Monday, 3 August 2026
Hard News Team

แฟนๆ ใจหาย ‘รายการคดีเด็ด’ ยุติออกอากาศแล้ว ปิดตำนาน 23 ปี วลีติดปาก “แหม…ทำไปได้”

(3 ม.ค. 67) มีรายงานว่า รายการวาไรตีตลกขบขันชื่อดังอย่าง “คดีเด็ด” ได้ประกาศยุติการออกอากาศ โดยออกอากาศเป็นตอนสุดท้ายในวันที่ 30 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรายการที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 23 ปี 112 วัน พร้อมกับปิดตำนานวลีฮิตอย่าง “เรื่องนี้เป็นภาพจริง ไม่ได้ถ่ายทำ คนที่เห็นในภาพก็เป็นคนจริงๆ ไม่ใช่ตัวแสดง” และ “แหม…ทำไปได้”

สำหรับ "รายการคดีเด็ด" เริ่มตั้งแต่ปี 2543 ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 13.00-14.00 น. พิธีกรประจำรายการ คือ พิสิทธิ์ กีรติการกุล (หว่อง) และผู้ให้เสียงพากย์ในรายการคือ กฤษพล โพธิ์พิทักษ์ธานนท์ (กฤษ คดีเด็ด) คดีเด็ด ถือว่าเป็นรายการทางโทรทัศน์รายการแรกๆ ที่นำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับคดีความของชาวบ้านมาเล่าผ่านหน้าจอ สำหรับ "รายการคดีเด็ด" จะนำมาเล่านั้นล้วนแต่เป็นเรื่องจริงจากประชาชน ในช่วงแรกของรายการเป็นการบอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานสอบสวน และมีการถ่ายทอดเรื่องราว โดยจะมีการทำเป็นละครสั้นให้เข้าใจโดยง่าย จึงได้รับความนิยมจากคนดูเป็นอย่างมาก

"รายการคดีเด็ด" ได้ออกอากาศทั้งหมด 24 ซีซัน มีทั้งหมด 1,301 ตอน

‘รมว.ปุ้ย’ ดันอุตสาหกรรมต้นน้ำรับอุตฯ EV  เตรียมแหล่งลิเทียมผลิตแบตฯ เชิงพาณิชย์

‘รมว.อุตสาหกรรม’ สั่ง กพร. เร่งจัดหาแหล่งวัตถุดิบสำหรับผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ผลสำรวจเบื้องต้นพบแหล่งลิเทียมที่มีศักยภาพสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตแบตเตอรีในเชิงพาณิชย์ ขานรับมติ ครม.เริ่มใช้มาตรการ EV 3.5 ตั้งแต่ 2 ม.ค.67 เป็นต้นไป

(3 ม.ค.67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าลิเทียมเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสำหรับใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV จึงได้สั่งการให้ กพร. (กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่) เร่งสำรวจแหล่งแร่ลิเทียมที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงและเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตว่าประเทศไทยจะมีลิเทียมในการผลิตแบตเตอรี่เพื่อรองรับการตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศได้ สอดรับกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ด้าน นายอดิทัต วะสีนนท์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กพร. ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดหาและบริหารจัดการวัตถุดิบเพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ได้อนุญาตอาชญาบัตรพิเศษจำนวน 3 แปลง เพื่อสำรวจแหล่งลิเทียมในพื้นที่อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ซึ่งจากผลการสำรวจพบว่า หินอัคนีเนื้อหยาบมากสีขาวหรือหินเพกมาไทต์ ซึ่งเป็นหินต้นกำเนิดที่นำพาแร่เลพิโดไลต์สีม่วง หรือแร่ที่มีองค์ประกอบของลิเทียมมาเย็นตัวและตกผลึกจนเกิดเป็นแหล่งลิเทียมที่มีศักยภาพ 2 แหล่ง ได้แก่…

- แหล่งเรืองเกียรติ มีปริมาณสำรองประมาณ 14.8 ล้านตัน เกรดลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.45%
- และแหล่งบางอีตุ้มที่อยู่ระหว่างการสำรวจขั้นรายละเอียดเพื่อประเมินปริมาณสำรอง

โดยลิเทียมจากแหล่งเรืองเกียรติ หากมีการอนุญาตประทานบัตรเพื่อทำเหมือง คาดว่าจะสามารถนำแร่ลิเทียมมาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาด 50 kWh ได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคัน ที่สำคัญคือเทคโนโลยีการแต่งสินแร่ลิเทียมในปัจจุบันสามารถควบคุมและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ กพร.ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถ Reuse และ Recycle แบตเตอรี่ที่ใช้แล้วและนำกลับมาใช้เป็นแหล่งพลังงานซ้ำ (Second Life EV Batteries) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก อาคารบ้านเรือน สำนักงาน หรือโรงงานอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร เพื่อรองรับการบริหารจัดการแบตเตอรี่ที่ผ่านการใช้งานแล้วในอนาคตตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอีกด้วย

“นโยบาย EV 3.5 ของรัฐบาลสร้างแรงจูงใจให้บริษัทยานยนต์ไฟฟ้ารายใหม่ๆ เข้ามาตั้งฐานการผลิตภายในประเทศ ซึ่งหากประเทศไทยมีปริมาณสำรองลิเทียมเป็นจำนวนมาก ย่อมเป็นส่วนสำคัญที่สร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มูลค่าเป็นสัดส่วนที่สูงมากของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ จะส่งผลดีต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและซัพพลายเชนทั้งระบบ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจทั้งด้านการลงทุนและการจ้างงาน กพร. จึงเร่งดำเนินการอนุญาตอาชญาบัตรให้มีการสำรวจแหล่งลิเทียมเพื่อกำหนดเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองเพิ่มเติม และจะเร่งอนุญาตประทานบัตรทำเหมือง เพื่อรองรับการเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคต่อไป” นายอดิทัตกล่าว

จับตา!! ‘ซาอุฯ’ เข้าร่วมกลุ่ม BRICS อย่างเป็นทางการ ความทะเยอทะยานสู่ผู้ชนะแห่งประเทศโลกใต้

(3 ม.ค.67) สถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของซาอุดีอาระเบีย รายงานในวันอังคาร (2 ม.ค.) ว่าซาอุฯ ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยก่อนเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ว่าประเทศของพวกเขาจะศึกษารายละเอียดต่างๆ ก่อนเข้าร่วมกลุ่มตามที่ตั้งใจไว้ในวันที่ 1 มกราคม และจะดำเนินการตัดสินใจอย่างเหมาะสม

มกุฎราชกุมารฟัยศ็อล บิน ฟัรฮาน รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย บอกว่ากลุ่มบริกส์ เป็นประโยชน์และเป็นช่องทางที่สำคัญในการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 

เดิมกลุ่ม BRICS ประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ แต่ได้เพิ่มสมาชิกอีกเท่าตัว โดยที่ ซาอุดีอาระเบีย พร้อมด้วยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์ อิหร่าน และเอธิโอเปีย จะเข้าร่วมในฐานะสมาชิกใหม่ นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมเป็นต้นไป

การเข้าร่วมของซาอุดีอาระเบีย มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และการขยายอิทธิพลของจีนภายในซาอุดีอาระเบีย

แม้มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับสหรัฐฯ แต่ซาอุดีอาระเบียกำลังเดินตามเส้นทางของตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ สืบเนื่องจากความกังวลว่า วอชิงตันมีความมุ่งมั่นต่อความมั่นคงในอ่าวอาหรับน้อยกว่าในอดีตที่ผ่านมา

จีน ซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบีย ส่งเสียงเรียกร้องให้ขยายขอบเขตของ BRICS ให้กลายมาเป็นตัวถ่วงดุลตะวันตก

การรับสมาชิกเพิ่มเติมของ BRICS ถือเป็นการขยายความความทะเยอทะยานของทางกลุ่ม ที่ประกาศว่าจะกลายมาเป็นผู้ชนะแห่งประเทศโลกใต้ แม้อาร์เจนตินาส่งสัญญาณเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่าพวกเขาจะไม่ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมกลุ่ม 

รวบชายวัย 40 โพสต์ขู่ฆ่าแกนนำรัฐบาล หลังผู้นำฝ่ายค้านเกาหลีใต้เพิ่งถูกแทง

(3 ม.ค. 67) The Korea Herald หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเกาหลีใต้ เสนอข่าว Police arrest man for murder threat on ruling party leader ระบุว่า ตำรวจเข้าควบคุมตัวชายวัย 40 ปี เมื่อเวลา 05.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังสืบทราบว่าชายคนดังกล่าวได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ขู่จะสังหาร ฮัน ดง-ฮูน (Han Dong-hoon) ประธานคณะกรรมการภาวะฉุกเฉินของพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคแกนนำฝ่ายรัฐบาลในรัฐสภาเกาหลีใต้ เมื่อเวลา 21.40 น. ของวันที่ 2 ม.ค. 2567

ตามข้อมูลจากสถานีตำรวจกวางจู กวางซาน ผู้รับผิดชอบท้องที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและจับกุมชายคนดังกล่าวที่บ้านพักในเขตกวางซาน - กู ในเมืองกวางจู ขณะที่ ฮัน มีกำหนดการลงพื้นที่เมืองกวางจูในวันที่ 4 ม.ค. 2567 ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญาของเกาหลีใต้ ตำรวจสามารถจับกุมผู้ที่ต้องสงสัยว่าอาจก่ออาชญากรรมได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ และหากมีความผิดจริง ผู้ต้องสงสัยนั้นอาจถูกลงโทษจำคุกอย่างน้อย 3 ปี

ขณะที่สำนักงานตำรวจเมืองกวางจู เพิ่งให้คำมั่นไปเมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2567 ว่า จะคุมเข้มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับฮัน หลังจากที่ในวันดังกล่าวเพิ่งเกิดเหตุคนร้ายเป็นชายวัย 67 ปี ใช้อาวุธมีดแทง ลี แจ-มย็อง (Lee Jae-myung) ผู้นำพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้านในรัฐสภาเกาหลีใต้ ได้รับบาดเจ็บ โดยล่าสุดอาการของลีพ้นขีดอันตรายแล้ว อยู่ในระหว่างพักฟื้นหลังการผ่าตัด  

‘ดร.เอ้’ ยกกรณีสายสีเหลือง ความปลอดภัยสังคมไทยน่าห่วง ถึงเวลาตั้ง ‘องค์กรอิสระเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ’ เสียที

(3 ม.ค.67) นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตนายกสภาวิศวกร และอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

ผมว่ามันมากเกินไป บ้านเมืองไทยปลอดภัยกว่านี้ได้นะ การปล่อยผ่านไปโดยไม่มีการถอดบทเรียนอย่างตรงไปตรงมา ครั้งหน้าความสูญเสียมันอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ อย่าล้อเล่น

การสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย เริ่มต้นด้วย ‘เรื่องความปลอดภัย ต้องมาก่อน’ ดีไหมครับ ห่วงใยจริงๆ ครับ

ผมจึงขอรณรงค์ เสนอกฎหมาย จัดตั้ง ‘องค์กรเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ’ เพื่อเป็นคนกลางจริงๆ ทำงานแทนประชาชน รับเรื่องร้องเรียน แจ้งเตือน ป้องกันภัย ถอดบทเรียน และให้ความรู้แก่ประชาชน เป็นที่พึ่งของสังคมเรื่องความปลอดภัย

ร่วมลงชื่อ ที่ suchatvee.com ให้ครบหนึ่งหมื่นชื่อ เพื่อเสนอกฎหมายนี้ร่วมนะครับ ขอบคุณครับ

#รถไฟฟ้าสายสีเหลือง #สะพานถล่ม #ความปลอดภัย #องค์กรเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ

‘อั้ม เนโกะ’ ฟาด!! เปิดจดหมายสำคัญยังผิดซอง ประชาชนคงไม่ต้องหวังฝากเรื่องสำคัญใดๆ ได้ 

(3 ม.ค.67) ศรันย์ ฉุยฉาย หรือ ‘อั้ม เนโกะ’ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่หลบหนีคดีอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โพสต์เฟซบุ๊กสั้นๆ ว่า “ไม่แปลกใจเลยค่ะว่าทำไมการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทยไปไม่ถึงไหน เปิดจดหมายยังเปิดผิดซอง นี้ยังไม่ต้องคิดว่าเรื่องสำคัญๆ ขนาดนี้ยังทำนัด คุย และอธิบายกับเจ้าพนักงานไม่รู้เรื่องขนาดนี้ ชีวิตจริงประชาชนสามารถฝากฝังอะไรเป็นเรื่องเป็นราวได้บ้าง ?”

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง' เย้ยจดหมายผิดซอง หวังให้เป็นข่าวใหญ่ แต่สุดท้ายไม่มีอะไรในกอไผ่

(3 ม.ค. 67) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ‘จดหมายผิดซอง’ ว่า กะจะให้เป็นข่าวใหญ่ แต่สุดท้ายจดหมายผิดซอง ดี้ด้าจะเอาจดหมายพระเจ้าเห่ามาแฉ หน้าแหก ไม่มีอะไรในกอไผ่ เป็นรายงานของสถานทูตฝรั่งเศส ส่งกลับกระทรวงต่างประเทศฝรั่ง

ไลฟ์สดกะว่าดังแน่ ไม่น่าเชื่อระดับแถวหน้าจะมั่ว แตกไม่รับเย็บ แก้ตัวหยิบผิดแฟ้ม อยากแก้ไขประวัติศาสตร์หน้าไหน

'เทสลา' ถูก BYD แซงหน้าคว้าแท่นผู้ผลิตรถอีวีรายใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังคงรักษาบัลลังก์แชมป์ยอดขายรถอีวีแบบรายปีอยู่

(3 ม.ค.67) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติสหรัฐฯ สูญเสียบัลลังก์ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าล้วนรายใหญ่ที่สุดของโลกให้แก่ BYD บริษัทสัญชาติจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากตัวเลขยอดขายที่เผยแพร่ในวันอังคาร (2 ม.ค.)

ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติสหรัฐฯ ที่บริหารงานโดยอภิมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ ส่งมอบรถยนต์ 484,507 คัน ในไตรมาส 4 ของปี 2023 อ้างอิงจากเอกสารของทางบริษัท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้านั้นมากกว่า 11%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่มากพอที่จะช่วยรักษาบัลลังก์ของเทสลา ในฐานะผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก เนื่องจากขณะเดียวกันทาง BYD คู่แข่งจากจีน ในวันจันทร์ (1 ม.ค.) รายงานว่ามียอดขาย 526,409 คัน ในช่วงเวลาเดียวกัน

ตัวเลขดังกล่าวเป็นการตอกย้ำความท้าทายต่างๆ ที่มีความเป็นไปได้ว่า ทางเทสลาจะต้องเผชิญในปีนี้ จากบรรดาคู่แข่งทั้งหลายที่กระตือรือร้นแสวงหาผลประโยชน์จากอุปสงค์กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ของตลาดรถอีวี

หุ้นของเทสลาดิ่งลงทันทีหลังข่าวนี้ถูกแจ้งออกมา ก่อนฟื้นตัวขึ้นมาปิดลบไม่มากนัก

นอกเหนือจากเอาชนะเทสลา ในยอดขายรถไฟฟ้าล้วนแล้ว ทาง BYD ยังขายรถไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริดอีกมากกว่า 400,000 คัน ในไตรมาส 4 และโดยรวมแล้ว พวกเขามียอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมากกว่า 3 ล้านคันในปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เทสลายังคงรักษาบัลลังก์แชมป์ยอดขายรถอีวีในแง่ของรายปี โดยมีการส่งมอบรถยนต์มากกว่า 1.8 ล้านคันแก่ลูกค้าในช่วงต้นปีจนถึงเดือนธันวาคม ในขณะที่ตัวเลขยอดขายของ BYD ตลอดทั้งปี มีไม่ถึง 1.6 ล้านคัน

‘อีบีเอ็ม’ แจงเหตุล้อ รฟฟ.สายสีเหลือง ‘หลุด’ ใส่รถแท็กซี่ คาด!! ‘เบ้าลูกปืนล้อแตก’ ยืนยันวิ่งให้บริการได้ปกติ

(3 ม.ค.67) รายงานข่าวจากบริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด หรือ EBM ผู้รับสัมปทาน โครงการ รถไฟฟ้ามหานคร สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว – สำโรง เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 18.21 น.ได้รับแจ้งเหตุล้อประคองรถไฟฟ้ามหานคร สายสีเหลือง ได้หลุดร่วงลงมา ใส่รถแท็กซี่ บริเวณถนนเทพารักษ์ ซึ่งอยู่ระหว่างสถานีทิพวัล (YL22) และสถานีศรีเทพา (YL21) แต่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทั้งนี้จากการตรวจสอบหาสาเหตุเบื้องต้นพบว่า เกิดจากเบ้าลูกปืนของล้อประคอง (Guide Wheel) เสียหายทำให้ล้อหลุดร่วงลงมา โดยขบวนรถไฟฟ้ามหานคร สายสีเหลือง ที่ประสบเหตุเป็นขบวนใหม่ ซึ่งมีการตรวจสอบ และซ่อมบำรุงตามรอบโดยปกติ และขณะนี้กำลังตรวจสอบชุดล้อประคองที่หลุดออกมา เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุโดยละเอียด

อย่างไรก็ตามรถไฟฟ้ามหานคร สายสีเหลือง กราบขออภัยผู้ได้รับผลกระทบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทฯ จะดำเนินการตามมาตรการในการป้องกันเหตุ และเร่งหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปหาสาเหตุ และแนวทางป้องกัน ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก เบื้องต้น ได้ประสานกับบริษัทประกัน เพื่อให้เข้าดูแลผู้ได้รับความเสียหายต่อไป

'สุริยะ' ปักธง ม.ค.67 ชง 7 โครงการเข้า ครม.มูลค่ากว่า 1.25 แสนล้านบาท พร้อมเปิดประมูล ‘อาคารตะวันออกสุวรรณภูมิ-ทางด่วน-มอเตอร์เวย์-รถไฟสีแดง’

(3 ม.ค. 67) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม มีนโยบายเร่งรัดการพัฒนาโครงการทางด้านการขนส่งทางบก ทางราง ทางน้ำและทางอากาศ ซึ่งมีแผนงาน จำนวน 72 โครงการ ซึ่ง กระทรวงฯได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามฯ เพื่อขับเคลื่อน ติดตามเร่งรัดตรวจสอบการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามแผนงานและไทม์ไลน์ โดยภายในเดือน เดือนม.ค. 2567 มีโครงการที่มีความพร้อม ในการนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อขออนุมัติ จำนวน 7 โครงการ หลังจากครม.เห็นชอบจะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการประกวดราคาก่อสร้างต่อไป ซึ่งมีทั้งโครงการที่ใช้งบประมาณ และโครงการที่ร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) 

โดย 7 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการพัฒนาส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 2. โครงการทางพิเศษกะทู้ - ป่าตอง จ.ภูเก็ต 3.โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต 4. สายสีแดงต่อขยาย ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา 5.สายสีแดงต่อขยาย ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช 6. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ด้านตะวันตก) หรือ M9 ตอน ทางยกระดับบางขุนเทียน-บางบัวทอง และ 7.โครงการมอเตอร์เวย์ส่วนต่อขยายดอนเมืองโทลล์เวย์ (M5) สายรังสิต-บางปะอิน 

สำหรับโครงการพัฒนาส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปัจจุบัน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้มีการทบทวนการศึกษาออกแบบ เพื่อให้สอดรับกับบริบทการบินที่เปลี่ยนแปลงไป ใช้สำหรับรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 66,000 ตร.ม. และมูลค่าลงทุนปรับจาก 6.6 พันล้านบาท เป็น 8 พันล้านบาท รองรับผู้โดยสารได้เพิ่มเป็น 15 ล้านคน/ปี ตามแผนจะเปิดประมูลผู้รับเหมาก่อสร้างในต้นปี 2567 ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2570

โครงการทางพิเศษกะทู้ - ป่าตอง จ.ภูเก็ต ระยะทางประมาณ 3.98 กม.วงเงินลงทุน 16,190 ล้านบาท (ค่างานโยธา 10,400 ล้านบาท / ค่างานเวนคืนและจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 5,790 ล้านบาท) มีการปรับรูปแบบการลงทุนจาก PPP- Net Cost (ภาครัฐรับผิดชอบการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ภาคเอกชนรับผิดชอบงานส่วนที่เหลือทั้งหมด ได้แก่ การออกแบบรายละเอียดและการก่อสร้าง และการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) เป็น กทพ.รับผิดชอบงานก่อสร้างโยธาของโครงการเอง ส่วนงานบำรุงรักษา (O&M) จะศึกษารวมในโครงการระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ ซึ่งจะใช้รูปแบบ PPP ร่วมลงทุนงานโยธาโครงการระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ ระยะทาง 30 กม. และบริหาร O&M ทั้ง 2 ระยะ ซึ่ง คณะกรรมการ (บอร์ด) กทพ.เห็นชอบเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2566 กทพ.อยู่ระหว่างสรุปเสนอกระทรวงคมนาคม

รถไฟชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย 3 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ระยะทาง 8.84 กม. วงเงิน 6,468.69 ล้านบาท, ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา ระยะทาง 14.80 กม. วงเงิน 10,670.27 ล้านบาท, ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช ระยะทาง 5.70 กม. วงเงิน 4,694.36 ล้านบาท ก่อนหน้านี้เสนอครม.ไปแล้วแต่กระทรวงคมนาคมถอนเรื่องคืนเพื่อศึกษาทบทวนขยายระยะทางเพิ่มเติม ไปยังเมืองรอบนอกเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางมากขึ้น เช่น ช่วงรังสิต-มธ.รังสิต ขยายไปถึงอยุธยา ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา ขยายไปถึง นครปฐม ซึ่งคาดว่าจะการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะสรุปเสนอกระทรวงคมนาคมภายในเดือน ม.ค. นี้

ส่วนโครงการพัฒนามอเตอร์เวย์สายใหม่จำนวน 2 โครงการ คือ มอเตอร์เวย์ส่วนต่อขยายดอนเมืองโทลล์เวย์ (M5) สายรังสิต-บางปะอิน ระยะทาง 22 กม. และ มอเตอร์เวย์ M 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ด้านตะวันตก) ตอน ทางยกระดับบางขุนเทียน-บางบัวทองระยะทาง 35.85 กม. ผ่านกระบวนการบอร์ด PPP และเสนอ ไปที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แล้ว อยู่ระหว่างสอบถามความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อนำบรรจุวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

โดยมอเตอร์เวย์ส่วนต่อขยายดอนเมืองโทลล์เวย์ (M5) สายรังสิต-บางปะอิน ระยะทาง 22 กม.วงเงินลงทุน 31,280 ล้านบาท จะดำเนินการในรูปแบบ PPP Gross Cost โดยเอกชนลงทุนในส่วนก่อสร้างงานโยธาและงาน O&M โดยรัฐเป็นผู้ได้รับรายได้ค่าผ่านทาง และจ่ายค่าตอบแทนการให้บริการให้แก่เอกชน และรัฐใช้คืนค่าก่อสร้างภายหลัง ใช้เงินจากกองทุนมอเตอร์เวย์ จะเริ่มจ่ายค่างานโยธาเมื่องานก่อสร้างเสร็จแล้ว การออกแบบรายละเอียด (Detail& Design) เสร็จแล้ว รายงาน EIA ได้รับอนุมัติแล้ว โดยคาดว่าจะดำเนินการคัดเลือกเอกชน ในปี 2567 ก่อสร้างในปี 2568-2570 และเปิดบริการในปี 2571

มอเตอร์เวย์ M9 ตอน ทางยกระดับบางขุนเทียน-บางบัวทอง ระยะทาง 35.85 กม. วงเงินลงทุน 56,035 ล้านบาท เป็นการก่อสร้างทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร บริเวณเกาะกลางของถนนวงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก คาดดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนและก่อสร้างปี 2567-2570 แล้วเสร็จเปิดให้บริการปี 2571


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top