Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

‘ดร.สามารถ’ ชี้!! หาก ‘แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร’ สำเร็จ อาจขึ้นแท่นเป็นประตูสู่เอเชีย แทน ‘ช่องแคบมะละกา’

(14 ม.ค.67) ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ‘ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ - Dr.Samart Ratchapolsitte’ ในหัวข้อ ‘แลนด์บริดจ์ ‘ระนอง-ชุมพร’ หรือ ‘ช่องแคบมะละกา’ ประตูสู่เอเชีย’ โดยระบุว่า…

ในขณะที่รัฐบาลกำลังทุ่มสรรพกำลังผลักดันโครงการ ‘แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร’ ให้เป็นรูปธรรม ทำให้เกิดคำถามว่า ถ้าแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร เกิดขึ้นจริง จะช่วงชิงประตูสู่เอเชียจาก ‘ช่องแคบมะละกา’ ได้หรือไม่?

‘ช่องแคบมะละกา’ ตั้งอยู่ระหว่างประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศอินโดนีเซีย (เกาะสุมาตรา) เป็นเส้นทางการเดินเรือที่มีปริมาณการจราจรหนาแน่นมากแห่งหนึ่งของโลก 
ท่าเรือสิงคโปร์มีบทบาทสำคัญในการรองรับเรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา โดยได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับต้นๆ ของโลกมานานหลายปี ไม่ว่าจะพิจารณาจากน้ำหนักสินค้าทุกประเภท หรือจากปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ก็ตาม

ปัจจัยหลักที่จูงใจให้เรือมาใช้บริการที่ท่าเรือสิงคโปร์จำนวนมากก็คือ มีทำเลที่ดีทำให้เกิดเป็นศูนย์รวมของเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลกกว่า 200 สาย ให้บริการเชื่อมโยงท่าเรือกว่า 600 แห่งทั่วโลก

ปัจจัยอื่นที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของท่าเรือสิงคโปร์ คือ มีความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร มีคุณภาพการให้บริการที่ดี และมีการบริหารงานที่โปร่งใส

คาดกันว่า ถ้ามีแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร จะช่วยร่นระยะทางและระยะเวลาการเดินเรือ ระหว่างฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของไทยได้ เมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา หลายคนเห็นด้วยว่าระยะทางนั้นสั้นกว่า แต่ไม่แน่ใจว่าระยะเวลาจะสั้นกว่าหรือไม่?

ที่ไม่แน่ใจก็เพราะว่า จะต้องมีการขนถ่ายสินค้าหรือน้ำมันจากเรือสู่รถไฟ รถบรรทุก หรือท่อส่งน้ำมันที่ฝั่งทะเลด้านหนึ่ง แล้วขนสินค้าหรือน้ำมันด้วยรถไฟ รถบรรทุก หรือท่อส่งน้ำมันไปยังอีกฝั่งหนึ่ง จากนั้นก็ขนสินค้าหรือน้ำมันขึ้นเรือเพื่อขนไปส่งยังจุดหมายปลายทางต่อไป

จึงน่าห่วงว่า จะประหยัดเวลาได้จริงหรือ?

ลองคิดดูว่า ถ้ามีเรือบรรทุกน้ำมันขนาด 100,000 ตัน จะใช้เวลานานเพียงใดที่จะสูบน้ำมันจากเรือลงสู่ท่อ หรือถ้ามีเรือบรรทุกสินค้าขนาด 50,000 ตัน จะใช้เวลานานแค่ไหนที่จะขนสินค้าจากเรือสู่รถ และจะต้องใช้รถบรรทุกจำนวนมากขนาดไหน…

ข้อเป็นห่วงนี้ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะต้องชี้แจงให้กระจ่าง

เวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะจูงใจให้เรือมาใช้บริการ เพราะเวลาหมายถึงค่าใช้จ่าย ไม่ว่าเวลาที่แล่นเรืออยู่ในทะเลหรือเวลาที่จอดเทียบท่า ล้วนต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งนั้น

ถ้าแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร สามารถประหยัดเวลาได้ ก็จะสามารถจูงใจให้เรือมาใช้บริการแทนการแล่นผ่านช่องแคบมะละกา แต่ถ้าแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร ไม่ทำให้ประหยัดเวลาได้ ก็ยากที่จะจูงใจให้เรือมาใช้บริการ

คำตอบต่อข้อกังวลนี้ ติดตามดูได้จากผลตอบรับของเอกชนว่าสนใจจะมาลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร หรือไม่? ถ้าลงทุนแล้วได้กำไร เขาก็จะลงทุน นั่นหมายความว่าแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร จะช่วยร่นระยะเวลาได้ ทำให้มีเรือมาใช้บริการในปริมาณที่มากพอที่จะทำกำไรได้

แต่ถ้าลงทุนแล้วขาดทุน เขาก็จะไม่ลงทุน นั่นหมายความว่า แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร ไม่สามารถจูงใจให้เรือมาใช้บริการแทนช่องแคบมะละกาได้

ด้วยเหตุนี้ ปริมาณเรือที่จะมาใช้บริการ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจที่จะลงทุนในโครงการนี้ของเอกชน ซึ่งเขาจะต้องคาดการณ์ว่าจะมีเรือมาใช้แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร มากน้อยแค่ไหนนั้น โดยคำนึงถึงประเภทของสินค้าที่เรือจะขนมา และจุดต้นทางและปลายทางของสินค้า เช่น

1.) เรือบรรทุกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสู่ประเทศญี่ปุ่น จะเปลี่ยนเส้นทางจากช่องแคบมะละกามาใช้แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร มากน้อยเพียงใด

2.) เรือบรรทุกคอนเทนเนอร์จากยุโรป (ท่าเรือร็อตเตอร์ดัม) สู่ญี่ปุ่น จะเปลี่ยนเส้นทางจากช่องแคบมะละกา มาใช้แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร มากน้อยเพียงใด

3.) เรือบรรทุกแร่เหล็กจากอินเดียสู่ตะวันออกไกลจะเปลี่ยนมาใช้แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร หรือไม่

4.) เรือบรรทุกถ่านหินจากแอฟริกาสู่ตะวันออกไกลจะเปลี่ยนมาใช้แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร หรือไม่

วันนี้ ‘ประตูสู่เอเชียทางน้ำ’ ยังอยู่ที่ช่องแคบมะละกา แต่ถ้าโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร เป็นรูปธรรมขึ้นมาคงต้องรอดูกันว่าประตูสู่เอเชียจะเปลี่ยนไปหรือไม่

ถึงวันนั้นคนไทยจะได้ไชโย!!

‘มอริส ลาครัวซ์’ เปิดตัว ‘นาฬิการักษ์โลก’ ผลิตจากขวดพลาสติก ลวดลายไม่ซ้ำ-ฟังก์ชันครบครัน มั่นใจ!! ยอดขายหมดใน 1 เดือน

(14 ม.ค.67) นายรวิศ เหตานุรักษ์ Manager Area Sales Indochina of Maurice Lacroix เปิดเผยว่า มอริส ลาครัวซ์ เปิดตัวนาฬิกา AIKON #tide Camo (ไอคอน ไทด์ คาโม) ปี 2567 ซึ่งเป็นคอลเลกชันใหม่ล่าสุดเพื่อจัดจำหน่ายทั่วโลก โดยผลิตออกมาเพียงรุ่นละ 1,000 เรือน จำนวน 4 สี ได้แก่ สีฟ้า storm blue, สีเขียว green park, สีน้ำตาลอ่อน frappucino beige และ ชมพู arctic pink ในประเทศไทยนำเข้ามาจัดจำหน่ายเพียงรุ่นล่ะ 30 เรือน ราคาเรือนละ 29,900 บาท

สำหรับนาฬิการุ่นดังกล่าวอยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ต้องการให้โลกยั่งยืน มีคุณสมบัติเดียวกันกับนาฬิการุ่นอื่นๆ ในตระกูล AIKON โดยเฉพาะคุณภาพแบบสวิส มีความเที่ยงตรง สะดวกสบาย และให้ความคุณค่าแก่ผู้สวมใส่สูงสุด สะท้อนผ่านการเปิดตัวเป็นนาฬิการักษ์โลกมาแล้ว 2 ปี นับตั้งแต่ปี 2565-2566 เมื่อครั้งประกาศความร่วมมือกับ #tide ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้ประโยชน์ของขยะพลาสติกในทะเล ทั้งได้เข้าร่วมกับ #tide ในโครงการระยะยาวเพื่อเก็บขยะพลาสติกจากท้องทะเลรอบหมู่เกาะต่าง ๆ ในประเทศไทย รวมถึงในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ทำให้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาจนถึงปี 2565 อัตราการเติบโตเฉพาะในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 400% ถือว่าประสบความสำเร็จสูงสุด

สำหรับนาฬิกา AIKON #tide Camo ต้องใช้ขวดพลาสติกจำนวน 17 ขวดในการผลิตนาฬิกาไอคอน ไทด์ คาโม หนึ่งเรือนพร้อมบรรจุภัณฑ์ จะใช้เทคนิคทำพิเศษด้วยการอัดเม็ดวัสดุ #tide แยกแต่ละสีในการสร้างลวดลายบนสายนาฬิกา ฉะนั้นลายคาโมในแต่ละเรือนจึงไม่ซ้ำกัน ที่สำคัญสุดคือ สีสันและลวดลายไม่ลบเลือนหายไป แม้ผ่านการใช้งานไปตามกาลเวลา บนตัวเรือนมีขนาด 40 มม. หน้าปัดของทุกเรือนมีรายละเอียดบนพื้นผิวเป็นเอกลักษณ์ ที่เรียกกันว่า ‘vagues du Jura’ (วากส์ ดู ฌูรา) เพื่อระลึกถึงที่มาจาก Franches Montagne ส่วนเข็มชั่วโมงและนาทีพร้อมหลักชั่วโมง เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova ช่วยอ่านค่าในที่แสงน้อยได้ พร้อมแสดงช่องวันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา ถือเป็นฟังก์ชันการใช้งานอย่างครบครัน

“กระแสการตอบรับของนาฬิการุ่นนี้ค่อนข้างเป็นไปในทิศทางที่ดี คาดว่าทั้ง 30 เรือนในแต่ละรุ่นในประเทศไทยน่าจะขายหมดโดยใช้เวลาประมาณ 1 เดือน และปีนี้จะได้เห็น มอริส ลาครัวซ์ ผลิตนาฬิกาโดยใช้วัสดุพิเศษมากขึ้น โดย AIKON ยังเป็นตัวหลักที่จะทำการตลาดให้เติบโตต่อไปได้อีก” นายรวิศ กล่าว

นายรวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า นาฬิกาไอคอน ไทด์ คาโม มาพร้อมกับสายนาฬิกายางประทับตัว M มีลวดลายไม่ซ้ำกันในแต่ละสาย ทำให้นาฬิกาแต่ละเรือนมีความโดดเด่นในตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีระบบ Easy Strap Exchange ของมอริส ลาครัวซ์ ทำให้สามารถสลับสายนาฬิกาได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์

นายสเตฟาน วาเซอร์ (Stéphane Waser) กรรมการผู้จัดการบริษัทมอริส ลาครัวซ์ กล่าวว่า AIKON #tide Camo เป็นนาฬิกาธีมคาโมที่มีสไตล์อย่างมาก เมื่อได้รวมเอาเทคโนโลยีการผลิต #tide ที่แปลกใหม่เข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด และลวดลายผ้าในแบบลายพรางหรือคาโมมักจะนำมาใช้บนแคทวอล์คทั่วโลกเป็นประจำ เป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยในเมืองใหญ่หลายเมือง เมื่อได้เห็นลายคาโมแพร่กระจายไปทั่วรู้สึกได้ว่านาฬิกาไอคอน ไทด์ คาโม จะสามารถเสริมลุคผู้สวมใส่ได้อย่างโดดเด่น ยิ่งไปกว่านั้นในการเปิดตัวนาฬิการุ่นนี้ ยังสามารถแสดงถึงวิถีแห่งความยั่งยืนในการผลิตนาฬิกา และความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาแบบสวิสของมอริส ลาครัวซ์

เหล่าตัวละครดิสนีย์แลนด์โตเกียว พยายามปลอบขวัญเด็ก-นทท. ให้คลายความกังวลขณะเกิดแผ่นดินไหว ทำหน้าที่อย่างมืออาชีพจริงๆ

เมื่อไม่นานนี้ ได้มีผู้ใช้งานติ๊กต็อกท่านหนึ่ง ชื่อ ‘disneybabeopal’ หรือ ‘โอปอล ดิสนีย์เบ้บ’ ยูทูบเบอร์และติ๊กต็อกเกอร์สาวกดิสนีย์ ได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอจากผู้ใช้โซเชียลมีเดียชื่อว่า ‘Jason Hill’ ผู้เป็นแฟนคลับดิสนีย์ ที่ได้ไปเที่ยวที่สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แต่ได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้น โดยคุณโอปอลได้ระบุว่า…

“ทุกคนเห็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ดิสนีย์แลนด์ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่นกันหรือยังคะ หลายคนในเหตุการณ์บอกว่าตอนนั้นกลัวมาก แต่ก็ผ่านมาได้อย่างดีและปลอดภัย เพราะว่าเหล่าแครักเตอร์ดิสนีย์และแคชเมมเบอร์ทุกคน คอยช่วยปลอบให้ทุกคนผ่อนคลายในสถานการณ์ที่ตึงเครียด ซึ่งที่หลายคนประทับใจที่สุดก็คือ ‘อียอร์’ (Eeyore) หรือเจ้าตุ๊กตาลาสีฟ้าจาก ‘วินนี่ เดอะ พูห์’ ที่พยายามปลอบขวัญผู้คนในระหว่างเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว คอยทําท่าเหมือนกับบอกให้ทุกคนใจเย็นๆ ไม่ต้องตกใจ เหมือนกับเป็นการสื่อว่า “อียอร์อยู่เป็นเพื่อนตรงนี้แล้วนะ”

โดยหลายคนบอกว่า ตอนนั้นอียอร์ช่วยให้รู้สึกกลัวน้อยลงได้จริงๆ นอกจากนั้นก็ยังมีอีกหลายแครักเตอร์ที่คอยให้กําลังใจนักท่องเที่ยวตอนที่เกิดแผ่นดินไหวเหมือนกัน เช่น ‘โดนัลด์ ดั๊ก’ ที่พยายามทําท่าทางน่ารักๆ เพื่อให้คนไม่กังวล

นอกจากนี้ยังมี ‘กูฟฟี่’ และ ‘แม็กซ์ กูฟ’ ที่คอยช่วยปลอบเด็กน้อยในรถเข็น รวมไปถึงปีเตอร์แพนกับเวนดี้ที่นั่งจับมือกันและจับมือนักท่องเที่ยว พร้อมส่งสายตาหาทุกคนที่อยู่รอบๆ เหมือนกับเป็นการปลอบว่า “ไม่เป็นไรนะ เราทุกคนจะต้องปลอดภัย”

พนักงานดิสนีย์ทุกคนเข้มแข็งและใจถึงมากจริงๆ เอาจริงๆ ลึกๆ ในใจพวกเขาก็คงกลัวเหมือนกันแหละ แต่ก็ยังพยายามทําให้ทุกคนที่มาเที่ยวที่ดิสนีย์มีแต่ความทรงจําดีๆ กลับไป เห็นแบบนี้แล้วยอมใจทุกคนจริงๆ ค่ะ”

‘นายกฯ’ ลั่น!! รัฐบาลพร้อมหนุนซอฟต์พาวเวอร์ทุกประเภท เล็งนำร่องวีซ่าพิเศษให้ นทท.ที่มาฝึกมวยไทย อยู่ยาว 90 วัน!!

(14 ม.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความ ถึงการสนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย โดยเฉพาะมวยไทย หลังรัฐบาลมีแผนเปิดตัววีซ่าพิเศษ สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเดินทางมาประเทศไทย เพื่อฝึกมวยไทย โดยจะอนุญาตให้อยู่ได้นานถึง 90 วัน เพื่อจบหลักสูตร ว่า…

“ผม และรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุน Soft Power ของไทยครับ การให้วีซ่าพิเศษ 90 วัน (จากวีซ่าปกติ 60 วัน) แก่คนที่สนใจจะเข้ามาเรียนมวยไทยเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ด้วยการใช้ความเป็นไทยส่งออกไกลไปทั่วโลกครับ

เราไม่ได้คิดให้วีซ่าพิเศษเฉพาะเพียงมวยไทยเท่านั้นนะครับ แต่ Soft Power อื่นๆ อย่าง รำไทย ดนตรีไทย การเรียนทำอาหารไทย ฯลฯ เราก็พร้อมสนับสนุน และกำลังเตรียมพิจารณาให้วีซ่าพิเศษเป็นลำดับต่อไปด้วยครับ” นายเศรษฐา กล่าว

‘ก๊อง–ปรเมษฐ์ ภู่โต’ ลุยสื่อออนไลน์เต็มสูบ เปิดช่องใหม่ ‘ถึงแก่น Live’ เสิร์ฟ 4 รายการรวด

(14 ม.ค.67) ที่ผ่านมา ‘ก๊อง – ปรเมษฐ์ ภู่โต’ คนข่าวคุณภาพ อดีตผู้ดำเนินรายการ ‘คุยถึงแก่น’ เดินหน้าลุยสื่อออนไลน์เต็มสูบ ผุดช่องใหม่ ‘ถึงแก่น Live’ ชูคอนเซ็ปต์ ‘สื่อเพื่อประชาชน ทุกคนเป็นเจ้าของ’ เสิร์ฟสาระข่าวสาร ในสไตล์แซบจัดจ้าน ตรงไปตรงมา ถึงผู้ชมทุกวัน จัดงานแถลงข่าวเปิดช่องรายการออนไลน์ท่ามกลาง FC  ที่มาให้กำลังใจและให้การสนับสนุนอย่างอบอุ่นเต็มพื้นที่ห้องจัดงาน

ภายหลังจากรายการ ‘คุยถึงแก่น’ รายการดังเรทติ้งดีของ ช่อง NBT2HD ที่ยืนยงมากว่า 6 ปี แต่กลับถูกปลดออกผังรายการของช่องปี 2567 จนกลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงสื่อ เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา จนมีคำถามว่า เหตุใดผู้บริหารกรมประชาสัมพันธ์ปัจจุบัน จึงปลดรายการที่มีเรตติงดีของช่องออกไป ขัดความรู้สึกของแฟนรายการจำนวนมาก และมีการตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุสำคัญน่าจะเป็นเพราะการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองอย่างเผ็ดร้อนของพิธีกร ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของการรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจของ นายทักษิณ ชินวัตร จนไม่สบอารมณ์ผู้มีอำนาจ 

ล่าสุดวันนี้ นายปรเมษฐ์ ภู่โต ได้จัดงานแถลงข่าวถึงแนวทางการทำงานสื่อของตนและทีมงานจากนี้ไปใหม่ ผ่านช่องทางออนไลน์ ณ KliuqeX Samyan ชั้น 3 ศูนย์การค้า I’m Park สามย่าน ข้างอุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่ามกลางแฟนรายการที่มาให้กำลังใจอย่างอบอุ่น 

นายปรเมษฐ์ กล่าวว่า จากการที่ได้จัดรายการ ‘คุยถึงแก่น’ ทางสถานีโทรทัศน์ NBT2HD มายาวนานเกือบ 6 ปี ทำให้มีฐานแฟนรายการจำนวนมาก และมีความเหนี่ยวแน่นมั่นคงกับตัวพิธีกรและทีมงาน โดยเมื่อมีข่าวว่า เราถูกปลดออกจากผังรายการ ของสถานีฯ ทำให้แฟนรายการที่ติดตามเรามานานต่างออกมายืนยันผ่านช่องทางต่างๆ ว่า พวกเราไปไหนก็จะตามไปดูและให้กำลังใจในทุกที่ และยินดีให้การสนับสนุนในทุกรูปแบบ ประกอบกับแนวทางการทำงานของเราที่ต้องการความ ‘เป็นอิสระ’ ในการนำเสนอเนื้อหาข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา

ทางทีมงานจึงตัดสินใจเดินหน้า ในรูปแบบออนไลน์ตามเสียงเรียกร้องของแฟนรายการ ที่อยากให้เราทำรายการต่อไป โดยก้าวใหม่ของเราในครั้งนี้ จะปรากฏออกมาในรูปแบบช่องข่าวออนไลน์ ชื่อ ‘ถึงแก่น Live’ ภายใต้คำขวัญ “สื่อเพื่อประชาชน ทุกคนเป็นเจ้าของ” 

สำหรับรายการทำงานภายใต้ ‘ถึงแก่น Live’ จะยังมี ก๊อง-ปรเมษฐ์ ภู่โต และ หนิง - นันทิญา จิตตโสภาวดี เป็นผู้ดำเนินรายการเช่นเดิม โดยจะเป็นรายการ Live สดทุกวัน ผ่านแพลตฟอร์ม Facebook และ Youtube ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของอดีตพิธีกรรายการ ‘คุยถึงแก่น’ ที่ปลดแอกออกจากสื่อดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยจะเน้นการนำเสนิในรูปแบบของการ Live ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook ,Youtube ,Tiktok 

และนอกจากรายการหลัก ช่วงเช้า โดยพิธีกรคู่เดิม แล้ว ช่อง ‘ถึงแก่น Live’ ยังมีรายการอื่นๆ ให้ติดตามถึง 4 รายการ ประกอบด้วย

- รายการ ถึงแก่น Live จันทร์ - ศุกร์ เวลา 07.00–09.00 น. 
- รายการ ถึงแก่น Live สุดสัปดาห์ เสาร์ - อาทิตย์ 18.00–19.00 น.
- รายการ ข่าวต้องคุย จันทร์ - ศุกร์ เวลา 18.00–19.00 น.
- รายการ ไร่ลุงก๊อง วันเวลา ตามใจลุงก๊อง (รายการแนววาไรตี้สบายๆ)

นายปรเมษฐ์ ย้ำว่า ทิศทางของรายการใหม่ทั้ง 4 รายการ จะยังคงไว้ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘สื่อเพื่อประชาชน ทุกคนเป็นเจ้าของ’ ด้วยรูปแบบรายการที่เน้นสาระและข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ชม พร้อมสะท้อนความจริงในทุกด้าน ผ่านการนำเสนอเนื้อหาที่ทันสมัย ฉับไว ตรงไปตรงมา และเข้าถึงง่ายเหมือนเดิม และที่สำคัญเราจะยังคงดำรงจุดยืนในการนำเสนอข่าวสารที่สร้างสรรค์ ไม่ทำร้ายสังคม และประเทศชาติเหมือนเช่นเคย

และสุดท้ายต้องขอขอบพระคุณ แฟนๆ รายการทุกท่านที่กรุณาให้กำลังใจ และร่วมระดมทุนในการสนับสนุน ให้เราสามารถเริ่มต้นทำภารกิจส่งข่าวสารเพื่อประชาชน จนก่อรูปนับหนึ่งเป็นช่องข่าวออนไลน์ ‘ถึงแก่นLive’ ขึ้นมาได้

‘จีน’ ชี้ ผลการเลือกตั้ง ‘ปธน.ไต้หวัน’ เป็นเพียงเสียงส่วนหนึ่ง กร้าว!! ไม่กระทบทิศทางแผนรวมชาติของจีนแผ่นดินใหญ่

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 67 สำนักข่าวซินหัว, ปักกิ่ง รายงานว่า ‘เฉิน ปินหัว’ โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะรัฐมนตรีจีน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งผู้นำ และสมาชิกสภานิติบัญญัติของเกาะไต้หวัน โดย เฉิน กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งบ่งชี้ว่า พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) มิสามารถเป็นตัวแทนความคิดเห็นกระแสหลักของสาธารณชนบนเกาะไต้หวัน

เฉิน กล่าวว่า ไต้หวัน คือ ‘ไต้หวันของจีน’ โดยการเลือกตั้งนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พื้นฐาน และทิศทางการพัฒนาของความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ จะไม่เปลี่ยนแปลงความปรารถนาร่วมของเพื่อนร่วมชาติทั่วช่องแคบไต้หวัน ในการกระชับสายสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น และจะไม่ขัดขวางทิศทางการรวมชาติของจีน

“จุดยืนของเราในการแก้ไขปัญหาไต้หวันและบรรลุการรวมชาติยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยปณิธานของเรานั้นแข็งแกร่งดังหินผา” เฉินกล่าว “เราจะยึดถือฉันทามติ 1992 ที่กำหนดหลักการจีนเดียวและคัดค้านกิจกรรมแบ่งแยกดินแดนอันมุ่งเป้าที่ ‘เอกราชไต้หวัน’ รวมถึงการแทรกแซงจากต่างชาติ”

เฉิน กล่าวว่า แผ่นดินใหญ่จะทำงานร่วมกับพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง กลุ่มองค์กร และประชาชนจากภาคส่วนต่างๆ ในไต้หวัน เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือข้ามช่องแคบ ขยับขยายการพัฒนาเชิงบูรณาการข้ามช่องแคบ ร่วมส่งเสริมวัฒนธรรมจีน ตลอดจนเดินหน้าการพัฒนาอย่างสันติของความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบและกิจการรวมชาติ

โซเชียลถกสนั่น!! หลัง ‘มช.’ ประกาศกฎข้อบังคับวันรับปริญญา ‘ห้ามใส่เหล็กจัดฟันสีฉูดฉาด-แต่งหน้าด้วยไฮไลต์’ เข้าร่วมพิธี

(14 ม.ค.67) กลายเป็นประเด็นที่เกิดข้อถกเถียงในวงกว้าง หลังเพจเฟซบุ๊ก ‘บัณฑิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รุ่นที่ 58’ โพสต์กฎระเบียบข้อปฏิบัติ สำหรับผู้ที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ในปีนี้

โดยในกำหนดการมีข้อห้ามปฏิบัติหลายข้อ แต่ข้อที่ทำให้เกิดถกเถียง คือ ประเด็นเรื่องการแต่งหน้า โดยระบุว่า “ให้หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าด้วยวัสดุสะท้อนแสงและกากเพชร (ทาไฮไลต์)”

และ “ไม่อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์จัดฟันสีฉูดฉาด หรือสีแฟชั่น⁣อุปกรณ์จัดฟันในช่องปาก โดยให้ใช้อุปกรณ์สีสุภาพ เช่น สีขาว สีใส หรือสีเงิน”

งานนี้ทำเอาคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย โดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข้อบังคับนี้และมองว่าไร้สาระ บางคนแซะว่าเหมือนเจ้าหน้าที่จะว่างเกินไป

นอกจากนี้ ยังมีคนเข้ามาแซะอีกเป็นจำนวนมาก เช่น
- “จบละ ไฮไลต์หนังปลาทู”
- “ฟันห้ามเหลืองด้วยไหมคะ เดี๋ยวสีฉูดฉาด”
- “ขอใส่ถุงเท้าสีแดง สีเหลืองได้มั้ย แบบนายก”
- “มหาวิทยาลัยหรือคุกครับ?”
- “ตอนรับต้องหันมายิ้มกับกล้องด้วยหรอ?” เป็นต้น

สมุทรปราการ-“พระครูแจ้” ทุ่มเงินนับล้านบาทแจกเด็ก และมอบเงินสนับสนุนโรงพยาบาลตำบล 75 แห่ง ทั่วสมุทรปราการ

โดยสำหรับงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ที่ทางวัดบางพลีใหญ่กลางจัดขึ้นในปีนี้ นับว่ายิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีผู้ปกครองนำบุตรหลานทยอยเดินทางมารอกันตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อรอรับของขวัญจากท่านเจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง โดยมีจำนวนมากกว่า 1,000 คน  และสำหรับของขวัญที่ทางท่านพระครูแจ้ เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลางมอบให้กับน้องๆ หนูๆ ในปีนี้ คือเงินสดคนละ 200 บาท ของเล่นอื่นๆ อีกจำนวนมาก แต่ที่เป็นไฮไลท์ของงานวันเด็กปีนี้คือเด็กคนไหนที่ไว้ผมเปียและผมแกะ จะได้รับเงินคนละ 500 บาท และ 1,000 บาท สร้างความตื่นเต้นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับผู้ปกครองและเด็กๆ เป็นจำนวนมาก

อีกทั้งภายในงานยังมีการแจกจ่ายอาหารปรุงสุก อาทิ ก๋วยเตี๋ยวเรือประทุมทอง โรตีทอดกรอบ ขนมครก น้ำดื่ม นับว่ามางานนี้อิ่มทั้งท้องได้ทั้งเงินได้ทั้งของแจกกับบ้านโดยทั่วกัน จากนั้น ท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ ได้นำคณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลางประกอบพิธีสวดมาติกาบังสุกุล เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับโยมบิดาและโยมมารดา หลังจากนั้นได้มีการมอบเงินสนับสนุนด้านการแพทย์แก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทั่วทั้งจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 75 โรงพยาบาล พร้อมทั้งท่านเจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลางยังได้มอบเงินแก่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่างๆ ที่มาร่วมงานโดยทั่วกันทุกคน สร้างสีสันและรอยยิ้มทำให้วันเด็กแห่งชาติในปีนี้คึกคักกว่าทุกปีที่ผ่านมา

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

‘สว.วีระศักดิ์’ ร่วมงานครบรอบ 25 ปี ‘PATA’ ก่อตั้ง สนง.ใหญ่ที่กรุงเทพฯ  พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวทั้งใน-นอกประเทศอย่างยั่งยืน

(14 ม.ค.67) เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา นับเป็นโอกาสครบรอบ 25 ปี ของการเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ ของ ‘สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยว’ (Pacific Asia Travel Association) หรือ ‘PATA’ ที่ก่อตั้งมานานถึง 71 ปี (นับเป็นสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับเอเชียแปซิฟิกที่เก่าแก่ที่สุด)

คุณปีเตอร์ ซีโมน ประธาน PATA ได้เชิญคุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มาเป็นผู้ขึ้นกล่าวนำการจัดกิจกรรม ‘Power of Networking’ ของ PATA ที่ห้องประชุมชั้น 3 ของอาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค สุขุมวิท ซึ่งเป็นอาคารที่ตั้งของที่ทำการแห่งใหม่ของ PATA

กิจกรรมครั้งนี้ มีผู้บริหารในแวดวงการท่องเที่ยวเดินทางนานาชาติกว่า 50 ท่าน ทั้งจากภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคการเดินทาง ทั้งของไทยและนานาชาติเข้าร่วม เช่น ผู้บริหารสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ การบินไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สถานทูตจีนประจำประเทศไทย ผู้บริหารธุรกิจนำเที่ยวระหว่างประเทศ ผู้บริหารเครือโรงแรมใหญ่ ผู้บริหารสมาคมส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการนานาชาติ และผู้สื่อข่าวต่างประเทศด้านท่องเที่ยวประจำประเทศไทย

โดยคุณวีระศักดิ์ ได้กล่าวถึงประสบการณ์ที่ PATA มีมายาวนานในการช่วยทำให้ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ได้ปรากฏขึ้นบนแผนที่ท่องเที่ยวโลก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีสำนักงานของ PATA กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของโลก ตั้งแต่จุดกำเนิดของ PATA ที่ฮาวาย ต่อมาขยายไปยัง ซานฟรานซิสโก, ปักกิ่ง, ลอนดอน, ฟิลิปปินส์ และในที่สุดย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่เข้ามาตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ประเทศไทย เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ว่าประสบการณ์ที่ได้ผ่านการเห็นการดำเนินการด้านท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ ในยุคต่างๆ จะเป็นประโยชน์อย่างลึกซึ้ง ต่อการช่วยแนะนำแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในประเทศไทย รวมทั้งจะช่วยขยายการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบและยั่งยืนให้กับประเทศในภูมิภาค ให้ทำงานต่อเชื่อมกันไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างดีอีกด้วย

‘ESG Investing’ แก้ปัญหาโลกร้อนได้จริงหรือไม่? ในวันที่ ‘การฟอกเขียว’ เพื่อลวงลงทุน ก็เริ่มแพร่หลาย

ทีมข่าว THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ที่มาร่วมพูดคุยในรายการ Easy Econ ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ในประเด็น 'ESG Investing แก้ปัญหาโลกร้อนได้จริงหรือ?' เมื่อวันที่ 14 ม.ค.67 โดย อ.พงษ์ภาณุ กล่าวว่า...

เนื่องจากปัจจัยหลายประการบ่งชี้ว่าปี 2567 จะเป็นปีทองแห่งการลงทุนไทย จึงเป็นโอกาสอันเหมาะที่จะพิจารณาการลงทุน ESG ซึ่งเป็นกระแสการลงทุนที่กำลังมาแรงในขณะนี้ทั้งในตลาดโลกและตลาดไทย 

มีรายงานว่ากองทุน ESG ทั่วโลกมีทรัพย์สินภายใต้การบริหารอยู่ไม่น้อยกว่า 7.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัวใน 6 ปี ที่ผ่านมา ขณะที่ในประเทศไทยก็มีการระดมทุนผ่านกองทุนรวม ESG เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และล่าสุดรัฐบาลได้ให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้เป็นพิเศษสำหรับเงินลงทุน ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ในกองทุนรวมไทยยั่งยืน (Thailand ESG Fund) ซึ่งได้รับความสนใจพอสมควรจากนักลงทุน และคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนระยะยาว (8 ปี) ในหลักทรัพย์ ESG ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา

โดยธรรมชาติแล้ว หลักการลงทุนและหลักการ ESG มีพื้นฐานแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงธุรกิจลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนทางการเงิน ซึ่งหน้าที่ของบริษัทคือ การบริหารจัดการกิจการให้เกิดผลตอบแทนสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้นภายใต้กรอบกฎหมายของสังคม แต่การดำเนินการดังกล่าวมักก่อให้เกิดผลกระทบภายนอก (Externalities) อันเป็นต้นทุนแก่สังคมหรือบุคคลที่สามที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อาทิเช่น การปล่อยคาร์บอนไปในอากาศ การละเมิดสิทธิของแรงงาน การไม่เหลียวแลชุมชนที่กิจการตั้งถิ่นฐานอยู่ การติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นต้น 

กลับกันหลักการ ESG จะมุ่งที่การนำปัจจัยทางสังคม 3 ด้าน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลให้ภาคธุรกิจมีความประพฤติดีทางด้านสังคม เพิ่มเติมจากการทำหน้าที่เพื่อผู้ถือหุ้น ซึ่งถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนปรัชญาของการลงทุนอย่างสิ้นเชิง ส่วนจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมหรือไม่ หรือมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่ น่าจะเป็นประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

อันที่จริงแล้ว ESG Investing ไม่ใช่เรื่องใหม่และเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 20 ปี ในตลาดสหรัฐฯ ส่วนประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ริเริ่มการพัฒนาแนวปฏิบัติ ESG ตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยเริ่มจาก... 

G (Corporate Governance) หรือบรรษัทภิบาล ซึ่งเป็นมูลเหตุพื้นฐานของการเกิดวิกฤต โดยได้กำหนดโครงสร้างคณะกรรมการบริษัทจดทะเบียนให้มีกรรมการอิสระ (Independent Directors) การกำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) การพัฒนาความรู้ด้าน CG โดยจัดตั้งสถาบันกรรมการ (Institute of Directors) การจัดทำมาตรฐาน ประเมินและให้รางวัล บริษัทจดทะเบียนเป็นต้น ต่อมาได้เริ่มวางมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติด้าน 

S (Social Responsibility) หรือความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนมีการบริหารจัดการความสัมพันธ์และสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ต่างๆ อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า หรือแม้แต่ชุมชน รวมทั้งมีการประเมินและมอบรางวัลเช่นกัน 

อย่างไรก็ดี ตัวแปรที่กำลังมาแรงคือ E (Environment) หรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับกระแสโลกสีเขียวที่มาพร้อมกับความวิตกกังวลกับปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

ดังนั้น ตลท. และ ก.ล.ต. จึงได้กำหนดแนวทางให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างครบถ้วนโปร่งใส ที่เรียกว่า แบบ 56-1 One Report ทั้งนี้มิติด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องเปิดเผย ได้แก่ การจัดการพลังงาน การจัดการน้ำ การจัดการขยะและของเสีย และการจัดการก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น ตลอดจนมีการจัดทำการประเมินและดัชนีความยั่งยืน (Sustainability Index) เพื่อเป็นข้อมูลกับนักลงทุน

การนำมิติต่างๆ ทั้ง 3 ด้านมาประกอบการตัดสินใจลงทุน อย่างน้อยก็น่าจะทำให้ภาคธุรกิจมีความรับผิดชอบมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม มิติต่างๆ เหล่านี้มีความสลับซับซ้อนหลากหลายและมิใช่มิติทางการเงิน (Non-financial) จึงยากที่นำมาประกอบการตัดสินใจอย่างถูกต้องแม่นยำเมื่อเปรียบเทียบกับมิติทางการเงิน (Financial) ที่มีมาตรฐานการบัญชีรองรับ แม้ว่าหน่วยงานกำกับดูแลพยายามจัดทำคู่มือ มาตรฐานรวมทั้งดัชนีในการประเมินความดีทางสังคม แต่การจัดอันดับ ESG (ESG Ratings) ก็ยังไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดอันดับเครดิต (Credit Ratings) 

นอกจากนี้ การนำเอาตัวแปรจำนวนมากใน 3 กลุ่มรวมกันเป็นดัชนีตัวเดียวน่าจะไม่ถูกต้องในทางทฤษฎี เพราะตัวแปรแต่ละกลุ่มอาจขัดแย้งกันเอง (Tradeoff) เช่น ธุรกิจที่มี CG ไม่ดีอาจจะเป็นธุรกิจที่ส่งเสริมการลดคาร์บอนก็เป็นไปได้ ตัวแปรหลายตัวก็มีปัญหาในการวัดเชิงปริมาณและจำเป็นต้องใช้ดุลยพินิจในการให้คะแนน โดยเฉพาะตัวแปรด้านความรับผิดชอบทางสังมและด้าน CG ตัวแปรที่น่าจะวัดเชิงปริมาณได้ง่ายที่สุดน่าจะเป็นตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจก

โดยหลักการแล้ว การลงทุน ESG จะให้ผลตอบแทนทางการเงินต่ำกว่าการลงทุนทั่วไป เนื่องจากธุรกิจจะมีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้นจากการจัดการภารกิจทางสังคม กิจกรรมทางสังคมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือชุมชนหรือการควบคุมมลพิษ ล้วนนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายที่จำเป็น และยังอาจนำมาซึ่งการแทรกแซงจากภายนอกอันเป็นการบิดเบือนภารกิจหลักของธุรกิจในการสร้างผลตอบแทนสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อย ซึ่งมักจะได้รับผลกระทบมากกว่า เพราะไม่มีอำนาจควบคุมฝ่ายบริหาร 

อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านการลงทุน ESG ก็เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา อย่างในสหรัฐฯ ถึงขั้นมีการออกกฎหมายในบางรัฐ เช่น ฟลอริดา ห้ามมิให้นำปัจจัย ESG มาใช้ในการตัดสินใจลงทุนของกองทุนภาครัฐ กรณีการฟอกเขียว (Greenwashing) ซึ่งหมายถึงการหลอกลวงนักลงทุนโดยใช้กฎเกณฑ์ ESG เป็นเครื่องบังหน้า จนมีการจับกุมผู้บริหารกองทุนหลายแห่ง ซึ่งเห็นอยู่บ่อยครั้งทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ 

นอกจากนี้ การกดดันธุรกิจโดยใช้กลไกตลาดทุนมาจัดระเบียบทางสังคม อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด และอาจทำให้สังคมละเลยบทบาทของรัฐบาลในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมาย ทั้งๆ ที่รัฐบาลถืออำนาจรัฐที่จะจัดการกับผู้สร้างมลพิษ การแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่ดีที่สุดคือ การลดการปล่อยคาร์บอน โลกได้พัฒนาเครื่องมือที่อิงกลไกตลาดที่ตั้งอยู่บนหลักการ Polluters Pay Principle กล่าวคือ ผู้ปล่อยมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตน 

ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่รัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะจัดกลไกกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) และจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ซึ่งสะท้อนต้นทุนทางสังคมอย่างแท้จริง 

การเก็บภาษีคาร์บอนต้องอาศัยความกล้าหาญทางการเมือง แต่จะเป็นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ตรงประเด็นกว่าการใช้กลไกตลาดทุน

ESG Investing ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด ในการแก้ปัญหาโลกร้อน เพราะบิดเบือนการทำงานของตลาดทุน แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top