Sunday, 9 August 2026
Hard News Team

'ดร.สุวินัย' เลคเชอร์ความเชื่อเรื่อง 'สมมติเทพ' ของ 'พุทธ-พราหมณ์' ผู้ประกอบแต่คุณงามความดี ภายใต้ทศพิธราชธรรม

(18 มี.ค. 67) รองศาสตราจารย์ ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความในหัวข้อ 'สมมติเทพ' ระบุว่า...

สถาบันกษัตริย์ในภูมิภาคนี้ ผูกพันกับพระวิษณุนารายณ์ (มหาเทพผู้ปกป้อง) และบูชาพระวิษณุนารายณ์

ในตำนาน พระวิษณุนารายณ์ อวตารลงมาเป็นพระรามเพื่อปราบอธรรมใน 'รามเกียรติ์' ซึ่งเป็นวรรณคดีประจำชาติ...พระรามเป็นกษัตริย์

พระวิษณุนารายณ์ยังอวตารลงมาเป็น พระกฤษณะเพื่อปราบอธรรม ใน 'มหาภารตะยุทธ' ...ซึ่งเป็นวรรณคดีประจำชาติของอินเดีย...พระกฤษณะก็เป็นกษัตริย์

'สมมติเทพ' คือคติความเชื่อเรื่องกษัตริย์ทรงเป็นเทพลงมาจุติเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อประกอบคุณความดี (ทศพิธราชธรรม) และสะสมบารมี เมื่อเสด็จสวรรคตก็กลับขึ้นสรวงสวรรค์

เมืองไทยได้รับคติพราหมณ์นี้มาจากขอม โดยที่ขอมก็รับมาจากอินเดียใต้อีกทอดหนึ่ง คติความเชื่อนี้แยกไม่ออกจากโลกทัศน์แบบไตรภูมิ ซึ่งเป็นโลกทัศน์ของพุทธศาสนาด้วย

ในพระไตรปิฎกคำว่า 'เทพ' มี 3 อย่างคือ...

(1) อุบัติเทพ : เทพโดยกำเนิด ได้แก่เทวดาที่อยู่ในสวรรค์
(2) สมมติเทพ : เทพโดยสมมติ คือบุคคลที่เป็นเทวดาเดินดินโดยการยอมรับหรือตกลงร่วมกันของมนุษย์ในเชิงสถาบัน ได้แก่ พระมหากษัตริย์ (ถ้าในประเทศญี่ปุ่น คือพระจักรพรรดิที่ถือเป็นสมมติเทพของญี่ปุ่น)
(3) วิสุทธิเทพ : เทพโดยความบริสุทธิ์ของจิต ได้แก่ พระอรหันต์

จะเห็นได้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ตั้งอยู่บนคติและรากฐานความเชื่อแต่โบราณของสองศาสนาผสมผสานกัน คือ พราหมณ์ กับ พุทธ

โดยที่พราหมณ์จะเชื่อว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ เป็นอวตารปางหนึ่งที่ลงมาดับทุกข์เข็ญให้ประชาชนของพระองค์ ส่วนพุทธก็จะเชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นพระโพธิสัตว์ ทรงมีภาระบำเพ็ญบารมีเพื่อจะได้เข้าสู่พุทธภูมิในกาลข้างหน้า

พระครูสมุห์ วิษุวัตร วรกิจจฺโจ 
เจ้าอาวาสวัดฝายหิน 

“เขาเป็นสมมติเทพ ชาวบ้านในประเทศไทยเคารพนับถือแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาเสียดาย ติดตามข่าวทำไมถึงไป คิดถึงขั้นนั้น แล้วถ้าโยมไม่คิด บริวารเขาคิด"

'ทรัมป์' ลุยหาเสียง-ขึ้นเวทีปราศรัยในรัฐโอไฮโอ กร้าว!! หากตนพ่ายแพ้ 'สหรัฐฯ จะต้องนองเลือด'

(18 มี.ค.67) สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ปราศรัยหาเสียงให้กับเบอร์นี โมเรโน ผู้ลงสมัครวุฒิสภาของพรรครีพับลิกัน ในเมืองแวนดาเลีย รัฐโอไฮโอ และอ้างว่า ตนจะปกป้องความมั่นคงทางสังคม พร้อมเตือนว่า ประเทศจะนองเลือดถ้าเขาพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งเดือน พ.ย. นี้

ทั้งนี้ ในการปราศรัย ทรัมป์ได้กล่าวยกย่องโมเรโนว่าเป็น ‘แชมป์คนแรกของอเมริกา’ และเป็น ‘นักการเมืองคนนอก’ ที่ใช้เวลาทั้งชีวิตพัฒนาชุมชนในโอไฮโอ

“เขาจะเป็นนักรบในวอชิงตัน” ทรัมป์กล่าว

ขณะเดียวกันทรัมป์ก็ใช้เวทีนี้ในการเผยแพร่คำกล่าวปราศรัยที่เต็มไปด้วยคำหยาบคายและดูหมิ่นตามสไตล์ของเขา ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า ประเทศจะล่มสลายอีกครั้ง หากปธน.ไบเดนชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2

“ถ้าผมไม่ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ประเทศจะต้องนองเลือด" ทรัมป์เตือน ขณะที่พูดถึงผลกระทบภายนอกต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ และได้เผยแผนจ่อเพิ่มภาษีรถยนต์แบรนด์ต่างชาติ

หลังจากนั้น ทรัมป์ก็อ้างว่า “ถ้าผมไม่ชนะเลือกตั้งครั้งนี้ ผมไม่มั่นใจว่าพวกคุณจะมีโอกาสได้เลือกตั้งอีกครั้งในประเทศนี้หรือเปล่า”

ด้านรอยเตอร์ได้ถามเจมส์ ซิงเกอร์ โฆษกหาเสียงของไบเดน ถึงคำปราศรัยดังกล่าวของทรัมป์ ซิงเกอร์จึงประณาม ‘ลัทธิหัวรุนแรง’ ของทรัมป์ และว่านั่นเป็น ‘ความกระหายอยากแก้แค้น’ และเป็น ‘ภัยคุกคามจากความรุนแรงทางการเมือง’

'กฟผ.' ชวนคนไทยประหยัดไฟด้วยอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ห้าดาว ช่วยเซฟเงินในกระเป๋า เซฟสิ่งแวดล้อม และเซฟพลังงาน

(18 มี.ค. 67) นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานรณรงค์ประหยัดพลังงาน ประหยัดไฟใน ‘ฤดูเซฟ’ โดยมีนายวัฒนพงษ์ คุโรวาท อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ดาราศิลปินดัง แน็ก-ชาลี ไตรรัตน์ และวงพาราด็อกซ์ ร่วมสร้างสีสันในงาน ณ ลานกิจกรรมบริเวณลิฟต์แก้ว ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานมีหน้าที่ผลักดันและจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานสะอาด ตลอดจนนำพาประเทศไทยมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 ผ่านนโยบายต่าง ๆ โดยในช่วงหน้าร้อนนี้ กระทรวงพลังงานได้เชิญชวนให้คนไทยทุกคนร่วมกันประหยัดพลังงาน ผ่านเคล็ดไม่ลับ 5 ป. ได้แก่ 1) ‘ปิด’ ไฟที่ไม่จำเป็น 2) ‘ปรับ’ แอร์อุณหภูมิ 26 องศาเซลเซียส 3) ‘ปลด’ ปลั๊กเมื่อเลิกใช้ 4) ‘เปลี่ยน’ มาใช้ฉลากเบอร์ 5 แบบใหม่ และหลอดไฟ LED รวมถึง 5) ‘ปลูก’ ต้นไม้บริเวณบ้าน 

โดยฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า หรือ Demand Side Management (DSM) ที่ กฟผ. ดำเนินการ และเป็นส่วนสำคัญที่สร้างการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ฉลากเบอร์ 5 แบบใหม่ห้าดาว ได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพด้านพลังงาน และรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์การประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน เปลี่ยนฤดูร้อนให้เป็นฤดูเซฟ เซฟทั้งเงินในกระเป๋า เซฟสิ่งแวดล้อม และเซฟพลังงานในภาพรวมของประเทศ

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการ กฟผ. กว่าว่า ฤดูร้อนของทุกปีประเทศไทยจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) การรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดพลังงานจึงเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และช่วยให้ประเทศประหยัดพลังงาน ทั้งนี้ ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ของ กฟผ. เป็นสัญลักษณ์ของการประหยัดพลังงานที่ได้รับการยอมรับมายาวนานกว่า 30 ปี ในวันนี้ กฟผ. ได้ทำการปรับปรุงรูปแบบฉลากเบอร์ 5 โฉมใหม่ ให้สอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคสินค้าและบริการของคนรุ่นใหม่ ที่เลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พร้อมทั้งปรับภาพลักษณ์ของฉลากให้เหมาะสมกับยุคเทคโนโลยีดิจิทัล โดย 1) เพิ่มค่าประสิทธิภาพสูงสุดจาก 3 ดาว เป็น 5 ดาว 2) เพิ่มข้อมูลด้านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3) ใช้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 4) เพิ่ม QR Code บนฉลาก เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้อย่างสะดวก

สำหรับการปรับดีไซน์ฉลากเบอร์ 5 แบบใหม่ นับเป็นการพลิกโฉมครั้งใหญ่ โดยได้รณรงค์ผ่านเพลงดัง ‘ฤดูร้อน’ ของวงพาราด็อกซ์ ที่ได้นำมาดัดแปลงเนื้อร้องเป็น ‘ฤดูเซฟ’ สร้างการจดจำ โดยฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 แบบใหม่ เริ่มใช้งานแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา ปัจจุบันมี 24 ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานและติดฉลาก ในอนาคตมีแผนติดฉลากให้กับแผงโซลาร์เซลล์ และอินเวอร์เตอร์ที่ใช้กับแผงโซลาร์เซลล์ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์ประหยัดพลังงานอื่น ๆ อีก เช่น กิจกรรมเสนอไอเดียประหยัดไฟดับร้อนสุดสร้างสรรค์ของ กฟผ. ‘เล่นปุ๊บ แจกปั๊บ ดับร้อน ในฤดูเซฟ’ ลุ้นรับเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ได้ตลอดเดือนเมษายน 2567 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ด้าน แน็ก-ชาลี ไตรรัตน์ ได้เล่าถึงการเข้ามามีส่วนร่วมเป็นพรีเซนเตอร์ในแคมเปญนี้ว่า เนื่องจากเป็นคนชอบอยู่บ้าน อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเกือบทั้งบ้านจึงต้องมีฉลากเบอร์ 5 เพื่อการประหยัดพลังงานไฟฟ้า อยากให้ทุกคนตระหนักถึงการใช้ไฟฟ้าอย่างรู้คุณค่า ซึ่งการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากเบอร์ 5 รูปแบบใหม่ จะทำให้ประสิทธิภาพของการประหยัดไฟพลังงานดีขึ้นอย่างแน่นอน

ในขณะที่วงพาราด็อกซ์ กล่าวว่า ฉลากเบอร์ 5 ไม่ได้มีแค่อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ข้าวกล้อง เสื้อผ้า และผ้าม่าน ที่ได้รับการติดฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เช่นกัน ขอฝากถึงคนไทยทุกคน หากซื้อผลิตภัณฑ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้มองหาฉลากเบอร์ 5 แบบใหม่ห้าดาว เป็นอันดับแรก เพราะนอกจากจะช่วยชาติประหยัดพลังงานแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย

‘ผอ.โรงเรียน’ ที่นครสวรรค์ เผยเก้าอี้-โต๊ะ ผอ. ทุกคนใช้ได้หมด ชี้!! ยุคสมัยเปลี่ยน ครูคือ 'เพื่อนที่ดี' เตือนสติหมดยุคหลงหัวโขน

(18 มี.ค. 67) แม้ว่าเรื่องราว ‘ผอ.หวงเก้าอี้’ กล่าวคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ร้อยเอ็ด เสียใจจนแขนขาอ่อนแรงที่ครูสาวรายหนึ่งนั่งเก้าอี้ ผอ. ที่อยู่ในห้องประกันคุณภาพการศึกษา กระทั่ง สพฐ.ตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริง พร้อมมีคำสั่งให้ ผอ.รายงานตัวและปฏิบัติราชการที่เขตพื้นที่โดยทันที จะเกิดขึ้นใน 2-3 วันที่ผ่านมา แต่สังคมยังวิจารณ์และถกเถียงประเด็นที่เกิดขึ้นอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเรื่องความเหมาะสม การยึดติดตำแหน่ง ไปจนถึงการรังแกผู้ใต้บังคับบัญชา

เกี่ยวกับเรื่องราวนี้ น.ส.ปัทมา เสริมสุขต่อ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดท่าแรต อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 เปิดเผยมุมมองการใช้งานห้อง ผอ.โรงเรียน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ผ่านทางเฟซบุ๊ก ผอ. ปัทมา ความว่า…

“ห้อง ผอ. เก้าอี้ ผอ. โต๊ะทำงาน ผอ. แอร์ ผอ. โซฟา ผอ. ตู้เย็น ผอ. ทีวี ผอ.ห้องนี้ ผอ.ตั้งใจสร้างและให้ไว้กับโรงเรียนวัดท่าแรต ที่ทุบทำใหม่ทั้งหมด ทุกคนล้วนเข้ามาทำงาน ‘นั่งโต๊ะทำงานและเก้าอี้ ผอ.เลย’

เป็นห้องประชุม ห้องทำงาน ห้องรับแขก ทุกคนล้วนอยากเข้ามาในห้องนี้ คือ ห้องเย็น ‘หนีร้อนมาพึ่งเย็น’

ไม่มีใครกลัว ‘ห้องเย็น’ นี้เลย แถมใครนั่งเก้าอี้ ผอ.ยังบอกเลยอนาคต เธอต้องได้เป็น ผอ. แน่ๆ ไปเรียนบริหารนะ

ซึ่งคุณครูของเรา 1 ท่านก็เพิ่งได้เป็น ผอ. อีก 1 ท่านสอบบรรจุครูผู้ช่วยติด และที่เหลือกำลังจะสมัครเรียนบริหาร

ถ้าไม่มีคุณครู ไม่ส่งเสริม ไม่เข้าใจ ไม่เมตตา เราจะมีทีมที่ดีได้ยังไง ไม่ใช่โลกสวย แต่ยุคสมัยเปลี่ยนแล้ว ‘ครูคือเพื่อนที่ดีของ ผอ.เลย’ นักเรียนคือลูกที่น่ารักของ ผอ.

#อย่าหลงหัวโขน #อย่าเบ่งอำนาจ #ทุกคนเท่าเทียมกัน
#ผอปัทมาโรงเรียนวัดท่าแรต”

ระทึก!! หาม ‘จนท.ดับไฟป่า’ กล้ามเนื้อเป็นตะคริว ส่งรพ. หลังช่วยดับไฟป่าใน จ.พิษณุโลก นานหลายชั่วโมง

(18 มี.ค. 67) นายโกเมศ พุทธสอน ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 (พิษณุโลก) ได้สั่งการให้ ศูนย์สั่งการและติดตามสถานการณ์ไฟป่าฯ (War Room สบอ.11) ได้แจ้งว่ามีเหตุไฟไหม้ป่า ที่บริเวณพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาน้อย-เขาประดู่ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ตามที่ได้รับแจ้งพบจุด Hotspot ในพื้นที่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาน้อย-เขาประดู่ จำนวน 2 จุด จึงได้ร่วมกับสถานีควบคุมไฟป่าภูหินร่องกล้า เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจ จุดสกัด และจุดเฝ้าระวัง (ภาคประชาชน) เข้าดำเนินการตรวจสอบและควบคุมไฟป่า จุดที่ 1 บริเวณบ้านป่าคาย ม. 2 ต.บ้านยาง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ตรวจสอบแล้วเป็นไฟไหม้ติดตอไม้ และกอไผ่ สถานะดับแล้ว และ จุดที่ 2 บ้านใหม่พนมทอง หมู่ที่ 14 ต.บ้านกลาง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก สถานะสามารถควบคุมไฟได้แล้วบางส่วน โดยไฟป่าดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา

ต่อมา นายสรวิชญ์ สีดารักษ์ เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าภูหินร่องกล้า ตำแหน่งบุคคลภายนอก (ปฏิบัติงานควบคุมไฟป่า) อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่มีอาการอ่อนแรง หน้าซีด ล้มลง และกล้ามเนื้อเกร็งลักษณะเป็นตะคริวช่วงหน้าท้องลงไปถึงช่วงขา ชุดปฏิบัติงานจึงได้ช่วยกันเร่งนำตัวลงจากเขา และแจ้งให้หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าภูหินร่องกล้าทราบ และเร่งประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำป้อมยามบ้านนาขาม นำรถกู้ชีพ รพ.วัดโบสถ์ เพื่อรอรับตัว แต่เนื่องจากใช้เวลาเดินเท้าออกมาจากป่าระยะทางทางไกล

หลังจากนั้นได้นำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลวัดโบสถ์ อ.วัดโบสถ์จ.พิษณุโลก เพื่อตรวจอาการ แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นอาการกล้ามเนื้อสลาย หากขาดการรักษาจะทำให้มีอาการโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด และเมื่อเวลา 21.30 น. แพทย์ตรวจพบมีค่าไตผิดปกติ ขณะนี้อาการปลอดภัย แพทย์ลงความเห็นว่าให้นอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการ อย่างน้อย 2-3 คืน

ทั้งนี้นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้สั่งการให้หัวหน้าหน่วยงานดูแลอาการเจ็บป่วยของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้หัวหน้าชุดลาดตระเวน ต้องตรวจสอบสมรรถภาพร่างกายก่อนปฏิบัติงาน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องสลับกันเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง เข้าดับไฟป่าทำงานหักโหม บางคนอาจมีอาการอ่อนล้าสะสม โดยขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ ล่าสุดอาการของนายสรวิชญ์ สีดารักษ์ อาการปลอดภัยแล้ว

'รมว.ปุ้ย' เตือน!! อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ต้องเร่งเครื่อง ปรับจุดเปลี่ยนให้เป็นโอกาส

(18 มี.ค. 67) อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยนั้น ถือเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สามารถสร้างรายได้ทั้งในประเทศและการส่งออกได้อย่างมากในทุก ๆ ปี อ้างอิงจากข้อมูลของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า ในปี 2566 มียอดการผลิตรถยนต์ในเดือน ม.ค.-ธ.ค. รวมทั้งสิ้น 1,841,663 คัน และมีการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในช่วงดังกล่าวรวม 1,117,539 คัน มูลค่าการส่งออก 719,991.98 ล้านบาท แต่หากว่ามีการรวมกลุ่ม เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่น ๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ จะส่งผลให้มีมูลค่าการส่งออกรวมทั้งสิ้น 1,046,201.01 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นมูลค่าที่สูงอย่างมาก

ขณะที่ในปี 2567 นี้เอง กลุ่มยานยนต์ ส.อ.ท.ก็ยังได้ประมาณการผลิตรถยนต์รวมทุกประเภทว่าจะอยู่ที่ 1,900,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 66 ที่ 3.17% แยกเป็นผลิตเพื่อการส่งออกที่ 1,150,000 คัน การผลิตเพื่อการจำหน่ายในประเทศ 750,000 คัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศนั้นยังเป็นกลุ่มที่สามารถจะสร้างรายได้ให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยนั้นก็มีเรื่องที่ต้องจับตาและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างราบรื่น และสามารถตอบสนองความต้องการของคนในสังคม รวมทั้งเทรนด์ของโลกได้

เนื่องด้วยปัจจุบันที่โลกกำลังเร่งเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อที่จะมุ่งไปสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์นั้น ทำให้กระบวนการทำงานต่าง ๆ ถูกปรับเปลี่ยนไปให้เหมาะสมกับบริบทนั้น ๆ รวมไปถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญและพัฒนาความนิยมไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี โดยประเทศไทยตื่นตัวกับเรื่องนี้มาสักระยะหนึ่ง

น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เคยกล่าวไว้ในการปาฐกถาในหัวข้อ ‘ยุทธศาสตร์ยานยนต์ไทย สู่…ท็อปเทนโลก’ ว่า “เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะสามารถกลับมาเป็นเสือที่ตื่นและผงาดอยู่ในท็อป 10 ของฐานการผลิตยานยนต์ และยานยนต์ไฟฟ้าของโลก พร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการรักษาโลกส่งต่อให้คนรุ่นหลัง”

โดย น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก แต่ก็คงต้องยอมรับว่ามีคำถามที่ยังไม่มีคำตอบมากมายเช่นกัน อาทิ ภาพสัดส่วนของยานยนต์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร เครื่องยนต์สันดาป (ไออีซี) จะหายไปเลยหรือไม่ สุดท้ายแล้วยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จะครองโลกหรือไม่ โดยไทยต้องมียุทธศาสตร์ทั้งรุกและรับ ต้องลุยไปข้างหน้าในขณะที่ยังต้องมีความยืดหยุ่นปราดเปรียวพร้อมปรับตัว ก้าวย่างต้องมีจังหวะที่พอเหมาะพอดี ไม่ช้าจนตกเวที ตามกระแสการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน แต่ก็ไม่เร็วจนหลุดโค้ง

“การที่ประเทศไทยจะรักษาความเป็นฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่ผสมผสานในหลาย ๆ ด้านทั้งยุทธศาสตร์ในเชิงรุก ใช้จุดแข็งที่ไทยมีในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ในภูมิภาค เพื่อเร่งปรับตัวก้าวให้ทันกับกระแสของอีวี ยานยนต์ไฟฟ้า และยุทธศาสตร์ในเชิงรับ ส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมให้สามารถยืนหยัด พัฒนายานยนต์เดิมให้สะอาดและประหยัดขึ้น และส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ประเภทเชิงพาณิชย์ ซึ่งยังไม่มีผู้เล่นในตลาดโลกมากนัก ถือเป็นโอกาสของผู้ผลิตของไทยที่ยกระดับการเป็นผู้ผลิตและการทำตลาดในประเทศและการส่งออก” น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าว

ด้าน นายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ไทยต้องสนับสนุนคือเรื่องพลังงานหมุนเวียน พลังงานสีเขียวมากขึ้น เพราะบริษัทต่างชาติให้ความสำคัญเรื่องนี้ในการเข้ามาตั้งโรงงาน นอกจากนี้รัฐบาลต้องส่งเสริมเรื่องคนในอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า เนื่องจากการมีโรงงานเข้ามาตั้ง เพราะหากประเทศมีความพร้อมทางภาคแรงงานจะสามารถสร้างการยอมรับจากประเทศอื่น ๆ ได้ และมีโอกาสกระจายสินค้าจากไทยไปต่างประเทศได้มาก โดยด้านคนหรือแรงงานนั้นเรื่องที่ต้องโฟกัสคือด้านหลักสูตรการเรียนการสอนของสถานศึกษาในปัจจุบัน เพื่อรองรับตลาดแรงงานในอนาคต รัฐต้องจับมือกับเอกชนพัฒนาให้แรงงาน นักศึกษา มีสถานที่ฝึกงาน และต้องผลักดันให้เกิดการร่วมทุนการค้าไทย

ด้าน นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็มจี เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เอเชียเป็นตลาดใหญ่สุดในยอดขายรถยนต์ และเป็นอีวี 9.9 ล้านคันทั่วโลก เท่ากับ 14% โดยตลาดที่มีอัตราเติบโตคือ ตลาดที่ไม่มีพลังงานของตัวเอง สำหรับประเทศไทยรถยนต์สันดาปหรือรถน้ำมันจะยังไม่หายไปจากตลาด แต่เป็นโจทย์ที่ต้องกลับมาถามว่าทำอย่างไรให้รถยนต์สันดาปและอีวีโตไปด้วยกัน โดยรถอีวีเป็นตัวเสริม

ประเทศไทยยังขาดเรื่องแบตเตอรี่อยู่ เนื่องจากรัฐยังมองเป็นเรื่องวัตถุต้องห้าม ต้องทดสอบ จึงเป็นอุปสรรคมากกว่าโอกาส จึงอยากให้ภาครัฐส่งเสริมความต้องการในประเทศก่อน ซึ่งไทยพร้อมในทุกเรื่องของรถอีวีแล้ว โดยภาคเอกชนไทยเองก็มีศักยภาพ แต่ยังไม่โดดลงมาเล่น อยากให้รัฐบาลส่งเสริมให้เอกชนเข้ามา ซึ่งเอกชนไทยสามารถทำได้แน่ทั้งเรื่องการผลิตและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์อีวี

“การทำให้ไทยติดท็อป 10 ผู้ผลิตรถไฟ้าทำได้ไม่ยาก แต่การทำให้ยั่งยืนถือเป็นเรื่องยาก เมื่ออุตสาหกรรมถูกดิสรัปชันแล้วก็จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะโลกเปลี่ยนตลอดเวลา เราต้องเป็นเจ้าของเทคโนโลยีถึงจะช่วยให้เกิดความยั่งยืน ไม่เช่นนั้นจะถูกคู่แข่งแซง เพราะตลาดไทยไม่ใหญ่” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า กติกาการค้าใหม่จะใช้เรื่องสิ่งแวดล้อมมากีดกันทางการค้า มองว่าไทยมีโอกาสมากกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เพราะไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร จึงเห็นว่าจีน ยุโรป มาลงทุนในไทย การผลักดันเรื่องสิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวเสริมมาช่วยลดการกีดกันทางการค้า อยู่ที่ไทยจะฉวยโอกาสได้อย่างไร

ด้วยคำว่ากติกาใหม่นี่เอง จึงเป็นอีกด้านที่อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยจะต้องจับตา เพราะในปัจจุบันมีหลายประเทศเดินหน้าทำมาตรฐานใหม่ๆ โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าของไทย โดยล่าสุดอย่างที่ประเทศออสเตรเลียได้ออกกฎหมายการกำหนดมาตรฐานมลพิษใหม่ของรถยนต์ที่จัดจำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย หรือที่เรียกว่า New Vehicle Efficiency Standard-NVES ที่มีแผนการบังคับใช้ในปี 2568 และหากมีการบังคับใช้มาตรฐานนี้จะส่งผลกระทบต่อการผลิตรถยนต์ของผู้ประกอบการในประเทศไทย และอาจทำให้การส่งออกจากประเทศไทยลดลง

ซึ่งปัจจุบันไทยมีการส่งออกรถยนต์ไปยังออสเตรเลียประมาณ 260,000 คันต่อปี และออสเตรเลียนำเข้ารถกระบะจากประเทศไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 1 หรือคิดเป็น 48.25% ของปริมาณการนำเข้ารถกระบะทั้งหมด และหากมีการบังคับใช้มาตรฐานดังกล่าวแล้วรถยนต์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดจะมีค่าปรับสูงมากถึง 100 เหรียญฯ/กรัม/กิโลเมตร และล่าสุดผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบได้ประสานกับกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยต้องการเวลาที่เหมาะสมเพื่อการปรับตัวสำหรับการเปลี่ยนผ่าน ที่รวมถึงการที่ผู้ประกอบการต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตหลายส่วน จึงต้องการขอให้ทางการออสเตรเลียพิจารณาระยะเปลี่ยนผ่านอย่างน้อย 2-3 ปี ภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (WTO TBT Agreement)

ขณะที่ ทางออสเตรเลียเองอยู่ระหว่างเวียนแจ้งกฎระเบียบดังกล่าวให้ประเทศสมาชิกมีโอกาสแสดงความคิดเห็น ภายในวันที่ 30 เม.ย.2567 และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ดำเนินการแจ้งกฎระเบียบดังกล่าวของออสเตรเลียไปยังผู้เกี่ยวข้องในประเทศไทยทุกส่วน เช่น สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เป็นต้น เพื่อรวบรวมและรับฟังความเห็นอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกันนางสาวพิมพ์ภัทราได้มีการหารือกับผู้บริหารบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และผู้บริหาร สมอ. เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว

อีกหนึ่งกติกาที่ต้องจับตามอง แม้จะไม่ใช่ด้านยานยนต์โดยตรงแต่ก็อาจจะมีการพัฒนามาจนถึงรูปแบบการเก็บภาษีกับรถยนต์ได้ ก็คือกติกาเกี่ยวกับการดูแลปัญหาขยะพลาสติกที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปเริ่มมีการออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บ ‘ภาษีพลาสติก’ เริ่มตั้งแต่การจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกแล้ว เพราะในยุคที่ทั่วโลกต่างตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติก ทำให้ประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปเริ่มมีการออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีพลาสติก เริ่มตั้งแต่การจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก

โดยจะเห็นได้จากการประกาศใช้ระเบียบเพื่อควบคุมการใช้ด้วยถุงพลาสติกหูหิ้วชนิดบางของสหภาพยุโรปเมื่อปี พ.ศ.2558 (Directive (EU) 2015/720 amending Directive 94/62/EC as regards reducing the consumption of lightweight plastic carrier bags) ที่ห้ามประเทศสมาชิกแจกถุงพลาสติกหูหิ้วกับผู้บริโภค เพื่อควบคุมปริมาณขยะพลาสติกที่เกิดจากถุงพลาสติก แต่ขยะพลาสติกไม่ได้มีเพียงแค่ถุงพลาสติก เมื่อผู้ประกอบการ ผู้ผลิตสินค้าหันมาใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use plastics) เพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบสนองความสะดวกสบายของผู้บริโภค ทำให้ขยะพลาสติกกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นมหาศาลและตกค้างรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

การแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านนโยบายและมาตรการ European Green Deal ในปี 2562 สหภาพยุโรปได้จัดทำแผนปฏิบัติการเศรษฐกิจหมุนเวียนของสหภาพยุโรป (The EU’s Circular Economy Action Plan) ซึ่งมีการระบุที่จะใช้มาตรการภาษีกับพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้ ประจวบกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้สหภาพยุโรปมองว่าการเก็บภาษีพลาสติกจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติก พร้อมไปกับการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป

มีการคาดการณ์ว่า ภาษีพลาสติกของสหภาพยุโรปนี้จะช่วยให้สหภาพยุโรปมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7 พันล้านยูโรต่อปี และเป็นแหล่งรายได้ใหม่สำหรับงบประมาณของสหภาพยุโรปในช่วงปี พ.ศ. 2564-2570 แม้จะเป็นการนำร่องดำเนินการในช่วงแรกที่อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบมายังอุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่างเช่น กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ หรือยานยนต์ที่มีพลาสติกเป็นส่วนประกอบ แต่เชื่อว่าโมเดลการดูแลเรื่องขยะพลาสติกนั้นจะถูกพัฒนาไปอีกหลายขั้นตอน จนสุดท้ายแล้วในอนาคตอันใกล้นี้อาจจะต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งสำหรับภาคการผลิตต่าง ๆ ถึงกระบวนการการกำจัดที่เข้าที่เข้าทางเพื่อไม่ให้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป

'หม่าล่าทั่ง' ของเด็ดประจำเมือง 'เทียนสุ่ย' นทท.แห่ลิ้มลองไม่ขาดสาย ชูเอกลักษณ์เฉพาะตัว ‘น้ำมันพริกรสชาติเผ็ดชา-เส้นแป้งเหนียวนุ่มทำมือ’

(18 มี.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ยามฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นและสวยงาม บรรดาร้านหม่าล่าทั่งใน ‘เทียนสุ่ย’ เมืองโบราณเก่าแก่พันปี ณ มณฑลกานซู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ได้ต้อนรับเหล่านักท่องเที่ยวจากทั่วโลกด้วยอาหารรสชาติเผ็ดร้อนกลิ่นหอมหวนนี้

โดย หม่าล่าทั่ง ของแต่ละภูมิภาคในจีนจะมีรสชาติแตกต่างกัน แต่ได้รับความนิยมชมชอบจากผู้คนเหมือนกัน โดยหม่าล่าทั่งของเมืองเทียนสุ่ยมีเอกลักษณ์เฉพาะจากน้ำมันพริกรสชาติเผ็ดชาและกลิ่นหอมเตะจมูกบวกกับเส้นแป้งเหนียวนุ่มทำมือ ชวนผู้คนต่อแถวซื้อยาวเหยียด

เมืองเทียนสุ่ยมีย่านการค้าที่รวบรวมร้านหม่าล่าทั่งอันมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักบนโลกอินเทอร์เน็ต ที่ซึ่งบรรดานักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้าลองลิ้มชิมรสกันไม่ขาดสาย ดังเช่นร้านของ ‘ฮาไห่อิง’ ผู้เผยว่าแต่ละวันรับลูกค้ามากกว่า 700 คน

ด้าน ต่งจิ้งเหยียน วัย 29 ปี จากเมืองต้าชิ่ง มณฑลเฮยหลงเจียงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเทียนสุ่ยกว่า 1,000 กิโลเมตร ได้ดั้นด้นลากกระเป๋าสัมภาระมาต่อแถวรอชิมหม่าล่าทั่ง เมนูที่เธอบอกว่าคุ้มค่ากับการเดินทางไกลมารับประทานถึงที่

ทั้งนี้ เมืองเทียนสุ่ยจัดบริการรถโดยสารสายหม่าล่าทั่งเพื่อรับส่งนักท่องเที่ยวฟรี พร้อมทีมอาสาสมัครประจำสถานีขนส่ง จุดชมวิว และร้านหม่าล่าทั่งชื่อดัง คอยแนะนำการ ‘ชอปปิง-กินเที่ยว’ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญขยายเวลาเปิดทำการ

นอกเหนือจากหม่าล่าทั่งแล้ว เมืองเทียนสุ่ยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติน่าสนใจมากมาย เช่น หมู่ถ้ำหินแกะสลักม่ายจีซาน พิพิธภัณฑ์เมืองเทียนสุ่ย พื้นที่ชมวิววัดฝูซี ฯลฯ

คนแวดวงอุตสาหกรรมมองว่าตลาดวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของเมืองเทียนสุ่ยจะเข้าสู่ช่วงคึกคักมีชีวิตชีวาและปลดปล่อยพลังการบริโภคเพิ่มขึ้นตามการมาถึงของช่วงหยุดสั้นยาวต่างๆ เช่น เทศกาลชิงหมิง วันหยุดแรงงาน และอื่น ๆ

สิ้น!! 'ชิเกอิจิ เนกิชิ' ผู้สร้าง 'Sparko Box' ต้นแบบ 'คาราโอเกะ' เครื่องแรกของโลก

(18 มี.ค.67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า 'อัตสึมิ ทาคาโนะ' ลูกสาวของ 'ชิเกอิจิ เนกิชิ' ได้ออกมาแจ้งข่าวร้ายว่า 'ชิเกอิจิ เนกิชิ' ผู้สร้างเครื่องคาราโอเกะเครื่องแรกของโลกได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 100 ปี โดย 'ชิเกอิจิ เนกิชิ' สร้างเครื่องคาราโอเกะมาตั้งแต่ปี 1967 โดยตั้งชื่อให้มันว่า 'Sparko Box' เป็นอุปกรณ์ลักษณะเหมือนกล่องสี่เหลี่ยมบรรจุเทปคาสเส็ต 8 แทร็ก สามารถบรรเลงเสียงเพลงจากเทปให้ผู้คนได้ร้องตามแบบอัตโนมัติ โดยที่คนร้องต้องอ่านเนื้อเพลงจากสมุดเล่มเล็กที่แถมมาให้

'Sparko Box' จะมีกระแสตอบรับที่ดีมากจากผู้ที่ได้ลองใช้งานตามคลับและบาร์ แต่บรรดาเจ้าของบาร์ต่างพากันตีกลับเครื่องร้องคาราโอเกะดังกล่าวกลับไปยังโรงงานภายในเวลาไม่นาน เพราะเกิดกระแสความหวาดกลัวขึ้นในหมู่นักร้อง-นักดนตรีสมัยนั้น โดยกลัวว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่คน นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จ 

ต่อมาปี 1970 'ไดสุเกะ อิโนะอุเอะ' นักดนตรีชาวญี่ปุ่นได้สร้างเครื่องร้องคาราโอเกะชื่อว่า '8 Juke' ขึ้นพร้อมทั้งมีการปรับแต่งคีย์เพลงต่างๆ ให้คนทั่วไปสามารถร้องตามได้ง่ายขึ้น ก่อนจะกลายเป็นต้นแบบของเครื่องร้องคาราโอเกะที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก แต่ 'ชิเกอิจิ เนกิชิ' ก็ยังได้รับการจดจำในฐานะบุคคลผู้ประดิษฐ์เครื่องคาราโอเกะเป็นเครื่องแรกของโลก

'WAVE' แต่งตั้ง 'อรรถวิชช์' นั่งแท่นประธานกรรมการบริษัท มีผลตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป

(18 มี.ค.67) นายเจมส์ แอนดริว มอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเวฟ เอกซ์โพเนนเชียล จำกัด (มหาชน) หรือ WAVE ดำเนินธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ ธุรกิจเพื่อสุขภาพ และธุรกิจที่สนับสนุนให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้อย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า...

ทางบริษัทฯ ได้ทำหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทฯ ครั้งที่ 2/2567 เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2567 โดยมีมติแต่งตั้ง 'นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี' เป็นกรรมการใหม่ และประธานกรรมการบริษัทแทนนายแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ที่ได้ลาออกไป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2567 เป็นต้นไป

สำหรับ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี นอกจากเป็นนักการเมือง อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า อดีตเลขาธิการพรรคกล้า อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร หลักสี่ บางซื่อพญาไท พรรคประชาธิปัตย์ ประธานกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย กรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขณะที่ตำแหน่งในบริษัทจดทะเบียน ปัจจุบันยังเป็นกรรมการอิสระ กรรมการตรวจสอบ บมจ. เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น (ASIAN ) 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top