ ของพรรคเพื่อไทยได้ไม่น้อย เพราะที่ผ่านมาสมศักดิ์ถูกมองว่าทำเรื่องกฎหมาย กฎกระทรวง เพื่อรองรับวีไอพีชั้น 14

2.1 พีระพันธุ์เป็นนักกฎหมาย เป็นอดีตรมว.ยุติธรรมมาก่อน ภาพลักษณ์ดูตรงไปตรงมา น่าเชื่อถือ จากนี้ไป ‘เผือกร้อน’ ก็จะตกอยู่กับมืออาชีพ

2.2 พีระพันธุ์รู้จักและสามารถพูดคุยกับกลุ่มต่าง ๆ ที่กำลังขับเคลื่อนกรณีนักโทษเทวดาให้เป็นนักโทษธรรมดา..น่าจะหาจุดรอมชอม ลงตัวกันได้โดยไม่เสียหลักการของทุกฝ่าย

2.3 พีระพันธุ์รู้ดีถึงบริบทของบ้านเมืองยุคสลายขั้ว พีระพันธุ์เป็นเพื่อนกับ ‘บิ๊กแดง’ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ รู้อุณหภูมิบ้านเมือง ทิศทางลม...เขาคงไม่สุดโต่งถึงขั้นจะทำภารกิจลับแบบ ‘ทักษิณโมเดล’ ในกรณียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่อาจจะมีภารกิจลึกในเชิงกฎหมายที่เขาอาจให้คำแนะนำได้..!!

3. การมอบหมายงานกระทรวงยุติธรรม พร้อมกับตำแหน่งประธานบอร์ดอีก 4 บอร์ด เช่น ประธานกรรมการปราบปรามยาเสพติด ฯลฯ อาจมีเป้าประสงค์แอบแฝงเพื่อลดความร้อนแรงการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงราคาพลังงานที่เขากำลังทำ อันนี้อาจมีส่วนบ้าง แต่ฟันธงว่าพีระพันธุ์ไม่ยอม…

สรุปสุดท้ายประสา ‘เล็ก เลียบด่วน’ ก็ต้องบอกว่างานนี้พรรคเพื่อไทยขอใช้บริการ’ รองตุ๋ย’ นัยว่า..ดีลลับพิเศษเรื่องการสลายขั้ว การปรองดองสมานฉันท์ ยังไม่จบ ต้องเดินหน้าต่อไป

มองแบบโลกสวยนิดก็ต้องบอกว่ารองตุ๋ยอาจทำให้กระบวนการยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ กลับมาเป็นผู้เป็นคนมากกว่าเดิม!! 

สวัสดี

เรื่อง: เล็ก เลียบด่วน

‘ลอรี่ พงศ์พล’ ใจหาย!! ได้ออกรายการ ‘คุยถึงแก่น’ เทปสุดท้าย ขอเป็นกำลังใจให้ทีมงาน เชื่อ!! แฟนข่าวรอดูผลงานดีๆ อีกเพียบ

จากกรณี นายปรเมษฐ์ ภู่โต สื่อมวลชนอาวุโส พิธีกร ผู้ประกาศข่าว รายการคุยถึงแก่น ได้ออกมาแจ้งข่าวว่า ‘รายการคุยถึงแก่น’ ได้ถูกปลดออกจากผังของ NBT ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 67 เป็นต้นไปนั้น

ล่าสุด (29 ธ.ค. 66) นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ หรือ ลอรี่ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า…

“พึ่งออกรายการ ‘คุยถึงแก่น’ เมื่อเช้านี้…ไม่น่าเชื่อจะเป็นเทปสุดท้ายที่ได้ออกอากาศ (อีกเทปถูกออนแอร์พรุ่งนี้ นอกผังตอนช่วงบ่าย)

จะสืบเนื่องจากเหตุอะไรก็ตามแต่ ที่ทำให้รายการที่เรตติ้งดีที่สุดของช่อง หลุดผัง NBT แบบสายฟ้าแล่บ ...ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่ก๊อง, คุณหนิง และทีมงาน ทุกท่านผลิตผลงานดี ๆ ต่อไป ยังเชื่อมีคนดูที่รอติดตามงานคุณภาพอีกเพียบ”

'กสทช.' ไฟเขียว!! 'ม.อ.' ได้ใช้ Starlink ของ 'อีลอน มัสก์' รายแรกในไทย หนุนภารกิจช่วยเหลือทางเรือที่ประสบภัยและพื้นที่ห่างไกล 6 เดือน

เมื่อวานนี้ (28 ธ.ค. 66) รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา บอร์ดได้อนุมัติให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ใช้คลื่นความถี่ย่าน Ku-Band (Uplink : 14-14.5 GHz และ Downlink : 10.7-12.7 GHz) ของดาวเทียมต่างชาติกลุ่มดาวเทียม Starlink ซึ่งเป็นดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit : LEO)

สำหรับใช้ในการทดลองทดสอบรับส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เพื่อสนับสนุนภารกิจค้นหาช่วยเหลือทางเรือที่ประสบภัยและภารกิจอื่นในพื้นที่ห่างไกลที่โครงข่ายภาคพื้นดินไปไม่ถึง เป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 6 เดือน

Starlink เป็นโครงการสร้างโครงข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) โดยไม่ต้องใช้สาย ซึ่งอยู่ภายใต้บริษัทเทคโนโลยีอวกาศ SpaceX ของมหาเศรษฐี ‘อีลอน มัสก์’ เจ้าของ Tesla และทวิตเตอร์ หรือ X ในปัจจุบัน โครงข่าย Starlink สามารถปล่อยสัญญาณบรอดแบนด์ได้ราว 32 ประเทศทั่วโลก รวมถึงในพื้นที่สงครามอย่างยูเครน-รัสเซีย

ข้อมูลจากรอยเตอร์ระบุว่า ปัจจุบันโครงข่ายของ Starlink เข้าถึงประชากร 2.3 ล้านคน ใน 70 ประเทศแล้ว

พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. ให้ข้อมูลในกรณีนี้ว่า เป็นการพิจารณาตามที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ร้องขอ ซึ่งเดิมมหาวิทยาลัยเคยได้รับอนุญาตให้เป็นพื้นที่ทดลองทดสอบ (Sandbox) ในการพัฒนา 5G Usecase มาก่อน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยดี

“ครั้งนี้ต้องการทดลองทดสอบนวัตกรรมในการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ ซึ่งจะมีประโยชน์มากในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ตามเกาะแก่ง หรือตามป่าเขา ที่โครงข่ายอินเทอร์เน็ตภาคพื้นดิน หรือโครงข่ายไร้สาย 4G หรือ 5G ไปไม่ถึง ซึ่งภาคใต้ของประเทศไทยยังคงมีปัญหาดังกล่าว และครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่อนุญาตให้ใช้ช่องสัญญาณดาวเทียม Starlink มาทดลองทดสอบการใช้งานอินเทอร์เน็ต (Broadband)”

แม้ว่าจะใช้คลื่นความถี่ในย่าน Ku Band เหมือนกับดาวเทียมไทยคม 5 และไทยคม 8 ที่ใช้งานแพร่ภาพโทรทัศน์ (Broadcast) แต่ก็ไม่ทับซ้อนกัน โดยที่ดาวเทียมไทยคม 5 ใช้ Downlink : 12.272-12.604 GHz และไทยคม 8 ใช้ Downlink : 11.48-11.70 GHz

“กสทช. ก็มีข้อสังเกตในการทดลองทดสอบครั้งนี้ถึงผลกระทบที่อาจเกิดคลื่นความถี่รบกวนกันด้วย จึงเป็นสิ่งที่ดีที่ก่อนจะมีการอนุญาตให้ใช้งานจริงควรทดสอบก่อน โดยมีโครงสร้างสถาปัตยกรรมโครงข่ายกรณีภารกิจค้นหาและช่วยชีวิตเรือที่ประสบภัย”

การทดลองทดสอบ (Sandbox) ในการรับส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีดาวเทียมวงโคจรต่ำที่เป็นกลุ่มดาวเทียมใช้งาน Broadband เช่นนี้

สำหรับดาวเทียมสัญชาติไทยที่ กสทช.ประมูลและอนุญาตในต้นปีที่ผ่านมาเป็นดาวเทียมวงโคจรประจำที่ (Geo-Stationary Earth Orbit : GEO) และการอนุญาตในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการอนุญาตเพื่อให้บริการในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด

“หากให้มหาวิทยาลัยได้ทำการทดลองทดสอบเพื่อได้ศึกษาถึงเทคโนโลยีดังกล่าวที่มีความแตกต่างกัน และได้องค์ความรู้ทั้งในด้านการพัฒนาและการประยุกต์ใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการค้นหาและช่วยเหลือทางเรือที่ประสบภัย จึงน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศ” พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์กล่าว

‘หมอทวีศิลป์’ แนะแนวทางซื้อกระเช้าปีใหม่ เลือกกระเช้าสมุนไพร ส่งสุขให้ผู้รับสุขภาพดี

(29 ธ.ค. 66) นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน รักษาราชการแทนอธิบดี กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เสนอแนวคิดในการเลือกซื้อกระเช้าปีใหม่ ที่ใส่ใจสุขภาพ ด้วยการมอบกระเช้าสมุนไพร 3 รูปแบบ เพื่อเป็นทางเลือกส่งมอบความสุขให้ผู้รับมีสุขภาพที่ดี ประกอบด้วย ชุดกระเช้าผลไม้ต้านหวัด, ชุดกระเช้าธัญพืชต้านอนุมูลอิสระ และชุดกระเช้าต้นสมุนไพรรักษ์โลก

สำหรับการเลือกซื้อกระเช้าผลิตภัณฑ์สมุนไพรนั้น ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษ ฉลากผลิตภัณฑ์ต้องแสดงวัน เดือน ปีที่หมดอายุ และการมอบกระเช้าปีใหม่ปีนี้ ขอให้เป็นการมอบความสุขด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความภาคภูมิใจ ในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้วย

'รังสิมันต์' สนควงแขน ‘ผบ.ทบ.’ ดูงานชายแดนไทย ชี้!! งานความมั่นคงค่อนข้างอ่อนแอ ‘ไร้แผน-ทิศทาง’

(29 ธ.ค. 66) นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ บอกว่า สนใจงานชายแดนที่ไป 2 พื้นที่ คือช่องจอม จ.สุรินทร์ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากนายทหารที่รับผิดชอบในพื้นที่เป็นอย่างดี และมีการพูดคุยเวทีให้ประชาชนเข้าร่วมด้วย ส่วนพื้นที่อ.สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีปัญหาลักลอบนำยางพาราเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา ที่อยู่ระหว่างการทำงาน ซึ่งพื้นที่ชายแดนมีปัญหามาก ก็นำมาซึ่งอาชญากรรมต่างๆ ที่ไม่เกิดเฉพาะชายแดน แต่ทำให้อาชญากรรมต่าง ๆ เข้ามาประเทศไทยได้ด้วย เบื้องต้นยินดี ทำงานร่วมกับกองทัพให้งานชายแดนให้มีความมั่นคงและปลอดภัย แก้ปัญหาสิ่งผิดกฎหมายต่าง ๆ ได้

“ตอนนี้ฝั่งชายแดนไทย-เมียนมา ตนมองว่า เป็นพื้นที่นัยสำคัญอย่างมาก คือ ความไม่สงบในเมียนมา ที่มีการเคลื่อนไหวกันอยู่ ประการแรกคือเราจะรับมืออย่างไร ต้องยอมรับว่าในพื้นที่เมียนมามีสิ่งผิดกฎหมายหลายอย่าง เช่น ยาเสพติด คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ คาสิโน ที่คนไทยจำนวนมากไปเล่น ไปเป็นลูกค้า เงินประเทศไทยไหลออก ไม่ได้เป็นสิ่งผิดกฎหมายซะทีเดียว แต่แก๊งคอลเซ็นเตอร์กับคาสิโน อยู่ด้วยกัน เป็นสิ่งที่เราต้องจัดเตรียม วางแผน ล่วงหน้าร่วมกัน ซึ่งพื้นที่ชายแดนหลักคือทหาร ซึ่งผมยินดีมาก หากมีการทำงานร่วมกันระหว่างกองทัพกับกรรมาธิการความมั่นคงฯ ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะงานด้านความมั่นคงค่อนข้างอ่อนแอ เพราะไม่มีแผนชัดเจนว่าทิศทางของความมั่นคง ไปในทางไหนกันแน่ที่จะส่งเสริมปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง”

ต่อข้อถามที่ว่า พื้นที่หลัก ๆ ที่จะไปกับกองทัพช่วงนี้จะเป็นพื้นที่ใด นายรังสิมันต์ ระบุว่า พื้นที่เมียนมาเป็นพื้นที่สำคัญที่เราให้ความสนใจมาก ลองให้จินตนาการ อาทิ เรื่อง ยางพารา ที่เป็นยางเถื่อน ประมาณ แสนตันนั้น อาจส่งผลกับยางพาราในประเทศไทยได้ ซึ่งบางครั้งการลักลอบไม่ใช่เฉพาะยางพารา แต่จะมียาเสพติดที่จะเข้ามาด้วย ที่จะได้แก้ปัญหาไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งทุกคนพูดถึงการแก้ปัญหาแต่รูปธรรมยังไม่มี

เมื่อถามว่า จะติดต่อ ผบ.ทบ.เพื่อดูในพื้นที่และไปด้วยกันหรือไม่ นายรังสิมันต์ ระบุ เจ้ากรมยุทธการทหารบก ประสานงานกันใกล้ชิด กับ ผบ.ทบ. และเป็นที่ปรึกษาของกมธฯ วันนี้เราทำงานใกล้ชิด และประสานการดูแลคนไทยที่มีการค้ามนุษย์ ซึ่งการลงพื้นที่พร้อมกันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

‘โทนี ชุง’ แกนนำ นศ.เรียกร้อง ปชต.ฮ่องกงลี้ภัยไป ‘อังกฤษ’ รับ!! ทนใช้ชีวิตต่อไม่ไหว หลังต้องอยู่ด้วยความหวาดกลัว

(29 ธ.ค. 66) โทนี ชุง (Tony Chung) นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยฮ่องกงประกาศว่า…ตนตัดสินใจลี้ภัยไปอยู่อังกฤษเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากทนใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวไม่ไหว หลังถูกทางการฮ่องกงกดดันให้เป็น ‘สาย’ ส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ และยังห้ามไม่ให้ประกอบอาชีพใด ๆ

เมื่อปี 2021 ชุง ซึ่งตอนนั้นอายุ 20 ปี เป็นบุคคลอายุน้อยที่สุดที่ถูกศาลฮ่องกงสั่งจำคุกฐานละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลจีนนำมาใช้กับเกาะศูนย์กลางธุรกิจแห่งนี้ หลังเกิดการชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่เมื่อช่วงปี 2019

ชุง ยอมรับสารภาพผิดข้อหา ‘ปลุกระดม’ และถูกจำคุกเป็นเวลา 3 ปีครึ่ง

หลังได้รับการปล่อยตัวเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ชุง เล่าว่าทุก ๆ วันเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว

“ผมกลัวที่จะออกจากบ้าน กลัวที่จะใช้โทรศัพท์สาธารณะ และกลัวจะถูกตำรวจความมั่นคงที่เดินอยู่ตามท้องถนนจับกุมอีกครั้ง” เขาระบุในคำแถลงซึ่งลงวันที่ 27 ธ.ค. แต่เพิ่งจะถูกโพสต์ลงโซเชียลมีเดียเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (29 ธ.ค.)

ชุง อ้างว่า เขาถูกห้ามไม่ให้ประกอบอาชีพ และโดนตำรวจความมั่นคงข่มขู่ให้เป็น ‘สายสืบ’ หาข้อมูลและหลักฐานเพื่อเอาผิดกับนักเคลื่อนไหวคนอื่น ๆ

“พวกเขาเสนอจะให้เงินค่าเบาะแสกับผม และขอให้ผมส่งข้อมูลเกี่ยวกับนักเคลื่อนไหวคนอื่น ๆ เพื่อพิสูจน์ว่าผมกลับตัวกลับใจแล้ว และเต็มใจที่จะร่วมมือกับตำรวจ”

ชุง เล่าว่า เขาเดินทางออกจากฮ่องกงด้วยข้ออ้างว่าจะไปพักผ่อนที่โอกินาวา และตัดสินใจขอความช่วยเหลือเมื่อพ้นจากดินแดนจีนมาแล้ว

“ในขณะที่ผมเผยแพร่คำแถลงนี้ ผมได้เดินทางมาถึงสหราชอาณาจักรโดยปลอดภัยแล้ว และได้ยื่นคำร้องขอลี้ภัยการเมืองอย่างเป็นทางการระหว่างที่เข้าเมือง” ชุง กล่าว

ชุง ถือเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองรายล่าสุดที่ตัดสินใจหลบหนีออกจากฮ่องกง หลังจากเมื่อเดือนที่แล้ว แอกเนส โจว (Agnes Chow) นักเคลื่อนไหวหญิงเจ้าของฉายา ‘มู่หลานตัวจริง’ ก็ประกาศว่าเธอได้ละเมิดเงื่อนไขประกันตัวเพื่อเดินทางไปศึกษาต่อที่แคนาดา และคาดว่าคงจะไม่กลับไปเหยียบแผ่นดินฮ่องกงอีก

ชุง เคยเป็นประธานกลุ่ม Student Localism ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนมัธยมที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อราว 5 ปีก่อนเพื่อรณรงค์แยกฮ่องกงเป็นอิสระจากจีน ก่อนที่กลุ่มนี้จะปิดตัวไปในที่สุด

ปีนี้ทางการฮ่องกงได้ประกาศตั้งเงินรางวัล $1,000,000 ดอลลาร์ฮ่องกง สำหรับผู้ที่ให้เบาะแสนำไปสู่การจับกุมนักเคลื่อนไหวโปรประชาธิปไตย 13 คนที่หนีไปอยู่ต่างประเทศ

‘บิ๊กป้อม’ กางผลงาน ‘พปชร.’ 3 เดือน ผ่าน 3 กระทรวงหลัก ลั่น!! ใช้สติปัญญาแก้ปัญหาให้ ปชช. มากกว่าสร้างวาทกรรม

(29 ธ.ค. 66) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า พรรค พปชร.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พปชร. ที่เข้าร่วมรัฐบาลครบ 3 เดือน ได้ขับเคลื่อนนโยบายของพรรคที่สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลผ่าน 3 กระทรวงหลัก คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงสาธารณสุข ได้สานต่อนโยบายเรื่องที่ทำกิน ยกระดับราคาสินค้าเกษตร บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และดูแลสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงการยกระดับสุขอนามัยขั้นพื้นฐานให้ประชาชน

พรรค พปชร.สามารถดำเนินการประสบความสำเร็จในหลายเรื่อง ทำให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลในด้านต่างๆ ได้เป็นรูปธรรม อาทิ กำหนดให้การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นวาระแห่งชาติ และนำเสนอร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … ที่กำหนดกลไกในการบริหารจัดการและควบคุมกิจกรรมต่างๆ เพื่อลดมลพิษทางอากาศในทุกมิติที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก่อนจะส่งกลับให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อส่งให้รัฐสภาต่อไป

นอกจากนั้น ยังร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการลดฝุ่นละออง จากแหล่งกำเนิด ควบคุมการเผาป่า ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านลดปัญหาหมอกควันข้ามแดน และยังมีแผนรับมือปัญหาภัยแล้ง โดยเร่งรัดการดำเนินโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 47 โครงการ 48 แห่ง

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ส่วนกระทรวงเกษตรฯ ได้ผลักดันนโยบายเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ขณะนี้มีเกษตรกรยื่นเจตจำนงเป็นจำนวนมาก และผลักดันการช่วยเหลือเยียวยาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/67 เพื่อสนับสนุนค่าบริหารจัดการและคุณภาพผลผลิต ให้เงินอุดหนุน 1,000 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน มีเกษตรกรกว่า 4.68 ล้านครัวเรือนที่ได้รับการเยียวยา นอกจากนั้นมีมาตรการปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน ทั้งห้องเย็นด้านปศุสัตว์ 2,437 แห่ง ด้านประมง 2,062 แห่ง และใช้มาตรการกฎหมายจับกุมผู้กระทำผิดลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรจากต่างประเทศจำนวนมาก ในอนาคตจะขยายผลให้ครอบคลุมสินค้าเกษตรอื่นๆ ทั้งพืชและประมงเพิ่มเติม

ขณะที่การดำเนินงานด้านสาธารณสุข ได้ผลักดันการบริการเข้าถึงระบบสาธารณสุขระดับชุมชนทั่วประเทศ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและความแออัดในการเดินทางมาใช้บริการในเมือง ยกระดับมาตรฐาน รพ.สต.ทั่วประเทศ ให้มีคุณภาพเทียบเท่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โดยมีเทคโนโลยีเชื่อมต่อการรักษาจาก รพ.สต.ถึงโรงพยาบาลใหญ่ พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับบุตรหลาน อสม. หรือเด็กในชุมชน ให้ได้เรียนแพทย์ เรียนพยาบาล เพื่อกลับมาดูแลชุมชน และขยายหมอชุมชน หรือ ‘อสม.’ ให้เพียงพอกับประชาชนในพื้นที่ และผลักดันส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุให้ดำรงชีวิตประจำวัน และสามารถรับบริการด้านสาธารณสุขถึงที่บ้านได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงส่งเสริมสตรีมีบุตรเพื่อเพิ่มประชากรให้ทันต่อการพัฒนาประเทศ

พล.อ.ประวิตรกล่าวด้วยว่า สำหรับงานนิติบัญญัติ สส.ของพรรค ได้ผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพื่อเสนอกฎเข้าสู่ที่ประชุมสภา และทำหน้าที่กรรมาธิการในคณะต่างๆ เพื่อนำปัญหาของประชาชนในพื้นที่เข้าสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ มีวุฒิภาวะ เน้นใช้ข้อมูล สติปัญญามากกว่าวาทกรรม

‘กกต.รัฐเมน’ ฟัน!! ‘ทรัมป์’ ตัดสิทธิ์เลือกตั้ง ปธน.มะกัน หลังมีเอี่ยวในการก่อจลาจล บุกรัฐสภา เมื่อ 6 ม.ค. 2021

(29 ธ.ค. 66) เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่กำกับดูแลการเลือกตั้งในรัฐเมนของสหรัฐฯ ประกาศตัดสิทธิ์อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งขึ้นต้นในรัฐเมน ซึ่งทำให้ทรัมป์ถูกห้ามการลงสมัครเป็นรัฐที่ 2 จากบทบาทของเขาเกี่ยวกับเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ในวันที่ 6 มกราคม 2021

‘เชนนา เบลโลว์ส’ จากพรรคเดโมเครต ในฐานะเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่กำกับดูแลเรื่องการเลือกตั้งของรัฐเมน ระบุว่า “ทรัมป์ยุยงให้เกิดการจลาจล เมื่อเผยแพร่คำกล่าวอ้างเป็นเท็จ เกี่ยวกับการฉ้อโกงการเลือกตั้งในปี 2563 โดยเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนเดินขบวนไปยังรัฐสภา เพื่อยุติไม่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติรับรองผลการเลือกตั้ง”

การตัดสินใจดังกล่าว มีขึ้นหลังจากที่อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติจากรัฐเมนกลุ่มหนึ่ง กล่าวว่า ทรัมป์ควรถูกตัดสิทธิ์ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ที่ห้ามมิให้บุคคลดำรงตำแหน่ง หากพวกเขามีส่วนร่วมในการจลาจลหรือการก่อกบฏ

อย่างไรก็ดี คำตัดสินดังกล่าว ซึ่งทรัมป์สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ จะมีผลเฉพาะการเลือกตั้งเบื้องต้นในเดือนมีนาคมนี้เท่านั้น แต่มันอาจส่งผลกระทบต่อสถานะของทรัมป์ในการเลือกตั้งทั่วไป ในเดือนพฤศจิกายนด้วย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ทรัมป์ถูกศาลสูงของโคโลราโดตัดสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้เขากลายเป็นผู้สมัครคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ถูกตัดสิทธิ์ในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจากการมีส่วนร่วมในการก่อกบฏ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top