Saturday, 8 August 2026
Hard News Team

'อัษฎางค์' เหน็บ 'นายกฯ' เดินสายเล่นตลกไปทั่วโลก หวังจะสร้างอิมแพคผู้นำแฟชัน เอาอะไรคิด?

(13 มี.ค. 67) เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า.. “ใคร….? ใคร… สามารถสร้างอิมแพค เกิดอิทธิพลเป็นผู้นำแฟชั่นกับโลกได้

เศรษฐา Vs ลิซ่า !
ใคร….สามารถสร้างกระแส จนกระแสกลายเป็น soft power ได้

เศรษฐา Vs ลิซ่า !
ผู้นำรัฐบาลอย่างนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดี กับ ผู้นำแฟชั่น มันคนละคนกัน

น้องลิซ่า สวมเสื้อผ้ารองเท้าตัวไหน ถือกระเป๋าอะไร ของแทบจะขายหมดในวันรุ่งขึ้น

แต่คุณเคยเห็นคนแต่งตัวตามนายกรัฐมนตรีหรือผู้นำทางการเมืองประเทศไหนบ้าง ?

คิดว่า นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนักการเมือง ที่เคยเป็นนักธุรกิจ คือผู้นำแฟชั่นของโลกหรือ? เอาอะไรคิด? คิดว่า นายกรัฐมนตรี ที่มีรสนิยมสวมถุงเท้าสีฉูดฉาดข้างละสี คือผู้มีรสนิยมที่จะเป็นผู้นำแฟชั่นระดับโลกได้ด้วยหรือ? เอาอะไรคิด?

นี่หรือนักการเมืองจากพรรคที่สาวกเชิดชูว่า เก่งเศรษฐกิจการค้า!

เสนอนโยบาย Soft power ก็ผิดตั้งแต่ความเข้าใจเรื่องคำนิยามของ Soft power แล้ว

นี่ก็คงฝันว่า จะให้นายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนต่างประเทศแล้วเกิดกระแสจนกลายเป็น Soft power ที่ทำให้คนหันมาสนใจผ้าขาวม้าของไทย

เลือก Presenter ก็ผิดตัวแล้ว
ยังเลือกผลิตภัณฑ์ผิดอีก
หนำซ้ำ ผิดกาลเทศะ อีกต่างหาก

เวลาคุณขายบ้าน คุณให้เซลส์แมน แต่งตัวยังไง

คุณว่า ถ้าเซลส์แมนของคุณแต่งตัวเสร่อ ๆ ไปขายบ้านระดับ 100 ล้าน จะมีใครซื้อบ้านหรือคุยกับเซลแมนของคุณหรือไม่?

ยกเว้นว่าขายทาวน์เฮาส์ไม่เกินล้านต้นๆ คนเขาจะมองข้ามรสนิยมเสร่อ ๆ ของเซลส์แมนของคุณอย่างแน่นอน

ทำการบ้านให้เยอะ ๆ เปลี่ยนทีมที่ปรึกษาและทีมทำงานใหม่ทั้งหมด อาจช่วยอะไรๆ ให้ดีขึ้น

แต่ถ้าให้ดี ต้องเปลี่ยน CEO และ Executive board ที่พากันหลงทิศหลงทางเข้ารกเข้าพง คือสิ่งที่ดีที่สุด

เดินสายเล่นตลกไปทั่วโลก ด้วยเงินภาษีกู สมเพชตัวเองกันบ้างมั้ย

อัษฎางค์ ยมนาค

'พีระพันธุ์' เร่งสรุปรูปแบบการสำรองน้ำมันและก๊าซเชิงยุทธศาสตร์  สร้างความมั่นคงด้าน 'พลังงาน-ราคาน้ำมัน' เพื่อคนไทยอย่างเป็นธรรม

'พีระพันธุ์ รมว.พลังงาน' เร่งสรุปรูปแบบการสำรองน้ำมันและก๊าซเชิงยุทธศาสตร์ เน้นสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันให้ยั่งยืน

เมื่อวานนี้ (12 มี.ค.67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันและก๊าซเพื่อความมั่นคงทางยุทธศาสตร์และระบบรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซ ครั้งที่ 7/2567 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล 
.
โดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่มีผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละด้าน รวมทั้งผู้บริหารกระทรวงพลังงานร่วมกันดำเนินการออกแบบแนวทางการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันและก๊าซเพื่อความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ในครั้งนี้

ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีการพิจารณาประเด็นสำคัญในการวางรูปแบบการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ (SPR) เพื่อความมั่นคง และรักษาเสถียรภาพทางด้านราคา โดยคำนึงถึงภาครัฐ, ภาคเอกชน และผลกระทบภาคประชาชนเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงระบบการสำรองน้ำมันและก๊าซในครั้งนี้

นอกจากนี้ ได้มีการศึกษาการอุดหนุนราคาน้ำมันของประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์, การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงทางการทหารและประชาชนในประเทศไทย, การปันส่วนน้ำมันในกรณีเกิดการขาดแคลน รวมทั้งหารือแนวทางการบริหารจัดการน้ำมันดิบที่ผลิตในประเทศ เพื่อให้นำมาใช้ประโยชน์ในประเทศให้มากที่สุด เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน แม้จะสามารถผลิตน้ำมันเองได้ แต่ก็เป็นส่วนน้อย

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ปัจจัยสำคัญมาจากสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และความต้องการใช้พลังงานทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยให้สูงขึ้น 

ดังนั้น การจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันและก๊าซในครั้งนี้ ประชาชนจะมั่นใจได้ว่าจะเป็นการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันและก๊าซที่เป็นธรรมกับประชาชนอย่างแน่นอน และก่อให้เกิดผลดีต่อการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศในอนาคตอย่างยั่งยืน

'พงศ์พรหม' วอน!! หยุดหนุนวัฒนธรรม VIP หลังพบเคสรถหรู ไปจอดในที่คนพิการ

(13 มี.ค.67) นายพงศ์พรหม ยามะรัต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Pongprom Yamarat' ระบุว่า...

คงต้องขอฝากหละครับ

การจอดรถไม่ว่าในกรณีใดๆ เราต้องไม่ละเมิดคนป่วย คนพิการ คนสูงอายุ เพราะพวกเขาไม่สะดวกอย่างเรา

ไม่ใช่เอา Ferrari และ Porsche ไปจอดในที่คนพิการแบบนี้

หรือแม้แต่หากรู้ว่าจอดผิด เข้าไปละเมิดคนพิการ ก็อย่าถ่ายรูปให้สาธารณะเค้าดู เพราะมันคือการสนับสนุนการกระทำที่ผิด

ผมเองสมัยทำการเมือง นั่งรถตู้ยุโรป ไปตามงานฝ่ายการเมืองตามโรงแรม หรือศูนย์ประชุม

มักมี รปภ.อำนวยความสะดวกให้ไปจอดตามที่จอดคนพิการ

ผมกับคนขับรถจะปฏิเสธ 100% ครับ

เรายอมไม่จอด และเราจะยอมเสียเวลาเป็นครึ่งชั่วโมงวนหาที่จอดรถ

ดีกว่าคิดเข้าข้างตัวเองว่า “อ้าว ก็รปภ.อนุญาตหนิ” แล้วก็จอดแบบละเมิดสิทธิคนพิการอย่างสบายใจ

ผิดคือผิด

ไม่ใช่สนับสนุนวัฒนธรรม VIP อยู่เหนือกฎหมาย และคนที่ชนชั้นต่ำกว่าไปกันหมด

ฝากด้วยครับ

3 ภารกิจลึก แต่ไม่ลับของ 'นายใหญ่' 'ปิ๊กบ้าน' วางเกมยึดเมืองหลวงชินวัตรกลับคืน

การเมืองไทยสัปดาห์นี้ โฟกัสอยู่ที่ 2 นายกรัฐมนตรี...คนแรก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯคนที่ 23 คนหลัง เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ คนที่ 30 คนปัจจุบัน...

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด 15 หรือ 16 มี.ค.นี้ สองท่านจะป๊ะกันที่มุมใดมุมหนึ่งของเชียงใหม่ หลังจากที่พบกันไปแล้วที่บ้านจันทร์ส่องหล้า เมื่อวันที่ 24 ก.พ.67

ว่ากันว่า การพบกันรอบสองนี้จะล้างข่าวที่ว่า 'วีซ่าตำแหน่งนายกฯ' ของเศรษฐาจะหมดลงในวันที่ 10 เม.ย.ตามข้อตกลงดีลลับ ที่ จตุพร พรหมพันธ์ เชื่อเป็นตุเป็นตะ...

อันนั้นก็ว่ากันไป...

แต่วาระไม่ลับแต่ลึกของ 'นายใหญ่' ทักษิณ ชินวัตร ในการปิ๊กบ้านหนนี้มีอยู่ 3 ประการสำคัญ...

1) ไหว้บรรพบุรุษ ในวาระใกล้เทศกาลเชงเม้ง...โดยเฉพาะอย่างยิ่งไหว้วิญญาณพี่สาวหัวปี 'เยาวลักษณ์ ชินวัตร' ที่ล่วงลับเมื่อปี 2552 ระหว่างทักษิณตะลอนทัวร์หนีคดี...

2) ส่งสัญญาณทางการเมืองทั้งโดยตรงและโดยอ้อม...ถึงมวลชนมิตรรักแฟนเพลงคนเสื้อแดง ซึ่งข่าวเบื้องต้นแว่วว่าจะบริหารจัดการอย่างไรไม่ให้เอิกเกริกจนเกินไป ถึงแม้ว่านาทีนี้จะประเมินกันว่า...คนเสื้อแดงเชียงใหม่ไปใส่เสื้อส้มกันไม่น้อยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์แล้วก็ตาม

3) เปิดเจรจา ปรับความเข้าใจในทางลึกกับตระกูล 'บูรณุปกรณ์' ที่เคยกอดคอกันมาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย แต่มาแตกคอแยกวงกันเมื่อปี 2562 และเรื่อยมา...ซึ่งตราบใดยังเป็นอย่างนี้ ทั้ง 'ชินวัตร' และ 'บูรณุปกรณ์' อาจโดนพรรคส้มกลืนกินทั้งคู่...

ย้อนอดีตสั้นๆ ปี 2563 ศึกชิงนายกฯ อบจ. 'เจ๊แดง' เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายใหญ่ ส่ง 'สว.ก๊อง' พิชัย เลิศพงศ์อดิศร ลงนายกฯ อบจ.เอาชนะ 'เสี่ยโต๊ะ' บุญเลิศ บูรณุปกรณ์...

ต่อมาเลือกตั้ง สส.14 พ.ค.66 พรรคเพื่อไทยเกือบสูญพันธุ์ที่เชียงใหม่ ได้มา 2 เก้าอี้จาก 10 เก้าอี้ ส่วนก้าวไกลกวาดไป 7 ที่นั่ง...พลังประชารัฐ คนของ 'เสี่ยโต๊ะ' เอาไป 1

เชียงใหม่...ไม่ใช่เมืองหลวงของชินวัตรอีกต่อไปอย่างแน่นอน หากเลือกตั้งนายกฯ อบจ.ต้นปี 2568 และเลือกตั้ง สส.รอบหน้า พรรคส้มยังยึดพื้นที่ จนกลายเป็นเมืองหลวงสีส้ม...

ทักษิณพบกับเศรษฐาก็น่าสนใจ...แต่ที่น่าสนใจกว่าในชีวิตจริง คือ 'เสี่ยโต๊ะ' บุญเลิศได้พบกับทักษิณหรือไม่?...

คืนวันที่ 14 มี.ค.ชายวัย 75 ที่ยังป่วยหนัก? จะนอนพักรีสอร์ทหรูในสนามกอล์ฟ ซัมมิท กรีนวัลเล่ อ.แม่ริม ของครอบครัวจุฬางกูร คนแซ่เดียวกับสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ...

สนามนี้มีไนท์กอล์ฟด้วย แต่คนป่วยอย่างทักษิณคงไม่มีแรงไปออกรอบตีกอล์ฟ...

หากแต่คุยกับเสี่ยโต๊ะและใครต่อใคร เพื่อยึดเมืองหลวงเชียงใหม่คืนมา ดูจะเข้าท่ากว่าแน่นอน!!

'นายกฯ เศรษฐา' ขึ้นปกนิตยสาร TIME ฉบับเผยแพร่ 25 มีนาคมนี้

(13 มี.ค. 67) ตามเวลาท้องถิ่นประเทศสหรัฐอเมริกา เว็บไซต์นิตยสารดังอย่าง ไทม์ (TIME) เผยแพร่ภาพหน้าปกนิตยสารลงวันที่ 25 มีนาคม ซึ่งปรากฎภาพของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมข้อความระบุว่า “เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีของไทย เดอะ เซลส์แมน ที่เปิดกว้างสำหรับธุรกิจในประเทศ”

โดยในเว็บไซต์ยังได้เผยแพร่บทความการให้สัมภาษณ์ของนายเศรษฐาซึ่งให้สัมภาษณ์ถึงชีวิตการเมือง และการพัฒนาเศรษฐกิจในไทย ทั้งนี้ สามารถอ่านบทสัมภาษณ์ ได้ที่ >> https://time.com/6899782/thailand-prime-minister-srettha-thavisin-business-hub/ 

KKP Research ชี้!! ส่งออกไทยเข้าสู่ภาวะอ่อนแรง แบก ศก.เหนื่อย ซ้ำ!! ถูกจีนส่งสินค้าราคาถูกตีตลาด ในขณะที่ไทยขาดสินค้าดาวรุ่ง

(12 มี.ค. 67) สำนักวิจัย KKP Research ซึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า ภาคส่งออกที่พัฒนามาค่อนข้างมากและเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมากว่า 30 ปี กำลังมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยเริ่มมีปัญหาภาคส่งออกที่กำลังอ่อนแรงไว้ว่า...

- ไทยเป็นฐานการผลิตของสินค้าโลกเก่า กล่าวคือ สินค้าที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นเป็นสินค้าที่โลกมีความต้องการลดลงเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและความต้องการของตลาด ขณะที่ไทยยังไม่สามารถดึงดูดและพัฒนาเทคโนโลยีของสินค้าที่เข้ามาทดแทนได้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สันดาปและชิ้นส่วนยานยนต์ ที่กำลังถูกตีตลาดจากรถยนต์ไฟฟ้า, Hard Disk Drive (HDD) ที่กำลังถูกแทนที่ด้วย Solid State Drive (SSD) รวมถึงผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ความต้องการตลาดโลกลดลงตามกระแสเศรษฐกิจสีเขียว เป็นต้น

- ประเทศไทยไม่มีสินค้าดาวรุ่งในโลกใหม่ สินค้าที่กำลังเติบโตได้ดีและเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นในตลาดโลกตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ Smart phone, Semiconductor, และ SSD ไทยกลับมีส่วนแบ่งตลาดลดลงในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สุดท้าย คือ สินค้าที่ยังพอมีโอกาสเป็นกลุ่มสินค้าซับซ้อนต่ำ สินค้าที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น คือ กลุ่มสินค้าเกษตรและสินค้าที่ไม่มีความซับซ้อนในการผลิต และมีมูลค่าเพิ่มไม่มากนัก เช่น ผลไม้สด เนื้อสัตว์แปรรูป ยางรถยนต์ ซึ่งอาจยังเป็นสินค้าสำคัญของภาคส่งออกไทยต่อไปได้ (ยกเว้นยางพาราและข้าวที่มีไทยมีส่วนแบ่งตลาดลดลงอย่างเห็นได้ชัด)

อย่างไรก็ดี ความต้องการสินค้ากลุ่มนี้ในตลาดโลกไม่ได้มีสัดส่วนเปลี่ยนไป และขนาดมูลค่าการส่งออกทั่วโลกของสินค้ากลุ่มนี้ไม่ได้สูงมากนัก โดยสินค้าเกษตรสำคัญของไทยคือข้าวมีแนวโน้มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดียมากขึ้นเรื่อยๆ 

ในขณะเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าประเทศคู่แข่งเริ่มปรับเปลี่ยนโครงสร้างสินค้าส่งออกไปเป็นสินค้าใหม่ๆ มากขึ้น เช่น เวียดนามได้กลายเป็นฐานการส่งออก Smartphone แผงวงจรไฟฟ้า และ Solar cell ในตลาดโลกมากขึ้น หรือมาเลเซียที่หันมาส่งออกสินค้าโลกใหม่ เช่น SSD มากขึ้นในตลาดโลก และเริ่มลดการส่งออกสินค้าโลกเก่าอย่าง HDD ลง

- ด้านเศรษฐกิจไทยยังถูกตีตลาดจากจีนมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่ไทยพึ่งพาจีนในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตของโลก แต่ปัจจุบันสินค้าหลายชนิด จีนผลิตได้เองในต้นทุนที่ถูกกว่าและส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายมาที่ไทยโดยตรง 

KKP Research มองว่าปรากฏการณ์นี้กระทบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแข่งขันที่ยิ่งลดลง จากการที่ภาคการผลิตของไทยแข่งยากขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าส่งออกของจีนที่ราคาถูกกว่า ทั้งสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ เหล็ก รถยนต์โดยเฉพาะรถไฟฟ้า EV เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ ยางรถยนต์

ด้านมูลค่าเพิ่มของสินค้าส่งออกไทยลดลง เหตุจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่รุนแรงขึ้น ทำให้สหรัฐฯ ลดการนำเข้าสินค้าโดยตรงจากจีน ผู้ประกอบการจีนจึงโยกย้ายการลงทุนไปยังประเทศอื่นเพื่อใช้เป็นช่องทางในการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ (Re-routing) รวมถึงไทย เช่น การส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ (Solar PV) ของไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ในภาพรวมเป็นเพียงแค่ทางผ่านของแผงโซลาร์เซลล์จากจีนไปยังตลาดสหรัฐฯ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยน้อยมาก ดังนั้น หากแนวโน้ม Re-routing ขยายวงกว้างขึ้นไปยังสินค้าอื่นๆ จะทำให้มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในประเทศ ไม่เพิ่มขึ้นแม้การส่งออกจะยังเติบโตได้ก็ตาม

- ด้านจีนเข้ามาทำธุรกิจในไทยโดยตรงมากขึ้น เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจและเข้ามาเจาะตลาดในไทยโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ซบเซาต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจในภาคบริการอื่นๆ โดยในปัจจุบันการลงทุนโดยตรง (FDI) จากจีนเร่งตัวขึ้นจนเป็นอันดับหนึ่งตั้งแต่ปี 2022 แซงหน้าญี่ปุ่นที่เคยเป็นแหล่งเงินลงทุนโดยตรงรายใหญ่ในไทย ในแง่หนึ่งการลงทุนที่เพิ่มขึ้นนี้อาจเป็นผลดีต่อการกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจไทย แต่ก็จะทำให้ธุรกิจไทยเองต้องเร่งปรับตัวรับการแข่งขันในตลาดในประเทศที่จะดุเดือดขึ้น

ความท้าทายนี้ ส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อเศรษฐกิจไทยใน 3 มิติ คือ...

(1) ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจมีแนวโน้มลดลง จากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง เพราะ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจกว่าครึ่งหนึ่งมาจากภาคการส่งออกสินค้า 

(2) แรงงานในภาคอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงตกงานหรือรายได้ไม่โต 

และ (3) ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอาจไม่กลับไปสูงเหมือนในอดีต สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในระยะยาว

ทั้งนี้ สำหรับแนวทางออก KKP Research แนะนำว่าผลกระทบด้านลบทั้งหมดนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น หากแต่ต้องหานโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง (Supply-side structural reform policy) โดยดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระดับการพัฒนาและจุดแข็งของเศรษฐกิจไทย เร่งเพิ่มศักยภาพของแรงงานให้มีความสามารถในการรองรับการผลิตที่ต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น รวมไปถึงดึงดูดแรงงานที่มีทักษะจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มการจ้างงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ อีกทั้งควรลดข้อจำกัดและกฎระเบียบในการทำธุรกิจ เพื่อเสริมให้ศักยภาพที่อ่อนแรงลงของเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นกลับมาเติบโตได้ดีขึ้นในระยะยาว 

นอกจากนี้ ควรมีการประเมินและหาแนวทางบรรเทาผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ จากการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม

ชื่นชม!! ‘นศ.เทคนิคท่าหลวงฯ’ คิดค้นนวัตกรรม ‘เครื่องอุ่นน้ำยาล้างไต’ ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วย แถมลดค่าใช้จ่ายนำเข้าจากต่างประเทศ

เมื่อวานนี้ (11 มี.ค.67) ‘น้องแก้ว’ หรือ นางสาวแก้วทิพย์ศิริ พรมหงษ์ นักศึกษาชั้น ปวช.3 สาขาไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทคนิคท่าหลวงซิเมนต์ไทยอนุสรณ์ จังหวัดสระบุรี เล่าถึงเเรงบันดาลใจที่ประดิษฐ์เครื่องอุ่นน้ำยาล้างไต แบบการล้างไตทางช่องท้องว่า เพื่อนสนิทของตน มีคุณตาที่ป่วยเป็นโรคไตและมีอาการหนาวสั่นเกร็งเวลาล้างไต

พอถามแพทย์ที่รักษาคุณตาว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แพทย์อธิบายว่าเกิดจากน้ำยาล้างไตมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าร่างกาย ทำให้คุณตามีอาการดังกล่าว ซึ่งการล้างไต มีข้อสำคัญคือห้องที่ทำการล้างไต จะต้องเป็นห้องปลอดเชื้อปิดมิดชิด ซึ่งส่วนมากจะมีการเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อช่วยทำให้ห้องอุณหภูมิเย็น

ส่งผลให้น้ำยาล้างไตก็มีอุณหภูมิเย็นลงไปด้วย เมื่อนำเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วยเพื่อทำหน้าที่ล้างของเสียที่สะสม น้ำยาจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วย มีผลกระทบให้ผู้ป่วยที่ได้รับน้ำยาเข้าไปแล้ว จะมีอาการหนาวสั่น จึงจำเป็นจะต้องมีการอุ่นน้ำยาล้างไตเพื่อให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสมกับร่างกายของผู้ป่วยก่อนนำน้ำยาล้างไตเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งการอุ่นน้ำยาล้างไต ไม่สามารถใช้วิธีการที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน เช่น การนำไปต้มในน้ำเดือด การนำไปนึ่ง

ตนและเพื่อนๆ จึงได้คิดค้น เครื่องอุ่นน้ำยาล้างไตทางช่องท้องแบบใช้ไฟฟ้า โดยวิธีการใช้งานเครื่องฯ เริ่มจากนำน้ำยาล้างไตมาวางด้านในของเครื่องฯ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ ถุงประคบร้อนที่ห่อผ้า กดปุ่มสวิตช์เพื่อเริ่มการทำงาน ปุ่มของเครื่องอุ่นถุงน้ำยาล้างไตจะเป็นสีแดง และจะทำการอุ่นน้ำยาฯ ให้มีอุณหภูมิที่ระบบตั้งไว้คือ  5 ถึง 37 องศาเซลเซียส และถ้าน้ำยาฯ พร้อมใช้งาน เครื่องอุ่นน้ำยาล้างไตจะเป็นสีเขียว และระบบจะตัดการทำงานทุกครั้ง

จากนั้นจึงนำน้ำยาฯ ไปใช้งานได้ โดยเครื่องอุ่นน้ำยาล้างไตทางช่องท้องไฟฟ้า จะช่วยทำให้คนไข้รู้สึกสบายตัวและอยากล้างไตมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิของน้ำยาเท่ากับร่างกาย จึงทำให้คนไข้ไม่มีอาการหนาวสั่นเกร็งหรือปวดหน้าท้อง เพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วย และที่สำคัญช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องดังกล่าวที่มีราคาแพงจากต่างประเทศ

นวัตกรรมชิ้นนี้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ระดับภาค ภาคกลาง และรางวัลชมเชย ระดับชาติ ในการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ประจำปีการศึกษา 2566

ทั้งนี้ เครื่องอุ่นน้ำยาล้างไตทางช่องท้องไฟฟ้า ราคา 1,800 บาท สนใจติดต่อได้ที่ ไอดีไลน์ Krissada1 หรือ เบอร์ติดต่อ 0874896052 หรือ Facebook :ช่างไฟฟ้ากำลัง วท.ท่าหลวงฯ

‘พี่หม่ำ’ แจ้งความอดีตลูกน้อง ยึดเพจเฟซบุ๊ก 1.7 ล้านผู้ติดตาม หวั่น!! เอาไปทำเรื่องไม่ดี หลังดีดภรรยาตนออกจากแอดมิน

(12 มี.ค.67) นายเพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา หรือหม่ำ จ๊กมก นักแสดงตลกชื่อดัง เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ต.สุรศักดิ์ สังข์แก้ว สว.สอบสวน สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี หลังเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อ หม่ำ มด จ๊กมก แฟนคลับ ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 1.7 ล้านคน ของภรรยา ถูกอดีตลูกน้องคนสนิท ซึ่งเป็นแอดมินเพจร่วมกับภรรยายึดเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวไป พร้อมเปลี่ยนแปลงด้วยการดีดชื่อภรรยาของตน ซึ่งเป็นเจ้าของเพจร่วมออกจากการเป็นแอดมินเพจด้วย ทำให้ตนกับภรรยาเกรงว่า จะถูกอดีตลูกน้องรายนี้นำเพจไปใช้หลอกประชาชน หรือนำไปสร้างความเสียหายประเภทชักชวนเล่นการพนัน ชวนขายของออนไลน์ หรือไปเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย จึงมาเข้าแจ้งความเป็นหลักฐานไว้ก่อนในเบื้องต้น

หม่ำ จ๊กมก กล่าวว่า ตนกลัวว่าอดีตลูกน้องคนนี้จะเอาเพจดังกล่าว ซึ่งมียอดผู้ติดตามถึง 1.7 ล้านคน ไปแอบอ้างทำอย่างอื่น กลัวจะเอาไปชักชวนเล่นการพนัน ชวนขายของออนไลน์ หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งจะทำให้ตนกับภรรยาเดือดร้อนในวันข้างหน้า จึงต้องป้องกันตัวเองด้วยการมาแจ้งความไว้ก่อน โดยอดีตลูกน้องรายนี้เคยเป็นลูกน้องมาก่อน ก่อนจะไปเป็นแอดมินเพจให้กับภรรยา ต่อมาเขาเปลี่ยนแปลงเพจด้วย แถมยังดีดภรรยาตนออกจากการเป็นแอดมินร่วมกัน แล้วนำเพจดังกล่าวไปทำเองเป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว ทั้งๆ ที่ภรรยาเป็นเจ้าของเครื่องที่ใช้ตั้งเพจนี้

แม้ว่าตนจะเคยบอกให้อดีตลูกน้องลบเพจเฟซบุ๊กนี้ออกไป แต่อดีตลูกน้องรายนี้ก็ไม่ยอมลบเพจทิ้ง ทั้งที่ตนได้ตักเตือนไปแล้ว จึงมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน เพื่อป้องกันตัวเองกับภรรยาเอาไว้ก่อน แม้ว่าในตอนนี้อดีตลูกน้องจะยังไม่ได้ทำอะไรให้เสียหายก็ตาม

ระยะหลังมีคนมาแจ้งข่าวให้ทราบว่า อดีตลูกน้องรายนี้ไปโพสต์อะไรของเขาไม่รู้ จนทำให้มีคนเข้าผิดว่าเป็นภรรยาของตนเป็นคนโพสต์ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า อดีตลูกน้องยึดเพจดังกล่าวไปดูแลเอง และทำการเปลี่ยนแปลงเพจด้วยการดีดภรรยาออกจากการเป็นแอดมินเพจร่วมกันมานานเกือบปี

'สรวุฒิ' รับฟัง 'ผู้พิการ' หาทางแก้ปัญหาการเดินทาง 'เครื่องบิน-รถสาธารณะ' ส่งสัญญาณสายการบินไม่สามารถปฏิเสธผู้โดยสาร ไม่ว่าจะกรณีใดทั้งสิ้น

'เลขานุการ รมว.คมนาคม' รับฟังความคิดเห็นกลุ่มคนพิการ พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วมหาแนวทางแก้ปัญหาการเดินทางโดยเครื่องบิน-รถสาธารณะ หวังให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเดินทางสัญจรได้สะดวก

(12 มี.ค. 67) นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากกรณีที่สายการบินไทยเวียตเจ็ทปฏิเสธกลุ่มคนพิการขึ้นเครื่องบิน ซึ่งทางกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกหนังสือตักเตือนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนหน้านี้นั้น

ในวันนี้ (12 มี.ค. 67) ได้มีการประชุม และรับฟังความคิดเห็นกับกลุ่มคนพิการ นำโดย นายกฤษนะ ละไล พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะสั้น-ยาว โดยขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานกระทรวงคมนาคม จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ซึ่งจะประกอบไปด้วย...

1. บุคลากรระดับสูงจากกระทรวงคมนาคมจำนวน 9 ท่าน 
2. บุคลากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 12 ท่าน และ ตัวแทนกลุ่มผู้พิการจำนวน 5 ท่าน เพื่อร่วมบูรณาการแผนงานร่วมกันให้เกิดประสิทธิผลที่ควรจะเป็นในระดับสูงสุด 

ทั้งนี้เตรียมสั่งการให้สายการบินแจ้งรายละเอียดและประชาสัมพันธ์ถึงกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ต่อผู้โดยสารที่เป็นกลุ่มเปราะบางทางด้านร่างกาย ซึ่งหากกฎมีความก้ำกึ่ง สายการบินไม่สามารถปฏิเสธ ผู้โดยสารได้ไม่ว่าจะกรณีใดทั้งสิ้น แต่หากมีความเข้าข่ายและจะส่งผลกระทบระหว่างการบิน ต้องแจ้งรายละเอียดให้ชัดเจนต่อไป 

นายสรวุฒิ กล่าวต่อว่า โดยแนวทางเบื้องต้นนั้นต้องการให้ทุกสายการบิน เพิ่มช่องทางให้ใส่รายละเอียด ของกลุ่มเปราะบางทางด้านร่างกาย ในการจองตั๋วเดินทาง เพื่อให้สายการบินสามารถเตรียมการได้อย่างเหมาะสม 

ขณะที่ทาง นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม และโฆษกกระทรวงคมนาคม กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากการเพิ่มแนวทางอำนวยความสะดวกในการเดินทางด้านอากาศ สำหรับกลุ่มผู้เปราะบางแล้ว ยังมองว่าการขนส่งทางบก มีความสำคัญอย่างมาก ต่อกลุ่มดังกล่าวนี้ โดยล่าสุดได้เตรียมหารือกับทางกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เพื่อหาแนวทางในการลดหย่อนภาษี รถขนส่งมวลชนสาธารณะที่มีการดัดแปลงสำหรับผู้พิการ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเดินทางสัญจรได้สะดวกมากยิ่งขึ้น 

นอกจากนั้นยังเตรียมเข้าปรึกษาหารือกับทางหน่วยงาน กทม. เพื่อผลักดันให้กลุ่มผู้เปราะบางมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

'หมอเหรียญฯ' เล่าเหตุการณ์สู้คดีช่วงถูกร้านบะหมี่ 3 นิ้ว ฟ้องหมิ่น ลั่น!! หลังศาลยกฟ้อง ก็ถึงเวลาที่โจทก์ต้องกลายเป็นจำเลย

(12 มี.ค. 67) พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'เหรียญทอง แน่นหนา' ระบุว่า… 

เมื่อต้น ธ.ค.66 ปีที่แล้ว ผมเป็นจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์เป็นเจ้าของร้านบะหมี่ ฟ้องศาลอาญาโดยมีทีมทนายความที่ดูคล้าย ๆ ทีมทนายความสิทธิมนุษยชนนี่แหละครับมาช่วยโจทก์ทำ

ทีมทนายนี่ดูเหมือนจะฉลาดเอามากๆ เลยนะครับ ซักถาม ซักค้านแต่ละคำถามจนผมตกอกตกใจว่า ทำไมถึงถามผมอย่างนี้ คำถามอย่างกับโจทย์คณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษา 1 + 1 เท่ากับเท่าไหร่ อย่างไรอย่างนั้นเลยแหละครับ

ทนายความแต่งกายดูเนี้ยบเป๊ะ แต่ก็ดูเป็น 'เสี่ยว' ดีนะครับ (เสี่ยว เป็นภาษาอีสาน แปลว่า เพื่อน นะครับอย่าเข้าใจผิดว่าผมดูถูก) ท่าทางก็ดูห้าวหาญ เสียงดัง ดุดัน ดูน่าตกใจสำหรับคนไม่เคยดูตัวตลกนั่นแหละครับ

จะเอาผมเข้าคุกทั้งที แถมจะให้ผมเสียเงินล้านให้โจทก์เจ้าของร้านบะหมี่ ดันทะลึ่งไปเอาประมวลกฎหมายอาญาทหารสำหรับศาลทหาร มาสู้คดีบนศาลอาญา มันคนละศาลกันนะจ๊ะ 

ไอ้ผมมันก็เป็นอดีตผู้อำนวยการกองกำลังพลซึ่งต้องใช้กฎหมายทหารอยู่เป็นประจำ ก็เลยถามทนายโจทก์ว่าความหมายของคำว่า 'ราชศัตรู' ที่ทนายโจทก์นำมาซักผมนั้นเป็นกฎหมายปี พ.ศ.ไหน ทนายโจทก์ก็ตอบไม่ได้ครับ 

ผมก็เลยเรียนให้ศาลทราบว่าเป็นกฎหมายโบราณมากในสมัยรัตนโกสินทร์ศก ร.ศ.131 หรือ พ.ศ.2456 หรือกฎหมายเมื่อ 110 ปีที่แล้วใช้บังคับทหารเมื่อขึ้นศาลทหาร

ถึงแม้ผมจะเป็นแค่ตาแป๊ะหลักสี่ แต่ก็เป็นทหารเก่าและเป็นทหารแท้ ดังนั้นเสียงดังดุดันของคุณทนาย ผมจึงรู้สึกตลก เป็นที่ประทับใจ จึงเอามาพูดสนุกสนานให้มิตรรักแฟนคลับทราบทั่วกันว่าผมเป็นจำเลยไปขึ้นศาลอาญาแต่ดันไปเจอทนายโจทก์เล่นตลกหน้าบัลลังศาล จนเมื่อปลายเดือน ก.พ.67 ที่ผ่านมา ศาลอาญายกฟ้องโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของร้านบะหมี่แพ้ แถมถูกศาลยึดเงินค่าธรรมเนียมศาลไปหลายหมื่นบาทอีกต่างหาก

หลังจากนี้โจทก์จะต้องกลายเป็นจำเลยจากการเบิกความเท็จต่อหน้าศาลแล้วนะจ๊ะ หากเป็นไปได้อย่าลืมเอาทนายชุดเดิมมาสู้คดีกันอีกนะจ๊ะ ดูฉลาดแถมอีโก้สูงอีกต่างหาก ชอบครับ

พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา
จำเลยผู้ชนะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top