Saturday, 8 August 2026
Hard News Team

‘จีน’ กอดแชมป์ตำแหน่งผู้นำ ‘ตลาดต่อเรือโลก’ ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่ง 14 ปีซ้อน

(15 มี.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รายงานของสมาคมอุตสาหกรรมการต่อเรือแห่งชาติของจีน (CANSI) ที่เผยแพร่ไม่นานนี้ระบุว่า อุตสาหกรรมการต่อเรือของจีนยังคงเติบโตอย่างมั่นคง โดยมีตัวชี้วัดด้านการต่อเรือสำคัญ 3 ประการ ที่แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวที่สอดคล้องกัน

มูลค่าการส่งออกสินค้าต่อเรือที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลของสมาคมฯ ระบุว่า ปริมาณการต่อเรือของจีนที่แล้วเสร็จอยู่ที่ 42.32 ล้านตันตัน (DWT) ในปี 2023 เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.8 เมื่อเทียบปีต่อปี ส่วนปริมาณการสั่งซื้อใหม่สูงถึง 71.2 ล้านตันตัน เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 56.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2023 ปริมาณคำสั่งรอผลิตอยู่ที่ 139.39 ล้านตันตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 32 เมื่อเทียบปีต่อปี

ทั้งนี้ในปี 2023 ปริมาณการต่อเรือที่เสร็จสมบูรณ์ของจีน ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่ และปริมาณคำสั่งซื้อถือ ซึ่งวัดน้ำหนักเป็นตัน คิดเป็นร้อยละ 50.2, 66.6 และ 55.0 ของยอดรวมทั่วโลกตามลำดับ และนับเป็นครั้งแรกที่ส่วนแบ่งการตลาดเกินร้อยละ 50 ในทั้งสามตัวชี้วัดการต่อเรือ โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากปี 2022 อยู่ที่ 2.9, 11.4 และ 6 จุดตามลำดับบทบาทนำในตลาดต่างประเทศ

ปี 2023 อุตสาหกรรมการต่อเรือของจีนยังคงรักษาตำแหน่งเป็นผู้นำในตลาดต่างประเทศ โดยประสบความสำเร็จในการก่อสร้างอุปกรณ์ระดับไฮเอนด์ และปรับโครงสร้างคำสั่งซื้อเรือใหม่ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับตลาดต่างประเทศนั้น ปี 2023 สถานะประเทศผู้ต่อเรือที่สำคัญของจีนแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยมีส่วนแบ่งตลาดครองอันดับหนึ่งทั่วโลกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 14 ปีติดต่อกัน
ความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติของบริษัทต่อเรือรายใหญ่ของจีนยังคงเข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีบริษัท 5 แห่งที่ติดอันดับ 10 อันดับแรกในด้านปริมาณการต่อเรือที่แล้วเสร็จ 7 แห่ง ติดอันดับด้านปริมาณคำสั่งซื้อใหม่ และ 6 แห่งติดอันดับด้านปริมาณคำสั่งรอผลิต หนึ่งในนั้นคือบริษัท ไชน่า สเตต ชิปบิลดิง คอร์เปเรชัน (CSSC) ที่ครองอันดับหนึ่งในทั้งสามตัวชี้วัดในหมู่บริษัทต่อเรือทั่วโลก

ในปี 2023 บริษัทต่อเรือของจีนได้ส่งมอบเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่พิเศษขนาด 24,000 ทีอียู (TEU) ขนาดใหญ่สุดในโลก จำนวน 20 ลำ เรือบรรทุกแก๊สขนาดใหญ่ความจุ 174,000 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 4 ลำ และเรือบรรทุกแก๊สสำหรับร่องน้ำตื้นขนาด 80,000 ลูกบาศก์เมตร ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกหนึ่งลำ

คาดผลการดำเนินงานของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะเติบโต
ปี 2023 บริษัทไชน่า สเตต ชิปบิลดิง คอร์เปเรชัน คาดว่าจะมีกำไรสุทธิจากบริษัทแม่อยู่ที่ 2.7-3.2 พันล้านหยวน (ราว 1.33-1.58 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1,470.95-1,761.87 เมื่อเทียบปีต่อปี

สำหรับการเพิ่มขึ้นของผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญนั้น บริษัทฯ ระบุว่า ตลาดการต่อเรือใหม่ทั่วโลกยังคงรักษาแนวโน้มการพัฒนาที่ดีได้ในปี 2023 ขณะที่การจัดการคำสั่งซื้อเรือราคาต่ำก่อนหน้านี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปช่วยให้โครงสร้างคำสั่งซื้อของบริษัทฯ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการผลิตประจำปี บริษัทฯ ได้เสริมความแข็งแกร่งด้านการจัดการและการควบคุมการผลิต พัฒนาประสิทธิภาพการผลิต และบรรลุรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2022 ซึ่งเกินเป้าหมายประจำปี

‘นายกฯ’ ตอก!! ‘แบงก์ชาติ’ ชี้ หน่วยงานอื่นยังมีจิตสำนึก ลดดอกเบี้ยช่วยประชาชน

(15 มี.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการรับฟังแถลงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้เงินกู้แก่บุคลากรของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐว่า ขอขอบคุณเกี่ยวข้องที่เกี่ยวข้อง และชื่นชมในการตั้งใจทำงาน ส่วนตัวเชื่อว่า หลายคนอาจจะไม่ได้ประสบปัญหาเยอะแบบเดียวกับข้าราชการอีกหลายแสนคน ซึ่งข้าราชการเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติ แต่ยังมีหนี้สิน ชักหน้าไม่ถึงหลัง 

“ทำงานเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ดอกเบี้ย ถือเป็นสารตั้งต้นหายนะของประเทศ ต้องขอใช้คำนี้ เพราะไม่ใช่แค่เพียงมีเงินไม่พอ แต่หันไปพึ่งสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด เพื่อทำให้จิตใจดีขึ้น สบายใจขึ้น ถือเป็นความเข้าใจผิด หรือไปทุจริตประพฤติมิชอบ เป็นสารตั้งต้นที่ไม่ถูกต้อง”

เพราะฉะนั้นการรวมตัวกันในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมายว่าไม่ต้องออกจากราชการ มีเงินใช้ 30% รวมถึงสินเชื่อพิเศษ ลดดอกเบี้ย ซึ่งตนเข้าใจว่าหลายหน่วยงานต้อง หวังเรื่องการปันผลหรือผลกำไร แม้ว่าแบงก์ชาติจะไม่ลด แต่หน่วยงานช่วยกันลด ก็ขอขอบคุณจากใจจริง และเชื่อว่าข้าราชการในหน่วยงานนั้นๆ ก็ขอบคุณเช่นเดียวกัน

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า เข้าใจว่าแต่ละหน่วยงานก็มีเป้าหมายของตัวเอง การที่ต้องเฉือนเนื้อเพื่อลดกำไร ถือเป็นเรื่องที่ดี และขอฝากข้อคิดว่า ต้องการให้หน่วยงานสหกรณ์เข้ามาร่วมโครงการนี้ให้มากขึ้น และขอให้ทำงานหนักขึ้น เชื้อเชิญให้เข้ามาอยู่ในระบบให้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้หนี้สินเหล่านี้ไม่ได้ลดลงไป แต่เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ตรงนี้มีขีดจำกัดในการทำงานพอสมควร เพราะเป็นผู้บริหารระดับสูง จึงจะต้องหาวิธีการการแก้ปัญหา จึงขอให้ทะเยอทะยานมากขึ้น พยายามช่วยเหลือประชาชนให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งก็เชื่อว่าผู้นำเหล่าทัพมีความใกล้ชิด และเข้าใจความลำบากของ ประชาชนอยู่แล้ว

จากนั้น นายเศรษฐา ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ที่ทุกหน่วยงานอยากให้มีการลดเบี้ยหมด ถือเป็นการลดรายจ่ายส่วนหนึ่ง อย่างน้อยหากธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยันจะไม่ลดดอกเบี้ย แต่ก็มีหน่วยงานอื่นที่มีจิตใจสำนึกในการลดอัตราดอกเบี้ย ขอขอบคุณหน่วยงานเหล่านั้น เพราะการทำงานทำด้วยใจจริงๆ เชื่อว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บริหารระดับสูง เห็นความลำบากของประชาชนจริงๆ โดยเฉพาะภาระหนี้สิน อย่างที่เคยกล่าวไว้ ภาระหนี้สินของประชาชน คือสารตั้งต้นของความหายนะของประเทศ ตอนนี้เราต้องช่วยกันก่อน

ส่วนหนี้ กยศ. ที่อยากให้ลดเหลือ 0.5 นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตรงนี้ตนเองก็จะไปช่วยดู และตระหนักดีว่าเป็นความเดือดร้อนของประชาชน ยืนยันว่าเรายังช่วยดูแลกันอย่างเต็มที่ ที่เรายังช่วยดูแลกันได้ ซึ่งได้บอกไปในที่ประชุมว่า หากช่วยกัน ช่วยกันได้อีก รวมถึงการขยายวงเงิน และบอกอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ไปด้วยว่า ควรที่จะเร่งเอาสหกรณ์เข้ามาอยู่ในโครงการด้วยโดยเร็ว และมีอีกหลายอย่างที่ทำกันได้อยู่ ซึ่งเราเพิ่งเริ่มทำกันมาได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น เราได้ผลส่วนหนึ่งแล้ว ขณะที่ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายกิติรัตน์ ณ ระนอง ก็มีแรงใจในการทำเรื่องนี้มาก ลงไปพูดคุยในหลายหน่วยงาน พยายามทำให้ทุกคนมีความทะเยอทะยานในการช่วยเหลือ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ดูจากแววตาของผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหลายในวันนี้ ซาบซึ้งถึงความลำบากของประชาชน

‘เทศบาลนครระยอง - นศ.เทคนิคระยอง’ ออกหน่วยอาสา ‘ซ่อมบ้าน-เครื่องยนต์ประมง-เครื่องใช้ไฟฟ้า’ ให้ผู้ยากไร้ฟรี

(15 มี.ค. 67) ที่วิสาหกิจชุมชนปากน้ำ แหลมรุ่งเรือง ต.ปากน้ำ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง นายนรินทร์ เจนจิรวัฒนา รองนายกเทศมนตรีนครระยอง เป็นประธานเปิดโครงการบูรณาการการพัฒนาทักษะทางวิชาชีพกับการเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนอาชีวศึกษา (Fix it - จิตอาสา) ศูนย์ซ่อมเพื่อชุมชน ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยนำนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคระยองออกหน่วยบริการซ่อมแซมเครื่องยนต์เรือประมง อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ในครัวเรือน ซ่อมแซมสร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ ซ่อมเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องยานพาหนะให้กับประชาชนในพื้นที่ฟรี

‘แอนนี่ บรู๊ค’ ชนะคดีฟ้องเพจดัง สร้างคอนเทนต์ขยะ ทำลูกชายเสียหาย วอน!! เลิกเอาอดีตมาบูลลี่-อย่ายุ่งกับชีวิตเด็ก ย้ำ เรื่องผู้ใหญ่มันผ่านมาแล้ว

(15 มี.ค.67) หลังจากที่เคยขึ้นศาลไต่สวนมูลฟ้องคดีหมิ่นประมาท เจ้าของเพจชื่อดัง ที่โพสต์รูปลูกชาย น้องฑีฆายุ วัย 13 ปี มีเกรียนคีย์บอร์ดพาดพิงถึงลูกในแง่ไม่ดี ทั้งที่ลูกยังเป็นเยาวชน ทำให้เกิดความเสียหายทั้งชื่อเสียงและจิตใจ ตั้งแต่เดือน ม.ค. ปีที่ผ่านมา

ล่าสุดวันนี้ แอนนี่ บรู๊ค ได้เผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าตนชนะคดีเรียบร้อยแล้ว คู่กรณีโดนโทษอาญา 2 ปี พร้อมค่าปรับ อัดเลิกเถอะ เอาอดีตคนอื่นมาบูลลี่ ส่วนเพจอื่นที่พาดพิงถึงลูกอย่าคิดว่าจะรอด

“ชนะแล้วนะคะ คดีที่แอนฟ้องเพจที่สร้างคอนเทนต์ขยะเกี่ยวกับแอนและลูก โดนโทษอาญาไป 2 ปีและค่าปรับ เลิกเถอะนะคะเอาอดีตคนอื่นมาบูลลี่โดยไม่สนปัจจุบันว่าเขาทำดีแค่ไหนมาไกลอย่างไรแล้ว

🙏ขอบคุณพี่เจมส์ ทนายเจมส์ LK ที่ทำให้เห็นว่าวิชาชีพทนายไม่ใช่มาจากคำบอกเล่า แต่มาจากความสามารถโดยแท้

📌ส่วนคนคอมเมนต์รอหน่อย ทยอยอยู่ ส่วนเพจอื่นตอนนี้ที่ทักไปแล้วบอกให้ลบแล้วยังไม่ยอมลบ ก็อย่าคิดว่าจะรอด ดิฉันว่างค่ะ ถ้าคุณยังไม่หยุดยุ่งกับลูกดิฉัน”

บอกแล้วว่าไม่ไกล่เกลี่ยคือไม่ไกล่เกลี่ยไม่รับเงินใต้โต๊ะใด ๆ ทั้งสิ้น คำไหนคำนั้นเลิกยุ่งกับชีวิตชาวบ้านเขาได้แล้วพวกที่ชอบความสนุกในการพิมพ์ เพราะบางคนเขาไม่ได้ให้อภัยคุณ

คนเราต้องหัดมองปัจจุบันของคนอื่นเขาบ้างว่าเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองยังไง ไม่ใช่เอาแต่เรื่องอดีตมาพูดอยู่ตลอดเวลา แม่เลี้ยงเดี่ยวบางคน ตอนนี้มีสามีไปแล้วเป็นร้อย ดิฉันยังไม่เคยทำอะไรผิดพลาดอีกเลย ก็ต้องรู้จักดูกันบ้าง ไม่ใช่เอาความสะใจมาบูลลี่เรื่องอดีตคนอื่นกับเด็กก็ไม่เว้นมันก็ควรโดน

สำคัญคือลูกดิฉันไม่ได้ผิดอะไร เด็กไม่ได้ทำผิดอะไรเลย อย่ายุ่งกับชีวิตของเด็ก เรื่องผู้ใหญ่มันผ่านมาแล้ว”

นับถอยหลัง ‘ยุบพรรคก้าวไกล’ กระบวนทัพใหม่ ‘ไอติม’ มีแววคุมพรรค

สองเรื่องการเมืองร้อนฉ่ามาในสัปดาห์เดียวกัน ‘เล็ก เลียบด่วน’ ขอมัดรวมมากรองแก่นแกนสถานการณ์ให้เห็นภาพ...โดยเฉพาะกรณี ‘พรรคก้าวไกล’

กกต. มีมติเอกฉันท์ให้นายทะเบียนพรรคการเมือง (เลขาธิการ กกต.) ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ข้อหาความผิดพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 92 (1) และ (2) พูดสั้น ๆ (1) นั้นข้อหาล้มล้างการปกครองฯ ส่วน (2) นั้นกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ

ในอดีตปี 2562 กกต. เคยยุบพรรคไทยรักษาชาติ ความผิดมาตรา 92 นี่แหละ แต่ (2) อย่างเดียว…กรรมการบริหารพรรคโดนตัดสิทธิ์ไปคนละสิบปี แต่กรณีพรรคก้าวไกลโดนทั้ง (1) และ (2) เลยมีคำถามว่า...ถ้าโดนตัดสิทธิ์จะสิบปีหรือตลอดชีวิต..

สองวงเล็บ..สยองกันทั้งพรรค

กรณีที่ศาลสั่งยุบ กรรมการบริหารโดนตัดสิทธิ์ 10 คน…ในจำนวน 10 คนนี้ จะมี สส. 5 คน คือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ชัยธวัช ตุลาธน, ประดิพัทธ์ สันติภาดา, เบญจา แสงจันทร์ และสุเทพ อู่อ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นตัวจี๊ดตัวตึง และคนสำคัญ โดยเฉพาะ ‘พิธา-ชัยธวัช’

วันนี้…ในพรรคก้าวไกลมองไปถึงแถวสองบวกแถวสาม ที่คาดหมายว่าเมื่อถึงเวลาอาจจะเป็นตัวเลือก หัวหน้าพรรคคนใหม่ เช่น ศิริกัญญา ตันสกุล, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, หรือแถวสามที่โดดเด่นอย่าง ‘ไอติม’ พริษฐ์ วัชรสินธุ์, ‘เท้ง’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

‘ไหม ศิริกัญญา’ กับ ‘ไอติม พริษฐ์’ ดูเหมือนจะโดดเด่น...ส่วน ‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ลูกเจ้าสัวฝั่งธนที่เก่งกาจเรื่องไฮเทคและ ‘ธนาธร’ ชื่นชอบ จะวางตัวให้เป็นเลขาธิการพรรคก็ย่อมได้…

อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่า...วิบากกรรมพรรคก้าวไกลอันเนื่องจากเหาะเหินเกินลงกา อ้างว่าแก้มาตรา 112 แต่จริง ๆ ขอให้ยกเลิกนั้น...มีผู้ไปร้องต่อ ป.ป.ช. ว่า 44 สส. ที่ลงชื่อขอแก้ไข (ยกเลิก) มาตรา 112 ดังกล่าวผิด-ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงขอให้เพิกถอนสิทธิ์ฯ เหมือนที่ปารีณา ไกรคุปต์, ช่อ พรรณิการ์ เคยโดนมาแล้ว

ดังนั้นหากสมมุติ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกาฯ และศาลตัดสินเพิกถอนสิทธิ์คนละสิบปี มันก็จะเกิดปรากฏการณ์.. ‘ไม่มีพวกคุณ ไม่มีพวกเรา’ ที่คุณพิธาโพสต์ไว้ในไอจีเมื่อไม่กี่วันก่อน…

ตรวจดูรายชื่อ 44 คนแล้ว มีทั้งชื่อ ไหม ศิริกัญญา, เท้ง ณัฐพงษ์ รวมอยู่ด้วย...นี่เป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า พรรคก้าวไกลต้องรีบคัดกรองเตรียมตัวสำรองแถว 4 ที่เจ๋ง ๆ เอาไว้เนิ่น ๆ...เพราะกว่าแถว 1 อย่างธนาธร, ปิยบุตร...จะกลับมาผุดมาเกิดทางการเมืองก็อีก 6 ปีกว่า...

และแน่นอนว่า…น่าจะช้ากว่าแผนการลับของเจ้าชายมูลเมือง ที่อาการดีวันดีคืน เพิ่งปักหมุดเชียงใหม่ถอดปลอกคอซดไวน์ได้แล้ว...รายนั้นปีหน้าเขาจะเดินแผนขอล้างมลทินโทษ หวนคืนเก้าอี้นายกฯ อีกครั้ง…

แล้ว ‘ไอติม’ จะเอาอะไรไปสู้!!??

กระบี่ จัดขบวนช้าง 10 เชือก อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุฯ ขึ้นประดิษฐานบนวิหาร วัดบางโทง

กระบี่ จัดริ้วขบวนช้าง 10 เชือก พร้อมนางรำกว่า 600 คน อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระอัครสาวก ขึ้นประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ภายในวิหารมณฑป วัดมหาธาตุวชิรมงคล พร้อมเปิดให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะเป็นสิริมงคล 15-18 มีนาคมนี้ ขณะที่ พุทธศาสนิกชนต่างสวมใส่ชุดขาวจับจองพื้นที่กันเพื่อกราบสักการะอย่างเนืองแน่น

เทปโทรทัศน์ บรรยากาศที่วัดมหาธาตุวชิริมงคล อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ในวันนี้ได้จัดขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระอัครสาวก อย่างยิ่งใหญ่ มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ภายในวิหารมณฑป วัดมหาธาตุวชิรมงคล เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีอัญเชิญ

สำหรับขบวนประกอบด้วย ขบวนช้าง 10 เชือก ขบวนนางรำกว่า 600 ชีวิต และขบวนธงชาติไทย ธงชาติอินเดีย ธงธรรมจักร ธงฉัพพรรณรังสี ขบวนรถบุษบกประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุฯ และขบวนเฉลิมพระเกียรติฯ โดยได้เคลื่อนขบวนจากถนนทางหลวงหมายเลข 415 สายนาเหนือ - พนม ผ่านถนนทางเข้ามายังทางเข้าวัด เพื่ออัญเชิญขึ้นประดิษฐานสู่พระวิหารมณฑป
ให้ประชาชนได้สักการะ ระหว่างวันที่ 15-18 มีนาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น.ซึ่งเมื่อขบวนเข้ามายังภายในบริเวณวัดพุทธศาสนิกชนที่มารอต้อนรับได้กล่าว สาธุๆ พร้อมกัน ดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณวัด 

จากนั้น ขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุฯ เคลื่อนถึงหน้าเจดีย์พุทธคยาและหยุดที่หน้าเจดีย์
ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินเดีย คนที่ 1 ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมสัมพุทธเจ้า และภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินเดีย คนที่ 2 ได้อัญเชิญพระอรหันตธาตุของพระอัครสาวก ลงจากรถบุษบก เข้าสู่พระวิหารเพื่อประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ก่อนจะเปิดให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าสักการะในเวลา 12:00 น. ของวันนี้

ขณะที่ บรรยากาศโดยทั่วไปภายในวัดยังคงมีพุทธศาสนิกชนจาก 14 จังหวัดภาคใต้สวมใส่ชุดขาวหลั่งไหลเดินทางมาเพื่อร่วมสักการะพระบรมสารีริกธาตุฯ และพระอรหันตธาตุ อย่างเนืองแน่น คุณลุงโอภาส คงคชวัน อายุ 81 ชาวอำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เดินทางมาพร้อมกับนางอารีย์ ศิริรัตน์ อายุ 80 ปี และลูกๆหลานอีก 8 คน เล่าให้ฟังว่ารู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสมากราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันตธาตุของพระอัครสาวก ซึ่งหลังจากที่ทราบข่าวก็เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีแม้อายุมากแล้วแต่ก็ตื่นมาตั้งแต่ตีสองเพื่อเดินทางมาที่วัดบางโทงแห่งนี้ พร้อมทั้งกล่าว่า เกิดมาชาติหนึ่งต้องได้สักการะพระบรมสารีริกธาตุ เป็ญบุญยิ่งนักที่ท่านมาถึงบ้านเรา พุทธศาสนิกชนที่มาร่วมสักการะพระบรมสารีริกธาตุฯ 2 คน

ทั้งนี้ การเข้าสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุฯ ทางจังหวัดกระบี่ จะเปิดให้พุทธศาสนิกชนเข้ากราบสักการะ ณ บริเวณพระวิหาร โดยจะจัดเตนท์ให้บริการประชาชน และเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุได้รอบละ 250 คน ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. และในทุกๆ ช่วงเย็นเวลา 18.00 – 19.00 น. จะมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์เสริมสิริมงคลให้กับศาสนิกชนที่เข้ากราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ซึ่งจะหยุดพักไม่อนุญาตให้ขึ้นสักการะพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุฯ บนพระวิหารแต่บริเวณเจดีย์พุทธคยาและภายในเจดีย์จะเปิดให้ประชาชนเข้าไปไหว้สักการะพระพุทธเมตตา และสักการะบูชาพระพุทธรูปบริเวณรอบๆ เจดีย์ได้ และจะปิดการเข้าสักการะในเวลา 20.00 น. และขอความร่วมมือประชาชนที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้แต่งกายด้วยชุดสุภาพ งดเว้นสีดำ โดยคาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมสักการะฯ ประมาณวันละ 100,000 คน นอกจากนี้ ในทุกๆ ช่วงค่ำตลอดระยะเวลา 15-18 มีนาคม 2567 จะมีการส่องไฟเสริมความสวยงามให้กับเจดีย์พุทธคยา อีกด้วย

ข้อมูลข่าว / ภาพ
มโนธรรม ใจหาญ กระบี่  รายงาน 

ผู้บัญชาการทหารเรือ รุดเยี่ยมกำลังพล เรือหลวงคีรีรัฐ ที่ได้รับบาดเจ็บ

เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 14 มีนาคม 2567 พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อเยี่ยมกำลังพลเรือหลวงคีรีรัฐ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุกระสุนปืนของเรือหลวงชลบุรี ที่ขัดข้องลั่นใส่บริเวณท้ายเรือจนเกิดเพลิงไหม้ ความเสียหายเล็กน้อยแต่มีกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการสำลักควันไฟจำนวน 14 นาย โดย ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มีความห่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอาการของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ได้สั่งการให้ดูแลผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่ โดยในขณะนี้กำลังพลที่มีอาการไม่รุนแรง และอยู่ในระหว่างการพักฟื้นสังเกตุอาการ เพื่อรอ การพิจารณาจากแพทย์ให้กลับบ้าน จำนวน 9 นาย 

ส่วนผู้ป่วยที่เฝ้าระวัง จำนวน 5 นาย คณะแพทย์ได้ส่งการรักษาด้วย HYPERBARIC CHAMBER หรือ การบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูง โดยในจำนวนนี้อยู่ ระหว่างการพิจารณาถอดเครื่องช่วยหายใจ 2 นาย   

ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุยังคงอยู่ในระหว่างการสอบสวน ของคณกรรมการซึ่ง ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้สั่งการให้ พลเรือเอก ชาติชาย ทองสะอาด ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยต้นสังกัดและหน่วยเทคนิค เพื่อสอบสวนหาสาเหตุที่เกิดขึ้น โดยให้รายงานผลให้ทราบภายใน 3 วัน ทั้งนี้กองทัพเรือจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบในโอกาสต่อไป

‘ธนกร’ ค้าน!! นิรโทษกรรม คนผิด ม.112 ยัน!! เป็นคดีด้านความมั่นคง ไม่ใช่การเมือง

(15 มี.ค. 67) นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำนปช.มองคดี ม.112 เป็นเงื่อนไขทางการเมือง หากอยากคลี่คลายความขัดแย้งควรขยายพื้นที่การนิรโทษกรรมให้ครอบคลุมถึงความผิดมาตรานี้ด้วยนั้น ว่า ก่อนอื่นบุคคลในฝ่ายการเมืองต้องตั้งหลักให้ถูกต้องก่อน เพราะคดีชุมนุมทางการเมือง กับ คดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เป็นการหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ เป็นคนละเรื่องที่จะนำมาเหมารวมว่าเป็นการเมืองไม่ได้

“ยกตัวอย่างหากมีใครมาด่าว่า หมิ่นประมาทบุพการีของเรา แบบเสีย ๆ หาย ๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมือง เจ้าตัวจะยอมหรือไม่ ผมเข้าใจว่าที่หลายคนมองเรื่องนี้ผิดไปเป็นเรื่องการเมืองนั้น เนื่องจากมีบางพรรคการเมืองให้การสนับสนุนกลุ่มเยาวชน คนรุ่นใหม่ ออกมาเคลื่อนไหว เมื่อมีความผิดก็คิดว่าเป็นคดีทางการเมืองซึ่งไม่ใช่ และที่สำคัญศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ชี้ชัดแล้วว่าการออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรานี้ถือเป็นการล้มล้างการปกครอง ผมจึงอยากให้ทุกฝ่ายทางการเมืองตั้งสติ แยกประเด็นให้ถูกต้อง” นายธนกร กล่าว 

เมื่อถามว่าหากนิรโทษกรรมไม่รวมคดี ม.112 จะมีการแก้ปัญหาความเห็นต่างในบ้านเมืองอย่างไร นายธนกร กล่าวว่า สังคมไทยมีหลายเวทีให้แสดงความคิดเห็นตามหลักประชาธิปไตย ทั้งเวทีสาธารณะและเวทีสภา ซึ่งตนมองว่าควรที่จะเคารพความเห็นต่างของทุกฝ่าย แต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมือง หรือ บางกลุ่ม ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน สมควรที่ปัญญาชนต้องเคารพสิทธิเสรีภาพคนอื่นในสังคม ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น โดยอ้างเหตุผลของกลุ่มตนเองฝ่ายเดียวมากกว่านั้น พรรคการเมืองหรือผู้ใหญ่ต้องชี้แนะ และให้คำปรึกษาที่ถูกต้องแก่คนรุ่นใหม่ ไม่เป็นการให้ท้ายในทางที่ผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นความมั่นคงของรัฐ ต้องให้ความสำคัญใครจะละเมิดไม่ได้ ถือว่าเป็นการสร้างความแตกแยกและบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ

“คุณณัฐวุฒิ ควรยึดหลักการให้ดี ไม่ใช่เห็นว่าเป็นการชุมนุมแล้วเหมารวมว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองไปเสียหมด ต้องมาดูว่าเจตนาและเป้าหมายของการชุมนุมและการแสดงความเห็นต่าง ๆ นั้น ต้องการอะไรกันแน่ ความคิดเห็น ความชื่นชอบทางการเมืองแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่สร้างความแตกแยก ทำกิจกรรมโดยความสงบ และต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย หากทำผิดเรื่องความมั่นคงของรัฐ ไปแตะต้องเบื้องสูงเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ไม่ถูกต้อง และศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยชี้ชัดมาแล้ว ซึ่งนายณัฐวุฒิก็ยอมรับเองว่าไม่เคยมีการเคลื่อนไหวแบบนี้มาก่อน จึงมองว่าเรื่องนี้ก็ไม่ควรที่จะได้รับการนิรโทษกรรม เพราะไม่ใช่การเมือง” นายธนกร กล่าว

‘พอล มนุษย์ปอดเหล็ก’ 1 ใน 2 คนสุดท้ายของโลก เสียชีวิตแล้ว หลังป่วยโปลิโอเป็นอัมพาต ต้องนอนในถังมานานกว่า 70 ปี

(15 มี.ค. 67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ‘พอล อเล็กซานเดอร์’ หรือ พอล ปอดเหล็ก ‘มนุษย์ปอดเหล็ก’ 1 ใน 2 คนสุดท้ายของโลก ผู้ป่วยโปลิโอและต้องใช้ชีวิตในเครื่องปอดเหล็ก ซึ่งเป็นกระบอกโลหะขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนความกดอากาศเพื่อกระตุ้นการหายใจ โดยเขาอยู่ในเครื่องช่วยหายใจเป็นเวลานานกว่า 70 ปี เสียชีวิตแล้ว หลังจากครบรอบวันเกิดปีที่ 78 ของเขาไปได้ไม่นาน

พอล อเล็กซานเดอร์ เป็นชาวเมืองดัลลัส รัฐเทกซัส ตอนที่เขาอายุได้ 6 ขวบ พอล อเล็กซานเดอร์ ก็ติดเชื้อและป่วยเป็นโรคโปลิโอ แม้ว่าจะรอดชีวิตมาได้ แต่โรคร้ายก็ทำให้เขากลายเป็นอัมพาตเกือบทั้งตัว กล้ามเนื้อเกี่ยวกับการหายใจทำงานไม่ได้ตามปกติ ส่งผลให้ต้องนำร่างกายของเขาตั้งแต่คอลงไปเข้าอยู่ในเครื่องช่วยหายใจทรงกระบอกขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Iron lung เกือบตลอดเวลา ซึ่งกลายเป็นที่มาของฉายา ‘มนุษย์ปอดเหล็ก’

ต่อมาครอบครัว 'พอล อเล็กซานเดอร์' โพสต์ข้อความเพื่อแจ้งข่าวการเสียชีวิตของเขา โดยก่อนหน้านั้นก็มีข้อความจาก คริสโตเฟอร์ อัลเมอร์ ผู้ก่อตั้งเพจรับบริจาคเพื่อหาค่าใช้จ่ายในการรักษาให้ ‘พอล อเล็กซานเดอร์’ ในเว็บไซต์ของ GoFundMe เนื่องจากเขาโดนฉ้อโกงจนแทบไม่เหลือเงินในการดำรงชีวิต ยืนยันว่า ‘พอล อเล็กซานเดอร์’ เสียชีวิตแล้ว แต่ยังไม่มีการชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เขาเสียชีวิต

โดยพบว่าก่อนการเสียชีวิตนั้น เมื่อ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ‘พอล อเล็กซานเดอร์’ ติดเชื้อโควิด-19 และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เข้าใช้เวลาในการรักษา 2 สัปดาห์ เมื่อแพทย์พบว่าไม่มีเชื้อไวรัสในร่างกายเขา ‘พอล อเล็กซานเดอร์’ ก็ได้กลับบ้าน แต่ยังไม่มีการยืนยันว่า โควิด-19 เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของชายปอดเหล็กคนนี้หรือไม่

‘จีน’ เผชิญวิกฤติ มหาวิทยาลัยหลายแห่ง ‘หอพักไม่เพียงพอ’ หลังเด็กแห่เรียน ป.โท จนต้องไปเช่าอพาร์ตเมนต์ข้างนอกให้อยู่

เมื่อวานนี้ (14 มี.ค.67) ​อัตราการจ้างงานที่น้อยลงในจีนทำให้นักศึกษา​จบใหม่หลายคนเลือกที่จะศึกษา​ต่อปริญญา​โทมากกว่าออกมาหางานหลังจบจากรั้วมหาวิทยาลัย โดยผลการสำรวจของเว็บไซต์การศึกษาจีนออนไลน์ในปี 2024 เผยว่าเมื่อปี 2021 มีจำนวนนักศึกษาที่สมัครเรียนต่อ​ปริญญาโทราว 649,000 คน เพิ่มขึ้นจากจำนวน 197,000 คนในปี​ 2012 และในปี 2022 กระทรวง​การศึกษา​จีนเผยว่ามีนักศึกษาที่สมัครเรียนต่อ​ปริญญาโท​เกือบ 700,000 คน

เมื่อมีนักศึกษา​ที่ต้องการเรียนต่อปริญญาโท​มากเกินไป ก็ส่งผลให้หอพักในมหาวิทยาลัย​หลายแห่งมีจำนวนห้องพักไม่เพียงพอ อีกทั้งมหาวิทยาลัยยังต้องแบ่งห้องพักส่วนหนึ่งไว้ให้นักศึกษาปริญญาตรีตามกฎระเบียบ​ของมหาวิทยาลัยจีนที่ส่วนมากบังคับให้นักศึกษาปริญญาตรีต้องพักในหอใน

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยจีนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามหาทางแก้ไขปัญหาหอพักขาดแคลน เช่น มหาวิทยาลัย​ครุศาสตร์​เซี่ยงไฮ้​ (Shanghai Normal University)​ กำหนดให้นักศึกษา​ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองเซี่ยงไฮ้​สามารถเข้าพักในหอพักของมหาวิทยาลั​ย หากมีเตียงว่างถึงจะให้นักศึกษาที่เป็นคนท้องถิ่น โดยใช้ระยะทางการเดินทางจากบ้านมาเรียนเป็นเกณฑ์​ในการคัดเลือก

ด้านมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น (Fudan University) ในเซี่ยงไฮ้เช่าอพาร์ตเมนต์นอกมหาวิทยาลัย​ในระยะยาว​ เพื่อทำเป็นหอพักให้นักศึกษาปริญญาโท​ชาวจีนและนักศึกษา​ชาวต่างชาติ​ บางแห่งที่เจอสถานการณ์​เร่งด่วน​ก็แก้ไขปัญหา​ด้วยการเช่าหอพักที่ยังว่างของวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่อยู่​ใกล้เคียง หรือให้นักศึกษา​ปริญญาตรีไปหาหอพักเองโดยมีเงินช่วย​เหลือจากมหาวิทยาลัย​ หรือนำพื้นที่บางส่วนของห้องน้ำในแต่ละชั้นมาปรับปรุง​เป็นห้องพักให้นักศึกษา​

แม้มหาวิทยาลัยหลายแห่ง​จะพยายามช่วยเหลือ แต่นักศึกษา​ที่ต้องอาศัยอยู่นอกมหาวิทยาลัยก็ยังประสบปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะ​เรื่องการเดินทางและค่าใช้จ่าย นักศึกษา​คนหนึ่งของมหาวิทยาลั​ยฟู่ตั้น กล่าวว่า ถึงแม้มหาวิทยาลัย​จะมีบริการรถโดยสาร​รับ-ส่งนักศึกษา​ แต่ตารางเดินรถกับตารางเข้าเรียนของตนไม่สอดคล้อง​กัน นักศึกษา​หลายคนที่เลือกเดินทางไปเรียนเองต้องใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ​กว่าจะถึงมหาวิทยาลัย​ 

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย หากนักศึกษาคนไหนจับฉลากห้องพักไม่ได้ ก็จะต้องไปอยู่หอพักนอกมหาวิทยาลัย​ โดยทางมหาวิทยาลัย​เสนอเงินช่วยเหลือให้นักศึกษา​เดือนละ 800 หยวน (ราว 4,000 บาท)​ เป็นระยะเวลา 10 เดือน ซึ่งเงินจำนวนนี้ก็ยังไม่พอกับค่าเช่าหอพักที่อยู่​รอบมหาวิทยาลัย​ ซึ่งส่วนใหญ่​อยู่ที่ประมาณ​ 3,000 หยวน (ราว 14,900 บาท)

หน่วยงานภาครัฐของจีนเองก็พยายามช่วยแก้ปัญหา​นี้เช่นกัน เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐบาลออกนโยบาย​ให้มหาวิทยาลัยสร้างหอพักใหม่หรือปรับปรุง​หอพักเดิม โดยมีตอนหนึ่ง​ระบุว่าให้มหาวิทยาลัย​ซื้อหรือ​เช่าอาคารของภาคเอกชน เช่น อพาร์ตเมนต์​หรือ​อาคาร​ที่มีทั้งห้องพักและศูนย์​การค้าที่อยู่​รอบมหาวิทยาลัย​ 

หลินฝาน เจ้าของธุรกิจ​ให้เช่าอพาร์ตเมนต์​รู้สึกพึงพอใจ​กับนโยบายนี้มาก เพราะมหาวิทยาลัยเสนอราคาเช่าที่ค่อนข้างดีราว 700-1000 หยวนต่อห้อง (ราว 3,500-5,000 บาท)​ ขึ้นอยู่​กับทำเลที่ตั้งของที่พัก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top