Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

‘เมืองเวนิส’ เตรียมเก็บค่าเข้าเมือง นทท. 5 ยูโร/คน เพื่อแก้ปัญหา นทท. ล้นเมือง กระทบชีวิตคนในท้องถิ่น

(19 ม.ค. 67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า 'เวนิส' เมืองท่องเที่ยวอันดับต้นของอิตาลี เผชิญกับปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง โดยในแต่ละวันมีนั่งท่องเที่ยวมากกว่า 60,000 คนทำให้ถนนสายเล็กแออัดไปด้วยจำนวนของนักท่องเที่ยว 

โดยในเดือนเมษายนนี้ จะเริ่มเก็บเงินนักท่องเที่ยวเป็นค่าเข้าเมืองคนละ 5 ยูโร หรือประมาณ 190 บาท โดยจะเป็นการเดินทางเข้าเมือง 1 วันเท่านั้น จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวของอิตาลี และจะเก็บค่าเข้าเมืองในช่วงวันหยุด และวันเสาร์อาทิตย์ จนถึงกลางเดือนกรกฎาคม

การจ่ายค่าเข้าเมืองทั้งสามารถทำได้ทั้งออนไลน์ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้รับ QR Code เป็นหลักฐานการจ่ายค่าเข้าเมืองสำเร็จแล้ว โดยจะเข้าออกเมืองเวนิสได้ตั้งแต่ 08.30-16.00 น. เท่านั้น โดยทางเมืองได้คิดมาตรการไว้แล้วสำหรับผู้ที่คิดจะลักลอบเข้าเมืองโดยที่ไม่ลงทะเบียนจ่ายค่าเข้าเมืองนั้น หากเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจสุ่มตรวจแล้วไม่พบ QR Code มาแสดงเป็นหลักฐานจะถูกปรับในวงเงินสูงสุดถึง 300 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 11,000 บาท

ซึ่งไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้นที่ต้องจ่ายค่าเข้าเมืองเวนิส คนอิตาลีเองก็ต้องจ่ายด้วยเช่นกัน ไม่มีข้อยกเว้นแม้เป็นพลเมืองของประเทศ ซึ่งก็จะมีผู้ที่ได้รับการยกเว้น ‘ไม่ต้องจ่ายค่าเข้าเมืองเวนิส’ ได้แก่ นักเรียน, คนที่ทำในในเมืองเมนิส, เจ้าของบ้านพักอาศัยในเวนิส เท่านั้น

โดยในช่วงแรกของการเริ่มเก็บค่าเข้าเมืองจะยังไม่จำกัดคนเข้าในแต่ละวันเพื่อที่จะประเมินว่าเมื่อทางเจ้าหน้าที่เก็บค่าเข้าเมืองจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงมากน้อยเพียงใด โดยปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองนั้นเกิดขึ้นในหลายเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม แม้ว่ารายได้จะเข้าสู่ร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้าได้มากมาย แต่ก็นำพาความลำบากมาสู่ประชาชนพื้นถิ่น เพราะบ่อยครั้งที่พลเมืองไม่สามารถที่จะเดินทาง หรือ ขึ้นรถโดยสารสาธารณะได้เลยจากจำนวนของนักท่องเที่ยวที่มากขึ้น อีกทั้งค่าครองชีพในเมืองสูงลิบมากขึ้นเพราะบ้านเมืองของคนท้องถิ่นจะถูกเปลี่ยนให้เป็นโรงแรม ร้านค้าสำหรับขายให้นักท่องเที่ยวอีกด้วย

‘จีน’ ทดสอบ ‘รถตำรวจสายตรวจไร้คนขับ’ ครั้งแรก นำร่อง 15 คัน พร้อมลาดตระเวนตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวานนี้ (18 ม.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำนักงานประจำเขตสาธิตการขับขี่อัตโนมัติระดับสูงของเทศบาลกรุงปักกิ่งของจีน เริ่มทดสอบวิ่งรถตำรวจสายตรวจไร้คนขับบนท้องถนนเมื่อวันอังคาร (16 ม.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการทดสอบวิ่งรถประเภทนี้ครั้งแรกในจีน

รายงานระบุว่ารถตำรวจสายตรวจไร้คนขับจำนวน 15 คัน วิ่งบนท้องถนนสาธารณะในเขตสาธิตฯ พร้อมปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้การประสานงานร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักความมั่นคงสาธารณะเทศบาลกรุงปักกิ่ง สาขาต้าซิง

การทดสอบครอบคลุมหน้าที่การลาดตระเวน การรับรองความปลอดภัยสำหรับงานขนาดใหญ่ การออกประกาศสาธารณะ การออกคำแจ้งเตือน และงานกู้ภัยฉุกเฉิน โดยทีมรถสายตรวจจะลาดตระเวนในเขตสาธิตฯ บนพื้นที่ 60 ตารางกิโลเมตร

จางเว่ยหลิง รองประธานอาวุโสของนีโอลิกซ์ (Neolix) ผู้ผลิตรถสายตรวจดังกล่าว ระบุว่า รถสายตรวจไร้คนขับใช้เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติระดับ 4 (L4) โดยสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ภายใน 30 วินาที และมาพร้อมระยะการขับขี่ 100 กิโลเมตร

ยานยนต์ดังกล่าวยังประกอบด้วยศักยภาพการรับรู้แบบรวมภาพจำนวนหลายเซนเซอร์ครอบคลุม 360 องศา และระยะการตรวจจับสูงถึง 120 เมตร ซึ่งแพลตฟอร์มการประมวลผลอันทรงพลังที่ติดตั้งบนยานยนต์สามารถคำนวณและทำการตอบสนองตามสภาพถนนได้แบบเรียลไทม์ จึงรับประกันความปลอดภัยในการเคลื่อนที่

นับตั้งแต่ปักกิ่งเริ่มก่อตั้งเขตสาธิตฯ เมื่อเดือนกันยายน 2020 มีการสร้างพื้นที่ที่มีถนนเชื่อมต่ออัจฉริยะขนาด 160 ตารางกิโลเมตรและเครือข่ายเมืองอัจฉริยะในเขตสาธิตแห่งนี้

ปัจจุบันบริษัททดสอบรถยนต์จำนวน 28 แห่งเปิดดำเนินการในเขตสาธิตฯ โดยมียานยนต์กว่า 800 คันกำลังทำการทดสอบและการสำรวจเชิงพาณิชย์ และมีระยะทางการทดสอบสะสมกว่า 20 ล้านกิโลเมตรแล้ว

'2 โหรฯ' อ่านดวง 'การเมืองไทย' ปีมังกร ฟันธง!! นายกฯ คนใหม่เร็วๆ นี้ 'ไม่ใช่ผู้หญิง'

วันก่อนนั่งอ่านคำพยากรณ์ของโหรฯ โสรัจจะ นวลอยู่ เจ้าของฉายา ‘นอสตราดามุสเมืองไทย’ แกบอกว่าปี 2567 เป็นปีมังกรไฟ นอกจากจะเกิดภัยพิบัติมากมายมหาศาลแล้ว ยังจะเกิดความขัดแย้งของคนในชาติ และหน่วยงานของรัฐชนิดแตกหัก แกยกตัวอย่างชัด ๆ ว่าจะเกิดสงครามระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ 

และที่สุดบ้านเมืองอาจเกิดรัฐประหาร ทหารต้องย่ามสามขุมมารัฐประหารอีกครั้ง แถว ๆ เดือนมิ.ย.

เฮ่อ…ฟังแล้วสยอง…ยิ่งสยองกว่าเดิมเมื่อเห็นปรากฏการณ์วันที่ 19 ม.ค. ท่านเลขานุกา รมว.คลัง ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาให้ความเห็นแบบดับเครื่องชนแบงก์ชาติ 6 ข้อ 

‘เล็ก เลียบด่วน’ ขออนุญาตฉายหนังตัวอย่าง 2 ข้อ

1.ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ติดลบ 14 เดือนติด สัญญาณอันตรายภาคการผลิตของประเทศ และยอดขายรถเชิงพาณิชย์ ตัววัดสำคัญของการลงทุน ติดลบ 4 ไตรมาสติด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายการเงินที่ผ่านมา เพิ่มต้นทุนการเงินเอกชน เป็นลบต่อการลงทุนในวงกว้างหรือไม่

ข้อ 2.....3.....4.....5..... ขอไม่เอ่ยถึง

มาต่อกันที่ข้อที่ 6.นโยบายการคลัง (รัฐบาล) และนโยบายการเงิน (ธปท.) ควรสอดประสานกันหรือไม่ ปัจจุบันรัฐบาลเห็นความจำเป็นในการกดคันเร่งนโยบายการคลัง (ซึ่ง Digital Wallet เป็นหนึ่งในนั้น) แต่นโยบายการเงินยังคงอยู่ในช่วงการกดเบรกหรือไม่ และการขับรถคันเดียวกัน ขาหนึ่งกดคันเร่ง ขาหนึ่งกดเบรก พร้อมกัน รถจะพังหรือไม่ ประเทศจะมีปัญหาหรือไม่...

พูดกันชัด ๆ ตรงนี้ หลังจากที่ร่างเอกสารข้อเสนอแนะเรื่อง Digital Wallet 177 หน้า ของ ป.ป.ช. ที่มีท่านสุภา ปิยะจิตติ เป็นประธานคณะทำงานหลุดรอดออกมา เมื่อวันที่ 16 ม.ค. อ่านกันกี่ตลบก็ต้องบอกว่าโครงการแจก 1 หมื่นบาทผ่าน Digital Wallet มีความเสี่ยงทางกฎหมายสูงยิ่ง และเอาเข้าจริงภาวะเศรษฐกิจก็ไม่ถึงขั้นวิกฤต...

นี่แหละเป็นเหตุให้ ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง, หมอมิ้งค์ พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ และดร.เผ่าภูมิ ดาหน้ากันออกมาชน ป.ป.ช. และเลยไปถึง ‘แบงก์ชาติ’

ถึงขั้นนี้ก็ต้องฟันธงว่าอย่างไรเสียพรรคเพื่อไทยไม่ถอยแน่ แม้จะไม่ทัน เดือนพ.ค. ส่วนจะปรับรูปแบบเป็นอย่างไรนั้นต้องตามไปดูกันอีกครั้ง...

ขอกลับไปที่คำพยากรณ์เรื่องรัฐประหารของโหรฯ โสรัจจะอีกครั้ง ก็ต้องขอบอกว่าอีกโหรฯ หนึ่งที่คาดว่าอาจมีรัฐประหารในปี 2567 ก็คือ อาจารย์ภิญโญ พงศ์เจริญ ที่ระบุว่าอาจจะเกิดแถว ๆ เดือน ก.ย.

ส่วนโหรฯ อีกคู่หนึ่ง ทำนายเหมือนกันว่าจะมีการเปลี่ยนนายกฯ ในปีนี้ และนายกฯ คนใหม่ที่ว่านี้ ‘ไม่ใช่ผู้หญิง’ ซึ่งแปลว่าไม่ใช่ ‘อุ๊งอิ๊ง’ แพทองธาร ชินวัตร นั่นเอง

โหรฯ สองท่านที่ว่าคือ ซินแสภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล และวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหรฯ คมช. โดยโหรฯ วารินทร์เรียกนายกฯ ผู้ชายคนที่กำลังจะมาว่า ‘ผู้ที่มีหน้าที่ที่แท้จริง’ ซึ่งหากใครที่รู้ปูมหลังของโหรฯ วารินทร์ และอ่านที่ท่านให้สัมภาษณ์เต็ม ๆ ทำให้ใบหน้าผู้ชายที่ละม้ายคล้าย ‘ลุงตู่’ ประยุทธ์, อนุทิน และพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ลอยมาเข้าตา…แบบเต็ม ๆ ตา

ส่วนจะเป็นใครโหรฯ วารินทร์ไม่บอก บอกเพียงว่าเป็นผู้ที่มั่นคงในชาติ ศาสน์ กษัตริย์

‘ปิยบุตร’ เตือนสติ ‘สส.ก้าวไกล’ อย่าเอาแต่โทษไอโอ ชี้!! หากปฏิบัติตนอย่างระวัง ใครก็ทำลายชื่อเสียงไม่ได้

(19 ม.ค. 67) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า อดีตผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เพจ ‘ก้าวไกลโกหกอะไร’ จ้องจับผิด สส.และคนของพรรคก้าวไกล จนน่ารำคาญ น่าสงสัย นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ สส.และคนของพรรคก้าวไกล ซึ่งกลายเป็นบุคคลสาธารณะแล้ว มีประชาชนมากมายมหาศาลรัก ชื่นชม ฝากความหวังให้เป็นฟันเฟืองของการเปลี่ยนแปลง ก็ควรต้องตระหนักได้แล้วว่ามีขบวนการปฏิบ้ติการข้อมูลข่าวสารจากทุกสารทิศ สนธิกำลังกันทั้งจากฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ฝ่ายพรรคการเมือง จ้องจับผิดเล่นงานขยายผลอยู่

การไปกล่าวโทษไอโอ ไปร้องแรกแหกกระเชอว่าโดนกลั่นแกล้ง ไปตามจับตามสืบว่าใครไปปล่อยข่าว แอบถ่าย ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ตรงเป้าควรป้องกัน แก้ไขที่ตนเอง ทำตัวให้มาชัวร์ครองตนอย่างระวัง รอบคอบ แต่กล้าหาญ ควบคุมดูแลคัดกรองทีมงานให้ดี

"วันนี้ เป็น ผู้แทนราษฎรแล้ว วันนี้ เป็นตัวแทนของพรรคก้าวไกลที่คนคาดหวังสูงแล้ว ก็ควรประพฤติปฏิบัติตนให้เข้าที่เข้าทางเสียหน่อย อย่าให้ประชาชนที่ฝากความหวัง ต้องผิดหวัง คิดถึงเสียงกู่ร้อง แววตา ของประชาชนที่เราได้เห็นช่วงหาเสียงให้มา กๆ คิดถึงความตั้งใจของประชาชนที่กลับบ้านไปเลือกพรรคก้าวไกลให้มาก ๆ ถ้าทำได้เท่านี้ จะกี่เพจ จะกี่ปฏิบัติการไอโอ ก็ทำอะไรไม่ได้" นายปิยบุตร ระบุ

นายปิยบุตร ระบุด้วยว่า สส.และคนของก้าวไกลต้องพึงระวังเสมอว่า การครองตน การประพฤติปฏิบัติที่ถูกสังคมติฉิน ตั้งคำถาม ไม่ได้สร้างความเสียหายให้ตนเองตามลำพัง แต่มันกระทบทั้งพรรค คนทำงาน หาคะแนนนิยม สร้างผลงาน แบกพรรคไว้ แต่พอเจอเรื่องของคนในพรรคหรือ สส.ขึ้นมา ก็กระทบกันไปหมด

"ผมคนนอก ขอพูดตรงไปตรงมา เพราะ คนในพรรคอาจไม่กล้าพูดกันตรง ๆ แบบนี้ องค์กรแบบก้าวไกล คือ แบรนด์ แนวคิด อุดมการณ์ ไม่ได้ขายคนคนเดียวหรือไม่กี่คน ทุก ๆ คนที่อยู่ที่นี่ ต่างก็อาศัยพลังของกันและกัน ไม่มีใครคนไหน ออกไปโตเดี่ยวแล้วจะรอด ชนะเลือกตั้งกันมา ก็คือแนวคิดและกระแสพรรคหนุนส่งเป็นสำคัญดังนั้น ทำอะไร ต้องคิดถึงพรรค เพื่อนร่วมพรรค สมาชิกพรรค และประชาชนที่เลือกมาให้มาก ๆ" นายปิยบุตร ระบุ

‘นายกฯ’ มั่นใจ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่น’ ไร้ทุจริต ลั่น!! ไม่มีแนวคิดยุติโครงการ แต่อาจดีเลย์

(19 ม.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ว่า ตนได้รับรายงานจากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง บอกขอรอรับรายงานจากทาง ป.ป.ช.ก่อน ส่วนเรื่องคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าตนเชื่อว่า มีตัวเลือกที่สามารถอธิบายได้ ส่วนเรื่องทุจริตผมมั่นใจ 100% ว่าไม่มีแน่นอน หากสงสัยว่าทุจริตตรงไหนให้ถามมา ทางรัฐบาลมีหน้าที่อธิบาย เพราะมีการใช้เทคโนโลยี ในการส่งเงินจาก G to C (Government to customer) เพื่อเข้ากระเป๋าสตางค์ของประชาชน ซึ่งตนไม่เห็นว่าจะทุจริตตรงไหนได้เลย พร้อมย้ำว่าอย่าพูดลอยๆ ว่ามีการทำทุจริตได้ ซึ่งตนเข้าใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ พร้อมระบุว่า ถ้าบอกได้ว่าตรงไหนมีการทุจริตเราก็พร้อมที่จะอธิบายให้ฟัง เพราะหากอธิบายไม่ได้หรือมีข้อกังขาก็คงทำไม่ได้ 

เมื่อถามว่าไทม์ไลน์ของโครงการจะเริ่มที่เดือนพฤษภาคมเหมือนเดิมใช่หรือไม่? นายกรัฐมนตรีระบุว่า “เป็นไปตามที่นายจุลพันธ์ ระบุว่าอาจจะมีการดีเลย์ออกไป”

ส่วนกรณีที่นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ออกมาระบุว่ารัฐบาลจะใช้ข้ออ้างของป.ป.ช. เพื่อเป็นหลังพิงฝาในการยุติโครงการดังกล่าว? นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ไม่มีความคิด ณ จุดนี้ เดินหน้าเต็มที่ ส่วนจะดีเลย์ออกไประยะเวลานานแค่ไหนตนไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับว่าหนังสือจากป.ป.ช.จะมาถึงเมื่อใด และมีคำถามมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากมีคำถามมาตนก็อยากให้เป็นคำถามที่เฉพาะเจาะจง เพราะจะได้สามารถตอบอย่างตรงไปตรงมา”

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะถึงขั้นเลื่อนมาใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ในการดำเนินโครงการ? นายเศรษฐา ระบุว่า “ยังไม่พูดไปไกลขนาดนั้น” และกล่าวอีกว่า ตนมีความกังวลในทุกเรื่อง ที่เป็นเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต โรงงานพลุระเบิด จังหวัดสุพรรณบุรี ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งตนก็กังวลทุกเรื่อง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนให้เกียรติรัฐร่วมรัฐบาลเสมอ ซึ่งต้องคุยกันทุกเรื่อง ในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม เมื่อมีข้อมูลหรือคำถามเข้ามาเราก็ต้องอธิบายคำถามให้ได้ว่าเป็นอย่างไร และเราต้อง คุยกับพรรคร่วมรวมถึงถามว่าพอใจหรือเห็นด้วยหรือไม่ เพราะอยู่ด้วยกันต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนยืนยันมาตลอด 

'จีน' กาง GDP 2023 มูลค่าเกิน 126 ล้านล้านหยวน เติบโต 5.2% กลบเสียงสื่อตะวันตก นิยามเศรษฐกิจจีน 'แย่แล้ว-พังแล้ว'

(19 ม.ค. 67) จากเพจ 'ลึกชัดกับผิงผิง' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

#เศรษฐกิจ #จีน #โลก
เศรษฐกิจจีนไม่พัง เศรษฐกิจโลกไม่พัง 

วันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 2024 สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนประกาศสถิติว่า ปี 2023 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี (GDP) เกิน 126 ล้านล้านหยวน โดยสูงถึง 126.0582 ล้านล้านหยวน เติบโตร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับปี 2022 

ตัวเลขดังกล่าวเป็นการสิ้นสุดคำกล่าวอ้างของสื่อตะวันตกบางแห่งที่ชอบบอกว่า 'เศรษฐกิจจีนแย่แล้ว' / 'เศรษฐกิจจีนจะพังแล้ว'

จีนยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกดั่งที่แล้วมาอย่างต่อเนื่อง จีนเป็นกำลังสำคัญในการรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจโลก เน้นการร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ เศรษฐกิจจีนไม่พัง เศรษฐกิจโลกก็จะไม่พัง

‘นายกฯ’ เตรียมหารือ ‘รมว.อุตฯ’ แก้กฎหมาย เพิ่มความเข้มงวด โรงงานพลุขนาดใหญ่

(19 ม.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุโรงงานพลุระเบิดที่ จ.สุพรรณบุรี ว่า เรื่องการเยียวยาอยู่ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสลดใจ เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ระหว่างนี้ต้องไปดูเรื่องผู้เสียชีวิตที่ต้องได้รับการเยียวยาอย่างถูกต้อง การพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อคืนศพให้ญาติพี่น้อง ได้รับรายงานว่าสามารถพิสูจน์ได้แล้ว 15 ราย และทยอยคืนศพแล้ง เรื่องระยะสั้นคงเป็นเรื่องนี้ก่อน 

ส่วนเรื่องที่ต้องแก้ไขข้อกฎหมาย ต้องดูแลให้ดี เพราะมีโรงงานเหล่านี้อยู่จำนวนมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปจัดการให้ดี ส่วนมาตรฐานของโรงงาน หวังว่าจะกำกับดูแลที่ดีและถูกต้อง เข้าใจว่าโรงงานพลุแห่งนี้ไม่ได้อยู่ในกำกับดูแลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพราะมีขนาดเล็ก ซึ่งต้องดูว่ากฎหมายอะไรที่จะทำให้ประชาชนมั่นใจเรื่อง Public Safety

เมื่อถามว่าควรให้โรงงานผลิตพลุอยู่ในการควบคุมของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมหรือไม่? นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “มันมีกฎที่จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแล โดยกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ที่ถามมาว่าทำไมถึงไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุม เพราะโรงงานนี้มีขนาดเล็ก ซึ่งจะต้องพูดคุยกับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมว่าจะขยายหรือไม่ เพราะโรงงานที่อันตรายต้องถูกควบคุมให้ใกล้ชิดมากขึ้น อาจจะต้องจำกัดประเภทธุรกิจและสินค้า แม้ว่าขนาดไม่ใหญ่ แต่หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ความหายนะสูงก็ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกำกับดูแลให้มากขึ้น” 

'สส.ก้าวไกล' โว!! มีข้อมูลแฉกองทัพใช้งบหลวงจ้างยูทูบเบอร์ทำคลิป ด้านกองทัพ ไม่หวั่น!! ยัน!! หนุนทุกสื่อที่ขอตามติดภารกิจชายแดน

จากกรณีที่ ยูทูบช่อง Pigkaploy ของ 'พลอย' พลอยไพลิน ปล่อยอีพีล่าสุด ชื่อตอน 'ทหารมีไว้ทำไม EP.1' ตอนลองใช้ชีวิตเป็นทหารชายแดนเหนือ 3 วัน 2 คืน l ไทย-เมียร์มาร์ ซึ่งเป็นการติดตามการทำงานของทหารชายแดนเหนือไทย-เมียนมา โดยมีเพจทางการของเหล่าทัพ พร้อมใจกันแชร์คลิปดังกล่าว จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า คลิปดังกล่าวเป็นการทำขึ้นตามที่รับบรีฟจากกองทัพบกหรือไม่ จน 'พลอย' ต้องออกมาชี้แจงว่า "โปรเจกต์นี้ไม่มีการรับบรีฟจากกองทัพบก มีเพียงได้รับการสนับสนุนในการถ่ายทำ"

ล่าสุด (19 ม.ค.67) นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าว โดยมีเนื้อหาดังนี้...

'เรื่องนี้ขอรวบรวมข้อมูลอีกแป๊บนะครับ ข้อมูลเยอะมาก ที่กองทัพใช้งบประมาณแผ่นดินไปจ้างยูทูบเบอร์ทำคลิป แล้วบิดเบือนประวัติศาสตร์จนน่าเกลียดด้วย วิธีการคือกองทัพจะจ้างบริษัทคนกลาง และคนกลางไปจ้างต่ออีกทอด"

ขณะที่ด้าน กองทัพบก ได้ออกมายืนยัน 'พลอยไพลิน' ไม่ใช่ไอโอกองทัพ และที่ผ่านมาทางกองทัพก็พร้อมอำนวยความสะดวกทุกคน ซึ่งรวมถึงสื่อทุกสำนัก ที่ได้ติดตามภารกิจทหารชายแดนมาแล้วทั้งสิ้น

โดยรายงานข่าวจากกองทัพบก เปิดเผยว่า จริงๆ แล้วทางกองทัพบกได้รับการประสานมาก่อนที่จะประสานไปยังพื้นที่ เพื่อให้อำนวยความสะดวกให้กับยูทูบเบอร์คนดังกล่าว และไม่ว่าจะเป็นใครติดต่อมา และกองทัพบกเห็นว่ามีประโยชน์ก็จะอำนวยความสะดวกให้ทุกคนอยู่แล้ว ไม่เฉพาะเจาะจงว่าจะเป็นคนใดคนหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายสำนักข่าวที่ติดต่อไปทำข่าวติดตามภารกิจของเจ้าหน้าที่ทหารตามแนวชายแดนอยู่เรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะยูทูบเบอร์คนนี้

ขณะที่ แหล่งข่าวจากกองกำลังผาเมือง เปิดเผยว่า ยูทูบเบอร์คนดังกล่าวได้ประสานจากทางส่วนกลางคือกองทัพบก และกองทัพบกได้ประสานมายังพื้นที่ เพื่อให้อำนวยความสะดวกในการเข้าในพื้นที่ถ่ายทำ การทำหน้าที่ของทหารตามแนวชายแดน และที่เป็นข่าวดรามาว่าเป็นไอโอของทางทหารนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากการทำหน้าที่ของทหารชายแดนก็ทำอยู่ทุกวันอยู่แล้ว และไม่ใช่คณะของยูทูบเบอร์คนดังกล่าวมาทำเป็นคณะแรก แต่มีคณะสื่อมวลชนหลายคณะที่เคยเข้ามาทำข่าวติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหารตามแนวชายแดน 

" ทหารตามแนวชายแดนของเราได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นปกติทุกวัน หากมีสื่อมวลชนสำนักพิมพ์ทีวีหรือ ยูทูบเบอร์คนใดช่องใด ต้องการทำติดตามภารกิจของทหารชายแดนก็สามารถประสานขอมายังกองทัพบกส่วนกลาง หลังจากนั้นทางกองทัพบกจะได้ประสานมายังพื้นที่เพื่อให้อำนวยความสะดวก ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นภารกิจที่ทำเป็นประจำอยู่แล้ว และมีสื่อมวลชนหลายสำนักได้เคยนำภารกิจตรงนี้ของเจ้าหน้าที่ทหารชายแดนไปเผยแพร่แล้ว จึงไม่น่าใช่ไอโอของกองทัพอย่างแน่นอน" แหล่งข่าวกองกำลังผาเมือง กล่าว

‘วินโคสท์’ ตอกย้ำผู้นำสวนอุตสาหกรรมสีเขียว จ่อติดโซลาร์เพิ่ม 5 เมกกะวัตต์ ในไตรมาส 1/67

(19 ม.ค. 67) นายจักร จามิกรณ์ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สวนอุตสาหกรรม วินโคสท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WIN เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมดำเนินการติดตั้งโซลาร์เพิ่มอีก 5 เมกกะวัตต์ ในไตรมาส 1/67

ทั้งนี้ ล่าสุดได้ส่งมอบงานรับเหมาก่อสร้าง (EPC) โครงการติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 15 โครงการ ทั้งในโครงการภาครัฐ และเอกชน  คิดเป็นอัตราการเติบโตถึง 97.15% รวมถึงการรับรู้รายได้ ของธุรกิจให้เช่าพื้นที่คลังสินค้า มีกลุ่มลูกค้าเข้ามาใช้บริการเช่าคลังสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 71.86% เพิ่มขึ้นเป็น 86.69%

นอกจากนี้บริษัทจะทยอยรับรู้รายได้จากโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ประกอบด้วย การติดตั้งโซลาร์ให้กับ โรงพยาบาลนวเวช และศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก

ผลการดำเนินธุรกิจตลอดปี 66 มีปัจจัยที่เป็นบวกต่อการดำเนินธุรกิจทั้งสองประเภท สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้พลังงานสะอาดขององค์กรภาครัฐและเอกชน ที่ให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการต้นทุนด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการขับเคลื่อนธุรกิจที่มุ่งไปสู่การลดปริมาณการปล่อยคาร์บอน 

ขณะที่กลุ่มธุรกิจการให้บริการเช่าพื้นที่คลังสินค้าในเขตปลอดอากรและคลังทั่วไป มีอัตราการขยายตัวเช่าพื้นที่ของกลุ่มลูกค้าจากต่างชาติเข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทพร้อมเดินหน้าสู่การพัฒนาโครงการ สวนอุตสาหกรรม สีเขียววินโคสท์ 2 เพื่อรองรับการฟื้นตัวเศรษฐกิจ และการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

‘นายกฯ’ ส่งต่อ ‘เงินเดือน-เบี้ยประชุม’ แก่มูลนิธิต่อเนื่อง หวังช่วยต่อยอดทุกโอกาสที่เป็นไปได้ของสังคมไทย

(19 ม.ค. 67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่งต่อเงินเดือน และเบี้ยประชุมที่ได้รับจากการดำรงตำแหน่งให้กับมูลนิธิต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับรัฐบาลได้จัดสรรเงินเกือบ 1.4 ล้านล้านบาท เพื่อการพัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การส่งต่อเงินเดือน และเบี้ยประชุมเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ทันที เนื่องจากเป็นการให้ของแต่ละบุคคล ไม่ต้องผ่าน พ.ร.บ. ต่าง ๆ ตามกลไกของรัฐสภาที่ต้องใช้เวลานาน โดยมูลนิธิที่นายกรัฐมนตรีส่งต่อตั้งแต่เริ่มในเดือนตุลาคม 2566 เป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่องนั้น

- ครั้งที่ 1 เดือนตุลาคม 2566 มูลนิธิเด็ก (FOUNDATION FOR CHILDREN) เพื่อช่วยเหลือ ตั้งแต่ปัจจัยพื้นฐาน การดำเนินชีวิตและสวัสดิการต่าง ๆ 

- ครั้งที่ 2 เดือนพฤศจิกายน 2566 ได้มอบให้กับ 4 มูลนิธิ มูลนิธิละ 50,000 บาท ได้แก่ (1) มูลนิธิอิสรชน องค์กรพัฒนาเอกชนที่พัฒนาทักษะชีวิตแก่คนด้อยโอกาสและผู้ยากไร้ (2) มูลนิธิคนพิการไทย เพื่อส่งเสริมกิจกรรมพร้อมสร้างอาชีพที่เป็นประโยชน์ต่อผู้พิการ (3) มูลนิธิบ้านพระพร องค์กรช่วยเหลือลูกของผู้ต้องขัง ผู้พ้นโทษ และเยาวชนเด็ก ให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และ (4) มูลนิธิสายธารสุขใจ เพื่อช่วยเหลือคนชราที่ถูกทอดทิ้ง 

- ครั้งที่ 3 เดือนธันวาคม 2566 ได้มอบให้กับ 3 มูลนิธิ มูลนิธิละ 50,000 บาท ได้แก่ (1) มูลนิธิบ้านนกขมิ้น สมทบทุนให้โอกาสกับเด็กกำพร้า และเด็กด้อยโอกาส รวมทั้งสนับสนุนด้านการศึกษา เพื่อนำไปต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคต (2) มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือคนหูหนวกให้สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป และ (3) มูลนิธิสุภา วงค์เสนา เพื่อสนับสนุนเรื่องโครงการแก้หนี้ทั้งระบบ ปฏิรูปสิทธิลูกหนี้ และเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างลูกหนี้ และเจ้าหนี้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดสรรงบประมาณเกือบ 1.4 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 40.1) ของวงเงินงบประมาณ แบ่งเป็น ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ จำนวน 561,954.2 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ครอบคลุมทั้งด้านการกีฬา การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม  การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาศักยภาพคน และการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี เป็นต้น และด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม จำนวน 834,240.6 ล้านบาท เพื่อให้คนไทยได้รับสวัสดิการพื้นฐานอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในทุกมิติ 

“หัวใจหลักของการทำงานของรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญคือการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ด้วยความห่วงใยประชาชนโดยเฉพาะฐานล่างของปิรามิด ซึ่งการจัดสรรงบประมาณถึงร้อยละ 40.1 เพื่อมุ่งส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในประเทศให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ช่วยต่อยอดในทุกโอกาสของความเป็นไปได้ของประเทศไทย และด้วยดำริของนายกรัฐมนตรีส่งต่อ ‘การให้’ ตามแต่กำลังศรัทธาของแต่ละคน จึงได้ส่งมอบเงินเดือนและเบี้ยประชุมให้กับมูลนิธิต่าง ๆ และได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง” นายชัย กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top