Sunday, 9 August 2026
Hard News Team

ลูกสาวชูวิทย์ ลงสตอรี่ไอจี สยบทุกข่าวลือ ย้ำ!! คุณพ่อยังไม่เสียชีวิต โชว์ภาพชูวิทย์ ยิ้มสดใส ให้กล้อง

(30 มี.ค.67) จากกรณี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ได้เดินทางไปรักษาตัวจากโรคมะเร็งในต่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ย. 2566 ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 5 เดือนแล้ว

ล่าสุด ต๊ะ ตระการตา กมลวิศิษฎ์ ลูกสาวของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ก็ได้โพสต์ภาพคู่กับคุณพ่อชูวิทย์ ลงในสตอรี่ไอจี บัญชี trakarntakamolvisit โดยภาพดังกล่าวคาดว่าถูกถ่ายที่ต่างประเทศ โดย นายชูวิทย์ มีใบหน้าสดใสยิ้มแย้มให้กล้อง

โดย ต๊ะ ตระการตา ระบุข้อความไว้ในภาพว่า “มีข่าวลือว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว ขอย้ำนะคะ พ่อต๊ะยังไม่ตายนะคะ”

‘ท่านอ่อง’ โพสต์ ข้อความลงในเพจ เตรียมพบกับ ‘CMIC ประเทศไทย’ ศูนย์ข้อมูลที่ล้ำสมัย เพื่อช่วยเหลือ ปชช.-การแพทย์ไทย

เมื่อวานนี้ (29 มี.ค.67) ดร.นายแพทย์ จักรีวัชร วิวัชรวงศ์ โอรสองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้โพสต์ข้อความลงในเพจ Chakriwat Vivacharawongse ว่า

“ขอบคุณครับคุณ Rick สำหรับความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายและคำแนะนำสำหรับ CMIC ประเทศไทย ในวันนี้ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำและชี้แนะให้ผมไปในทิศทางที่ถูกต้อง พบกับ CMIC ประเทศไทย เร็วๆ นี้ครับ!”

สำหรับ CMIC ดร.นายแพทย์ จักรีวัชร ได้อธิบายในเพจ Chakriwat Medical Information Center ว่า

มารู้จัก 'CMIC' กับนายแพทย์จักรีวัชร! – โปรเจกต์ล่าสุดของ CMIC
CMIC: จุดประสงค์ของศูนย์ข้อมูลการแพทย์จักรีวัชร 

1. เพื่อช่วยให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆ ตลอดจนสามารถถามคำถามกับแพทย์ผู้รักษาเกี่ยวกับความเจ็บป่วยของตนเพื่อการดูแลรักษาที่ดีขึ้นและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดยเราเริ่มต้นจากการเขียนบทความเกี่ยวกับสถานการณ์สมมุติทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคต่างๆที่พบบ่อยโดยใช้ภาษาที่ง่ายและสนุกเพื่อให้ประชาชนอ่านอย่างไม่เบื่อและได้รับความรู้จากการอ่าน นอกจากการเขียนบทความแล้วเรายังได้จัด CMIC Outreach Program เพื่อออกไปพบปะกับประชาชนจริงๆ และพูดคุยให้ความรู้เกี่ยวกับโรคของพวกเขา

2. ช่วยเหลือนักศึกษาแพทย์และแพทย์จบใหม่ในการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมตัวสอบใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมของสหรัฐอเมริกา (USMLE) โดยจัดทำคลิปวิดีโอให้ความรู้ตลอดจนแนะนำกลยุทธ์ในการทำข้อสอบ ในเร็วๆ นี้ทาง CMIC จะมีโครงการใหม่ คือ Qbank เป็นการนำข้อสอบที่เหมือนกับการสอบจริงมาลงในแอปพลิเคชันเพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทำ โดยจะมีการอัปเดตข้อสอบอย่างสม่ำเสมอ

เราหวังว่าจะได้จัดตั้ง CMIC office ในประเทศไทยเพื่อนำโครงการเหล่านี้ไปช่วยเหลือประชาชนไทยและนักศึกษาแพทย์/แพทย์ไทยให้มากขึ้นและใกล้ชิดยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยโครงการจะใช้เงินลงทุนจากเอกชนทั้งหมด

ทั้งนี้ CMIC ย่อมาจากคำว่า 'Chakriwat Medical Information Center'

'วิทยา-รทสช.' ไม่ขัดข้อง!! เปิดกาสิโนถูกกฎหมาย แนะ!! แบ่งรายได้รายเดือนครึ่งหนึ่งให้ผู้สูงอายุทั่วประเทศ

'วิทยา แก้วภราดัย' รทสช.ไม่ขัดข้องเปิดกาสิโนถูกกฎหมาย แต่กังวลพวกลักลอบเปิดเถื่อนแข่งกับรัฐจะแก้ปัญหาอย่างไร แฉทุกวันนี้มีรถตู้รับนักเล่นจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปเข้าบ่อนต่างประเทศทุกวัน พร้อมเสนอให้แบ่งรายได้เปิดกาสิโนรายเดือนครึ่งหนึ่งให้กับผู้สูงอายุทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ (28 มี.ค. 67) นายวิทยา แก้วภราดัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้อภิปรายระหว่างการพิจารณารายงานผลการศึกษาเปิดให้มีสถานบันเทิงครบวงจรที่มีบ่อนกาสิโน หรือบ่อนการพนันถูกกฎหมายในประเทศไทยว่า ได้ติดตามการศึกษาเรื่องสถานบันเทิงครบวงจร การจะสร้างสถานบริการ สร้างโรงแรม กาสิโน ไนต์คลับ หอประชุมสรรพสินค้า หรือสถานบันเทิงอื่น ๆ ไม่น่าจะมีปัญหา แต่พอมีเรื่องแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมายก็พอมองออกว่า คือความตั้งใจที่จะมีกาสิโน หรือการพนันที่ถูกกฎหมาย

ทั้งนี้ การพนันถูกกฎหมายในประเทศไทยมีอย่างเดียว คือสลากออมสิน กับสลากกินแบ่งรัฐบาล นอกนั้นที่เปิดอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองผิดกฎหมายทั้งหมด แถวบ้านตนในชนบททุกงานศพเวลามีการเล่นการพนัน มีคนมาเก็บรายวันและเหมาทุกจังหวัดระดับอำเภอ ระดับจังหวัดก็มีบ่อนการพนัน

ล่าสุดกลายเป็นความขัดแย้งในวงการตำรวจหน้าแตกกันทั้งประเทศ วันที่นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งย้ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สังคมวิจารณ์กันว่า ตำรวจขัดแย้งกันแต่ไม่ใช่ เมื่อตำรวจคนหนึ่ง ทำผิดกฎหมาย ตำรวจอีกคนหนึ่งจะไปซูเอี๋ยกอดคอเลิกรากันไปเป็นไปไม่ได้

คนที่ทำผิดกฎหมาย ก็ต้องถูกคนมีอำนาจตามกฎหมายดำเนินคดี สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ตนกำลังจะชี้ว่า พอพูดถึงสถานบันเทิงครบวงจร เราก็พูดถึงบ่อนเสรี

“วันนี้ไปอนุสาวรีย์ชัยฯ มีรถวิ่งออกทุกชั่วโมงรับผู้โดยสารไปเล่นบ่อนต่างประเทศด้วย ทำกันมาอย่างเปิดเผย แต่วันนี้พอเราพูดถึงการทำให้การพนันถูกกฎหมาย กลายเป็นพูดถึงเรื่องบ่อนเสรี ซึ่งคนละเรื่องกัน บ่อนเสรีคือใครมีอำนาจก็เปิดบ่อนกันทั่วประเทศรับส่วยกัน ถึงขั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปพัวพันกับหวย และบ่อนออนไลน์” นายวิทยา กล่าว

สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ปัญหาที่ตนฝากกรรมาธิการฯ คือ เมื่อเราเปิดสถานบันเทิงแบบกาสิโนแล้ว มีคนไปลักลอบเปิดโดยไม่ได้ขออนุญาตใครจะเป็นคนจัดการ แก้อย่างไร นี่คือปัญหาเรื่องใหญ่ ถ้าเปิดถูกกฎหมายค่าธรรมเนียมก็แบ่งกับท้องถิ่นไป แบ่งกับหน่วยงานไหนก็ว่ากันไป

นายวิทยา กล่าวต่อว่า แต่สิ่งที่ตนฝากให้คิดต่อ ถ้าจะแบ่งจริง ๆ ขอครึ่งหนึ่งแบ่งเป็นรายเดือนให้ผู้สูงอายุทั่วประเทศ จาก 600 บาทต่อเดือนอาจได้รับเป็น 5,000 บาทก็ได้ ตนไม่ขัดข้อง ถ้าทำให้ถูกกฎหมายและใช้ระบบควบคุมเอารายได้เข้ารัฐ แต่กังวลพวกที่จะเปิดเถื่อนแข่งกับรัฐจะแก้อย่างไร เหมือนทุกวันนี้ที่มีบ่อนทั่วประเทศ จนย้ายตำรวจแทบไม่ทัน

'หลุยส์ วิตตอง' เผยโฉม 8 กระเป๋าสตางค์สะพายข้างหญิงสุดคูล ตอบโจทย์สาวยุคใหม่ 'หรู-เท่-ใช้งานง่าย' ใบเดียวจบ ไม่ต้องพกเยอะ

เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับกระเป๋าสตางค์ใบเล็กที่ต้องเก็บไว้ในกระเป๋าใหญ่อีกที แต่ทราบหรือไม่ว่า...ทุกวันนี้หลายคนก็เริ่มหันมาสนใจการใช้กระเป๋าสตางค์แบบสะพายข้างกันมากขึ้น เพราะไม่ต้องการพกข้าวของเยอะ และไม่อยากใช้กระเป๋าสะพายข้างใบใหญ่ 

ยิ่งในยุคดิจิทัลที่มีการใช้จ่ายและพกบัตรออนไลน์กันมากขึ้น กระเป๋าสตางค์แบบแยกจึงยิ่งไม่ค่อยจำเป็น 

จากแนวโน้มดังกล่าว จึงกลายเป็นไอเดียสำคัญให้แบรนด์ 'หลุยส์ วิตตอง' ได้รวบรวมกระเป๋าสตางค์สะพายข้างหญิง สำหรับคนที่กำลังมองหากระเป๋าสตางค์พกง่าย ใบเดียวจบ ไม่ต้องพกเยอะ แถมยังหยิบสตางค์ใช้ง่าย ไม่ต้องงมหาให้วุ่นวาย

และนี่คือ 8 คอลเลกชัน ที่ 'หลุยส์ วิตตอง' จัดมาให้...

1.กระเป๋าสตางค์สะพายข้างหญิงแบรนด์ หลุยส์ รุ่น Mini Bumbag

เริ่มกันที่ใบแรกที่มีชื่อรุ่นว่า Mini Bumbag ตัดเย็บจาก Monogram แคนวาส ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของหลุยส์ วิตตอง มาพร้อมรูปทรงที่มีความน่าสนใจ กับสี่เหลี่ยมคางหมู เป็นกระเป๋าสตางค์ใบไม่เล็กมาก สามารถจุของได้มากกว่าการใส่สตางค์ รองรับการบรรจุโทรศัพท์มือถือ หูฟัง กุญแจรถ บัตรต่าง ๆ มาพร้อมสายสะพายที่มีให้ใช้งานถึง 2 สายด้วยกัน โดยสายหนึ่งเป็นสายหนังสีน้ำตาล ส่วนอีกสายเป็นสายโซ่สีทอง สะพายข้างก็ได้ หรือสะพายเฉียงก็ไม่ขัดสำหรับกระเป๋าใบนี้ 

2.กระเป๋าสตางค์สะพายข้างหญิงแบรนด์ หลุยส์ รุ่น Nano Noé

ใบถัดมามีชื่อรุ่นว่า Nano Noé เป็นอีกหนึ่งดีไซน์ที่น่าสนใจ ใช้เป็นกระเป๋าสตางค์แบบสะพายข้างได้ เพราะใบไม่ใหญ่เกินไป ตัดเย็บจากผ้าแจ็คการ์ดลาย Monogram ดีไซน์รูปทรงเป็นแบบบักเก็ต มีเชือกรูดสำหรับเปิด-ปิดกระเป๋า บรรจุของได้พอสมควร ทั้งสตางค์ โทรศัพท์มือถือ หูฟัง บัตรต่าง ๆ สามารถสะพายข้างได้ด้วยสายหนังสีน้ำตาล มีสายโซ่สีทองหรูหราประดับที่ด้านหน้ากระเป๋า ใบนี้ออกแนวน่ารักเอาใจวัยรุ่น แมทซ์กับเสื้อผ้าง่าย ๆ ได้อย่างลงตัว 

3.กระเป๋าสตางค์สะพายข้างหญิงแบรนด์ หลุยส์ รุ่น Ivy

กระเป๋าสตางค์ใบนี้มีชื่อรุ่นว่า Ivy ที่มาพร้อมสี่เหลี่ยมผืนผ้าใบยาว สามารถใส่ธนบัตรแบบไม่ต้องพับได้ อีกทั้งยังสามารถบรรจุโทรศัพท์มือถือได้ด้วย ใบเล็กกะทัดรัดเหมาะสำหรับพกพาในชีวิตประจำวัน รุ่นนี้ผลิตจากผ้าแจ็คการ์ดลาย Monogram มาพร้อมสี Multicolor ยืนพื้นด้วยสีขาว รูปแบบเรียบง่ายไม่วุ่นวายด้วยดีไซน์ฝาปิด มีสายหนังให้สะพายข้างได้ และสายโซ่สีทองประดับเป็นลูกเล่นเพิ่มความหรูหรา

4.กระเป๋าสตางค์สะพายข้างหญิงแบรนด์ หลุยส์ รุ่น Pochette Accessoires

กระเป๋าสตางค์อีกหนึ่งใบฝากไว้กับรุ่นที่มีชื่อว่า Pochette Accessoires ตัดเย็บจากวัสดุ Damier แคนวาส เป็นอีกหนึ่งใบที่มาพร้อมรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าใบยาว ที่รองรับกับการใส่ธนบัตรแบบไม่ต้องพับได้ และสามารถใส่โทรศัพท์มือถือได้ด้วย ดีไซน์กระเป๋าไม่หนาเกินไป พกพาง่าย สามารถสะพายข้างได้ด้วยสายสะพายที่ทำจากหนัง มีสายโซ่สีทองประดับที่ด้านหน้ากระเป๋า มาพร้อมช่องแบ่งกระเป๋าขนาดใหญ่ ช่องกระเป๋าแคนวาสมีซิปด้านใน ช่องกระเป๋าแบนเรียบด้านใน 2 ช่อง และช่องใส่บัตรอีก 2  ช่อง เป็นแบบซิปรูดเปิด-ปิดกระเป๋าที่ด้านบน ใช้งานสะดวก

5.กระเป๋าสตางค์สะพายข้างหญิงแบรนด์ หลุยส์ รุ่น Félicie Pochette

ในส่วนของกระเป๋ารุ่นนี้ มีสายโซ่สีทองรองรับการถือ แต่สามารถสะพายข้างได้บางโอกาส เป็นการสะพายแบบสายสั้นพอกิ๊บเก๋ กับรุ่นที่มีชื่อว่า Félicie Pochette มาพร้อมวัสดุหนังสีน้ำเงิน Navy Blue เป็นหนังคาวไฮด์ลายเกรนเนื้อนุ่มประทับลาย Monogram Empreinte ภายในมีช่องต่างๆ รองรับการใส่สตางค์และบัตร ประกอบไปด้วยช่องใส่บัตร 8 ช่อง และยังมีกระเป๋าด้านใน 2 ใบ ที่สามารถแยกใช้งานได้ด้วย หากไม่ต้องการสะพายหรือไม่อยากใช้สายโซ่ก็ถอดออกได้ เพื่อใช้งานเป็นกระเป๋าเพาช์

6.กระเป๋าสตางค์สะพายข้างหญิงแบรนด์ หลุยส์ รุ่น Métis

กระเป๋าสตางค์ที่ชื่อรุ่นว่า Métis มาพร้อมรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ตัดเย็บจาก    หนังคาวไฮด์ลายเกรนเนื้อนุ่มประทับลาย Monogram Empreinte ประดับด้วยตัวล็อคสีทองที่ด้านหน้ากระเป๋าแบบ S lock ที่มาพร้อมดีไซน์ฝาปิดทันสมัย ในส่วนของสายสะพายใบนี้เป็นสายโซ่สีทอง สามารถสะพายข้างได้อย่างเหมาะเจาะ ให้ความหรูหรากำลังดี ใช้ออกงานสำคัญต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว

7.กระเป๋าสตางค์สะพายข้างหญิงแบรนด์ หลุยส์ Pico Side Trunk

ใบถัดมาเป็นกระเป๋ารุ่นที่ชื่อว่า Pico Side Trunk ตัดเย็บจาก Monogram แคนวาสในตำนาน มาพร้อมรูปทรงคล้ายหีบขนาดเล็ก ดีไซน์ค่อนข้างโดดเด่นและแตกต่างจากกระเป๋าใบอื่น ๆ สามารถใช้งานแบบกระเป๋าสตางค์สะพายข้างได้ด้วยสายสะพายหนัง มาพร้อมขนาดกระเป๋าที่เล็กกะทัดรัด มีตัวล็อกสีทองแบบ S lock ที่ด้านหน้ากระเป๋า ตกแต่งมุมกระเป๋าโลหะแบบเดียวกันกับหีบในตำนานเมซง นอกจากสะพายข้างแล้ว ใบนี้ยังมีหูจับที่รองรับการเป็นกระเป๋าถืออีกด้วย  

8.กระเป๋าสตางค์สะพายข้างหญิงแบรนด์ หลุยส์ Coussin

ใบสุดท้ายกับกระเป๋าที่มีชื่อรุ่นว่า Coussin เป็นอีกหนึ่งใบที่มาพร้อมขนาดกระทัดรัด ใช้เป็นกระเป๋าสตางค์ได้ รูปทรงใบนี้เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ทำจากหนังแกะเนื้อนิ่มประทับลาย Monogram มีสีดำเป็นสีพื้นของกระเป๋า ความพิเศษคือสายโซ่ที่ประดับด้านหน้ากระเป๋า เป็นโซ่ขนาดใหญ่ แต่งลูกเล่นเหลือบสีที่จะเปลี่ยนเป็นเฉดสีน้ำเงินและสีชมพูงดงามตามแสงตกกระทบ พร้อมกันนั้นก็ยังมีสายโซ่ขนาดเล็กที่มีสีเหลือบเช่นเดียวกัน โดยเส้นนี้รองรับการสะพายข้างได้ด้วยความสูงแนวตั้ง 50 เซนติเมตร

ทั้งหมดนี้ก็เป็นกระเป๋าสตางค์สะพายข้างหญิงแบรนด์ หลุยส์ ที่มาพร้อมขนาดกะทัดรัด ใช้เป็นกระเป๋าสตางค์ที่สามารถใส่ของอย่างอื่นเล็กน้อยได้ และยังสะพายข้างได้ เพื่อการพกพาที่สะดวก ไม่จำเป็นต้องพกกระเป๋าสะพายแยกอีกให้รุงรัง เหมาะกับคนที่ไม่ชอบพกกระเป๋าใบใหญ่เป็นอย่างดี

30 มีนาคม พ.ศ. 2565 ‘ในหลวง ร.10 - พระราชินี’ เสด็จฯ เปิดอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา รพ.ศิริราช ใช้รองรับผู้ป่วยนอกได้ 5 แสนราย/ปี พร้อมมีเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยเทียบเท่าสากล

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเปิดอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กรุงเทพฯ

ครั้นเมื่อเสด็จฯ ถึงโรงพยาบาลศิริราช สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดหาทุนอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ทรงเฝ้าฯ รับเสด็จ ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช เฝ้าฯ รับเสด็จ

จากนั้น พระองค์ทรงเสด็จฯ ไปถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก แล้วเสด็จฯ ไปยังศาลาศิริราช 100 ปี ถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย ทรงกราบ ประทับพระราชอาสน์ ทรงศีล และจากนั้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดสร้างอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ความว่า…

“ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 7 รอบ 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดทำโครงการก่อสร้างศูนย์การแพทย์พร้อมระบบสาธารณูปโภคทดแทนกลุ่มอาคาร 3 หลัง ได้แก่ อาคารหริศจันทร์-ปาวา ตึกผะอบนพ สุภัทรา ระเบียบ และอาคารเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม”

“ซึ่งมีอายุการใช้งานมานานกว่า 50 ปี เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพื่อให้โรงพยาบาลศิริราชมีอาคารแพทย์ที่ให้บริการเฉพาะทางอย่างครบวงจร เพื่อเป็นการเพิ่มพูนคุณภาพและประสิทธิภาพด้านบริการ”

“การนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อว่า อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา มีความหมายว่าอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงเป็นใหญ่ รัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา”

“อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา สูง 25 ชั้นมีชั้นใต้ดิน 2 ชั้น แบ่งการใช้งานพื้นที่ตามลักษณะงาน ประกอบด้วย งานบริการผู้ป่วยนอก งานบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจพิเศษต่าง ๆ รองรับผู้ป่วยนอกได้ประมาณ 500,000 รายต่อปี ผู้ป่วยในประมาณ 20,000 รายต่อปี สามารถให้บริการทางแพทย์และและการตรวจรักษาผู้ป่วยด้วยเครื่องมือทันสมัยได้อย่างครบวงจร มีประสิทธิภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล”

“นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงทางเดินยกระดับ และทางเชื่อมระหว่างอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา กับอาคารอื่น ๆ เพื่อความสะดวกคล้องตัวและปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการ รวมทั้งรับปรุงสภาพแวดล้อมและภูมิทัศน์ให้สวยงาม ปัจจุบันการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดบริการให้ประชาชนมาระยะหนึ่งแล้ว”

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปยังแท่นพิธี ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา 

ซึ่งพระองค์ทรงเสด็จฯ ไปยังอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ทอดพระเนตรนิทรรศการ ‘นวมินทรบพิตรศิริราชานุสรณ์’ ภายในอาคารจัดแสดงข้อมูลและนวัตกรรมภายในอาคาร เช่น ศูนย์รังสีวินิจฉัยกับเครื่องถ่ายภาพรังสีโพซิตรอนและเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ใช้ตรวจหาการแพร่กระจายในระยะเริ่มต้นของโรคมะเร็ง, ห้องจัดยาผู้ป่วยนอกอัตโนมัติ ซึ่งนำระบบจัดยาอัตโนมัติแบบครบวงจรมาให้บริการเป็นแห่งแรกของประเทศไทย

ต่อมาเสด็จฯ ทอดพระเนตรเครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาคอิเล็คตรอน พร้อมระบบภาพนำวิถีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเครื่องแรก และเครื่องเดียวในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง

และทรงเสด็จฯ ไปทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธยในสมุดที่ระลึก แล้วฉายพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับผู้บริหารและคณะกรรมการ สมควรแก่เวลาเสด็จฯ กลับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนทั่วไป ครอบครัวผู้ป่วย เดินผ่านเข้าจุดคัดกรองเพื่อมารอเฝ้าฯ รับเสด็จ ซึ่งจัดไว้ตามเส้นทางเสด็จภายในโรงพยาบาลศิริราช ครั้นเสด็จฯ ถึงบริเวณด้านหน้าอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ประชาชนพร้อมใจเปล่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงแย้มพระสรวลทักทายประชาชน

สำหรับอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานชื่อศูนย์การแพทย์ว่า ‘อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา’ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2556 และชื่อกำกับภาษาอังกฤษว่า ‘Navamindrapobitr 84th Anniversary Building’ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 มีความหมายว่า “อาคารที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงเป็นใหญ่ รัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา”

โดยนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเงิน 100 ล้านบาท สมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานเงิน 700 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อใช้ในอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ตลอดจนได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดหาทุน

นอกจากนี้ยังได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระบรมวงศานุวงศ์ ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคทรัพย์สิ่งของเพื่อสมทบทุนอาคารมาอย่างต่อเนื่อง นับจากวันแรกที่โครงการเริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมใช้ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายจนเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของศิริราชและประชาชาติไทย

ทั้งนี้ อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา เป็นอาคารสูง 25 ชั้น มีชั้นพื้นดิน 1 ชั้น ชั้นใต้ดิน 2 ชั้น และชั้นดาดฟ้า ซึ่งเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโรงพยาบาลศิริราช มีพื้นที่ใช้สอยถึง 67,551 ตารางเมตร สามารถบริการแบบเต็มศักยภาพโดยรองรับผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นประมาณ 500,000 รายต่อปี ผู้ป่วยในเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20,000 รายต่อปี ขณะที่เตียงไอซียูเพิ่มขึ้นถึง 62 เตียง

ที่สำคัญภายในอาคารมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย มีการแบ่งส่วนงานบริการเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ ประกอบด้วย งานบริการผู้ป่วยนอก งานบริการผู้ป่วยใน และงานบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ ในแต่ละชั้น อาทิ ชั้นบี 2 ศูนย์รังสีรักษาศิริราช (Siriraj Radiation Oncology Center) ศูนย์แห่งนี้มีเครื่องฉายรังสีที่ใช้รักษาผู้ป่วย มะเร็งที่เรียกว่า LINAC (Linear Accelerator) จำนวน 5 เครื่อง

นอกจากสามารถฉายรังสีในหลากหลายเทคนิคแล้ว ยังมีเครื่องที่มีนวัตกรรมทางการฉายรังสีขั้นสูง คือ เครื่องเร่งอนุภาค MR LINAC ที่เป็นเครื่องแรกและเครื่องเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีความแม่นยำสูง เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และลดผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

โดยชั้น 4 ศูนย์รังสีวินิจฉัย (Diagnostics Radiology Center) ให้บริการ MRI จำนวน 2 เครื่อง CT จำนวน 1 เครื่อง ห้องตรวจ PET/CT (PET/CT Imaging Unit) จำนวน 1 เครื่อง และศูนย์ภาพวินิจฉัยเต้านมศิริราช (Siriraj Breast Imaging), ชั้น R3 ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ (Helipad) เป็นต้น โดยเริ่มเปิดทยอยให้บริการทางการแพทย์มาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2561 และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

‘แบงก์ชาติ’ ชี้ เศรษฐกิจไทยเดือน ก.พ. ยังโตต่ำ แม้ นทท.เพิ่มขึ้น เหตุส่งออกหด ลงทุนดีขึ้นบางหมวด แถมรัฐเบิกจ่ายงบ 67 อืด

(29 มี.ค.67) น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ.67 โดยรวมขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ โดยเศรษฐกิจในภาคบริการขยายตัวตามรายรับและจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นมาก โดยจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะจีน ซึ่งได้รับผลดีจากมาตรการวีซ่าฟรีและเทศกาลตรุษจีน ส่วนมาเลเซียมาจากการท่องเที่ยวก่อนการถือศีลอดในช่วงรอมฎอนที่เร็วกว่าปกติในปีนี้ รวมถึงญี่ปุ่นที่เข้ามา หลังชะลอไปในช่วงก่อนหน้า

น.ส.ชญาวดี กล่าวต่อว่า ด้านการลงทุนภาคเอกชนและการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นในบางหมวด ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนทรงตัว อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหมวดก่อสร้างลดลงจากยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ขณะที่เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการใช้จ่ายในหมวดบริการและสินค้าไม่คงทน ส่วนหนึ่งยังได้รับผลดีจากมาตรการภาครัฐทั้งการอุดหนุนราคาพลังงานและการลดหย่อนภาษีต่อเนื่องจากเดือนก่อน ขณะที่การใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทนลดลง โดยเฉพาะยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล

อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำปรับลดลง เนื่องจากหลายกลุ่มสินค้ายังถูกกดดันจากอุปสงค์โลกที่ฟื้นตัวช้า สินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง และปัจจัยเชิงโครงสร้างการผลิตของไทย โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามการส่งออกชิ้นส่วนอุปกรณ์สื่อสารไปสหรัฐฯ รวมถึงการส่งออกแผงวงจรรวมและฮาร์ดดิสไดรฟ์ไปจีนและฮ่องกง ยานยนต์ตามการส่งรถกระบะไปออสเตรเลียเป็นสำคัญ และปิโตรเลียมจากการส่งออกไปอาเซียน มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามการนำเข้าสินค้าทุน

น.ส.ชญาวดี กล่าวอีกว่า ด้านการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวจากทั้งรายจ่ายลงทุนและรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางเสถียรภาพเศรษฐกิจ ตาม พ.ร.บ. งบประมาณปี 2567 ที่ล่าช้า และรายจ่ายประจำที่หดตัวจากผลของฐานสูงในปีก่อนตามการเลื่อนเบิกจ่ายของหน่วยงานด้านการศึกษาเป็นสำคัญ

น.ส.ชญาวดี กล่าวต่อว่า ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนจากหมวดพลังงานเป็นสำคัญ ตามราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานลดลงเล็กน้อยตามราคาอาหารในหมวดพื้นฐาน จากผลของฐานสูงในปีก่อน ตลาดแรงงานทรงตัวจากเดือนก่อนโดยการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงถูกชดเชยด้วยการจ้างงานในภาคบริการ

บริบทความเหมือนสไตล์ซุ้มส้ม 'ธิษะณา' ลืมชาติกำเนิด ด่ากราดบรรพบุรุษ ส่วน 'ก้าวไกล' ลืมว่า 'Leninism-Marxism' ไม่ใช่หมุดหมายที่ไทยเป็นอยู่

ทันทีที่คลิปซึ่งปรากฏภาพ ‘ธิษะณา ชุณหะวัณ’ สส.กทม. พรรคก้าวไกล อ่านตัวเลข 768,601,800 บาท ผิด ๆ ถูก ๆ ขณะอภิปรายงบประมาณของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ระหว่างการอภิปรายงบประมาณในวาระ 2 ซึ่งมีการถ่ายทอดสด จนมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์นั้น 

ตัวเธอก็ได้ออกโพสต์ข้อความในแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) ระบุว่า “สำหรับเรื่องที่กำลังไวรัลอยู่ ณ ขณะนี้ที่ดิฉันอ่านตัวเลขผิดในการอภิปรายงบประมาณวาระที่สอง และลงชื่อผิดมาตรา ดิฉันต้องกราบขออภัยพี่น้องประชาชนมา ณ ที่นี้ ที่ผ่านมาดิฉันไม่เคยผิดพลาดเช่นนี้มาก่อน เนื่องจากดิฉันมีอาการที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พักผ่อนน้อย (นอนไม่หลับเพราะอาการซึมเศร้า) ช่วงหลังๆ มาเมื่อมีการสูญเสียผู้ช่วยดำเนินการ จึงอาจจะส่งผลให้ทำผิดพลาดระหว่างการอภิปรายงบที่ไม่น่าให้อภัยได้ ดิฉันขอยืนยันว่าจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด”

ธิษะณา ชุณหะวัณ เป็นลูกสาวของไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ หรืออาจารย์โต้ง อดีต สส. ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ และเป็นหลานปู่ของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี และหลานปู่ทวดของจอมพล ผิน ชุณหะวัณ ผู้นำการรัฐประหารในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2490 และอดีตผู้บัญชาการทหารบก และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร

ทั้งนี้ เมื่อ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564 เธอได้เคยโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการเมืองไว้ชิ้นหนึ่งบน Social Media ของเธอ โดยข้อความที่เธอโพสต์กระทบกับปู่และปู่ทวดผู้เป็นบรรพบุรุษของเธอไปแบบเต็ม ๆ 

จุดนี้ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของปัญหาในสังคมไทยคือ การหลงลืม ละเลย 'รากเหง้า' อันเป็นที่มาของตัวตนที่ได้เกิดออกมาเป็นผู้เป็นคนได้จนทุกวันนี้ จะโดยตั้งใจ หรือพลั้งเผลอ คิดไม่ทัน หรือลืมไป แต่ด้วยความที่เธอเป็นนักการเมือง ซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะนั้น เวลาทำอะไรลงไป แล้วกลายเป็นจุดสนใจ ผู้คนก็จะพากันขุดค้นเรื่องราวและประวัติส่วนตัวของเธอมาเผยแพร่ในโลก Social อย่างต่อเนื่อง

ตัวเธอเองได้พูดบนเวทีหนึ่งว่า เธอเองสมาทานความคิด (ยืนยัน/ยึดมั่นในแนวความคิด) Leninism และ Marxism และขณะเดียวกัน เธอก็พยายามบอกว่า ด้วยความคิดฝ่ายซ้ายของเธอ ทำให้เธอตัดสินใจเข้าร่วมพรรคก้าวไกลหลังจากการยุบพรรคอนาคตใหม่ ทำให้เกิดความสงสัยในตัวตนของเธอว่า เข้าใจ Leninism และ Marxism หรือไม่ เพราะในโลกนี้เหลือประเทศที่มีระบอบการปกครองตามแนวคิด Communism (Communist state) เหลืออยู่เพียง 5 ประเทศ ได้แก่ จีน, คิวบา, เกาหลีเหนือ, เวียดนาม และลาว ซึ่งเป็น 5 ประเทศ Communist ที่ไม่ได้นำเอาแนวคิด Leninism และ Marxism มาใช้แล้วทั้งสิ้น แม้กระทั่งรัสเซียต้นกำเนิดแห่ง Leninism และนำ Marxism มาใช้เป็นประเทศแรกยังกลับกลายมาเป็นประเทศประชาธิปไตยไปแล้ว ในโลกแห่งความเป็นจริงจึงไม่มีประเทศใดบนโลกใบนี้ที่สามารถนำมายกเป็นตัวอย่างหรือเอ่ยอ้างถึงความสำเร็จของแนวความคิด Leninism และ Marxism มาใช้จนประสบความสำเร็จได้เลย   

ยิ่งไปกว่านั้น แม้พรรคก้าวไกลที่ ธิษะณา สังกัดเอง ด้วยความเชื่อว่า น่าจะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย หากแต่แท้จริงแล้วกลับดำเนินงานทางการเมืองในลักษณะชิดแนบแอบอิงประเทศมหาอำนาจทุนนิยมตะวันตกมาโดยตลอด ซึ่งมีประจักษ์พยานอย่างชัดเจนมากมาย อาทิ การเข้ามายุ่งเกี่ยวแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของไทย การใช้ NGO ในการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนในเครือข่ายของพรรคก้าวไกล ความพยายามในการแทรกแซงประเทศเพื่อนบ้านอันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อหลักการของ ASEAN กระทั่งการแทรกแซงการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงของประเทศ ฯลฯ 

หากเธอได้ทำการบ้าน ศึกษาเรียนรู้ถึงบริบทที่แท้จริงของสังคมไทยโดยรวมแล้ว ก็จะรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีทางที่จะแก้ไขได้สำเร็จด้วยแนวคิดตามความเชื่อของเธอ เพราะตัวอย่างที่เคยนำมาใช้ของประเทศ Communist ทั้งที่มีอยู่และกลายเป็นอดีต จะพบว่า ความพยายามในการนำแนวความคิด Leninism และ Marxism มาใช้ กลายเป็นเพียงการใช้กำลังปราบปรามและบังคับผู้เห็นต่างแค่นั้นเอง...

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเขมรแดงเมื่อมีอำนาจในกัมพูชา บรรดาผู้เห็นต่างถูกสังหารไปหลายล้านคน บางส่วนก็อพยพหลบหนีออกนอกประเทศ ที่สุดกัมพูชาก็ต้องกลับมากปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเหมือนกับบ้านเรา และเชื่อว่าด้วยพฤติการณ์และพฤติกรรมที่ผ่านมาของกลุ่มชนที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลเอง จะเห็นว่า ไม่มีใครเลยที่มีความเข้าใจในเรื่องของประชาธิปไตย ในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ ในเรื่องของการใช้สิทธิและเสรีภาพ ซึ่งต้องเริ่มจากการทำหน้าที่พลเมืองที่ถูกต้องและครบถ้วนก่อน 

หัดรู้จักการใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างมีขอบเขต เป็นไปตามกฎหมาย และไม่ใช้สิทธิและเสรีภาพของตนล่วงล้ำสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น เพราะหากเป็นเช่นที่เป็นอยู่เยี่ยงนี้แล้ว สังคมไทยที่ธิษะณาและพรรคก้าวไกลพยายามขับเคลื่อนอยู่นี้จะเป็นได้เพียงสังคม 'คณาธิปไตย' (Oligarchy) ที่อยู่ในมือพรรคก้าวไกลเพียงเท่านั้นเอง  

'ธรรมชาติทรายแก้ว' สร้างสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ต่อยอดองค์กรหลากมิติสู่เป้าหมาย Net Zero

เหมืองแร่ธรรมชาติทรายแก้ว บูรณาการร่วมทุกหน่วยงาน ขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ตอกย้ำคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี วิจัยเพื่อใช้ 'ธรรมชาติบำบัด' บริหารจัดการน้ำเสีย ไม่กระทบชุมชน พร้อมวางโครงสร้างแน่นหนา ปลอดภัยต่อพนักงาน และชุมชนโดยรอบ

ไม่นานมานี้ นายวัลลภ การวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธรรมชาติทรายแก้ว จำกัด กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายทรายแก้วคุณภาพดีให้กับลูกค้า ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และการมีธรรมาภิบาลที่ดี โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมทางสังคม วัฒนธรรม ประเพณี การศึกษา และสุขภาพให้แก่ชุมชนโดยรอบ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน สู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ตามที่รัฐบาลไทยได้มีการประกาศไว้บนเวทีการประชุม COP26 

“ที่ผ่านมาบริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมภายในเหมืองแร่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เป็นจุดเด่นในกระบวนการผลิต จนได้แร่คุณภาพ ได้มีการปรับปรุงโรงงานให้ทันสมัยเพื่อลดการใช้แรงงานคน มีการปรับปรุงภูมิสถาปัตย์เพื่อลดต้นทุนในการผลิต อาทิ ท่อส่งทรายแยกเป็นใยแมงมุมกองตามชนิดของทราย การสร้างกองทรายจำนวนมากสามารถเลือกกองที่ความชื้นน้อยไปขายให้ลูกค้าลดการเคลื่อนย้าย ตลอดจนแยกกองทรายตามชนิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมซึ่งมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน จุดเด่นที่เป็นการลดการใช้พลังงานคือ มีการแยกแร่เหล็กออกจากทรายเมื่อผ่านการล้างและคัดขนาดเม็ดทรายแล้วถึง 2 ครั้งด้วยการผลิตผ่าน Double Spirals ที่ทำหน้าที่ในการแยกแร่หนักจนได้แร่ทรายแก้วคุณภาพ” นายวัลลภ กล่าว

ด้วยกระบวนการผลิตที่มีการใช้น้ำจำนวนมาก จึงต้องมีการวางแผนเรื่องการบริหารจัดการน้ำภายในกระบวนการผลิตไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้ศึกษาและวิจัยก่อนการสร้างเหมืองแร่และโรงแต่งแร่เพื่อให้แน่ใจว่าจะวางโครงสร้างถูกต้อง มีการบำบัดน้ำที่รัดกุมและไม่สร้างความเดือดร้อนให้พื้นที่โดยรอบ โดยวางโจทย์ในเรื่อง 'ธรรมชาติบำบัด' ซึ่งหลังจากที่ปล่อยน้ำใช้ออกมาแล้ว ส่วนแรกจะมีบ่อทรายอยู่ข้างล่างช่วยดักตะกอน โดยธรรมชาติแล้วตะกอนจะมีน้ำหนักมากกว่าเมื่อเกิดการไหลเวียนไปในระยะทางที่ไกลขึ้น ก็จะมีตกตะกอนไปเรื่อย ๆ ซึ่งเราจะมีการคำนวณเรื่องระยะทางการไหลวนมาถึงปลายทางที่น้ำจะใสขึ้นเป็นลำดับจึงเชื่อมด้วยท่อลงสู่บ่อน้ำใสซึ่งพร้อมที่จะนำมาเวียนใช้ในการล้างทรายได้เหมือนเดิม

นายวัลลภ กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่บริเวณโดยรอบโรงแต่งแร่และเหมืองแร่นั้นได้ร่วมกับพนักงานเพาะพันธุ์กล้าไม้ชนิดต่าง ๆ เพื่อปลูกในพื้นที่ซึ่งนอกจากช่วยปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงามน่าอยู่แล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว และช่วยจับฝุ่นละอองในอากาศได้อีกทางหนึ่ง ขณะที่พื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ได้มีการบริหารจัดการพื้นที่ด้วยการปลูกต้นทุเรียน และต้นไม้ยืนต้น 

“ด้านกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ได้ร่วมมือกับชุมชนและท้องถิ่นโดยรอบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค อาทิ ปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็กข้างสำนักงานเทศบาลตำบล (ทต.) สุนทรภู่ หมู่ ที่ 1 ต.ชากพง อ.แกลง จ.ระยอง สนับสนุนงบประมาณก่อสร้างทางสาธารณประโยชน์ในหมู่ที่ 1 ต.ทางเกวียน อ.แกลง บริเวณถนน 344 บ้านบึง-แกลง ซอย 3 มาบรรจบที่ศาลาบ้านคลองน้ำขาว ระยะทาง 950 เมตร และสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างสะพานข้ามคลองใช้ หมู่ที่ 1 จากถนนสาย 344 บ้านบึง-แกลง แยกเข้าซอย 3 ไปออกศาลาบ้านหนองน้ำขาว เพื่ออำนวยความสะดวกและเกิดความปลอดภัยในการสัญจรร่วมกันให้ประชาชน”  นายวัลลภ กล่าว

จากความร่วมมือของทุกคน เริ่มตั้งแต่ผู้บริหารผลักดันนโยบาย ไปสู่พนักงานในการนำระบบการจัดการดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ ปฏิบัติ ควบคุม ติดตามผล และปรับปรุง ทบทวน พัฒนาจนบริษัทฯ ได้รับ รางวัล ElA Monitoring Awards ตั้งแต่ปี 2011 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนถึงการดำเนินการต่าง ๆ ตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ดีและการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

บลูเทค ซิตี้ เปิดทุ่งสมุนไพรป่าชายเลนตอนรับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการเชื่อมโยงประโยชน์ จากการลงทุนสู่การพัฒนาพื้นที่และชุมชน

วันนี้ (29 มี.ค. 2567 ) ที่ทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา กุลพรภัสร์ วงค์มาจารภิญญา ประธานผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทคซิตี้ ได้ให้การต้อนรับศาสตราจารย์ มณฑล แก่นมณี ประธานอนุกรรมการ การขับเคลื่อน การเชื่อมโยงประโยชน์จากการลงทุนสูการพัฒนาพื้นที่ชุมชน รวมทั้งคณะติดตาม ได้ร่วมลงพื้นที่มาเยี่ยมชมผลงานประชุมหารือและรับฟังแนวทางการดำเนินงาน "เขาดิน โมเดล" โดย คุณกุลพรภัสร์ วงค์มาจารภิญญา ประธานผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทคซิตี้ กล่าวว่า ในภาคธุรกิจเราสนใจทำธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงได้ตั้งชื่อว่า BlueTech City ที่หมายถึงธุรกิจสีฟ้า เป็นธุรกิจพลังงานสะอาดเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตแก่คนในสังคมไทยทุกชนชั้นวรรณะ ส่วนในภาคสังคมชุมชนท้องถิ่น เรามุ่งมั่นสร้างการอยู่ร่วมกันของอุตสาหกรรมกับชุมชน อย่างมีความสุขที่ยั่งยืน ซึ่งจากประสบการณ์ที่เราลงพื้นที่พบว่าการสร้างมิตรภาพในชุมชน ต้องใช้ใจทำงาน ใช้ใจแลกใจ โดยเราสามารถสรุปเป็นประสบการณ์ที่ทำสำเร็จ ในรูปแบบ "5 ก. โมเดล ดังนี้ ก.ที่ 1-เกียรติ คือ การให้เกียรติซึ่งกันและกัน เอาใจเข้ามาใส่ใจเรา ชาวบ้านมีปัญหาเราจะละเลยอยู่เฉยมิได้ จึงทำให้เกิดโครงการหมู่บ้านบลูเทคที่แก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ทำให้ชาวบ้านมีบ้านเป็นของตนเอง ส่งผลให้เรามีเพื่อนบ้านที่ช่วยเหลือเกื้อกลูกันจนทุกวันนี้ ก.ที่ 2.กล้า คือ หัวใจต้องมีความกล้าหาญ กล้าคิด กล้าทำ กล้านำ กล้าเปลี่ยน จึงทำให้เกิดโครงการทุ่งสมุนไพรป๋าชายเลน ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่มีใครกล้าคิดกล้าทำในเชิงพาณิชย์ จนในวันนี้เราสามารถโชว์ผลงานได้ทั้งเวชสำอางและผ้าย้อมสีธรรมชาติจากสมุนไพรป่าชายเลน ในพื้นที่ของเรา ก.ที่ 3. แก้ใข คือ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นนักแปรปัญหาเป็นปัญญา มองหาโอกาสมากกว่าข้อจำกัด ก.ที่ 4.แกร่ง คือ การมีหัวใจภายในที่กล้าแกร่ง อดทนต่ออุปสรรคและปัญหา และ ก.ที่ 5 - กตัญญู คือ การมีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณและแผ่นดินไทย
จากการมีอุดมการณ์ 5 ก.โมเดล ส่งผลให้เรามีกัลยาณมิตรมาช่วยงานมากมาย อย่าง 
โดยในวันนี้มีไฮไลท์ เด่นๆ อยู่ 4 เรื่อง คือ

1. ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง จาก เหงือกปลาหมอ
2. ผ้าย้อมสีสมุนไพรป่าชายเลน เป็นผ้าโลว์คาร์บอน
3. อาหารจากป่าชายเลน
4. การเพาะพันธุ์ลูกปูคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจชุมชน
นอกจากนั้น เรายังมีแผนในอนาคตที่จะจัดตั้งศูนย์วิจัยมาตรฐานผลิตภัณฑ์ รวมทั้งพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ดูงานสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเป็นพื้นที่ฝึกงานของกลุ่ม Start Up ให้เป็นซิลิกอนวัลเลย์ เมืองนวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต ในเร็วๆนี้ โดยการจัดแสดงผลงานในรูปแบบ Blue'Tech City Model ในวันนี้ จะเป็นต้นแบบการพัฒนาสู่สังคมชุมชนท้องถิ่น นำไปสู่การอยู่ร่วมกันของอุตสาหกรรมกับชุมชน อย่างมีความสุข
ที่ยั่งยืนต่อไป

‘กางเกงหอย’ ซอฟต์พาวเวอร์-อัตลักษณ์ ประจำหัวหิน นทท.แห่จอง-ซื้อติดมือเกลี้ยง เตรียมหยิบไปเล่นสงกรานต์

(29 มี.ค.67) นายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม ประธานกลุ่มเราเพื่อนกัน อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ เปิดเผยว่า จากที่ กลุ่มเราเพื่อนกัน ร่วมกับ การการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบฯ อำเภอหัวหิน และเทศบาลเมืองหัวหิน

จัดกิจกรรม เดิน-วิ่ง ‘หัวหิน รักษ์เล#2 หัวหินถิ่นมีหอย HUA HIN THE CITY OF SHELLFISH’ ครั้งที่ 2 ขึ้น เมื่อเดือน ก.พ.67 ที่ผ่านมา พร้อมกับเปิดตัว ‘กางเกงหอย’ สื่อเรื่องราวหัวหินถิ่นมีหอยลงบนกางเกงในรูปแบบเดียวกับกางเกงช้าง โดยมีต้นแบบมาจากกางเกงแมวของโคราช

เพื่อให้เป็น Soft Power และเป็นอัตลักษณ์ของเมืองหัวหินอีกทางหนึ่ง และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนนักท่องเที่ยว ทำให้มียอดจำหน่าย ‘กางเกงหอย’ ดีอย่างต่อเนื่องนับพันตัว และล่าสุดได้ไปเปิดจำหน่าย ‘กางเกงหอย’ ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ศูนย์การค้าหัวหินมาร์เก็ต วิลเลจ และได้รับความสนใจจากประชาชนนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สั่งจองและซื้อติดมือเพื่อไปเล่นสาดน้ำในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

“ขณะนี้ทางกลุ่มฯ ได้สั่งเพิ่ม ‘กางเกงหอย” ไปกับทางโรงงานอีกราวหนึ่งพันตัว โดยจากเดิมที่เป็นสีเขียว จะมีสีน้ำตาลอ่อนเพิ่มอีกหนึ่งสี เพื่อเป็นทางเลือกของของผู้สวมใส่ เนื่องจากมีประชาชนสอบถามเป็นจำนวนมาก โดย ‘กางเกงหอย’ ล็อตใหม่คาดว่า จะได้ราวสิ้นเดือนเมษายนนี้ ขณะที่ในปีนี้ที่ อ.หัวหิน ได้จัดงานเทศกาลสงกรานต์

“สงกรานต์ คอกระเช้า เสื้อลายดอก สืบสานประเพณีอันดีงามของไทย รับมรดกโลก และมีกิจกรรมมากมาย ที่ตลาดนัดแพไม้ รวม 3 วัน ตั้งแต่ 11-13 เม.ย.นี้ จึงขอเชิญชวนประชาชนนักท่องเที่ยวร่วมเล่นสาดน้ำสงกรานต์ได้ โดยเฉพาะคนที่สวมใส่ ‘กางเกงหอย หัวหิน’ มาเที่ยวภายในงาน ทางเราจะมีของที่ระลึกมอบให้ด้วย” นายนายกิติพงษ์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top