Sunday, 9 August 2026
Hard News Team

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยชาวสระแก้ว มอบศาลาที่พักผู้โดยสาร เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน และเพื่อเป็นที่หลบแดดหลบฝน ณ บริเวณหน้าโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2567) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์
และ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมลงพื้นที่มอบศาลาที่พักผู้โดยสาร เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน และเพื่อเป็นที่หลบแดดหลบฝน ณ บริเวณหน้าโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว จำนวน 2 หลังติดกัน รวมเป็นมูลค่า 400,000 บาท (สี่แสนบาทถ้วน)  โดยมี นายสุเทพ ชัยวัฒน์ ปลัดจังหวัดสระแก้ว เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย คณะมูลนิธิสว่างสระแก้วธรรมสถาน เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ บริเวณหน้าโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว จ.สระแก้ว

โครงการสร้างศาลาที่พักผู้โดยสาร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา 18 ปี นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2549  โดยมูลนิธิฯ ได้เล็งเห็นและห่วงใยประชาชนซึ่งมีจำนวนไม่น้อยใช้บริการรถโดยสารประจำทางเป็นกิจวัตรประจำวัน บางครั้งประสบปัญหา เรื่องไม่มีที่หลบแดดและฝนในขณะรอขึ้นรถโดยสาร ปัจจุบัน โครงการดังกล่าว ได้ขยายการดำเนินงานไปทั่วทุกภาคของประเทศ จนถึงขณะนี้ได้ดำเนินการสร้างไปแล้ว รวมจำนวน 246 หลัง

ตลอดระยะเวลากว่า 114 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

‘เพจดัง’ แฉ!! ‘ร้านสุดโหด’ ทำโทษพนักงานมาสาย คว้าไม้เรียวฟาดกระหน่ำ แทนหักเงินนาทีละ 5 บาท

(29 มี.ค. 67) กลายเป็นประเด็นที่กำลังถูกพูดถึงไปทั่วโลกในขณะนี้ เมื่อทางบัญชี @RedSkullxxx ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอผ่านทางเอ็กซ์ (X) เผยเหตุการณ์สุดช็อก

โดยระบุข้อความว่า “ลูกน้องเข้าสายปรับนาทีละ 5 บาท ถ้าไม่ให้หักเงินก็เปลี่ยนเป็นตีแทน นี่โกรธผัวแล้วมาลงกะลูกน้องป่าววะ หมดยุคทาสแล้วอิ…”

พร้อมแนบคลิปวิดีโอ หญิงสาวรายหนึ่ง ใช้ไม้เรียว กำลังฟาดชายคาดว่าเป็นพนักงานแบบรัว ๆ เสียงดังฟังชัด ท่ามกลางพนักงานคนอื่น ๆ ที่ยืนดู

ทั้งนี้ เมื่อโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกโซเชียล มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์กันยกใหญ่ มองว่าการกระทำดังกล่าวรุนแรงเกินกว่าเหตุ และเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะเป็นการทำร้ายร่างกาย วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกรมแรงงานเข้าตรวจสอบ

>> ความคิดเห็นส่วนหนึ่งจากชาวเน็ต : 

- “มาอีกคนละคิดว่าทำแบบนี้แล้วไม่ผิด จะหักเงินเดือน หรือ ให้พักงานอะไรก็ทำไป แต่ทำแบบนี้ผิดแน่นอน ต่อให้เจ้าตัวยินยอมก็เถอะ เดี๋ยวก็จะมีเหตุผลหรือตรรกะแปลก ๆ ที่เข้าข้างตัวเองอีก”
- ลูกน้องก็ยอมเนอะ อยากถามว่า คนหรือxวายที่ยอมให้เขาตี ส่วนอีคนที่ออกกฎกับคนที่ตีxึงเป็นคนแบบไหน แล้วหักนาทีละ 5 บาท xึงจ่ายเงินเขาวันละเท่าไหร่ ถ้าวันละ 300 มาสาย 60 นาที เท่ากับไม่ได้ค่าแรง แล้วxึงจะทำงานทำไม แถมผิดกฎหมายด้วย เป็นxูแค่เห็นกฎ xูก็เดินออกจากร้านแล้ว คนนะไม่ใช่xวาย!

- นี่ ที่ทำงานรึ ? ถึงจะมีข้อตกลงกันไว้ ขอเถอะอย่าลงโทษกันด้วยการตีเลย ให้น้อง ๆ เขาทำเลยเวลาให้ ทำอย่างอื่นทดแทน ให้หักเงินก็ไม่มีใครอยากให้หักหรอก เขาถึงยอมให้ตีไง เพราะ 5 บาท 10 บาท มันก็คือเงิน สำคัญมากสำหรับคนที่มีรายได้รายวัน ซื้อน้ำกินก็ยังดี แต่น้อง ๆ เองก็ปรับปรุงตัวอย่างไปสายอีก
- มันตั้งกฎได้นะ ทำนองว่าสายกี่ครั้ง ๆ ก็ใบเตือน สะสมไปเรื่อย ๆ ไว้หักโบนัส เบี้ยขยัน อะไรก็ว่าไป ใช้แบบนี้พนักกงานฟ้องกรมแรงงานได้นะว่าใช้ความรุนแรงในสถานที่ประกอบการ

- คุกแน่นอน
- แล้วก็คือยอมให้เขาตี?
- แจ้งทำร้ายร่างกายได้ไหมอะ
- เป็นxูจะถีบให้
- แบบนี้ก็ได้เหรอ
- ฟ้องทำร้ายร่างกายเลย

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป

‘Xiaomi’ ท้าชน!! เปิดตัว NEV รุ่น SU7 ที่พัฒนาเองครั้งแรก ราคาเริ่มต้น 1.1 ล้านบาท ครบครันทั้งสมรรถนะ-เทคโนโลยี

(29 มี.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เสียวหมี่ (Xiaomi) บริษัทเทคโนโลยีของจีน เปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่ที่พัฒนาขึ้นเองเป็นครั้งแรก รุ่นเอสยู7 (SU7)

โดยรถยนต์รุ่นดังกล่าวมาใน 3 รุ่นย่อย ได้แก่ เอสยู7, เอสยู7 โปร (SU7 Pro) และเอสยู7 แม็กซ์ (SU7 Max) ซึ่งจะจำหน่ายในท้องตลาดในราคา 215,900-299,900 หยวน (ราว 1.1-1.53 ล้านบาท)

รถยนต์เอสยู7 และเอสยู7 แม็กซ์ ถูกออกแบบให้มีพิสัยวิ่งขั้นต่ำ 700 กิโลเมตร โดยจะเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าภายในปลายเดือนเมษายน ส่วนเอสยู7 โปร จะเริ่มส่งมอบภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม

เหลยจวิน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเสียวหมี่ กล่าวในงานเปิดตัวว่าบริษัทฯ สร้างความก้าวหน้าในการพัฒนาทางเทคโนโลยีในหลายสาขาสำคัญ เช่น การออกแบบโมเดล แบตเตอรี่ การขับขี่อัจฉริยะ และห้องคนขับอัจฉริยะ

ทั้งนี้ เสียวหมี่เข้าสู่ภาคส่วนยานยนต์พลังงานใหม่ในปี 2021 และสร้างโรงงานบนพื้นที่มากกว่า 700,000 ตารางเมตรในกรุงปักกิ่ง

ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน ระบุว่าปริมาณการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ในจีนสูงถึง 1.25 ล้านคัน และมีการจัดจำหน่ายรถประเภทนี้ 1.21 ล้านคันในช่วงสองเดือนแรก (มกราคม-กุมภาพันธ์) ของปีนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.2 และร้อยละ 29.4 เมื่อเทียบปีต่อปี ตามลำดับ

'ศาลอาญา' ยกฟ้องพันธมิตรฯ ชุด 2 คดีปิดสนามบิน เหตุทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นประโยชน์ต่อชาติ

(29 มี.ค. 67) ที่ห้องพิจารณาคดี 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีม็อบ พธม.บุกสนามบินดอนเมือง หมายเลขดำ อ.1087 /56 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ฟ้องนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด,นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์, น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์, นายการุณ ใสงาม, นายวีระ สมความคิด, พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์, น.ส.ศิริลักษณ์ ผ่องโชค หรือจอย อดีตนักแสดงชื่อดัง ร่วมกับพวกรวม 67 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันชุมนุมปลุกปั่นยุยงก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 24 พ.ย.- 3 ธ.ค.2551 พวกจำเลยที่ 1-14 ได้ร่วมกันชักชวนให้ประชาชนมาร่วมชุมนุมใหญ่โดยกระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ และปิดล้อมอาคารวีไอพี ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งอยู่ในความครอบครองของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และอยู่ในความดูแลของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือทอท. และนำจานรับสัญญาณโทรทัศน์ของจำเลยไปติดตั้งใกล้เครื่องรับสัญญาณเรด้าร์ ของบริษัท วิทยุการบินฯ ปิดกั้นสะพานกลับรถ ตรวจค้นตัวจนท.บริษัท การบินไทย ร่วมกันขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายบุคคลและทรัพย์สิน ทำลายทรัพย์สินของบริษัท ของท่าอากาศยานไทยฯ เสียหาย 627,080 บาทเพื่อกดดันให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

โดยก่อนฟังคำพิพากษา นายปานเทพ เปิดเผยว่า วันนี้ศาลนัดจำเลยในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่สนามบินเมื่อปี 2551 ซึ่งใช้เวลาการพิจารณาคดีตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุรวมแล้วเป็นปีที่ 15 การต่อสู้ในคดีรอบที่ผ่านมาแบ่งเป็นสองกลุ่มโดยกลุ่มที่หนึ่งถูกพิพากษาไปแล้วในชั้นศาลอาญา แกนนำบางส่วนถูกปรับ 20,000 บาท ที่เหลือยกฟ้องในทุกข้อหา สำหรับชุดที่สองเป็นคดีที่ต่อเนื่องกันแต่เนื่องจากมีจำเลยเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุทำให้ศาลแบ่งออกเป็นสองคดี ทางเราก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลที่ เราต่อสู้มาในรอบหลายปีเพื่อมาสู่จุดนี้ว่าพวกเราทั้งหมดไม่เคยหนี ไม่เคยขอร้องอภิสิทธิ์ใด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพในกระบวนการยุติธรรม แต่ในชั้นพิจารณาคดีจนถึงในชั้นการพิพากษาแม้กระทั่งการอยู่ในเรือนจำ

ส่วนคดีพันธมิตรไม่เคยได้รับอภิสิทธิ์ เพิ่งจะมีเมื่อวานนี้ที่อัยการไม่ฎีกาเป็นครั้งแรก ในกรณีของการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาศาลชั้นต้นอุทธรณ์ได้ยกฟ้องทั้งหมด ที่เหลืออุทธรณ์ฎีกาทั้งหมดไม่เคยได้รับอภิสิทธิ์ และมีหลายคนต้องถูกโทษจำคุกไปแล้วในคดีการชุมนุมที่หน้าสถานีโทรทัศน์ NBT รวมไปถึงการชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล และทั้งหมดก็พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเราทั้งหมดไม่ได้รับการอภิสิทธิ์ ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายตามกฎหมายทุกอย่าง

"อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ต้องการอภิสิทธิ์ให้กับใครแม้กระทั่งกับพวกเราเอง แต่ตนอยากเรียกร้องให้คนที่รับอภิสิทธิ์ทั้งหลายได้รับโทษตามกฎหมาย ที่มาวันนี้ไม่เคยเรียกร้องอภิสิทธิ์ใด เพียงแต่เรียกร้องให้ทุกคนเท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรม และชุดนี้เป็นชุดสุดท้ายในคดีของสนามบิน ซึ่งบางส่วนมีการฟ้องร้องกันยังไม่สิ้นสุดระหว่างการบินไทยมีการฟ้องร้องในคดีความแพ่งกับผู้ชุมนุมสนามบิน ส่วนคดี เรื่องของท่าอากาศยาน ฟ้องไปแล้วสิ้นสุดไปแล้วยึดทรัพย์บางส่วน แต่คดีนี้รอผลลัพธ์ทางคดีอาญาให้จบสิ้นก่อนเพราะมีการเรียกร้องในคดี ทั้งนี้ตนได้กล่าวทิ้งท้ายว่าวันนี้ต้องฟังคำพิพากษาก่อนว่าศาลจะว่าอย่างไร ถ้ามีผลเป็นลบต่อทางจำเลยทางเราต้องใช้สิทธิ์อุทธรณ์ และถ้ามีผลเป็นบวกไม่มีใครถูกลงโทษจะต้องรอดูว่าอัยการจะอุทธรณ์หรือไม่ หากอัยการอุทธรณ์ทางเราก็จะยื่นคำร้องแก้อุทธรณ์เช่นเดียวกัน และคาดว่าไม่เกินกลางปีนี้จะรู้ผลทุกอย่าง" นายปานเทพ กล่าว

ด้าน นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีต รมว. อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในจำเลยที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแกนนำของกลุ่มพันธมิตร กล่าวว่า ก่อนเข้ารับฟังคำพิพากษาในวันนี้ว่า จากคำตัดสินของชุดแรกก็รู้มีความมั่นใจว่าวันนี้ศาลจะตัดสินยกฟ้องเหมือนชุดแรก เพราะกลุ่มที่ 2 มีจำเลยทั้งหมด 67 คน ถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มแนวร่วม ไม่ใช่กลุ่มแกนนำหลัก คาดว่าศาลน่าจะพิจารณาไปในทิศทางเดียวกัน แต่ส่วนคดีทางอาญาก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานเฉพาะบุคคล

ด้านนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรได้เดินทางมาที่ศาลอาญาในวันนี้ด้วยเพื่อเป็นกำลังใจให้กับจำเลยชุดที่ 2 เนื่องจาก นายสนธิเป็นจำเลยในชุดแรก ที่ถูกพิจารณาคดีไปแล้วโดยการฟังคำพิพากษาวันนี้ศาลจะอ่านคำพิพากษาเมื่อจำเลยทั้ง 67 คนมาครบจำนวน ส่วนผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิ์โดยรายงานตัวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าพวกจำเลย เป็นกลุ่มผู้ชุมนุมมาจากหลายอาชีพ ทั้งศิลปิน นักร้อง ดารา สื่อมวลชน อดีตเอกอัครราชทูตมาชุมนุม เพื่อคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นน้องเขยของนายทักษิณ ชินวัตร มีการทุจริตเชิงนโยบาย และศาลฎีกาแผนกอาญาองผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาจำคุกนายทักษิณ ชินวัตรหลายคดี โดยเป็นการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ฐานชุมนุมก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ มาตรา 116 และพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง และข่มขืนใจผู้อื่น จึงมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมดทุกข้อหา

จากนั้นเวลา 11.30 น. ภายหลังการเข้าฟังคำพิพากษาโดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ ว่า ในวันนี้ศาลอาญาพิจารณาประเด็นสำคัญ 5 ประเด็น ความยาว 51 หน้า มีข้อเท็จจริงยุติ 10 หน้า โดยสรุปแล้ว 

ข้อหาการฟ้องซ้ำ ศาลเห็นว่าด้วยพฤติการณ์ บุคคล ข้อหาคดีที่เคยมีการฟ้องร้องก่อนหน้านี้และจำเลยหนึ่งราย ร้องเป็นการฟ้องซ้ำการลงโทษจะซ้ำซ้อนหรือไม่ ศาลพิพากษาเห็นว่าพฤติการณ์ ข้อหา บุคคลที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาและสถานที่ เป็นคนละสถานที่ศาลจึงมีคำพิพากษาว่าไม่ได้เป็นการฟ้องซ้ำ และศาลมีสิทธิ์ที่จะพิจารณา

ส่วนพฤติการณ์ของรัฐบาล เป็นพฤติการณ์ที่เป็นสาเหตุของการชุมนุม โดยศาลวิเคราะห์จึงการวิเคราะห์ตั้งแค่การก่อตั้งของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเหตุในปี 2551 คือความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างความผิดคดียุพรรคพลังประชาชน ซึ่งทุจริตการเลือกตั้ง มีความพยายามแก้ไขมาตราใน กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การยกเลิกอำนาจการตรวจสอบของคตส. ในคดีทุจริตคอรัปชั่น โดยศาลเห็นว่าทั้งสองประเด็นนี้ เป็นประเด็นของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ รวมถึงการต่อต้านนำปราสาทเขาพระวิหารไปขึ้นเป็นมรดกโลกให้กับประเทศกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา นอกจากนั้นศาลยังได้พิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งหมด ว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรนั้น เป็นการชุมนุมภายใต้กรอบที่มีเหตุผลตามรัฐธรรมนูญ เนื่องด้วยตลอดระยะเวลาการชุมนุมจำเลยทั้ง 67 ราย ไม่ได้มีข้อพิสูจน์ใด ๆ ว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ หรือมีอาวุธอยู่ในครอบครอง ศาลจึงเห็นว่าไม่เข้าข่ายการก่อการร้าย การก่อกบฏ หรือก่อความวุ่นวาย

ส่วนเรื่องท่าอากาศยาน ศาลได้มีการพิจารณาวิเคราะห์ จากหลักฐานทั้งหมดด้วยพยานฝ่ายโจทก์เอง พบว่าไม่สามารถยืนยันว่าจำเลยทั้ง 67 คน ทำความผิดอย่างไรที่ก่อให้เกิดการขัดขวางท่าอากาศยานได้จริงในทางปฏิบัติ แม้แต่ดาวเทียม ซึ่งเป็นทีวีการถ่ายทอดสด ก็ไม่สามารถกระทบต่อสัญญาณการบินได้ และพื้นที่การชุมนุมไม่ได้กระทบต่อการบิน ดังนั้นด้วย พยานฝ่ายโจทก์ประกอบกับการที่พันธมิตรยุติการชุมนุมแล้วไม่เกิดความเสียหายสามารถดำเนินการบินและให้บริการได้ทันทีสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีความเสียหาย ศาลเห็นว่าไม่มีความผิดในการขัดขวาง ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบินและพื้นที่ชุมนุมไม่กระทบ หรือความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้น

ส่วนการปะทะ ซึ่งอาจมีเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม เช่น พยามเข้าพื้นที่บางส่วนของผู้ชุมนุม การขัดขวางของเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวาย ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่เป็นการสั่งการของจำเลย 67 คน แต่อาจการกระทบกระทั่งแต่เป็นวิถีของการเกิดขึ้นเป็นปัจเจกบุคคล ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งการ การยั่วยุ ให้กระทำการรุนแรง ศาลพิจารณาจำเลยทั้ง 67 คน ล้วนมีเจตนาอย่างชัดเจน ว่าให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบปราศจากอาวุธ และยับยั้งไม่ให้เกิดความรุนแรง ศาลจึงพิพากษาว่า การกระทำของภาครัฐในเวลานั้นทั้งการทุจริตการเลือกตั้ง การทุจริตคอรัปชั่นทั้งนายทักษิณ ชินวัตรและพวกเป็นเรื่องจริง และมีคำพิพากษาจำนวนมาก รวมถึงศาลพิจารณาการกลับมาของนายทักษิณ ที่หลบหนีไป 15 ปี และการกลับมาขอพระราชทานอภัยโทษ ด้วยข้อความว่าสำนึกผิด ยอมรับการกระทำความผิดแสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ฯ มีมูลเหตุของการเจตนารมณ์เป็นเรื่องจริง ดังนั้นการชุมนุมจึงไม่ใช่เป็นไปด้วยประโยชน์ส่วนตัวแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

และประเด็นสุดท้าย หลังศาลพิจารณาว่าเป็นการชุมนุมด้วยความสงบและปราศจากอาวุธศาลยังได้พิจารณา เรื่องการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ศาลพิจารณาว่ารัฐธรรมนูญรับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การออกพรก.ฉุกเฉิน ที่กระทำการลงไปเพื่อขัดขวาง งดเว้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะต้องเป็นไปด้วยความชอบธรรมโดยเฉพาะการชุมนุมของพันธมิตรฯ แม้กระทบต่อการบินบ้างแต่ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นศาลจึงเห็นว่าการกระทำความผิดพรก. ฉุกเฉินจึงไม่เข้าข่าย เพราะว่าได้รับการยืนยันว่าในเวลาต่อมา มีการหลบหนีคำพิพากษาของนายทักษิณ และการยอมรับความผิด แม้จำเลยจะกระทบต่อประชาชน ผู้ใช้สนามบินอยู่บ้าง แต่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ จึงไม่เป็นความผิดฐาน ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด 67 คน

คำพิพากษาเป็นคดีประวัติศาสตร์ ซึ่งตนสรุปเพียงใจความสำคัญบางส่วนเท่านั้น แต่ความงดงามและความครบถ้วนของเนื้อหาไม่สามารถจะตัดทอนได้จากคำพิพากษาชุดนี้ จนอาจจะบอกว่าเป็นการเยียวยาความรู้สึกของพวกเราในฐานะผู้ที่ถูกกระทำมา 17 ปี ว่าพวกเราเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาด้วยโทษที่รุนแรง โทษถึงขั้นประหารชีวิตหรือการก่อการร้าย ทั้งที่คนเหล่านี้เป็นแค่พิธีกรเป็นประชาชน เป็นศิลปิน แต่คนที่อ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพความเสมอภาค ไม่เคยออกมาเรียกร้องหรือเห็นใจของการชุมนุมของพวกเรา แต่คำพิพากษานี้ให้ความเป็นธรรมกับพวกเราที่ต่อสู้และเคารพขบวนการกระบวนการยุติธรรมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนทำให้จำเลยจำนวนมากที่มาฟังคำพิพากษา น้ำตาซึม และน้ำตาไหลออกมา เพราะพวกเขาเหล่านั้นได้รับความเป็นธรรมจากการพิสูจน์ตัวเองมายาวนาน 17 ปี

เมื่อถามว่าถูกริดรอนสิทธิ์มานานกว่า 10 ปี หากอัยการไม่ยื่นอุทธรณ์ จะมีการฟ้องกลับหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า ตั้งแต่การประทับรับฟ้องจำเลยทั้งหมดใช้สิทธิ์ในการชุมนุมเท่านั้น แม้ไม่ใช่แกนนำแต่ถูกกวาดดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และพวกเขาเหล่านั้นสูญเสียอิสรภาพ ถูกตราหน้ามาตลอด 17 ปีว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ผู้ยึดสนามบินผู้ ก่อความไม่มั่นคงทำลายประเทศชาติ เมื่ออ่านคำพิพากษาและพิสูจน์ความจริง เราได้พิสูจน์ตัวเองด้วยการสู้คดีและในคดีนี้แม้แต่ตนเองที่ไม่ใช่นักกฎหมายแต่ซักคัดค้านด้วยตนเองในสิ่งที่กระทบต่อตนเพื่อพิสูจน์ความจริง ดังนั้นพวกเราไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน เราต่อสู้ในทุกประเด็นที่เราสู้ได้ ซึ่งศาลพิพากษาในคดีนี้ นอกจากการตราหน้าแล้วเราสูญเสียการเดินทางไปต่างประเทศ ต้องเสียเงินหลายแสนบาทเพื่อที่จะเดินออกไป ทั้งถูกบันทึกตลอดว่าพวกเราเป็นอาชญากร ทั้งที่พวกเราเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชนคำนึงถึงการต่อต้านการทุจริตการเลือกตั้ง และการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งถือว่าเป็นคำพิพากษาที่งดงามที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

‘NBM’ แจง!! เหตุ ‘ชิ้นส่วน’ ร่วงใส่รถเก๋ง จนท.เทศกิจ หลังถูกร้องเรียน ชี้ ไม่ใช่อุปกรณ์จาก ‘รถไฟฟ้าสายสีชมพู’ แต่เป็นของจักรยานยนต์รุ่นหนึ่ง

(29 มี.ค.67) ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด (NBM) ผู้รับสัมปทาน โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี ชี้แจงกรณี เจ้าหน้าที่เทศกิจร้องเรียนสื่อว่า มีวัตถุปริศนาจากรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู ร่วงใส่รถเก๋งขณะพาลูกกลับบ้านว่า โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มี.ค.67 ซึ่งเจ้าหน้าที่เทศกิจคนดังกล่าวได้เข้ามาร้องเรียน และเขียนใบคำร้องที่สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี (PK01) ในเวลา 8.30 น. ของวันที่ 27 มีนาคม 2567

อย่างไรก็ดี ทางเจ้าหน้าที่หน่วยงานความปลอดภัย (Safety) และเจ้าหน้าที่สถานี ได้ชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้ร้องเรียนไปแล้วว่าไม่ใช่ชิ้นส่วนของรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู เป็นเพียงชิ้นส่วนจากรถจักรยานยนต์รุ่นหนึ่งเท่านั้น ซึ่งผู้ร้องเรียนก็ได้รับทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว และยังยืนยันร่วมกันว่าน่าจะเป็นชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์มากกว่า และขอนำชิ้นส่วนดังกล่าวกลับไป

สตม.รวบนักธุรกิจไต้หวันคาคอนโดหรูหลังพบประวัติสวมบัตรตุ๋นนักลงทุนร่วมชาติก่อนเชิดเงินหนี มูลค่าความเสียหายกว่า 600 ล้าน

สืบเนื่องจาก สตม. ได้รับการประสานข้อมูลจากกรมการสอบสวน กระทรวงยุติธรรมไต้หวัน ผ่านทางสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย แจ้งข้อมูล MRS.MEILEE (นามสมมติ) อายุ 66 ปี สัญชาติไต้หวัน ผู้ต้องหาตามหมายจับของไต้หวันรายสำคัญ ซึ่งได้ก่ออาชญากรรมในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน โดยได้ชักชวนหลอกลวงนักลงทุนชาวไต้หวันให้มาลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ก่อนเชิดเงินลงทุนหนี ผู้เสียหายทั้งหมด 88 ราย มูลค่าความเสียหายรวม 608 ล้านบาท

พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. จึงได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1 และ พ.ต.อ.กาจภณ ปฐมัง ผกก.สส.บก.ตม.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนรวบรวมข้อมูลจนทราบว่า MRS.MEILEE ได้เข้ามาประกอบธุรกิจให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยในตำแหน่งรองประธานกรรมการฯ ซึ่งจากการตรวจสอบบริษัทดังกล่าวพบความผิดปกติ ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์หลายประการ ผบก.ตม.1 จึงได้ดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของ MRS.MEILEE พร้อมกับได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเฝ้าติดตามสืบสวนหาข่าวจนพบเบาะแสสำคัญจากสายลับในพื้นที่ว่า MRS.MEILEE มีบุตรสาว 1 คน ที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ชื่อ น.ส.แสงดาว (นามสมมติ) ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางเข้าออกประเทศไทยและทะเบียนราษฎร์ ของ น.ส. แสงดาว พบว่า น.ส.แสงดาว เป็นคนไทย มีบัตรประชาชนแต่ได้ยื่นคำขอมีบัตรประชาชนเมื่อปี พ.ศ.2543 ในอายุประมาณ 18 ปี มีมารดาเป็นคนไทยชื่อนางดุจเดือน (นามสมมติ) แต่ไม่ปรากฏภาพถ่ายของนางดุจเดือนในฐานข้อมูล ชุดสืบสวนจึงได้ประสานงานกับสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เพื่อขอภาพถ่ายของนางดุจเดือนขณะทำบัตรประชาชนไทยครั้งแรกในช่วงประมาณปี พ.ศ.2542 จากการตรวจสอบพบว่าภาพถ่ายของนางดุจเดือนมีความคล้ายคลึงกับ MRS.MEILEE ชาวไต้หวัน ชุดสืบสวนจึงได้มุ่งประเด็นการสืบสวนหาตัว MRS.MEILEE ไปที่ น.ส.แสงดาว จนกระทั่งทราบว่าทั้งคู่ได้พักอาศัยอยู่ในคอนโดหรูแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท เจ้าหน้าที่จึงได้เฝ้าสังเกตการณ์จนกระทั่งได้พบ MRS.MEILEE จึงได้แจ้งหนังสือการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรให้ทราบและนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. ดำเนินการตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ต่อไป

อนึ่ง จากการประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่าสุด ทราบว่าได้มีการจำหน่ายบัตรประชาชนของ นางดุจเดือน ออกจากระบบเป็นที่เรียบร้อยก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนของการได้มาซึ่งบัตรประชาชนของบุคคลรายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สตม. จะได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่องต่อไป สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิม  พระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่  อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง
 

‘Pangya’ เกมตีกอล์ฟออนไลน์เตรียมอำลาแฟนๆ ประกาศยุติให้บริการ 30 เม.ย.67 หลังเปิดมากว่า 19 ปี

(29 มี.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงาน แฟนเพจเฟซบุ๊ก ‘Pangya[Siam]’ ได้โพสต์รูปภาพประกาศยุติให้บริการเกม Pangya โดยระบุเป็นข้อความว่า…

“ทุกสนาม มีเรื่องราว ขอขอบคุณผู้เล่นทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความทรงจำอันล้ำค่ามาตลอด 19 ปี ทั้งนี้ ทีมงานปังย่ารู้สึกเสียใจ ที่จะต้องแจ้งให้ทราบว่า วันอังคารที่ 30 เมษายน 2567 นี้ จะยุติการให้บริการเกม Pangya ในประเทศไทยลงอย่างเป็นทางการ แม้เส้นทางใกล้จะสิ้นสุดลง แต่ความทรงจำยังคงอยู่กับพวกเราตลอดไป ”

เมื่อโพสต์ประกาศดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปไม่นาน ขณะนี้มียอดกดไลก์แล้วกว่า 1 หมื่นไลก์ ถูกแชร์ไปแล้วกว่า 7 พันครั้ง ทั้งนี้ ยังมีผู้เล่นรุ่นเล็กใหญ่ต่างทยอยมาร่วมแสดงความคิดเห็นอำลาเกมรักในความทรงจำกันไม่ขาดสาย อาทิ

- “ขอบคุณ 19 ปี ขอให้ทุกคนมีความสุขที่เป็นภาพจำร่วมกันมาครับ”
- “เก็บความทรงจำดี ๆ ไว้ตลอดไปครับ เป็นเกมที่ทำให้ผมมีครอบครัวทุกวันนี้”

- “ขอบคุณทุกช่วงเวลา ที่ทำให้มีความสุขตลอดที่ผ่านมา เป็นเกมส์ที่เราเล่น มาครึ่งชีวิต แต่พอจะปิดตัวลง เราก็รู้สึกใจหายไม่น้อย ขอเก็บทุกช่วงเวลาดี ๆ เก็บไว้ในความทรงจำตลอดไป”

- “เล่นตั้งแต่อยู่ ม.ปลายตอนนี้อายุ 34 ก็ยังเล่นอยู่บ้าง จะเก็บไว้เป็นความทรงจำดี ๆ นะคะ”
- “ขอบคุณช่วงเวลาดี ๆ นะครับ”

- “เล่นตั้งแต่เกมเปิด หนีเรียนมาเล่นเกม เล่นติดงอมแงม 2 วันติดก็มี เจอทั้งสุข ทั้งเศร้า ทั้งมิตรภาพภายในเกม สนุกสุด ๆ มีเพื่อนให้พูดคุย มีเพลงในเกมให้ชื่นชอบได้ฟัง สนุกจริงครับเกมนี้ ขอให้โชคดี แล้วพบกันใหม่ปังย่า”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เกม PangYa เป็นหนึ่งในเกมออนไลน์บนแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทยในช่วงยุค 2000 โดยเนื้อหาหลักของเกม คือ การแข่งขันกีฬากอล์ฟ แต่จะมีการเพิ่มเติมความแฟนตาซีในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสกิลท่าการตี ตัวแคดดี้ หรือตัวละครต่าง ๆ พร้อมกับเสียงที่ติดหูอย่างคำว่า “ปังย่า” ตามชื่อเกม ที่จะดังขึ้นเวลาที่ผู้เล่นตีลูกได้ดี

อย่างไรก็ตาม ความสนุกเหล่านี้กำลังจะปิดฉากลง หลังมีการประกาศออกมาว่าทางเกมจะทำการยุติการให้บริการเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดในวันที่ 30 เมษายน 2567 ส่วนระบบการเติมเงินจะปิดลงตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคมนี้

‘จีน’ ออกแบบ ‘รร.อนุบาล’ ใต้แนวคิด ‘ของเล่นชิ้นใหญ่สำหรับเด็ก’ สร้างสภาพแวดล้อมผ่อนคลาย-ปลอดภัย-พร้อมเรียนรู้ในหลากมิติ

โรงเรียนอนุบาล ‘Xicheng Dayang Preschool Group’ พื้นที่ 6,667 ตารางเมตร จำนวน 12 ชั้น ตั้งอยู่ในเมืองหลินไห่ เมืองไถโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน ออกแบบโดย Atelier RenTian สามารถรองรับเด็กอายุระหว่าง 3 ถึง 6 ปี ได้ 360 คน

ด้วยแนวคิดการออกแบบ ‘ของเล่นชิ้นใหญ่สำหรับเด็ก’ การออกแบบนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ สร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กรู้สึกสบายใจ ผ่อนคลาย และปลอดภัย รวมถึงสร้างพื้นที่การสอนสำหรับเด็กที่เคารพธรรมชาติ พัฒนาบุคลิกภาพ และปลูกฝังจิตวิญญาณ

เมื่อมองจากระยะไกล อาคารทั้งหลังนี้ดูเหมือนเรือ ที่กำลังแบกเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ เพื่อล่องไปสู่อนาคตอันสดใส

ระเบียงถูกออกแบบให้ถอยร่นออกไปทีละชั้นคล้ายคลื่น และส่วนหน้าของขั้นบันไดช่วยเพิ่มมุมมองที่โปร่งโล่งและในขณะเดียวกันก็สะท้อนรูปร่างของภูเขาที่อยู่ด้านหลัง ทั้งแสงแดด ลม และต้นไม้จำนวนมากผสานรวมเข้าด้วยกัน สู่พื้นที่เล่าเรียนและละเล่น เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลทั้งสี่และการสลับสับเปลี่ยนของกลางวันและกลางคืน ช่วยส่งเสริมการพัฒนาทักษะทางกายภาพของเด็กเพิ่มจิตวิญญาณในการสำรวจของเด็ก และเอื้อต่อการพัฒนาสุขภาพจิตของเด็กมากขึ้น

ขณะที่การปลูกต้นไม้บนหลังคา ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ควบคุมความชื้นภายในอาคารและทำให้สภาพแวดล้อมสวยงาม แต่ยังทำหน้าที่เป็นห้องเรียนธรรมชาติที่ขยายออกไปนอกเหนือจากห้องเรียนปกติอีกด้วย ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพืช ดอกไม้ และแมลงต่าง ๆ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้และใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมดังกล่าวทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลกธรรมชาติเพิ่มเติม ด้วยแนวทางนี้จะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมการพัฒนาความสามารถทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ รวมถึงการสังเกต การได้ยิน และการสัมผัส ช่วยให้เด็ก ๆ สร้างความเชื่อมโยงกับธรรมชาติและพัฒนาความรู้สึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของพวกเขา

ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่สี่เหลี่ยมคางหมู การออกแบบนี้ได้ทำลายรูปแบบเชิงพื้นที่ที่เรียบง่ายของโรงเรียนอนุบาลแบบดั้งเดิมที่เราเห็นกันจนชินตา โดยขยายพื้นที่การจราจรไปสู่พื้นที่กิจกรรมในร่มและกลางแจ้งโดยมีธีมการออกแบบที่แตกต่างกัน เช่น ทางเดินกิจกรรมที่ซิกแซกจะขยายใหญ่ขึ้นจะสร้างพื้นที่การสื่อสารและพื้นที่ทางสังคม หรือห้องโถงซึ่งเป็นพื้นที่กิจกรรมและละเล่นเกมต่าง ๆ ในร่ม รวมถึงสไลเดอร์สำหรับเด็กได้รับการจัดเรียงอย่างลงตัวทั้งในร่มและกลางแจ้งเพื่อเชื่อมต่อชั้นต่าง ๆ ทำให้เกิดกิจกรรมและสถานที่ละเล่นที่หลากหลายและมีสีสันสำหรับเด็ก

พื้นที่กิจกรรมกลางแจ้งของแต่ละชั้นเรียนจะถูกจัดไว้ด้านนอก โดยพื้นที่กิจกรรมกลางแจ้งของเด็กแต่ละคนจะถูกคั่นด้วยช่องทางเดินหรือลู่วิ่ง ซึ่งทำให้ขอบเขตที่เข้มงวดระหว่างชั้นเรียนลดน้อยลง และสร้างความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ที่เปิดกว้างมากขึ้นและสามารถบูรณาการได้ ทำให้พื้นที่กิจกรรมของเด็ก ๆ กลายเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งเด็กจากชั้นเรียนและกลุ่มอายุที่แตกต่างกันสามารถเคลื่อนไหว โต้ตอบ และเล่นกันได้อย่างอิสระ

แนวคิดของ ‘ความพร้อมใช้งาน’ ถูกนำมาใช้ในการออกแบบสภาพแวดล้อมการศึกษาก่อนวัยเรียน โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงความเป็นไปได้ในการส่งเสริมพฤติกรรมของเด็ก และเพิ่มคุณค่าการศึกษาผ่านการสร้างสภาพแวดล้อม โดยเชื่อว่าพื้นที่การศึกษาก่อนวัยเรียนไม่เพียงแต่เป็นการผสมผสานระหว่างสื่อการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างครู เด็ก และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ด้วยการรับรู้ถึงความพร้อมของสภาพแวดล้อม เด็ก ๆ จะค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่เกิดจากการสำรวจ

ภายในโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ยังออกแบบพื้นที่เล็ก ๆ ที่น่าสนใจ เช่น พื้นที่ที่ซ่อนอยู่ตรงหัวมุมหรือพื้นที่เตี้ย ๆ ที่มีเพียงเด็กเท่านั้นที่สามารถยืนและเล่นได้ เพื่อปลูกฝังการรับรู้ทางอารมณ์ของเด็ก

โลกใบเล็ก ๆ ที่เป็นของเด็ก ๆ เหล่านี้เป็นที่นิยมในหมู่เด็ก ๆ การออกแบบโรงเรียนอนุบาลจึงควรเพิ่มสถานที่บางแห่งที่มีเฉพาะเด็กเท่านั้นที่สามารถเข้า ผ่าน และใช้งานได้ บ้านหลังเล็ก ๆ ถ้ำเล็ก ๆ และกำแพงปีนเล็ก ๆ ช่วยให้เด็ก ๆ ได้สำรวจและค้นพบพื้นที่ที่น่าสนใจ พร้อมทั้งได้ใช้ความต้องการด้านการเคลื่อนไหวเพื่อพฤติกรรมต่าง ๆ การออกแบบเหล่านี้สามารถเพิ่มความปรารถนาของเด็กในการสำรวจโลกได้อย่างอิสระ โต้ตอบกับเด็กคนอื่น ๆ ในพื้นที่อิสระขนาดเล็กเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะทางสังคม

นอกจากพื้นที่ขนาดเล็กที่เหมาะกับขนาดของเด็ก ๆ แล้ว พื้นที่สาธารณะก็มีความสำคัญเช่นกัน เช่น การออกแบบห้องสมุดเพื่อให้มีพื้นที่อ่านหนังสือที่หลากหลาย การจัดวางช่องรับแสง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สำหรับการเล่นในห้องโถงใหญ่ เพื่อสร้างความสดใสและสภาพแวดล้อมหลายมิติที่น่าสนใจ

โดยสกายไลท์บนหลังคาได้รับการติดตั้งในห้องโถงกลางหลัก และห้องโถงเล็ก 2 แห่งทางทิศเหนือและทิศใต้ แสงสว่างที่ดีจะสร้างสภาพแวดล้อมที่สว่างและสะอาดให้กับเด็ก ๆ

ทั้งนี้ โมเดลการศึกษาระดับอนุบาลแบบ ‘เปิด’ เป็นรูปแบบการศึกษาก่อนวัยเรียนที่ใช้กันทั่วไปในประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก และได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเหมาะสำหรับการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจของเด็ก

ตามทฤษฎีการศึกษาปฐมวัยสมัยใหม่ (วิธีมอนเตสซอรี่) เชื่อว่ากิจกรรมการสื่อสารของเด็กทุกวัยจะเอื้อต่อการเติบโตทางจิตใจ การเติบโตทางความรู้ และการพัฒนาความสามารถทางสังคม โรงเรียนอนุบาลควรจัดให้มีพื้นที่ให้เด็กทุกวัยได้มีปฏิสัมพันธ์กัน และสร้างโอกาสให้เด็กทุกวัยได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ดังนั้นในการออกแบบพื้นที่สถาปัตยกรรมของโรงเรียนอนุบาลจึงจำเป็นต้อง เน้นทั้งการแยกและการผสมผสาน ความยืดหยุ่นและการเปลี่ยนแปลง รวมถึงให้ความสำคัญกับการสร้างกิจกรรมสาธารณะและพื้นที่การสื่อสาร

จากอัตราการเกิดของประชากรจีนที่ลดต่ำลงเป็นลำดับ ทำให้จำนวนโรงเรียนอนุบาลอาจไม่ใช่เป้าหมายหลักที่รัฐบาลจีนมุ่งเน้น การส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการพัฒนา ปรับปรุง หรือกระทั่งสร้างโรงเรียนอนุบาลคุณภาพที่คิดทุกด้านมาอย่างรอบคอบเช่นเดียวกับ โรงเรียนอนุบาล Xicheng Dayang Preschool Group น่าจะเป็นคำตอบที่ใช่มากกว่า (อย่างน้อยก็ในขณะนี้) เพื่อฟูมฟักทรัพยากรมนุษย์ที่แม้จะมีจำนวนน้อยลง แต่มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างมีคุณภาพ 

จากรายงานของ Statista ระบุว่าในปี 2566 จำนวนเด็กที่เกิดต่อประชากร 1,000 คนในประเทศจีนอยู่ที่ 6.39 คน เท่านั้น ซึ่งอัตราการเกิดลดลงอย่างมากนับตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา และจำนวนการเกิดลดลงต่ำกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในปี 2565 เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลให้อัตราการเติบโตของประชากรจีนติดลบ!

เช่นเดียวกับประเทศและดินแดนในเอเชียตะวันออกส่วนใหญ่ ประชากรจีนในปัจจุบันมีอัตราการเจริญพันธุ์ที่ต่ำมาก เนื่องจากอัตราการเจริญพันธุ์ที่ต่ำในระยะยาวจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ และนำไปสู่ความตึงเครียดอย่างมากต่อระบบบำนาญและระบบสุขภาพ รัฐบาลจีนจึงตัดสินใจสนับสนุนการคลอดบุตรโดยค่อยๆ ผ่อนคลายมาตรการคุมกำเนิดที่เข้มงวดซึ่งใช้กันมากว่าสามทศวรรษ 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายนี้มีน้อยกว่าที่คาดไว้มาก เพราะอัตราการเกิดเพิ่มขึ้นจาก 11.9 คนต่อประชากร 1,000 คนในปี 2553 เป็น 14.57 คนในปี 2555 และยังคงอยู่ในระดับที่สูงขึ้นแค่ราว 2-3 ปี แต่ก็ลดลงอีกครั้งสู่ระดับต่ำสุดใหม่ในปี 2561 นี่แสดงให้เห็นถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่จำกัดจำนวนการเกิด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้น่าจะคล้ายคลึงกับปัจจัยที่มีประสบการณ์ในประเทศที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ เช่นกัน เช่น ผู้หญิงชอบที่จะคว้าโอกาสในการทำงานมากกว่าการคลอดบุตร มีค่าใช้จ่ายสูงในการเลี้ยงดูลูก ฯลฯ

จำนวนการเกิดที่ลดลงยังสัมพันธ์กับจำนวนประชากรวัยเจริญพันธุ์ที่ลดลงอีกด้วย โดยกลุ่มอายุระหว่าง 15 ถึง 29 ปีในปัจจุบันมีขนาดเล็กกว่ากลุ่มอายุระหว่าง 30 ถึง 44 ปี อย่างมาก

อ้างอิง: https://www.archdaily.com/1014752/linhai-xiecheng-kindergarten-atelier-rentian
 

https://www.gooood.cn/linhai-xiecheng-kindergarten-by-atelier-rentian.htm

สตม.รวบหนุ่มเกาหลี “หัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์” เสียหายมูลค่ากว่า 200 ล้านวอน แอบกบดานเมืองพัทยา “OVERSTAY”

วันนี้ (29 มี.ค. 67) เวลา 11.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.คธาธร คำเที่ยง รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงชัย ผกก.สส.บก.ตม.๓, พ.ต.อ.กาจภณ ปฐมัง ผกก.สส.บก.ตม.1, พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

1. สตม.รวบหนุ่มเกาหลี “หัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์” เสียหายมูลค่ากว่า 200 ล้านวอน แอบกบดานเมืองพัทยา “OVERSTAY”  ตม.จว.ชลบุรี จับกุม นายโอ (นามสมมุติ) อายุ 51 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จว.ชลบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม คอนโดมิเนียมในพื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี  การจับกุมคนต่างด้าวรายนี้สืบเนื่องจาก ตม.จว.ชลบุรี ได้รับแจ้งข้อมูลจากกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่านายโอ (นามสมมุติ) อายุ 51 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการเกาหลีใต้ในความผิดฐานฉ้อโกง และองค์การตำรวจสากลได้ออกประกาศสีแดง (INTERPOL RED NOTICE) โดยนายโอ มีพฤติการณ์เป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตั้งฐานอยู่ที่ประเทศจีน ได้ใช้วิธีโทรศัพท์และส่งข้อความหลอกลวงเหยื่อผู้เสียหายในประเทศเกาหลีใต้ โดยสร้างสถานการณ์ในรูปแบบต่าง ๆ หลอกให้เหยื่อหลงเชื่อจนโอนเงินมาให้สมาชิกในกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์สามารถหลอกเหยื่อได้จำนวน 6 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 200 ล้านวอน หลังจากทางการเกาหลีใต้ได้ออกหมายจับ นายโอได้หลบหนีคดีมาซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่เมืองพัทยา ตม.จว.ชลบุรี จึงได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่านายโอได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยโดยการอนุญาตสิ้นสุดแล้ว (OVERSTAY) จากนั้นได้สืบสวนติดตามหาตัวนายโอในย่านที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองพัทยา จนกระทั่งสืบทราบว่านายโอได้มาเช่าคอนโดแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี จึงได้ไปตรวจสอบเมื่อพบตัวนายโอจึงได้จับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว  
 

‘เทคนิคระยอง’ เปิดตัว AI Robot ‘น้องชะมวง’ ช่วยอ่านรายชื่อนักศึกษา ในงานรับใบประกาศนียบัตร แถมทำอย่างเต็มที่!! ‘ไม่มีบ่น-ไม่มีเหนื่อย’

เมื่อวานนี้ (28 มี.ค. 67) ที่โดมอาคารอเนกประสงค์ วิทยาลัยเทคนิคระยอง ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกิตติพงค์ อุตตมะเวทิน ผอ.วิทยาลัยเทคนิคระยอง เป็นประธานในพิธีมอบใบประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2566 แก่ นศ. ระดับ ปวช. และ ปวส. จำนวน 1,489 คน โดยมีครูและผู้ปกครอง มาร่วมแสดงความยินดีจำนวนมาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ครูและผู้ปกครอง ได้ร่วมแสดงความยินดีและเป็นกำลังใจให้กับนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา โดยในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาดังกล่าว ได้มีการนำหุ่นยนต์ AI Robot ชื่อ ‘น้องชะมวง’ มาอ่าน หรือขานชื่อนักศึกษาที่เข้ารับใบประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษา ซึ่งสร้างความฮือฮาแก่ผู้ปกครองเด็กนักศึกษาอย่างมาก ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ด้าน นายกิตติพงค์ อุตตมะเวทิน ผอ.วิทยาลัยเทคนิคระยอง กล่าวว่า การใช้หุ่นยนต์ AI Robot มาขานชื่อนักศึกษาที่เข้ารับใบประกาศรับบัตรสำเร็จการศึกษาดังกล่าว สืบเนื่องจากวิทยาลัยเทคนิคระยอง เป็นสถานศึกษาที่เน้นเรื่องนวัตกรรม และเทคโนโลยีในการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อที่จะให้ นศ. คนรุ่นใหม่ออกไปพัฒนาประเทศ ตามนโยบายของวิทยาลัยฯ ที่ต้องการให้ผู้เรียนเมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล้วมีสมรรถนะสูง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการบ่งบอกว่า วิทยาลัยเทคนิคระยอง ก้าวล้ำทางด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมต่าง ๆ ในการพัฒนาประเทศ แถมการนำหุ่นยนต์ AI Robot ‘น้องชะมวง’ มาขานชื่อ นศ.เข้ารับใบประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษาดังกล่าว ยังมีข้อดีคือ น้องไม่มีบ่น ไม่มีเหนื่อย และยังไม่ต้องเปลี่ยนคนอ่าน หรือขานชื่อบ่อยๆ อีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top