Wednesday, 5 August 2026
Hard News Team

ตม.จว.กระบี่ ตรวจเข้ม สนองนโยบาย ผบ.ตร. และ ผบช.สตม. บูรณาการร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ สร้างความมั่นใจให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. ,พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. กำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรม ระหว่างวันที่ 13-22 ก.พ. 67 โดยให้ระดมตรวจสอบและการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม ตลอดถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว 

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6,พ.ต.อ.กันตวัฒน์  พงศ์สถาบดี รอง ผบก.ตม.6 ,พ.ต.อ.สรธรรศจ์  เอี่ยมละออ ผกก.ตม.จว.กระบี่ สั่งการให้ พ.ต.ท.สุเมธ  กนกเหมพันธ์  รอง ผกก.ตม.จว.กระบี่ ,พ.ต.ต.วิรัตน์ อินทร์ยอด สว.ตม.จว.กระบี่ , พ.ต.ต.วิโรจน์ ศรีสภา สว.ตม.จว.กระบี่  จัดกำลังชุดสืบสวนตรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ส.ทท.3 กก.2 บก.ทท.3 , เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำ ส.รน.1 กก.9 บก.รน. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกระบี่ บูรณาการออกตรวจสอบพื้นที่รับผิดชอบ ได้ร่วมกันจับกุมผู้กระทำผิด 4 ราย ดังนี้

1.นายซิน (สัญชาติเมียนมา) โดยกล่าวหาว่า “มียาเสพติดประเภท1(ยาบ้า)ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” ของกลางยาบ้า จำนวน 16 เม็ด
2. นายมิน (สัญชาติเมียนมา) โดยกล่าวหาว่า “มียาเสพติดประเภท1(ยาบ้า)ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” ของกลางยาบ้า จำนวน 10 เม็ด
3. นายเซ (สัญชาติเมียนมา) โดยกล่าวหาว่า “เป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”
4.นายฤทธิ์ธี (สัญชาติไทย) โดยกล่าวหาว่า “มียาเสพติดประเภท1(ยาบ้า)ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” ของกลางยาบ้า จำนวน 50 เม็ด

นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกระบี่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 
ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 13 ก.พ.67 ตม.จว.กระบี่ ได้ดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

-จับกุมผู้กระทำผิด พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จำนวน 41 ราย
-จับกุมผู้กระทำผิด พรก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 จำนวน 2 ราย
-จับกุมผู้กระทำผิด พรบ.ยาเสพติด จำนวน 3 ราย

ด้วยในพื้นที่จังหวัดกระบี่ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมาก ตม.จว.กระบี่ จึงได้มีมาตรการออกตรวจพื้นที่ ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวและประชาชน ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว และหากประชาชนท่านใดพบเห็นการกระทำผิด กรุณาแจ้งมายัง ตม.จว.กระบี่ โทร 075 611097 จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

“คุณากร” เผยผลสอบข้อเท็จจริง “โคบาลชายแดนใต้” ยังไม่ยุติ เดินหน้าเยี่ยวยาเกษตรกรทุกกรณี

“คุณากร” ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจงผลสอบ “โคบาลชายแดนใต้” พบสารพัดปัญหา แม่โคน้ำหนักน้อยไม่สมบูรณ์ ป่วย ไม่มีเอกสารประจำตัว พร้อมเดินหน้าประชุมหาข้อยุติแก้ไขเยี่ยวยาเต็มที่

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจาก นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาเกษตรกรในจังหวัดทางาคใต้ ที่ได้รับโคไม่ตรงตามคุณลักษณะจากโครงการโคบาลชายแดนใต้ ร่วมกับกรมปศุสัตว์ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 9 ประจำจังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา และจังหวัดปัตตานี รวมถึงผู้แทนหน่วยงานส่วนจังหวัดจังหวัดนราธิวาส ยะลาและจังหวัดปัตตานี ผ่านการประชุมทางไกล (Zoom Meeting เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567)  

นายคุณากร กล่าวว่า หลังจากมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการโคบาลชายแดนใต้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน พบว่า เกษตรกรประสบปัญหาได้รับโคแม่พันธุ์ที่น้ำหนักต่ำกว่า 160 กิโลกรัม มีอาการป่วย ไม่สมบูรณ์ ซึ่งโคบางตัวล้มตาย อีกทั้ง  โคไม่มีเอกสารประจำตัว 

“ทั้งนี้ ศอ.บต. ได้สรุปประเด็นความต้องการของเกษตรกร  จะขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยฟื้นฟูสภาพโคที่ไม่สมบูรณ์ ดูแลการเปลี่ยนโค พร้อมทั้ง เยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงขอให้จัดทำเอกสารสิทธิ์ของที่ตั้งคอกกลางกักกันโคปลายทาง เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของโค และสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรเมื่อได้รับโคแม่พันธุ์ ซึ่งกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมให้การช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องของเกษตรกร อย่างไรก็ตามเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการจัดประชุมหารือแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยขอให้เชิญตัวแทนเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเข้าร่วมการประชุมในครั้งถัดไป อีกด้วย” นายคุณากร กล่าวในที่สุด

‘จนท.สหรัฐฯ’ ยัน!! มีผู้เสียชีวิตจาก ‘ฝีดาษอะแลสกา’ คาด!! ได้รับเชื้อจาก ‘แมวข่วน’ และอาจเป็นพาหะนำโรค

(14 ก.พ.67) เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอะแลสกา ของสหรัฐฯ รายงานว่าพบผู้ป่วยฝีดาษอะแลสกาเสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าผู้เสียชีวิตรายนี้ (ไม่มีการเปิดเผยอายุที่แน่ชัด) ซึ่งมาจากคาบสมุทรคีนาย ทางตอนใต้ของรัฐอะแลสกา ได้รับการรักษาอาการป่วยในโรงพยาบาล หลังจากติดเชื้อฝีดาษอะแลสกา และเขาได้เสียชีวิตช่วงปลายเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ขณะที่มีรายงานว่าชายสูงอายุผู้นี้มีประวัติระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องอีกด้วย

เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ระบุว่า ผู้เสียชีวิตอาศัยอยู่ตามลำพังในพื้นที่ป่าและรายงานว่าไม่มีการเดินทางและไม่มีการสัมผัสใกล้ชิดกับใคร แต่มีรายงานว่า เขาเคยดูแลแมวจรจัดที่บ้านของเขา โดยแมวทดสอบไวรัสเป็นลบ แต่ก่อนหน้านี้แมวข่วนผู้เสียชีวิตบ่อยครั้ง แถลงการณ์ระบุ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่แมวอาจจะมีไวรัสติดอยู่ที่เล็บเมื่อมันข่วนผู้เสียชีวิต โดยพบว่า พบรอยขีดข่วนที่เห็นได้ชัดเจนใกล้บริเวณรักแร้ซึ่งเป็นจุดแรกที่ผู้เสียชีวิตแสดงอาการป่วยด้วย

เจ้าหน้าที่สาธารณสุข กล่าวว่า ยังไม่มีรายงานกรณีการแพร่เชื้อฝีดาษอะแลสกาจากคนสู่คน แต่แนะนำให้ผู้ที่มีอาการทางผิวหนังซึ่งอาจเกิดจากฝีดาษอะแลสกาใช้ผ้าพันแผลปิดบริเวณที่ได้รับผลกระทบ ทางแพทย์ก็ยังได้แนะนำอีกว่า ประชาชนทุกคนควรล้างมือให้สะอาด หลีกเลี่ยงการใช้เสื้อผ้าที่อาจสัมผัสกับผื่นแผล

‘จีน’ เตรียมดึง ‘ครูเกษียณ’ กลับมาทำงาน หวังช่วยพัฒนาการศึกษาโรงเรียนเอกชน

(14 ก.พ.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หนังสือเวียนจากกระทรวงศึกษาธิการของจีนเผยว่าจีนกำลังพยายามปรับปรุงคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนเอกชน ด้วยการส่งเสริมให้ครูเกษียณอายุที่มีประสบการณ์เข้ามาสนับสนุนการทำงาน

หนังสือเวียนระบุว่าจะมีการเปิดตัวโครงการรณรงค์พิเศษเพื่อส่งเสริมให้ครูเกษียณอายุมีส่วนร่วมสนับสนุนการสอนและการวิจัยในโรงเรียนเอกชน ซึ่งคาดว่าหลังจากเปิดตัวโครงการดังกล่าวจะมีการคัดเลือกครูเกษียณอายุราว 20,000 คนทุกๆ ปี

โดยครูเกษียณอายุได้รับการส่งเสริมให้ช่วยทำงานในโรงเรียนเอกชนในภูมิภาคทางตะวันตกของจีนและภูมิภาคของกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย โดยระหว่างนี้คาดการณ์ว่าบรรดาโรงเรียนเอกชนจะพัฒนาระบบพี่เลี้ยงสำหรับครูเกษียณอายุ เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์กับเพื่อนร่วมอาชีพรุ่นใหม่

📌สถาบันพระปกเกล้า จัดอบรมโครงการผู้นำเยาวชนพลเมืองดี พื้นที่ภาคเหนือ📌

14 ก.พ.67 : สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จัดอบรมโครงการผู้นำเยาวชนพลเมืองดี จ.เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง โดยพิธีเปิด ได้รับเกียรติจาก อ.วิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า บรรยายเรื่อง “พลเมืองดี วิถีประชาธิปไตย” 

📍นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเยาวชนสัมพันธ์ Team Building และการบรรยายเรื่อง “ดิจิทัลกับการพัฒนาสังคมและมรดกทางวัฒนธรรม” โดย อาจารย์กู้เกียรติ ภูมิรัตน์ ที่ปรึกษาเลขาธิการด้านการส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง 

📍การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากกรรมการศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองสถาบันพระปกเกล้า  เข้าร่วมสังเกตการณ์ และร่วมให้คำแนะนำ สร้างแรงบันดาลใจ รวมถึงชื่นชมน้อง ๆเยาวชน ที่เป็นพลเมืองมีส่วนร่วมพัฒนาโครงการเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่น และศูนย์ ฯ จะร่วมเป็นเครือข่ายเผยแพร่ผลงานของน้อง ๆ ต่อไป

🎯โครงการผู้นำเยาวชนพลเมืองดี มีกลุ่มเป้าหมายนักเรียน 67 คน ครูที่ปรึกษา 11 คน จาก 11 โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดลำปาง กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ทั้งการบรรยายเกี่ยวกับ การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการเมืองภาคพลเมือง การเขียนโครงการเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองในพื้นที่ รวมทั้งกิจกรรมการระดมความคิดเห็นเพื่อให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมและขยายผลต่อยอดความเป็นพลเมืองในพื้นที่ด้วย

'วราวุธ' ประกาศนำ 'ข้าราชการ พม.' แต่งกายสีม่วง พรุ่งนี้ 'แสดงพลัง-ถวายกำลังใจ' แด่ 'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

(14 ก.พ. 67) ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า…

"ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 08.30 น. ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตนพร้อมเพื่อน ๆ ข้าราชการทุกคนของกระทรวง พม. เราจะพร้อมใจกันเข้าร่วมในพิธีถวายความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยการแต่งกายโทนสีม่วงทั้งกระทรวง เพื่อถวายความจงรักภักดีแด่กรมสมเด็จพระเทพฯที่พวกเรารัก และเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย"

นายวราวุธ กล่าวว่า "การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการแสดงพลังของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ให้ทุกคนได้เห็นพี่น้องประชาชนคนไทยหลายสิบล้านคน เรายึดมั่น เราเชื่อมั่น และศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ดังนั้นเราจะไม่ยอมเด็ดขาดที่จะให้ใคร หรือคนกลุ่มใด และไม่ว่าใครก็แล้วแต่ มาดูหมิ่น หรือคิดในสิ่งที่ไม่ดีต่อสถาบันอันเป็นที่รักของพวกเราทุกคน"

‘เอกนัฏ รทสช.’ เสนอญัตติด่วน ทบทวนถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จฯ

(14 ก.พ. 67) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อให้รัฐบาลเร่งดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมาย ทบทวนระเบียบแผน และมาตรการ การถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จให้เหมาะสม ทันสมัย มีการฝึกซ้อม และประชาสัมพันธ์สื่อสารกับประชาชนเป็นการถวายความปลอดภัยให้สมกับเกียรติยศ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักชาติ เสนอโดย นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 

โดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ชี้แจงว่า เหตุผลที่ตนได้เสนอญัตตินี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการไปรบกวน ก่อกวนขบวนเสด็จฯ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้ประชาชนคนไทย ตนเห็นว่า กรณีนี้หากไม่มีการบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน จะทำให้สถานการณ์บานปลาย กระทบต่อความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดี โดยเฉพาะความมั่นคงของประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวตนเห็นคลิปจากสื่อมวลชน ทำให้รู้สึกตกใจ เนื่องจากชัดเจนว่าขบวนเสด็จฯที่กำลังใช้ช่องทางสัญจรเป็นขบวนที่สั้นมาก การถวายความปลอดภัยในวันนั้นดำเนินการด้วยความระมัดระวังไม่ให้กระทบประชาชน นอกจากนี้ยังไม่ปรากฎว่ามีการปิดถนนเส้นนั้นเลย แต่รถผู้ก่อนเหตุวิ่งมาด้วยความเร็ว เจตนาชัดเจนว่าพยายามขับรถไล่ขบวนเสด็จฯ จากนั้นได้ปรากฎอีกคลิปที่ทำให้เห็นเจตนาของผู้ก่อเหตุคืออะไร

“ในขณะที่ผมรู้สึกโกรธจนเกือบถึงขีดสุดจนกระทั่งจะเกิดเป็นความรังเกียจกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้น มีประโยคหนึ่งที่แว่วเข้ามาบันดาลใจให้ผมดึงสติลดความโทสะลง คือ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ท่านได้ทรงตรัสไว้ว่า Thailand is the land of compromise ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งความประนีประนอม หลังจากเกิดกรณีไปรบกวนขบวนเสด็จฯ เมื่อช่วงปลายปี 2563” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ ชี้แจงต่อว่า ตนเฝ้ารออยู่ว่า เมื่อเหตุเกิดขึ้นในวันที่ 4 ก.พ. ในที่สุดแล้วเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะออกมาอย่างไรบ้าง จะบังคับใช้กฎหมายอย่างไร แต่ตนรอหลังเหตุการณ์ผ่านไปเกือบ 1 สัปดาห์ ต้องบอกว่าการแสดงท่าทีไม่ชัดเจน จนกระทั่งวันที่ 10 ก.พ.ผู้ก่อเหตุเหิมเกริมไปทำโพลที่สถานีรถไฟฟ้าสยาม จนกระทั่งมีการกระทบกระทั่งกับอีกฝ่ายที่ไม่พอใจ ยืนยันว่า ตนไม่อยากซ้ำเติมความร้าวฉานที่เกิดขึ้นต่อทั้ง 2 ฝั่ง แต่ไม่อยากให้เกิดเหตุแบบนี้อีก หากเราไม่รีบบริหารจัดการสถานการณ์จะบานปลายไปสู่ความแตกแยกปะทุไปสู่ระดับประเทศ จึงขอส่งสัญญาณ และเสนอไปยังรัฐบาล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัดดำเนินการยับยั้งไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ดังนี้…

1. ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการบังคับใช้กฎหมายทันที ไม่ใช่เป็นการล่าแม่มด หรือต้องการประหัตถ์ประหารใช้ศาลเตี้ยวินิจฉัย แต่เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง การใช้สิทธิเสรีภาพมีกรอบชัดเจนต้องไม่ไปละเมิดสิทธิคนอื่นและไม่ทำผิดกฎหมาย

2. ขอให้มีการทบทวนปรับปรุงระเบียบและแผนมาตรการถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จที่ใช้มาตั้งแต่ปี2548 เนื่องจากบริบท และภัยคุกคามเปลี่ยนไป ให้มีความเข้มงวด กระชับ ชัดเจน มีเจ้าภาพ เหมาะสมทันสมัย มีการซ้อมแผนเผชิญเหตุ มีขอบเขตพื้นที่แบ่งความรับผิดชอบให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำจนกลายเป็นแฟชั่น หรือค่านิยมใหม่ที่เกิดขึ้น เข้าใจว่า เจ้าหน้าที่อาจกังวลว่าจะมีความเชื่อมโยงไปสู่ความยัดแย้งทางการเมือง หากปฏิบัติเข้มงวดไปจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ แต่ตนยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะตำรวจไม่ใช่เซลล์ที่ต้องมาคำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้า ผู้ก่อเหตุกระทำการอย่างเหิมเกริมท้าทาย แต่เจ้าหน้าที่ดำเนินการล่าช้าไป ดังนั้น เมื่อพ.ร.บ.ถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 อัพเดตแล้วระเบียบและมาตการดังกล่าวต้องอัพเดตด้วย ภารกิจถวายความปลอดภัยถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องดำเนินการแบบไร้รอยต่อ

“สุดท้ายข้อเสนอที่ 3. ที่สำคัญที่สุด คือ ต้องประชาสัมพันธ์สื่อสารกับประชาชน ว่าสามารถทำอะไรบ้าง อาจมีผลกระทบอย่างไรบ้าง และที่สำคัญที่สุดประชาชนจะต้องทำตัวอย่างไร เพราะต้องยอมรับว่า ภารกิจการถวายความปลอดภัยไม่มีที่ไหนในโลกที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณพระเมตตา พยายามให้การปฏิบัติพระราชกรณียกิจ หรือเส้นทางการสัญจรรบกวนประชาชนให้น้อยที่สุด ผมเชื่อว่า มีประชาชนหลายคนต้องการให้ความร่วมมือ และช่วยเป็นหูเป็นตาไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก เพราะหากปล่อยปละละเลยไม่เข้มงวดเหตุการณ์แบบนี้อาจจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวนำไปสู่ความวุ่นวายการปะทะให้หมู่ประชาชนจนแตกแยก ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เราอยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข ไม่อยากเห็นค่านิยมเป็นแฟชั่นไปบั่นทอนสถาบันหลักของประเทศ จึงขอให้มีการทบทวนมาตรการต่างๆ เพื่อถวายความปลอดภัยให้สมพระเกียรติ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสถาบันเสาหลักของชาติ” นายเอกนัฏ ระบุ 

ทั้งนี้ สส.ฝ่ายรัฐบาล ได้มีการลุกขึ้นสนับสนุน ญัตติด่วนดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ สส.ฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคก้าวไกล ยังคงมองว่าต้องแก้ปัญหาจากต้นตอ ด้วยการแก้ ม.112 ต่อไป

ตัวแทน ‘นพ.ใหญ่’ เผยอาการ ‘ทักษิณ’ สวิงขึ้น-ลง  เสี่ยงวิกฤตตลอดเวลา ยืนยัน!! รักษาตัวอยู่จริง

(14 ก.พ.67) ที่โรงพยาบาลตำรวจ นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ ไทย (คปท.) ได้ไปเจรจากับตัวแทนของนายแพทย์ใหญ่ เกี่ยวกับอาการป่วยของ นายทักษิณ ชินวัตร โดยได้รับคำตอบว่า อาการของนายทักษิณสวิง ขึ้น ๆ ลง ๆ ชีพจรไม่คงที่ เนื่องจากนายทักษิณ อายุ 75 ปี ซึ่งอาการเสี่ยงวิกฤตตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม เมื่อขอขึ้นไปเยี่ยมอาการที่ชั้น 14 ตัวแทนนายแพทย์ไม่ได้อนุญาต นอกจากนี้ ในส่วนสอบถามคำถามอื่น ๆ ไม่ได้รับคำตอบ และโยนให้ไปถามทางราชทัณฑ์แทน

พร้อมกันนี้ ทาง คปท. ได้ตั้งข้อสงสัยกับทางแพทย์ว่า เมื่อถึงวันพ้นโทษอาการของนายทักษิณจะอาการดีขึ้นและสามารถเดินเหินได้หรือไม่ นายแพทย์บอกว่ายังไม่สามารถตอบได้ ซึ่งส่วนนี้เป็นที่น่าสงสัยของประชาชนที่ตั้งคำถาม อยากให้ประชาชนช่วยจับตาดูว่าหากมีการพักโทษแล้ว อาการของทักษิณจะกลับมาปกติเลยหรือไม่ 

ส่วนข้อสงสัยที่ว่านายทักษิณยังรักษาตัวอยู่ชั้น 14 หรือไม่นั้น ทางแพทย์ยืนยันว่า ยังคงมีการรักษาตัวอยู่จริง ซึ่งตนกับทางคณะยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทั้งนี้ ทาง คปท.จะปักหลักที่สะพานชมัยมรุเชฐต่อ จนกว่าจะถึงวันพักโทษ และจะจับตาดูอัยการว่ามีการเคลื่อนไหวอย่างไรบ้างหลังจากนายทักษิณได้พักโทษ

นายพิชิต ระบุอีกว่าหลังจากการพักโทษ ทาง คปท.จะมีการไปทวงถาม ป.ป.ช.ว่ามีการสอบนายข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการให้นายทักษิณรักษาตัวนอกเรือนจำ ว่ามีการสอบไปถึงไหนแล้ว ซึ่งเคยยื่นเอกสารให้ตรวจสอบไปแล้วก่อนหน้านี้

'ศิลปินแห่งชาติ' เผยหนึ่งภาพชัดเจนกว่าหนึ่งล้านคำพูด ที่รุ่นใหม่ไม่เคยเห็น เงาร่างหนึ่งที่ตามรอยเสด็จในหลวง ร.9 ไปทรงงานเพื่อแผ่นดินตลอดชีวิต

(14 ก.พ.67) นายวินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2556 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าตลอดเวลาเจ็ดสิบปีแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงย่างพระบาทไปทุกตารางนิ้วทั่วประเทศ ทุกชนบท ทุกถิ่นทุรกันดาร ไม่มีจุดใดที่ทรงไปไม่ถึง ดูแลทุกข์สุขของราษฎร

บ่อยครั้งเงาร่างหนึ่งตามรอยเสด็จไปด้วย คือสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ หรือที่คนรุ่นผมเรียกติดปากว่า 'พระเทพฯ' เสด็จฯ ตามไปด้วยเสมอ แม้ว่าทรงต้องศึกษาอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลังจากสำเร็จการศึกษาอักษรศาสตร์ ทรงศึกษาสาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออกจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และสาขาวิชาภาษาบาลี-สันสกฤต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพิ่มเติม ก็ยังทรงเดินตามรอยพระบาทเสมอมา

ตลอดชีวิต ทรงทำงานเพื่อประโยชน์สุขของคนไทยเสมอมา

นั่นคือภาพที่คนไทยรุ่นผมจดจำได้

หนึ่งภาพชัดเจนกว่าหนึ่งล้านคำพูด

ผมโชคดีมีโอกาสเข้าเฝ้าพระเทพฯ หลายครั้ง แทบทุกครั้งคือการรับรางวัลวรรณกรรม ตั้งแต่รวมเรื่องสั้นรางวัลชมเชย เรื่องสั้นรางวัลดีเด่น ไปจนถึงตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ ตลอดจนในงานหนังสือทุกปี จึงรับรู้แจ่มแจ้งว่าพระองค์ทรงสนพระทัยในเรื่องศิลปะ วรรณกรรมอย่างยิ่ง ทรงแต่งคำประพันธ์ต่างๆ ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

นอกจากนี้ยังทรงศึกษาภาษาจีน วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์จีน เสด็จไปเมืองจีนนับครั้งไม่ถ้วน ทรงอักษรจีน เป็นบุคคลที่ชาวจีนรักอย่างยิ่ง

นี่ก็คือ soft power ของจริง ทรงเป็นทูตวัฒนธรรมจากไทย นำเสนอวัฒนธรรมของเราไปนานาชาติ นานหลายสิบปีก่อนคำนี้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ตลอดชีวิต ทรงแต่งานเพื่อแผ่นดิน ด้วยโครงการนับไม่ถ้วน ทั้งหมดเพื่อคนไทย ทั้งมวลเพื่อแผ่นดินไทย

ทรงเป็นหัวใจของคนทั้งชาติ

ดังนั้นคนไทยรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเห็นภาพนั้น ไม่เคยอ่านประวัติศาสตร์ จึงอาจมิรับรู้ว่าพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระราชวงศ์ เป็นของจริง มิใช่ภาพลวงตา อาจไม่รู้ว่าเมืองไทยรอดมาถึงวันนี้ได้อย่างไร

สิ่งที่คนไทยรุ่นใหม่ควรกระทำคือ ศึกษาให้รู้ก่อนเชื่ออะไร และที่สำคัญที่สุดคือรู้จักกตัญญูรู้คุณ ต่อผู้ที่มีพระคุณต่อแผ่นดิน

เพราะปราศจากความรู้จริง เดินมุ่งไปข้างหน้าก็อาจเดินถอยหลัง ปราศจากความกตัญญูรู้คุณ อุดมคติสูงส่งแค่ไหนก็ไร้ค่า

'ศิลปินแห่งชาติ' เผยหนึ่งภาพชัดเจนกว่าหนึ่งล้านคำพูด ที่รุ่นใหม่ไม่เคยเห็น

‘รทสช.’ พร้อมใจเปลี่ยนสัญลักษณ์ในโซเชียล เป็น ‘สีม่วง’ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี

(14 ก.พ. 67) สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรค พร้อมใจกันเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ในสื่อโซเชียลเป็นสีม่วงเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top