Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

'รมว.ปุ้ย' ย้ำ!! 'ตนเอง-ขรก.' ต้องทำงานเพื่อประชาชน หากไม่มีผลงาน ก็ต้องพร้อมแสดงความรับผิดชอบ

(2 พ.ค. 67) จากกรณีนายจุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดใจกับสื่อมวลชนถึงเหตุผลการลาออกว่า เกิดจากความกดดัน และน้อยใจผู้บริหาร ซึ่งเรื่องนี้ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ตนก็ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องลาออก ส่วนอธิบดีกรมโรงงานก็พบล่าสุดที่ จ.ระยอง หลังจากนั้นก็ยังไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ ส่วนที่ว่าท่านลาออกเพราะเกิดความน้อยใจ และความกดดันนั้น ถ้าติดตามข่าวอย่างละเอียดจะเห็นว่า ได้ให้กำลังใจคนทำงานมาตลอด และไม่ได้ระบุว่าเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม หรือ อธิบดีกรมโรงงาน แต่บอกว่า ทุกคนต้องทำงานอย่างเต็มที่ เพราะ 1 เดือนที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมเจอภาวะวิกฤตในหลายด้าน และในทุกปัญหากระทบต่อพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก มันกดดันให้เราต้องทำงานอย่างเต็มที่

“จะมาบอกว่าน้อยใจหรือเสียกำลังใจไม่ได้ เพราะเราต้องทำงาน เป็นข้าราชการต้องทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ตัวรัฐมนตรีเองก็ต้องทำงาน ถ้าไม่มีผลงานก็ต้องพร้อมที่จะแสดงความรับผิดชอบ ไม่ได้บอกว่าจะปรับเปลี่ยนใคร แต่ถ้าเมื่อไรที่ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ได้ทำตามหน้าที่ สังคมก็จะต้องตั้งคำถาม ตัวดิฉันเองก็ไม่สามารถหนีความรับผิดชอบได้ เราต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ ไม่มีเวลามานั่งท้อหรือเสียใจ และเมื่อเกิดวิกฤตเราควรใช้โอกาสนั้นแสดงฝีมือให้ประชาชนเห็นว่า เราช่วยประชาชนได้ และที่สำคัญ ประตูห้องทำงานรัฐมนตรีก็เปิดตลอด มีปัญหาอะไรก็มาคุยกันได้” รมว.อุตสาหกรรม กล่าว

ส่วนความคืบหน้าไฟไหม้โรงงานสารเคมี ที่ อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้กำชับไปแล้วว่าต้องควบคุมเพลิงให้ได้ และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำเป็นครั้งที่ 3 ในเวลาไล่เลี่ยกัน และบ่ายวันนี้ก็จะลงไปดูหน้างานด้วยตัวเอง

'ก้าวไกล' จวก 'เศรษฐา' เก่งแต่ต่อว่าคนอื่น แต่ทำงานไม่ได้เรื่อง หลังปมเพลิงไหม้โรงงาน 'อยุธยา-ระยอง' หาจุดจบไม่ได้เสียที

(2 พ.ค. 67) นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง และนายทวิวงศ์ โตทวิววงศ์ สส.พระนครศรีอยุธยา พรรคก้าวไกล (ก.ก.) แถลงความคืบหน้ากรณีไฟไหม้โรงงานวินโพรเสส รวมถึงเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บสารเคมีใน อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อคืนวันที่ 1 พ.ค.

โดยนายชุติพงศ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบข้อมูลว่าโรงงานวินโพรเสส ที่ จ.ระยอง และโกดังเก็บสารเคมี ที่ อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา มีเจ้าของกลุ่มเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจ คือก่อนหน้านี้ที่อยุธยาเคยเกิดเหตุเพลิงโรงงานสารเคมี และมีการสั่งย้ายสารเคมีภายในโรงงานออกทั้งหมด จากนั้นมาเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานที่ระยอง และล่าสุดคือเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โกดังในพระนครศรีอยุธยา ระดับผู้สั่งการทำได้แค่สั่งแต่ไม่มีแผนเผชิญเหตุ จึงฝากไปถึงรัฐบาลในฐานะผู้รับผิดชอบหลัก และนายกรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ เห็นผลกระทบจากกลิ่นสารเคมี ต้องถามว่าทำงานกันเป็นหรือไม่ เพราะในการลงพื้นที่ไฮไลต์เดียวคือการไปต่อว่าอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม จนเมื่อวาน (1 พ.ค.) ต้องประกาศลาออกในที่ประชุม คณะกรรมาธิการ (กมธ.) อุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร

“ถ้าท่านอยากทำหน้าที่ใช้ปากทำงานต่อว่าคนอื่น ท่านเป็นฝ่ายค้านก็ได้ ท่านไม่ต้องเป็นรัฐบาลหรอก อำนาจสั่งการอยู่ที่ท่าน ท่านก็สั่งเลยว่าให้ตำรวจทำอะไร ให้แต่ละที่ทำอะไร และต้องฟ้องชดเชยเยียวยาอะไร เพราะอำนาจอยู่ในมือท่าน จึงต้องฝากนายกฯ เพราะท่านไปเห็นหน้างานมาแล้วว่าเหม็นขนาดไหน ถ้าหากท่านจะใช้ปากทำงานต่อว่าคนอื่น ไม่ต้องเป็นรัฐบาลก็ได้ และขอฝากถามไปถึงนายกฯ ว่าจะทำอย่างไรถึงจะจบสักที เพราะดูเหมือนว่าท่านสั่งอะไร ก็ไม่ได้ผลสักอย่าง เพราะแม้ตอนนี้จะยังไม่ทราบชัดเจนว่าสารเคมีในโรงงานมีอะไรบ้าง แต่เบื้องต้นพบว่าเป็นสารประเภทเดียวกันทั้ง 2 ที่” นายชุติพงศ์ กล่าว

เมื่อถามว่า มีความเชื่อมโยงว่ามีการเคลื่อนย้ายสารเคมีจาก จ.ระยอง มายังอ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยาหรือไม่ นายชุติพงศ์ กล่าวว่า รัฐเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้กับโรงงานเหล่านี้ ได้มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าเอาสารเคมีอะไรเข้าไปเก็บบ้าง และมาจากที่ใด เพราะไม่มีใครรู้ หากเกิดสารเคมียังหลงเหลืออยู่แต่ไม่มีที่เก็บแล้ว จากนี้จะไปโผล่บ้านใครก็ไม่ทราบ รัฐบาลต้องทำให้ชัดเจน ว่าจะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งในการตรวจสอบในชั้นกรรมาธิการพบข้อพิรุธหลายอย่างในเรื่องนี้

ต่อข้อถามว่าหากคดีมีความชัดเจนว่าเป็นการลอบวางเพลิง เอื้อประโยชน์นายทุน ฝ่ายค้านจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง นายชุติพงศ์ กล่าวว่า เบื้องต้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการแจ้งความดำเนินคดี เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ต้องติดตามว่า คดีเหล่านั้นดำเนินการไปถึงไหนแล้ว และการขนย้ายใช้งบประมาณของกรมโรงงานฯ หรือเอกชนเจ้าของโรงงาน ซึ่งฝ่ายค้านก็จะติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นบทเรียนว่าการทำแบบนี้จะต้องรับโทษอย่างไรบ้าง

เมื่อถามว่า มองว่ามีความจำเป็นที่โรงงานต้องเกิดเหตุไฟไหม้ในตอนนี้หรือไม่ นายชุติพงศ์ กล่าวว่า ค่าขนย้ายสารเคมีไปกำจัดมีราคาแพง

ด้านนายทวิวงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันทีมผจญเพลิงรับมือ ได้มีการเตรียมแผนรับมือไว้ เนื่องจากพบกรดกัดกร่อนรุนแรงที่พื้นโรงงาน หลังจากไฟไหม้ตลอดทั้งคืน จึงต้องปรับแผนไปดับเพลิงบนหลังคา จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเตรียมแผนรับมือ ชดเชยเยียวยาให้กับประชาชนที่เดือดร้อน และมาตรการดูแลเจ้าหน้าที่ ทั้งการตรวจสุขภาพ และการรักษาในระยะยาว ทั้งนี้ทราบบว่าเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พบรอยตัดรั้วลวดหนาม หลังถูกดำเนินคดีที่ใช้กันพื้นที่โรงงานหลังถูกดำเนินคดีฟ้องร้อง จึงต้องไปตรวจสอบว่าเกิดจากสาเหตุใด

อย่างไรก็ตามนายชุติพงศ์ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในการประชุม กมธ.อุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า เข้าร่วมประชุมกมธ. ด้วยในฐานะ สส.จ.ระยอง พื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งตนได้ถามอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับ งบประมาณในการขนย้ายสารเคมี ซึ่งอธิบดีกรมโรงงานฯ ที่นั่งอยู่ข้างตนก็ได้ตอบว่า "อ่อผมลาออกแล้วครับ" ตอนนั้นรู้สึกช็อกมาก

เมื่อถามว่าอธิบดีกรมโรงงานฯ ได้แจ้งเหตุผลของการลาออกหรือไม่ นายชุติพงษ์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจ น่าจะเป็นเพราะถูกนายกฯ ต่อว่า และทราบว่ากำลังถูกสั่งย้าย ท่านจึงลาออก ซึ่งเรื่องนี้น่าสงสัย เพราะท่านเป็นคนเสนอให้ใช้เงินประกันที่ศาลมาดำเนินการขนย้ายสารเคมี ซึ่งก็ต้องรอผลในวันที่ 7 พ.ค.นี้ จึงต้องติดตามต่อไป เพราะประชาชนเริ่มสงสัยว่าเป็นการวางเพลิงต่อเนื่องหรือไม่

ปทุมธานี 'บิ๊กแจ๊ส' ลาออกจากนายก อบจ. เพื่อประโยชน์ของประชาชน

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่างนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีชี้แจงกรณียื่นหนังสือลาออกต่อผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ยืนยันทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนเต็มที่แล้ว

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่างนายก อบจ.ปทุมธานี กล่าวว่า เหตุผลอันดับแรกคือผมเองได้หารือเกี่ยวกับปัญหาน้ำหลาก เพื่อที่จะป้องกันได้อย่างไร จังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา สิงห์บุรี อ่างทอง ปทุมธานี เราจะคุยกันตลอดในช่วง 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมา ปริมาณน้ำมากจนก็เกือบจะแย่ แล้วช่วงฤดูน้ำหลากที่จะถึงนี้ปริมาณน้ำคาดว่าจะมากกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งทางปทุมเราสู้มาตลอดเวลาสามปีเพื่อให้จังหวัดปทุมธานีไม่จมน้ำ เราได้มีการประสานพูดคุยกันตลอดเพื่อเตรียมการตั้งรับ เมื่อได้พูดคุยกันทุกจังหวัดหากเข้าการเลือกตั้งตามปกติ ที่จะหมดวาระในวันที่ 19 ธันวาคม เมื่อหมดวาระแล้ว ก่อนหมดวาระ 6 เดือนเราจะช่วยเหลือประชาชนไม่ได้เลย อะไรก็ต้องอยู่ในกฎกติกาหมด เบิกจ่ายไม่ได้ ยิ่ง 3 เดือนสุดท้ายยิ่งแย่ใหญ่เลย เราจึงตัดสินใจด้วยกันในฐานะประธานสมาพันธ์นายก อบจ.ภาคกลาง ทุกคนจึงมีความเห็นว่าหากเราช่วยเหลือประชาชนไม่ได้ เราจะอยู่ทำไม่ เมื่ออยู่แล้วทำอะไรไม่ได้ ซึ่งเราคาดว่าปีนี้น้ำจะเยอะ นี่คือเหตุผลหลัก เป็นเหตุผลที่ต้องออกก่อน ผมเองจะออกพร้อมกัน 3 จังหวัด โดยทาง นครสวรรค์ และอ่างทอง เราได้คุยกันโดยผมได้ยื่นใบลาออกมีผลตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ส่วนจังหวัดอื่นๆเดี๋ยวคงตามมาอีก เพราะเมื่อเข้าสู้ 180 วันจะเริ่มระวังตัวกัน และข้อกฎหมายยุบยิบ

ประเด็นที่สอง สิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือเรื่องวัคซีน ที่ฉีดให้พี่น้องประชาชนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ผมได้บทเรียนจากสถานการณ์โควิด-19 เราได้นำซิโนฟาร์มมาฉีดให้พี่น้องประชาชน นำนวัตกรรมใหม่ๆมา เป็นจังหวัดเดียวเลยที่สู้มาตลอด แล้วนำร่องมีการตั้งโรงพยาบาลสนาม เมื่อมีการระบาดไข้หวัดใหญ่ในพื้นที่ปทุมธานีเป็นอันดับหนึ่งในพื้นที่สุขภาพเขตที่ 4 ผมต้องขอบคุณท่านสาธารณสุขจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด จนมีการจัดซื้อวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดให้พี่น้องประชาชน ขณะนี้มีการระดมฉีด ซึ่งทางสาธารณสุขคาดว่าจะระบาดอย่างรุนแรงที่สุดในช่วงต้นฤดูฝน จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ผมต้องลาออกก่อน 

ส่วนอีกประเด็นเราจะมีงานพระราชพิธี งานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ในการจัดแข่งเรือยาวประเพณีที่เป็นประเพณีของจังหวัดปทุมธานี เราได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากล้นเกล้ารัชกาลที่ 10 พระราชทานถ้วยรางวัลถึง 3 ถ้วย สมเด็จพระราชินีอีก 1 ถ้วย เราจัดมาแล้ว 2 ปี กำหนดไว้วันที่ 5 ธันวาฯ หากผมไม่ออกก่อนในวันที่ 19 ธันวาฯจะครบ มันใกล้เลือกตั้งทันที ผมจะทำอะไรไม่ได้จัดอะไรก็ไม่ได้ งานที่เป็นหน้าตาของปทุมธานีจะเสียหาย ภายในงานไม่ได้มีเพียงแข่งเรือยาวอย่างเดียวแต่จะมีการแสดงสินค้าโอทอป เศรฐกิจจะต้องหลั่งไหลเข้ามา 

และประเด็นสุดท้ายเพราะว่าการเลือกตั้ง สว.ที่จะถึงนี้ เนื่องจากผมเป็นประธานสมาพันธ์นายก อบจ.ภาคกลาง 25 จังหวัด การเลือกตั้ง สว.ครั้งนี้มีกติกายุบยิบ กติกาที่ไม่เคยมีมาก่อน ประชาชนไม่ได้เลือก สว.ไม่ได้มาจากประชาชน สว.จะมาจากการเลือกกันเองของคนบางกลุ่ม มีหลายๆคนที่ประสานมาหาผมเนื่องจากผมมีสายสัมพันธ์กับประธานสมาพันธ์ฯ อีก 3 ภาค เพื่อที่จะให้ผมช่วยเหลือในการล็อบบี้ได้ กฎหมายมันแรงมาก ถึงขนาดตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต และมีจำคุก 1 ถึง 10 ปี หากใครที่มีส่วนกับการฮั้ว ผมจึงคิดว่าเราเลือกตั้งนี้ ผมไม่ยุ่ง ผมวางตัวเป็นกลางทางการเมืองจริง ๆ และเมื่อลาออกครั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้มีผล จะเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน ผมก็จะลงอีก หรือหากเป็นคนอื่น เขาก็จะบริหารและใช้เวลาเต็มที่และเริ่มต้นใหม่ในการที่จะดูแลพี่น้องประชาชนต่อไปไม่ต้องมากังวลกับอะไร เหล่านี้คือเหตุผลที่ผมลาออก ที่ทำเพื่อประชาชน

ผมรู้สึกสบายๆอยู่แล้ว เพราะตอนที่ผมเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารจังหวัดปทุมธานี ผมก็ไม่เคยคิดที่มาเป็นนายก อบจ. เพราะมีน้อง ๆ ผอ.จากหลายโรงเรียน และผู้นำท้องถิ่นรวมถึงประชาชนเป็นจำนวนมาก มาพูดคุย เพื่อต้องการให้ช่วยกันพัฒนาการศึกษา และพัฒนาเมืองปทุมธานีให้รุ่งเรืองเทียบเที่ยงกับจังหวัดอื่นๆชั้นนำของประเทศ เมื่อเข้ามาแล้วก็มีโครงการที่ต่อเนื่อง ผมจึงไม่เคียดในการที่ลาออก และเลือกตั้งใหม่ใน 60 วัน แต่เราต้องคิดถึงประชาชนเป็นหลักเท่านั้นเอง ผมมองเพียงว่าประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับคืออะไร มันมีมากกว่ามหาศาล กับเวลาอีก 7 ถึง 8 เดือน เราลาออกไม่ได้ยึดติด ผมไม่ได้กังวลอะไร โดยเหตุผลที่สำคัญคือฤดูน้ำหลาก เรื่องโรคระบาด และการแข่งขันเรือประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปทุมธานี

‘ลิซ่า’ โชว์แก๊ง ‘มอลลี่’ ทั้งขนาดใหญ่-ไซส์มินิแบบยกเช็ต แถมล่าสุดพบขายหมดเกลี้ยง - ราคารีเซลพุ่งเรียบร้อยแล้ว

(2 พ.ค.67) เขย่าวงการอาร์ตทอยอีกครั้ง! หลัง ‘ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล’ โพสต์ไอจีสตอรี่โชว์แก๊ง ‘มอลลี่’ (Molly) ตุ๊กตายอดฮิตจากบริษัทของเล่นรายใหญ่ POP MART

ทำเอาคนรักอาร์ตทอยรีบหาซื้อสะสม กลัวว่าราคาของอาร์ตทอยสุดชิคนี้จะราคาพุ่งอีกเหมือน 
‘ลาบูบู้’ มอนเตอร์ฟันแหลมที่ ‘ลิซ่า’ คลั่งรักไม่ไหว โชว์ให้เห็นภาพอยู่บนไอจีสตอรี่บ่อย ๆ

วงการนี้เข้าแล้วออกยากคงไม่เกินจริง เพราะครั้งล่าสุดนี้ ‘ลิซ่า’ ได้โชว์ภาพของเจ้ามอลลี่ที่ไม่ได้มีแค่ตัวหรือสองตัว แต่มาแบบยกแก๊ง แถมยังมีหลายขนาด ไม่ว่าจะเป็น…

- MEGA ROYAL MOLLY 400% MIKA NINAGAWA
- MEGA ROYAL MOLLY 400% Van Gogh Museum Almond Blossom
- One Day of MOLLY (เซ็ตมอลลี่ไซส์มินิ)

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจบนเว็บไซต์ POP MART พบว่าทั้งหมดนี้ขายหมดเกลี้ยงเป็นที่เรียบร้อย และราคารีเซลสำหรับมอลลี่ขนาด 400% จากหลัก 7,000 บาท ก็ราคาพุ่งกว่าเท่าตัว มีให้เห็นตั้งแต่ในราคา 17,000 - 30,000 บาท ขณะที่มอลลี่ไซส์มินิก็พุ่งไปหลัก 500 บาทต่อกล่อง ยกเซ็ตตก 6,000 บาท

สาวกไอโฟน ฮึ่ม!! นาฬิกาปลุกไม่ดัง ทำคนตื่นสาย-ผิดนัดกันทั่วโลก

ดูเหมือน iPhone กำลังประสบปัญหานาฬิกาปลุกไม่ส่งเสียงในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากมีรายงานบนโซเชียลจากคนใช้ iPhone จำนวนหนึ่งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พบปัญหาแปลกนั่นคือนาฬิกาปลุกไม่ส่งเสียงดัง ล่าสุดตัวแทนของแอปเปิลยืนยันกับนักข่าวของ The Wall Street Journal ว่ารับทราบปัญหานี้แล้ว และกำลังแก้ไขอยู่

ด้านแอปเปิลบอกว่า ปัญหาที่พบคือในการตั้งนาฬิกาปลุกบน iPhone บางกรณี จะไม่ส่งเสียงเมื่อถึงเวลาปลุก เรื่องนี้ทำให้ผู้ใช้หลายคนรายงานปัญหาชีวิต ตื่นสาย ผิดนัด และอะไรต่างๆ ที่ตามมานั่นเอง

อย่างไรก็ตามก่อนที่แอปเปิลจะแก้ไขปัญหานี้ ผู้ใช้งานบางคนคาดเดาว่า ปัญหานาฬิกาปลุกนี้อาจเกี่ยวข้องกับฟีเจอร์ชื่อ Attention Aware หรือ ตั้งใจมอง ซึ่งจะลดระดับเสียงการเตือนลง หากผู้ใช้มองอุปกรณ์ ซึ่ง iPhone ตรวจจับจากกล้องหน้า TrueDepth หากใครพบปัญหาดังกล่าวจึงอาจแก้ไขเบื้องต้นได้โดยไปที่ Settings > Face ID & Passcode และปิด Attention Aware

'กรมธุรกิจพลังงาน' กำชับปั๊มฯ หมั่นเช็กจุดเสี่ยง ไม่ให้น้ำปนเปื้อนในน้ำมัน ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อตนเองและทรัพย์สินของ ปชช.

(2 พ.ค. 67) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า จากกรณีการเติมน้ำมันแล้วกลายเป็นน้ำ ในพื้นที่ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี กรมธุรกิจพลังงานได้ดำเนินการตามกฎหมาย โดยเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและเก็บตัวอย่างน้ำมันมาตรวจสอบคุณภาพ และแจ้งความดำเนินคดีกับปั๊มน้ำมันดังกล่าวในความผิดฐานการจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีลักษณะหรือคุณภาพแตกต่างจากที่อธิบดีประกาศกำหนด ตามข้อกฎหมายด้านคุณภาพและความปลอดภัย หากพบน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ได้คุณภาพ มีโทษตามมาตรา 48 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากพบน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ได้คุณภาพ มีปริมาณเกิน 200 ลิตร จะเข้าข่ายเป็นการปลอมปนน้ำมัน มีโทษตามมาตรา 49 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ทางกรมฯ ได้กำชับผู้ประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน ตรวจสอบจุดเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดกรณีน้ำปนในน้ำมัน โดยการปนเปื้อนของน้ำในน้ำมันดังกล่าวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การปนเปื้อนของน้ำระหว่างขั้นตอนการขนส่งหรือจัดเก็บ และการรั่วไหลของน้ำเข้าไปในถังน้ำมัน 

อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าน้ำมันจะต้องมีการบริหารจัดการน้ำมันในถังเก็บน้ำมันให้เหมาะสม ตรวจวัดน้ำก่อนการรับน้ำมันจากรถขนส่ง และตรวจวัดปริมาณน้ำในถังเก็บน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อตนเองและทรัพย์สินของประชาชน

‘อัยยวัฒน์’ จัดให้!! ติดต่อนัดทีมรักบี้เลสเตอร์ ดึงช่วยพัฒนาวงการรักบี้ไทยไปสู่ระดับโลก

วงการกีฬารักบี้ไทยกำลังจะมีข่าวดี เมื่อ ‘อุปนายกเจ๋ง’ พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร อุปนายกสมาคมกีฬารักบี้ ริเริ่มแนวคิดหาพันธมิตรสโมสรรักบี้ต่างประเทศ เพื่อช่วยพัฒนาวงการรักบี้ไทย โดยได้ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ ที่มีใจรักกีฬาเป็นทุนเดิม ให้การสนับสนุนสมาคมรักบี้จัดการนัดทีม ‘เลสเตอร์ไทเกอร์’ ยอดทีมรักบี้ของเมืองเลสเตอร์ ซิตี้ ให้เป็นการด่วน

เมื่อ ‘บิ๊กต้น’ พ.ต.ท.กุลธน ประจวบเหมาะ นายกสมาคมกีฬารักบี้ทราบข่าวก็ดีใจมาก พร้อมกับบอกว่า “เป็นเรื่องที่ดีของวงการรักบี้ไทย ต้องขอขอบคุณ พล.อ.อ.มนัท ที่ได้ดำเนินงานประสานในเรื่องดังกล่าวและผมขอมอบหมายงานนี้เพื่อสานต่อความตั้งใจที่จะพัฒนาวงการรักบี้ของ พล.อ.อ.มนัท และถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีต่อวงการรักบี้ไทย ที่จะได้มีสโมสรระดับอาชีพของประเทศอังกฤษ มาร่วมพัฒนานักกีฬาไทย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการต่อยอดให้นักรักบี้ไทยไปสู่ระดับโลก ต้องขอขอบคุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ที่เข้ามาช่วยติดต่อทีมรักบี้ของเมืองเลสเตอร์ในครั้งนี้”

ส่วน พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือสมาคมกีฬารักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในการเป็นคนกลางประสานติดต่อยอดทีมรักบี้ของเมืองเลสเตอร์ อย่าง ‘เลสเตอร์ไทเกอร์’ ซึ่ง ตนจะเดินทางไปอังกฤษเพื่อพูดคุยทำข้อตกลงในเรื่องการช่วยพัฒนาวงการรักบี้ไทยในวันที่ 3 พ.ค.นี้

พล.อ.อ.มนัท ยังเผยต่อว่า การพูดคุยในครั้งนี้หากทีมเลสเตอร์ไทเกอร์ตกลงที่จะช่วยพัฒนาก็ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ของวงการรักบี้ไทยเลยทีเดียว ซึ่งแผนงานที่วางไว้คือการตั้งอะคาเดมี่รักบี้เลสเตอร์ไทเกอร์ที่สนามกีฬากองทัพอากาศ เพื่อจะได้เป็นเซนเตอร์ในการฝึกรักบี้ของเยาวชนไทย ส่วนระดับสโมสรในไทยนั้นก็จะทำการคัดเอานักกีฬาที่มีความสามารถส่งไปฝึกซ้อมเพื่อหาประสบการณ์เพิ่มเติมที่ประเทศอังกฤษ โดยจะเน้นไปที่การฝึกทักษะและร่างกาย รวมทั้งส่งไปเข้าแคมป์ทำกิจกรรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในเรื่องกีฬารักบี้

"ในด้านการพัฒนาเยาวชนนอกจากจะมีอะคาเดมี่แล้ว ผมก็ยังมองไปยังโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงเรียนในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการคัดเด็กๆที่มีความสามารถเข้ามาอยู่ในอะคาเดมี่ ที่เราจะติดต่อเอาโค้ชจากต่างประเทศมาฝึกสอน หรือ อาจจะส่งเด็กๆไปฝึกซ้อมที่อังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการที่สมาคมรักบี้ไทยกำลังจะก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เด็กๆได้รับโอกาสไปเปิดประสบการณ์ และนักกีฬาที่มีความสามารถได้รับโอกาสไปฝึกซ้อมยังต่างประเทศ" พล.อ.อ.มนัท กล่าว

สำหรับทีมรักบี้เลสเตอร์ไทเกอร์ หรือฉายา ‘เดอะไทเกอร์’ เป็นทีมรักบี้เก่าแก่ของประเทศอังกฤษมีอายุมากถึง 143 ปี ปัจจุบันอยู่ในลีกพรีเมียร์ชิพรักบี้ของอังกฤษ มี แดน แมคเคลลาร์ เป็นผู้ฝึกสอน มีสนามเหย้าชื่อว่า เวลฟอร์ดโร้ด สเตเดี้ยม ที่มีความจุ 25,849 ที่นั่ง โดยฤดูกาลที่ผ่านมาจบอันดับ 3 ของตาราง ส่วนในฤดูกาลปัจจุบันตอนนี้รั้งอันดับ 8 ของตาราง ผลงานที่ผ่านมาเคยคว้าแชมป์ลีก 11 สมัย รองแชมป์ลีก 7 สมัย เป็นแชมป์ยุโรป 2 สมัย และ รองแชมป์ยุโรป 3 สมัย

“พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ” ส่งกระเช้าเยี่ยมตำรวจจราจรที่ได้รับบาดเจ็บ จากการเข้าระงับเหตุชายคลุ้มคลั่งตรงข้ามสถานีรถไฟหัวลำโพง

วันนี้ (2 พฤษภาคม 2567) เวลา13.30น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร./หน.คณะทำงานด้านเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าเยี่ยมพร้อมมอบกระเช้าเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ ร.ต.ท.พงศ์รัตน์ ประวะโข รอง สว.(จร.) งานศูนย์ควบคุมจราจรด่วน 1 กก.2 บก.จร. ณ โรงพยาบาลตำรวจ หลังเข้าระงับเหตุชายคลั่งอาละวาดทุบรถประชาชน บริเวณหน้าปั๊มแก๊สตรงข้ามสถานีรถไฟหัวลำโพง ริมคลองผดุงกรุงเกษม กรุงเทพมหานคร จนถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บด้วยอาวุธมีด เมื่อวานนี้

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า ตนรู้สึกชื่นชมและเป็นห่วง ร.ต.ท.พงศ์รัตน์ฯ ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่ ร.ต.ท.พงศ์รัตน์ฯ กำลังขับขี่รถจักรยานยนต์ไปปฏิบัติหน้าที่แต่ระหว่างทางนั้นมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนร้องของความช่วยเหลือ ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จึงได้หยุดรถลงมาระงับเหตุ จนได้รับบาดเจ็บตามที่ปรากฏออกข่าวไปแล้วนั้น  โดยวันนี้ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. ได้ทราบเรื่องดังกล่าว จึงฝากชื่นชมกับการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยนึกถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีมากสำหรับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ พร้อมมอบหมายให้ตนมาเยี่ยมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

ด้าน ร.ต.ท.พงศ์รัตน์ฯ กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจที่ผู้บังคับบัญชาส่งกระเช้าและกำลังใจมาให้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น ในระหว่างเข้าระงับเหตุ ตนได้มีสติทุกขณะ เพราะเกรงว่าชายคลุ้มคลั่งคนดังกล่าวจะเข้าทำร้ายประชาชนบริเวณใกล้เคียง ซึ่งก่อนที่ตนจะโดนทำร้าย ได้พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ จนกระทั่งพลเมืองดีที่อยู่บริเวณที่เกิดเหตุ ได้เข้ามาร่วมช่วยควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้

เบื้องต้นอาการบาดเจ็บของ ร.ต.ท.พงศ์รัตน์ฯ ดีขึ้นตามลำดับ พบมีบาดแผลบริเวณศีรษะ 2 จุด แผลเย็บ 5 เข็ม และ 6 เข็ม ซึ่งทางแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลตำรวจยืนยันว่าอาการโดยทั่วไปไม่มีอะไรน่ากังวล ไม่มีการอักเสบหรือติดเชื้อ สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายในเย็นวันนี้

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จัดกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 10 ครบรอบ 72 พรรษา

วันที่ 2 พฤษภาคม 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์  และนางธิวัลรัตน์ อังกินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วย หน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน จังหวัดเพชรบุรี ทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ รายการสถานีประชาชน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

ร่วมกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ลงพื้นที่มอบรถเข็นวีลแชร์ และอุปกรณ์ เพื่อช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ จำนวน 13 ราย ณ บริเวณชั้น 1 อาคารสำนักงานจัดหางาน ตำบลบ้านหม้อ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี และอีก 2 รายที่บ้านของผู้แจ้งความประสงค์ ที่อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ  72 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2567

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ประกอบไปด้วย รถเข็นวีลแชร์ จำนวน 10 คัน และวอล์คเกอร์ช่วยเดิน จำนวน 5 ตัว ได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มไทยสมายล์ (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) มามอบให้กับ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ตามที่ได้รับการประสานจาก หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดเพชรบุรี ผู้รับมอบจำนวน 13 ราย ประกอบไปด้วย มอบรถเข็นวีลแชร์ 8 คัน ได้แก่ นางทองหยิบ คำนำ นางนะ นาคสุก นางสาวสระอาง ใหม่แท้ นางเยี่ยม อยู่จันทร์ นางละออง ยิ้มแย้มศรี นางยุพดี คงแคล้ว นายถวิล หลวงไก และนางเลียม สังข์ศิริ และวอล์คเกอร์ช่วยเดิน จำนวน 5 ตัว ได้แก่ นางมาลี เทียนบรรทัด นายถาวร เลิศนิรันดร์  นางสาวประทุม หมื่นสวัสดิ์ นายอัมพร สว่างอารมณ์ และนายอัทชัย อาริยะ นอกจากนี้ยังได้ไปมอบรถเข็นวีลแชร์ที่บ้านของผู้แจ้งความประสงค์ ณ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี

เป็นจำนวน 2 คัน ได้แก่ นายวินัย แครใหญ่ และนายบุญส่ง กล่ำกล่อมจิตร ทั้ง 15 ราย เป็นกลุ่มเปราะบาง มีฐานะยากจน และประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคม มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ มามอบในครั้งนี้ เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน มอบกำลังใจ ให้แก่ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งมีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป

งามนะ!! สาวใหญ่ วัย 60 ปี คว้า ‘มิสยูนิเวิร์สบัวโนสไอเรส’ เตรียมเดินหน้าชิงมงระดับชาติ หากชนะมุ่งสู่เวทีมิสยูนิเวิร์ส

(2 พ.ค. 67) เลฮานดรา มาริซา โรดริเกรซ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าตำแหน่งชนะเลิศการประกวดนางงาม ‘มิสยูนิเวิร์สบัวโนสไอเรส’ แม้จะมีอายุ 60 ปีแล้วก็ตาม ได้เป็นตัวแทนรัฐแห่งนี้เข้าชิงมงกุฎมิสยูนิเวอร์สระดับประเทศต่อไป

โดยทนายความและผู้สื่อข่าวรายนี้ทำลายธรรมเนียมปฏิบัติและหว่านเสน่ห์ครองหัวใจผู้คนชาวอาร์เจนตินา เอาชนะคู่แข่งขันสาวสวยคนอื่น ๆ ที่มีอายุอ่อนว่าเธอราว 30 ถึง 40 ปี คว้าตำแหน่งชนะเลิศมิสยูนิเวิร์สบัวโนสไอเรส ประจำปีนี้ไปครอง

สำหรับชัยชนะของโรดริเกรซ ถือเป็นตัวแทนของหมุดหมายประวัติศาสตร์ในการท้าทายธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือมาช้านานและถือเป็นการกำหนดคำนิยมใหม่ในมาตรฐานของสังคมในด้านความสวยงาม

หลังจากคว้าชัยชนะอย่างสุดช็อกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โรดริเกรซ เผยว่า เธอมีความรู้เป็นอย่างยิ่งที่ถูกเลือกเป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยใหม่ของการประกวดนางงาม "ฉันตื่นเต้นที่ได้เป็นตัวแทนของกระบวนทัศน์ในการประกวดนางงาม เพราะว่าเรากำลังอ้าแขนรับขั้นใหม่ ที่ผู้หญิงไม่ใช่แค่สวยงามในด้านรูปลักษณ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่านิยมต่าง ๆ ฉันเป็นครั้งแรกของยุคนี้ที่ได้เป็นคนเริ่มมัน"

เวลานี้ โรดริเกรซ ตั้งตาคอยและกำลังวางแผนสำหรับการเข้าชิงชัยในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส อาร์เจนตินา ต่อไป ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ถ้าเธอประสบความสำเร็จ เธอจะได้เป็นตัวแทนของประเทศเข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สระดับโลก ครั้งที่ 73 ที่เม็กซิโก ซิตี ในช่วงปลายปี

อย่างไรก็ตาม โรดริดเกรซ ไม่ใช่ผู้หญิงอายุเยอะเพียงคนเดียวที่เข้ามาเขย่าธรรมเนียมปฏิบัติของการประกวดนางงามในประเทศของเธอเอง โดยก่อนหน้านี้ ไฮดี ครูซ คุณแม่ลูก 2 วัย 43 ปี โค้ชด้านสุขภาพและผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนส กำลังแข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนของสาธารณรัฐโดมินิกัน เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2024

เรื่องราวนี้มีขึ้นหลังจากกองประกวดได้บังคับใช้กฎเกณฑ์ใหม่เป็นครั้งแรก หนึ่งในนั้นคือการยกเลิกจำกัดอายุผู้เข้าประกวด และตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ผู้หญิงทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจะได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมชิงชัย โดยไม่สนว่าจะมีอายุเท่าใดก็ตาม หลังจากที่ผ่าน ๆ มา จนถึงปี 2023 ผู้เข้าประกวดจำเป็นต้องมีอายุระหว่าง 18 ปีถึง 28 ปี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top