Saturday, 8 August 2026
Hard News Team

เชียงใหม่-เลขาฯ รมว.สาธารณสุข ติดตามสถานการณ์ไฟป่า และผลกระทบ pm2.5 ความร่วมมือของทุกภาคส่วน​ในเขตสุขภาพที่​1

วันที่ 10 มีนาคม 2567 เวลา 13.00 น.นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม รองเลขานุการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง​  นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และผลกระทบด้านสุขภาพจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก จังหวัดเชียงใหม่ ในครั้งนี้ ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข รักษาการผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 มอบหมายให้​ นพ.จตุชัย​ มณีรัตน์​  นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ พญ.นงนุช ภัทรอนันตนพ ผู้ช่วยอธิบดีกรมอนามัย และผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ และคณะ และ พญ.เสาวนีย์ วิบูลสันติ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันความคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ เข้าร่วมกิจกรรมและมอบสิ่งของสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมไฟป่า อาสาสมัคร และประชาชน ณ ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการควบคุมไฟป่าภาคเหนือ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 

นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  จากสถานการณ์ PM2.5 อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) ในจังหวัดภาคเหนือตอนบนอย่างต่อเนื่องใน 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ พะเยา และตาก โดยสถานการณ์มีค่าฝุ่น PM2.5 สูงสุดเท่ากับ 199.0  ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในพื้นที่ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน (ข้อมูลวันที่ 9 มีนาคม 2567) เนื่องมาจากสภาพอุตุนิยมวิทยาประกอบกับพบจุดความร้อนในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยจากการเฝ้าระวังการเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสมลพิษทางอากาศ พบมีแนวโน้ม การกำเริบของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ โรคผิวหนังอักเสบ และโรคเยื่อบุตาขาวอักเสบ ที่เพิ่มขึ้น

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายดำเนินงาน 4 มาตรการ 10 กิจกรรม ได้แก่ ส่งเสริมการลดมลพิษทางอากาศ สื่อสารสร้างความรอบรู้ สร้างความเข้มแข็งของชุมชนและประชาชน ผ่านทุกช่องทาง จำนวน 29,736 ครั้ง ส่งเสริมองค์กรลดมลพิษ Green energy (รถยนต์ไฟฟ้า/พื้นที่สีเขียว/ลดขยะ) ลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ เฝ้าระวังสถานการณ์และแจ้งเตือนความเสี่ยงต่อสุขภาพ เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพและรายงานผลกระทบด้านสุขภาพจากภาวะหมอกควันโดยเฉพาะ 4 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ โรคผิวหนังอักเสบ และโรคเยื่อบุตาขาวอักเสบ โดยใช้ฐานข้อมูล smog-epinort  

จัดบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข จัดเตรียมห้องปลอดฝุ่นของเขตสุขภาพที่ 1 ทั้งสิ้น 2,095 แห่ง และห้องปลอดฝุ่นสำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 1,115 แห่งให้ความรู้เพื่อเป็นการป้องกันตนเองโดยแนะนำวิธีทำห้องปลอดฝุ่นหรืออาจใช้มุ้งสู้ฝุ่นเพื่อช่วยลดปริมาณฝุ่น ให้บริการคลินิกมลพิษ 37 แห่งและคลินิกมลพิษออนไลน์ 48 แห่ง ลงพื้นที่บริการเชิงรุกเพื่อดูแลประชาชน รวมทั้งสิ้น 43,954 ครั้ง สนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลแก่กลุ่มเสี่ยงโดยมีหน้ากาก คงคลังของเขตสุขภาพที่ 1 จำนวน 748,346 ชิ้น หน้ากาก N95 จำนวน 110,629 ชิ้น

เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ เตรียมความพร้อมเพื่อเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (Public health emergency operation center: PHEOC) เมื่อค่าฝุ่น PM2.5 สูงสุดของจังหวัด โดยอ้างอิงจากสถานี Air4Thai เท่ากับ 37.5 ติดต่อกัน 3 วัน หรือ มากกว่า 37.6 มคก. /ลบ.ม. 1 จุดตรวจขึ้นไป ปัจจุบันได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินแล้วทุกจังหวัด ส่งเสริมและขับเคลื่อนกฎหมาย พรบ. การสาธารณสุข พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พรบ. โรคจากการประกอบอาชีพและโรคสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562

นายสุรชาติ กล่าวย้ำเตือน ขอให้ประชาชนตรวจสอบสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ได้ที่ Application Air4Thai หรือ Life Dee   และปฏิบัติตนตามระดับสีค่าฝุ่นสูง ดังนี้ สีเหลือง ระดับปานกลาง (25.1 – 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) เลี่ยงการทำกิจกรรมที่ใช้แรงมาก สังเกตอาการตนเอง สีส้ม (37.6 – 75.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) และ สีแดง (75.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขึ้นไป)ควรลดเวลาการทำกิจกรรมนอกบ้าน ถ้าออกนอกบ้านให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น และสังเกตตนเอง หากมีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ และผู้มีโรคประจำตัวควรเตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็นให้พร้อม สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น โดยอาจะใช้ หน้ากาก N95 ต้องเลือกที่มีขนาดเหมาะ แนบกระชับกับใบหน้า ครอบจมูกและใต้คางได้อย่างมิดชิด  หรือหน้ากากอนามัยเลี่ยงการไปในพื้นที่ที่มีฝุ่นสูง หรือลดระยะการอยู่นอกอาคารปิดประตูหน้า หน้าต่างให้มิดชิด หมั่นทำความสะอาด และอยู่ในห้องปลอดฝุ่น ลดกิจกรรมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดฝุ่น
 
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถมาใช้บริการห้องปลอดฝุ่น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ให้หน่วยบริการสาธารณสุขจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่นให้บริการเพื่อลดโอกาสรับสัมผัสมลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 สนับสนุนให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานศึกษาและสถานที่เอกชนจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่นร่วมด้วย 

หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ หรือ ค้นหาห้องปลอดฝุ่นใกล้บ้าน ได้ที่เวปไซต์ห้องปลอดฝุ่น https://podfoon.anamai.moph.go.th  

นภาพร/เชียงใหม่

‘ตาหลอย’ ดีใจได้ขึ้นเรือ โต้คลื่นลม ไปชมเกาะกูด   พรุ่งนี้ขี่ซาเล้งกลับ อย่างปลอดภัย เจ้าของร้านซ่อมให้ พร้อมออกเดินทาง

(10 มี.ค.67) นายพรชัย เขมะพรรค์พงษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจ.ตราด ได้มอบหมายให้นางสาวพลับพลึง เพิ่มทรัพย์ กรรมการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.ตราด นำตาหลอย เดินทางจากโรงแรมที่พักแล้วเดินทางไปยังท่าเรือบางเบ้า ต.เกาะช้างใต้

เพื่อขึ้นเรือโดยสารบุญศิริ ที่เดินทางจากอำเภอเกาะช้าง ไปยังอำเภอเกาะกูด และผ่านเกาะหมาก ท่ามกลางคลื่นลมแรง ซึ่งเรือบุญศิริเดินทางถึงเกาะกูดในเวลา 10.30 น. และมีผู้ประกอบการเกาะกูดเดินทางมาต้อนรับและนำรถซาเล้ง 1 คันมาให้ตาหลอยใช้ขับเพื่อท่องเที่ยวในอำเภอเกาะกูดด้วย

ซึ่งมีนายเดชาธร จันทร์อบ นายกอบต.เกาะกูด และเจ้าของโรงแรมสวนย่ารีสอร์ทดูและให้ที่พักพร้อมอาหารให้กับตาหลอยทั้งหมด และยังพาไปเที่ยวเกาะกูดในสถานที่ต่างๆด้วย

ระหว่างทางที่เดินทางไปเกาะกูด ตาหลอยยังได้เข้าไปพบกัปตันเรือบุญศิริและพูดคุย และสอบถามถึงการขับเรือโดยสารจากกัปตันเรือด้วยความสนใจ

ตาหลอย ได้กล่าวกับเกาะกูดว่า ดีใจ และขอบคุณทุกคนมากที่ให้การต้อนรับและช่วยเหลือจนสามารถมาเที่ยวเกาะช้างและเกาะกูดได้

โดยในวันพรุ่งนี้ (11 มี.ค.67) ตาหลอย จะเดินทางกลับ จ.อุบลราชธานี ส่วน รถซาเล้งของตาหลอยที่มีสภาพที่ไม่สมบูรณ์ทั้งล้อ ทั้งยาง และอุปกรณ์บางส่วนนั้น ทางเจ้าของร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ได้เปลี่ยนล้อ เปลี่ยนยางให้ทั้งหมด เพื่อให้อยู่ในสภาพดีและเดินทางไปยังภูมิลำเนาโดยปลอดภัยด้วย

พยาบาลเพิ่งออกเวร เจอคนเจ็บระหว่างทาง รีบลงรถ ช่วยปั๊มหัวใจ แม้สุดท้าย ไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้ แต่ก็ได้รับคำชมจากโลกโซเชียล 

(10 มี.ค.67) เมื่อเวลา 09.40 น. ร.ต.อ.นที ดวนพล รอง สว.ทล.1 กก.8 บก.ทล. (บางละมุง) พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยมอเตอร์เวย์ และกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์บนถนนสาย 7 ตอน 5 ขาเข้าพัทยา ก่อนถึงแยกสุขุมวิทประมาณ 100 เมตร

มื่อไปถึงที่เกิดเหตุได้พบพยาบาลสาว และเจ้าหน้าที่กู้ภัยมอเตอร์เวย์ กำลังช่วยกันปั๊มหัวใจยื้อชีวิตผู้ได้รับบาดเจ็บ ทราบชื่อคือ น.ส.ศิริกานต์ เศกกลาง อายุ 51 ปี เพื่อรอให้รถพยาบาลมารับตัวไปทำการรักษา แต่เนื่องจากผู้บาดเจ็บมีบาดแผลฉกรรจ์ที่ศีรษะจนทำให้มีเลือดไหลออกเป็นจำนวนมาก ส่วนขายังหักผิดรูปจนทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ห่างออกไปเล็กน้อยพบรถจักรยานยนต์ Retro 110 สีฟ้า ทะเบียน 3 กธ 4525 ชลบุรี สภาพพังยับ ส่วนในเลนขวาห่างออกไปประมาณ 30 เมตร พบรถยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ สีดำ หมายทะเบียน กข 9888 กรุงเทพมหานคร สภาพด้านหน้าซ้ายพัง กระจกด้านซ้ายล่างมีรอยร้าว กระจกมองข้างซ้ายหัก โดยมี Mr.Peng Zhimin อายุ 46 ปี ชาวจีน เป็นคนขับ และมีลูกน้องชาวต่างชาติอีก 2 คน

ด้านคนขับรถสองแถวซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า ขณะกำลังขับรถออกจากห้องน้ำจุดบริการตำรวจทางหลวง ได้เห็นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียชีวิตวิ่งอยู่เลนกลาง กระทั่งมีรถยนต์เก๋งของชาวต่างชาติที่ขับมาด้วยความเร็วสูงพุ่งชนอย่างจัง

ขณะที่พยาบาลสาวซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ บอกว่า ตนเพิ่งออกเวรจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และได้เดินทางมาเที่ยวพัทยากับแฟนหนุ่ม แต่มาถึงจุดเกิดเหตุได้เห็นว่ามีผู้บาดเจ็บอยู่กลางถนนจึงรีบลงมาช่วยเหลือและพยายามปั๊มหัวใจยื้อชีวิต แต่ไม่สำเร็จ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ทางตำรวจทางหลวงบางละมุง ได้เชิญตัวคนขับรถเก๋งชาวจีนไปสอบสวนเพื่อหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ พร้อมจะได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

'ภูมิกิตติ์' กดลบ 4 ศึกแชมป์สวิง 'บางจาก โอเพ่น 2024' พร้อมคว้าสิทธิ์ ไปแข่งต่อที่ญี่ปุ่น ตามคาด

(10 มี.ค.67) 'บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด' ร่วมกับ 'บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)' ระเบิดศึกดวลสวิงกอล์ฟเยาวชนรายการ 'บางจาก โอเพ่น 2024' สนามแรกของ 'ช้าง-เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์ 2024' ซึ่งแข่งขันระหว่างวันที่ 9-10 มีนาคม 2567 ที่สนามสปริงฟิลด์ รอยัล คันทรี คลับ (คอร์สบี-ซี) จ.เพชรบุรี 

โดย ภูมิกิตติ์ พิชยเสาวภาคย์ นักกอล์ฟเยาวชนในโครงการกอล์ฟบางจากฯ ในรุ่น Super GENZ (ชาย) โชว์ฟอร์มโหดจัดในรอบสองกดไป 4 อันเดอร์ คว้าแชมป์พร้อมสิทธิ์แข่งญี่ปุ่นไปตามคาดด้วยสกอร์รวม 4 อันเดอร์พาร์ 140 

ด้าน เขมณัฏฐ์ ศรลัมพ์ ชนะเพลย์ออฟที่หลุม 1 พาร์ 4 พัตต์เบอร์ดี้ลง คว้าแชมป์แรกของทัวร์นี้ไปครอง พร้อมกับสิทธิ์แข่งที่ญี่ปุ่น สกอร์รวม 5 โอเวอร์พาร์ 149  โดยมีนายดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ (ที่ 2 จากขวา) ประธานจัดการแข่งขัน 'ช้าง-เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์' และนายพงษ์ศิริ ศิริมงคล (ที่ 3 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายปรับปรุงและซ่อมบำรุงสถานีบริการ ประธานชมรมกอล์ฟ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติมอบรางวัลและร่วมแสดงความยินดี

งานงอก!! ครูวัดธาตุทองฯ ถูกโซเชียลแฉพฤติกรรมไม่เหมาะสม พบ 'ดิจิทัลฟุตพรินท์-หลักฐานบันทึก' เพียบ พร้อมถึงมือตำรวจ

(10 มี.ค.67) จากกรณี 'โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง' ได้มีแนวทางในการสุ่มสอบปากเปล่าเด็กนักเรียนด้วย ‘คีย์เวิร์ด’ ซึ่งปรากฏพบคำต่างๆ ที่คุ้นเคยกับกลุ่มการเมืองต่อต้านสถาบันฯ เช่น ‘112-ขบวนเสด็จ’ และหลากคำคุ้นจากกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้ จนมีการสืบค้นไปถึง 'ครู' ผู้ริเริ่มแนวนี้นั้นว่าเป็นใครและมีการเผยแพร่ถึงพฤติกรรมที่ไม่ค่อยเข้าท่ามากมายลงในโซเชียลนั้น

ล่าสุด มีการเปิดเผยจากแอดมินเพจหนึ่งที่ได้ส่งบันทึกข้อความตักเตือนพฤติกรรมไม่เหมาะสมของครูคนดังกล่าว ซึ่งในมุมหนึ่งก็มักชอบเสี้ยมแซะสถาบันฯ อยู่บ่อยครั้งด้วย แชร์ไปให้แก่บุคคลที่มีชื่อเสียงทางสังคมมากมาย เพื่อให้รู้ถึงพฤติกรรมครูคนดังกล่าว

เพราะ ครูคนนั้น ไม่ธรรมดา เมื่อถึงคราวจำเป็นและคราวคับขันที่ต้องเจอเข้ากับตัวเอง ก็รู้จักสู้ด้วยหลักฐาน เรียกร้องหลักฐาน ซึ่งตอนที่เขาเคยถูก ผอ.โรงเรียนคนเก่าตักเตือน ก็ได้ไปอุทธรณ์ว่า ผอ.โรงเรียนคนเก่า กล่าวหาเขาโดยไม่มีหลักฐานกับทางศึกษาธิการกรุงเทพมหานคร และหัวหมอบอกว่า ผอ.โรงเรียนท่านนั้นไม่มีหลักฐาน ชี้แค่ว่าเป็นอำนาจในการบริหาร ทางศึกษาธิการกรุงเทพมหานครเลยยกข้อกล่าวครูคนนั้นไป  

อย่างไรก็ตาม แอดมินเพจคนดังกล่าว ก็ได้ส่งดิจิทัลฟุตพรินท์ของครูคนนั้นที่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทั้งหมด เป็นหลักฐานตามบันทึกตักเตือนพฤติกรรมของอดีต ผอ.ไปให้บุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมไทยที่มั่นใจว่าจะไปขยายผลต่อได้ ซึ่งทราบมาว่ามีการจัดเรียงหลักฐานแยกเป็นหมวดหมู่ บันทึกวันที่และ URL ไว้ครบถ้วนหมด

แน่นอนว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าจะให้จบง่ายแต่แรก ทาง อดีตผอ.โรงเรียน ไม่ควรพลาดในการเก็บหลักฐานดิจิทัลฟุตพรินท์ให้ครบหมด เพราะนั่นทำให้ไม่สามารถตักเตือนคนหัวหมอแบบนี้ได้

อย่างไรก็ตามบันทึกเหล่านั้นอยู่และมีดิจิทัลฟุตพรินท์พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของครูคนนั้น ที่มีคนส่งไปทั่วแล้ว คงเหลือเพียงแค่ต้องตรวจสอบหลักฐานทั้งหมดก่อนว่าจริงหรือปลอม ซึ่งงานนี้ 'ปอท.' และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คงช่วยตรวจสอบดูให้ทั้งหมดได้ไม่ยาก

'ธำรงศักดิ์' โพสต์ภาพหนังสือ 'ณัฐพล' เป็นทางเลือกให้ ป.เอกรุ่นแรก ม.รังสิต อ่าน!! ด้านศิษย์เก่าสวน!! เมืองไทยฉิบหาย เพราะมีพวกอ้างเสรีภาพทางวิชาการแบบนี้

(10 มี.ค.67) ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ รองศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ และผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโทรัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความพร้อมภาพหนังสือที่ปรากฏว่ามี 'ขุนศึกศักดินา พญาอินทรี' ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ซึ่งอ้างอิงมาจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก 'การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500)' ของนายณัฐพล ใจจริง ที่กำลังถูกสังคมจับจ้องในฐานะของวิทยานิพนธ์ที่เปื้อนความบิดเบือนทางประวัติศาสตร์ไทย ผ่านทางเฟซบุ๊ก 'ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์' พร้อมระบุข้อความว่า...

"ผมกำลังพิจารณาว่าควรเลือกเล่มใดของการเมืองไทยทศวรรษ 2490 ให้นักศึกษาปอเอกสิงห์รังสิตรุ่นแรกในวิชาของผม บังคับอ่าน วิชาสัมมนาการเมืองการปกครองไทย เลือก ยาก มากๆ เพราะต้องเลือกเล่มเดียว รักเล่มนี้แต่ก็เสียดายเล่มโน้น"

#รัฐศาสตร์ปอเอกสิงห์รังสิต #สิงห์รังสิต  #อาจารย์โยYo #การเมืองไทย #การเมืองการปกครองไทย

ภายหลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ ก็มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก ในเชิงของการไม่เห็นด้วย...

โดยหนึ่งในนั้นได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Jom Thanachit' ที่เคยเป็นลูกศิษย์ของ อ.ธำรงศักดิ์ ได้มาตอบคอมเมนต์ไว้อย่างน่าสนใจด้วย ดังนี้...

"ออกตัวแรงขนาดนี้ …ทำไมอาจารย์ไม่ไปช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ อ.ณัฐพล ที่ราชสกุลรังสิตฟ้องร้อง 50 ล้านบาทด้วยเลยหละครับ …

"น่าเสียดายครับที่ครั้งหนึ่งผมเคยนับถืออาจารย์ในในฐานะผู้มีความรู้ อาจารย์ก็เคยสอนหนังสือผมมากับมือสมัย ป.ตรี  

"เลิกทำแบบนี้เถอะครับด้วยความเคารพ ...บ้านเมืองเราฉิบหาย ไม่ใช่เพราะสถาบันกษัตริย์หรอกครับ แต่คงเป็นเพราะคนบางกลุ่มชอบสนับสนุนแนวคิดที่ว่า "การกระทำความผิดใดก็แล้วแต่ถือเป็นเสรีภาพและสิทธิที่สามารถกระทำได้"

"เหมือนนิยายลวงโลกบางเล่มที่ 'บิดเบือนข้อมูล' กล่าวหา กรมขุนชัยนาทนเรนทรว่า "สนับสนุนการรัฐประหารอย่างแข็งขัน" ทำให้ผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น เสื่อมเสียพระเกียรติ …แต่ท่านกลับบอกว่าเป็น "เสรีภาพทางวิชาการ" แล้วท่านก็ร่วมลงชื่อ 'คัดค้านการตรวจสอบ' วิทยานิพนธ์ ของ อ.ณัฐพล โดยมีรายชื่ออยู่ในลำดับที่ 18 

"สิ่งที่ท่านทำมันร้ายแรงมากกว่าการรัฐประหารครั้งใดในประวัติศาสตร์การเมืองเสียอีก"

‘มาดามแป้ง’ สุดปลื้ม ตั๋วดู ช้างศึก ปะทะ เกาหลีใต้ ขายหมดเกลี้ยง เหตุ แฟนบอลกลับมา รัก-ศรัทธา ทีมชาติไทย เหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน 

(10 มี.ค.67) ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ปลาบปลื้มใจหลังเห็นศรัทธาทีมชาติไทย กลับมา จากที่ล่าสุดบัตรถูกจำหน่ายหมดทุกโซนเป็นที่เรียบร้อย ในเกมที่เตรียมเปิดบ้านพบกับ เกาหลีใต้ ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 นัดที่ 4

ก่อนหน้านี้ ในเกมคัดบอลโลก ที่ ช้างศึก ประเดิมเปิดบ้านพบกับ จีน มีแฟนบอลเข้าชม 35,009 คน แต่ล่าสุดในเกม ที่เตรียมเปิดบ้านพบกับ เกาหลีใต้ บัตรถูกจำหน่ายหมดเกลี้ยงแล้ว ในทุกโซน ภายใต้ความจุ 48,900 คน ของสนามราชมังคลากีฬาสถาน

มาดามแป้ง  นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ไม่มีอะไรสำคัญ และ ยิ่งใหญ่ไปกว่าพลังจากผู้เล่นคนที่ 12 แป้ง รู้สึกปลาบปลื้มใจ และ ภูมิใจที่วันนี้เห็น ศรัทธา ทีมชาติไทย กลับมา และ อยู่ในความสนใจของคนไทยอีกครั้ง เหมือนภาพบรรยากาศที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว”

“แน่นอนว่าการเปิดบ้านพบกับ เกาหลีใต้ เป็นเกมที่ยากมาก แต่ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ แป้ง เชื่อว่าจะทำให้ทีมงานโค้ช และ น้อง ๆ นักฟุตบอลมีกำลังใจมากขึ้นก่อนเข้าแคมป์ วันที่ 14 มีนาคม และ เชื่อว่า เมื่อเรามาร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันแบบนี้ ฟุตบอล 90 นาที อะไรก็เกิดขึ้นได้”

สำหรับ ทีมชาติไทย มีโปรแกรมเปิดบ้านพบกับ เกาหลีใต้ ในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง นัดที่ 4 วันอังคารที่ 26 มีนาคม 2567 เวลา 19.30 น. ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน ถ่ายทอดสดทาง ไทยรัฐ ทีวี หมายเลข 32

‘อัครเดช’ นำคณะกมธ.ฯ ลงพื้นที่ จ.พังงา แหล่งแร่ลิเธียม เตรียมเร่ง ให้ผลิตแบตฯป้อน ยานยนต์ไฟฟ้า ตามนโยบายรัฐบาล 

(10 มี.ค.67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร นำคณะกมธ.ฯลงพื้นที่จังหวัดพังงา เพื่อติดตามโครงการสำรวจและผลิตแร่ลิเธียมในการสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน โดยมีนายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา อุตสาหกรรมจังหวัดพังงา และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและให้ข้อมูลกับคณะกมธ.

นอกจากนี้ คณะกมธ.ฯยังได้ลงพื้นที่เขตแหล่งแร่เรืองเกียรติ ตำบลกะใหล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เพื่อดูสถานที่จริงพร้อมรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้รับอาชญาบัตรสำรวจแร่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ นำโดย นายวิชัช ไตรรัตน์ นายก อบต.กะใหล ได้ชี้แจงรายละเอียดสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ประธานคณะกมธ.ฯให้สัมภาษณ์ว่า ได้หารือกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา อุตสาหกรรมจังหวัดพังงา ตลอดจนผู้อำนวยการอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ในเรื่อง การนำแร่ลิเธียมซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำในการผลิตแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าตามนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากเป็นโครงการที่สำคัญรัฐบาลให้สนับสนุนในการผลิตเพื่อนำมาป้อนอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า

ทั้งนี้ จากการประชุมหารือกับหลายฝ่าย และลงไปดูแหล่งแร่ลิเธียมที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานได้ประกาศเป็นแหล่งแร่ลิเธียมในตำบลกะไหล พบปะกับผู้นำท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ ข้อมูลเบื้องต้นทราบว่าทางจังหวัดพังงามีนโยบายจะทำเหมืองแร่ลิเธียมให้ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ของจังหวัดด้านการท่องเที่ยว ซึ่งการท่องเที่ยวถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของจังหวัดพังงา เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อจำนวนมาก

นายอัครเดช กล่าวว่า คณะกมธ.ฯได้รับทราบข้อมูลจากผู้สำรวจเหมืองแร่ที่ได้รับอาชญาบัตรสำรวจแร่ลิเธียมพบว่าใบอนุญาตในการสำรวจขาดอายุความตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และขณะนี้มีนักลงทุนหลายราย สนใจเข้ามาลงทุนสำรวจแต่ยังติดขัดในข้อกฎหมาย ติดขัดในเรื่องผู้รับสิทธิ์สำรวจกฎหมายไม่อนุญาตให้สำรวจซ้ำซ้อนกันได้คณะกมธ.จึงรับข้อร้องเรียนดังกล่าวเพื่อนำกลับมาหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยว เพื่อแก้ไขปัญหาให้การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต้นน้ำของการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าสามารถทำได้จริงตามนโยบายสำคัญที่รัฐบาลให้การสนับสนุน ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้คณะกมธ.ฯจะมาหารือเพื่อแก้ปัญหาต่อไป

ประธานคณะกมธ.กล่าววย้ำว่า ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่พวกเขาอยากให้ทางรัฐบาล และส่วนราชการได้สนับสนุนให้มีการสำรวจขุดเจาะแร่ลิเทียมอย่างจริงจัง เพื่อสร้างงานให้กับชุมชน จังหวัดและประเทศ พวกเขามีความเป็นห่วงว่าถ้าทำไม่จริงจัง ในอนาคตเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป แร่ลิเธียมมูลค่าอาจจะลด ขณะที่แร่ลิเธียมมีมูลค่าสูงจึงอยากให้รัฐบาลสำรวจขุดเจาะเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชนและสร้างรายได้ให้กับประเทศ ประชาชน ไม่ได้คัดค้านแต่เป็นห่วงว่าในระหว่างที่ดำเนินโครงการต้องทำ CSR และควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับชุมชนและแหล่งท่องเที่ยว

“การขุดเจาะสำรวจแร่ลิเธียมทราบว่ามีหลายจังหวัด ในจังหวัดราชบุรี ก็มีการสำรวจ ของจังหวัดพังงาได้ดำเนินการมา 3 ปีแล้วสำรวจขุดเจาะได้กว่า 200 หลุม มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มากพอสมควรว่า สามารถทำเป็นอุตสาหกรรมเปิดเหมืองนำแร่ลิเธียมมาผลิตเป็นแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างคุ้มค่าการลงทุน อย่างไรก็ตามคณะกมธ.ฯจะนำข้อมาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรมในการเร่งและแก้ไขปัญหา ให้ประชาชนในพื้นที่ต่อไป”นายอัครเดชกล่าว

ราชกิจจาฯ ประกาศห้ามจอดรถ บริเวณช่องเว้าเกาะกลาง ใต้สถานี BTS  เพื่อแก้ไขปัญหา รถติด-อุบัติเหตุ จัดระเบียบการจราจร

(10 มี.ค.67) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการห้ามจอดรถทุกชนิดตลอดเวลา ยกเว้นรถที่ทํางานบํารุงรักษาระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสในบริเวณช่องเว้าเกาะกลางถนนทางด้านขวาของทางเดินรถใต้สถานี พ.ศ. 2567

โดยระบุว่า ด้วยได้มีการจัดทําช่องเว้าเข้าไปในเกาะกลางถนนทางด้านขวาของทางเดินรถ บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่อใช้เป็นที่จอดรถเฉพาะรถที่ทํางานบํารุงรักษาระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส แต่ปรากฏว่ามีประชาชนนํารถเข้าไปจอดในบริเวณดังกล่าว ทําให้รถที่ทํางานบํารุงรักษาระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ไม่สามารถจอดรถได้ ประกอบกับมีการจอดรถในลักษณะกีดขวางการจราจรในทางเดินรถ เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด และอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ จึงจําเป็นต้องออกประกาศข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร เพื่อจัดระเบียบการจราจรในบริเวณดังกล่าว

ฉะนั้น อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 139 (2) แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 38 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 บัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอ่านาจตามบทบัญผัติแห่งกฎหมายที่ตราชึ้นเพื่อความั่นคงของรัฐความสงบเรียบร้อยของประชาชน และคําสั่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ที่ 62/2566 ลงวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566 แต่งตั้งผู้บัญชาการตํารวจนครบาลหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทน เป็นหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร จึงได้ออกข้อบังคับไว้ ดังนี้

ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการห้ามจอดรถทุกชนิดตลอดเวลา ยกเว้นรถที่ทํางานบํารุงรักษาระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ในบริเวณช่องเว้าเกาะกลางถนนทางด้านขวาของทางเดินรถใต้สถานี พ.ศ. 2567”

ข้อ 2 ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 3 ห้ามหยุดหรือจอดรถทุกชนิดตลอดเวลา ยกเว้นรถที่ทํางานบํารุงรักษาระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ในบริเวณช่องเว้าเกาะกลางถนนทางด้านขวาของทางเดินรถใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ดังต่อไปนี้

1.สถานีห้าแยกลาดพร้าว
2.สถานีพหลโยธิน
3.สถานีรัชโยธิน
4.สถานีเสนานิคม

5.สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
6.สถานีกรมป่าไม้
7.สถานีบางบัว
8.สถานีกรมทหารราบที่ 11
9.สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ

10.สถานีพหลโยธิน 59
11.สถานีสายหยุด
12.สถานีสะพานใหม่
13.สถานีโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช

14.สถานีพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ
15.สถานีแยก คปอ.
16.สถานีบางจาก
17.สถานีปุณณวิถี

18.สถานีอุดมสุข
19.สถานีบางนา
20.สถานีแบริ่ง
21.สถานีกรุงธนบุรี

22.สถานีวงเวียนใหญ่
23.สถานีโพธิ์นิมิต
24.สถานีตลาดพลู
25.สถานีวุฒากาศ
26.สถานีโรงจอดและซ่อมบํารุงรถไฟฟ้าบางหว้า

ข้อ 4 นับตั้งแต่วัน เวลา ที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับ ให้ยกเลิก ข้อบังคับ กฎ ระเบียบ คำสั่งใดที่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้

ประกาศ ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

‘จีน’ ยกระดับ สามารถสลับแบตฯได้ภายใน 80 วินาที ที่มณฑลเจียงซู ประหยัดเวลาชาร์จ คาดรองรับ ผู้ใช้ยานยนต์พลังงานใหม่ ได้มากกว่า 500,000 ราย

(10 มี.ค.67) การไฟฟ้าแห่งประเทศจีน สาขาเจียงซู เปิดเผยว่าเขตสาธิตดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่เกือบ 500 ตารางกิโลเมตรในเมืองซูโจว อู๋ซี และฉางโจว พร้อมด้วยเสาชาร์จราว 1,300 ต้น ซึ่งคาดว่าจะสามารถรองรับผู้ขับขี่ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ได้มากกว่า 500,000 ราย

สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการสลับแบตเตอรี่ที่ทำให้ยานพาหนะสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ภายในเวลาเพียง 80 วินาทีจะเปิดให้บริการในเมืองอู๋ซี ก่อนขยับขยายทั่วเขตสาธิตแห่งนี้

ก่อนหน้านี้ ผู้ขับขี่ยานยนต์ไฟฟ้ามักต้องค้นหาสถานีชาร์จบริเวณใกล้เคียง แต่เขตสาธิตใหม่นี้จะใช้อัลกอริธึมอัจฉริยะเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ค้นหาโซลูชันการชาร์จที่รวดเร็วและประหยัดที่สุด ตลอดจนช่วยค้นหาเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมในการชาร์จ

หยวนเสี่ยวตง ผู้อำนวยการด้านเทคนิคของสถาบันวิจัยพลังงานไฟฟ้า สังกัดการไฟฟ้าฯ คาดว่าเขตสาธิตข้างต้นจะสามารถช่วยลดเวลาการเข้าคิวรอชาร์จเฉลี่ยเกือบร้อยละ 50 ต่อเดือน โดยคาดว่าเขตสาธิตแห่งนี้จะขยายไปยังมณฑลอันฮุยและเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อส่งเสริมการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี

สำนักบริหารพลังงานแห่งชาติของจีน ระบุว่าสัดส่วนการเป็นเจ้าของยานยนต์พลังงานใหม่ของจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยมีการใช้ยานยนต์พลังงานใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 20.41 ล้านคันเมื่อนับถึงสิ้นปี 2023 และเพื่อตอบสนองการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนี้ จีนจะเดินหน้าปรับปรุงและขยายเครือข่ายสิ่งอำนวยความสะดวกการชาร์จ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 65 เมื่อเทียบปีต่อปีในปีก่อน และเกือบแตะ 8.6 ล้านเครื่องเมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top