Thursday, 13 August 2026
Hard News Team

เชียงใหม่-พุทธศาสนิกชนภาคเหนือ ร่วมพลังบุญผ้าป่าทองคำ สร้างปลียอดพระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร เชิญร่วมพิธียกยอดทองคำ เสาร์ 20 ก.ค.67 เวลา 1100 น.เป็นต้นไป

พิธีทอดผ้าป่าทองคำ สร้างปลียอดทองคำ ส่วนท้ายสุด พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนครในวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 น. 

นายนิรัตน์  พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย พลเอกเอกชัย หาญพูนวิทยา ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพุทธภูมิธรรม อาจารย์วิจักษณ์ สองจันทร์ ประธานมูลนิธิพุทธภูมิธรรม พลตรีฉัตรไชย ประจุศิลป เลขานุการมูลนิธิพุทธภูมิธรรม

โดยได้รับเมตตาจาก พระครูกิตติธรรมนิวิฐ รองเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร  พระครูสุจิตรัตนาทร เจ้าอาวาสวัดชัยมงคล พระครูสกลวรานุกิจ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร คณะสงฆ์ คณะผู้มีจิตศรัทธาและประชาชน ร่วมพิธี ทอดผ้าป่าถวายเงินปัจจัยและทองคำแท้ ณ บริเวณศาลาอเนกประสงค์ วัดชัยมงคล ตำบลข้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่  

ด้วยพระธาตุเชิงชุม เป็นศาสนสถานสำคัญของชาติ ประดิษฐานอยู่เมืองสกลนคร เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิก ชนสองฝั่งโขง และประชาชนคนไทยทั่วประเทศ โดยกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถาน ตามราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 8 มีนาคม 2478 โดยอดีตเจ้าอาวาสวัด จนมาถึงสมัยของพระเทพสิทธิโสภณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 8 และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ได้ดำเนินการทำนุบำรุงรักษาองค์พระธาตุเชิงชุมมาโดยลำดับ ในปีพุทธศักราช 2564 คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดสกลนคร พร้อมทั้งผู้มีจิตศรัทธา ทั้งในและนอกประเทศร่วมกันสละทรัพย์จัดซื้อทองคำ 96.5 เปอร์เซ็นต์ เพื่อหุ้มทองคำยอดองค์พระธาตุเชิงชุม นับตั้งแต่บัวเชิงกลุ่มเรือนยอดส่วนบนไปจรดกรวยทองคำสวมยอดปสี โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนประกอบด้วย

ส่วนที่ 1 ตั้งแต่ปล้องไฉนไปจรดกรวยทองคำสวมปลียอดรวมยอดฉัตร จำนวน 971.26 บาทหรือ 14.806 กิโลกรัม ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 

ส่วนที่ 2 ตั้งแต่บัวคว่ำฐานรองป้องไฉนไปจรดปล้องไฉน จำนวน 585.93 บาท หรือ 8.932 กิโลกรัม ดำเนินแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2565 

ส่วนที่ 3 ตั้งแต่บัวเชิงไปจรดบัวคว่ำฐานรองปล้องไฉน ซึ่งมีขนาดสูง 213 เชนติเมตร ฐานกว้าง 49 เซนติมตร ยอดกว้าง 40 เชนติเมตร ใช้ทองคำ จำนวน 520 บาท หรือ 8 กิโลกรัม โดยจะใช้วิธีอิเล็กโตรฟอร์มมิ่ง(Electroforming Technique) ซึ่งเป็นส่วนท้ายสุดที่ยังคงค้างอยู่ให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์และอยู่ในระหว่างการดำเนินการรวบรวมทองคำ และยังขาดทองคำอีกจำนวน 30 บาท

ทั้งนี้จังหวัดสกลนคร ได้มีประกาศ แต่งตั้งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการหุ้มทอง ส่วนปลียอดพระธาตุเชิงชุม (ส่วนที่ 3) ให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนม พรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 

คณะสงฆ์วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร คณะสงฆ์จังหวัดสกลนคร พุทธศาสนิกชนและมีจิตศรัทธาทั่วประเทศร่วมกับ มูลนิธิพุทธภูมิธรรม จึงได้กำหนดดำเนินโครงการหุ้มทองคำยอดพระธาตุเชิงชุม (ส่วนที่3) และได้พิจารณาให้บริษัท โกลด์ อินโนเวชั่นจำกัด เป็นผู้ดำเนินการหุ้มทองคำฯ ซึ่งได้ดำเนินการขออนุญาตหุ้มทองคำส่วนปลียอดพระธาตุเชิงชุมครบถ้วนทั้ง 3 ส่วน จากกรมศิลปากรและได้รับการอนุญาตเรียบร้อยแล้ว 

โดยที่พุทธศาสนิก ประชาชนคนไทยทั่วประเทศ ประสงค์จะร่วมทำบุญ ให้ดำเนินการร่วมทำบุญกับวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหารได้โดยตรง และในการทอดผ้าป่า ณ วัดชัยมงคล ตำบลข้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ในครั้งนี้ เพื่อรวบรวมทองคำและปัจจัยเพื่อปิดยอดดำเนินการหุ้มทองคำปลียอดพระธาตุเชิงชุม (ส่วนที่ 3) 

โดยกำหนดวันที่จะสมโภชและยกยอดพระธาตุเชิงชุม (ส่วนที่ 3) ระหว่างวันที่ 18 - 20 กรกฎาคม 2567 ที่จะถึงนี้ จึงขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมพลังบุญพิธีดังกล่าว เป็นมงคลชีวิตสืบไป

นภาพร/เชียงใหม่

เชิญติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่ม เติมสอบถาม ได้ที่
Facebook : วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร
หรือ  Line Official Account : มูลนิธิพุทธภูมิธรรม
Line ID : @bbdf
กด https://lin.ee/xKss3rn

“รมช.มท.เกรียง” มอบแนวทางกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีขยายตลาดไทย-เทศ สร้างเงินล้าน ปลุกศักยภาพกลุ่มอาชีพสมาชิกกองทุนฯ รุกแพลตฟอร์มออนไลน์ - เผยรัฐบาลเตรียมยกระดับกองทุนฯ พัฒนาทักษะต้นน้ำจนปลายน้ำ

นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการมอบแนวทางการดำเนินงาน “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” พร้อมให้กำลังใจผู้เข้าร่วมโครงการการประชุมเชิงปฏิบัติการคัดเลือกโครงการตัวอย่าง ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจัดโดยกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยตั้งแต่ปี 2555 สมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีแนวคิดและนโยบาย ในเรื่องกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี อยากให้สตรีมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับสร้างงาน สร้างอาชีพ สามารถเสริมสร้างรายได้ให้กับครอบครัว จึงมีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีขึ้น ซึ่งในเริ่มแรก สตรีจะต้องรวมกลุ่มกัน กลุ่มละ 5 คน สามารถกู้ได้ 100,000 บาท ต่อมาในปี 2558 รัฐบาลในขณะนั้น ได้ย้ายกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีมาสังกัดกระทรวงมหาดไทย โดยให้กรมการพัฒนาชุมชนเป็นผู้กำกับดูแล และปรับปรุงระเบียบ ให้สามารถรวมกลุ่มกันได้ 3 คน และกู้ได้ 200,000 บาท 

นายเกรียง ยังระบุด้วยว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้มีการปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาสให้กับประชาชน โดยเพิ่มวงเงินกู้ในกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเพิ่มขึ้น และทำให้กองทุนใหญ่ขึ้นจากการกู้ 3 คน เป็น 5 คน เพื่อให้เกิดความยั่งยืน รัดกุม รวมถึงได้มีการฝึกอาชีพ

"ขอเป็นกำลังใจให้สตรีทุกท่านที่มาร่วมในการอบรมกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีพลังสตรีขับเคลื่อนประเทศในวันนี้ ท่านคือตัวอย่างของกลุ่มสตรี ที่ใช้เงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีไปประกอบอาชีพจนประสบความสำเร็จ บรรลุวัตถุประสงค์ของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องการให้หญิงชายเท่าเทียมกัน หรือแม้กระทั่งกลุ่มหลากหลายทางเพศ กลุ่มเยาวชนสตรี ได้มีโอกาสในสังคม ร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ พวกเราต้องช่วยกันเป็นกระบอกเสียง เพื่อป่าวประกาศให้รู้ว่า กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ของพวกเรายังอยู่ เราเคยทำโครงการดีๆสำเร็จมาแล้ว ทั้งในอดีตและปัจจุบัน และจะทำต่อไปในอนาคต กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี คือโอกาสดีๆ ที่รัฐบาลพร้อมเปิดรับ และสามารถช่วยผู้หญิงอีกจำนวนมาก ให้ยืนบนลำแข้งตัวเอง และยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับผู้ชาย ให้กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี สร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้พลังสตรี เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป” นายเกรียง กล่าว 

ขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการสำนักกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ยังได้บรรยายให้ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับทราบแนวทางการยกระดับกลุ่มอาชีพสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี พร้อมเสวนาให้ความรู้ “อนาคตของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” โดยนางวันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย, นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ผู้แทนคณะร่างนโยบายกองทุนสตรีแห่งชาติ และนายอรรฆรัตน์ นิติพน หรือ “ก้อง อายุน้อยร้อยล้าน”

ทั้งนี้ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการคัดเลือกโครงการตัวอย่าง แก่ผู้ที่รวมกลุ่มดำเนินโครงการ นำเงินกองทุนฯ ไปต่อยอด จนประสบความสำเร็จแล้ว จังหวัดละ 3 โครงการ รวม 231 โครงการ มาร่วมประชุม อบรม และแข่งขันกัน เพื่อต่อยอดตลาดใหม่ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ผ่านการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ และหาอินฟลูเอ็นเซอร์ของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งจะมีการตัดสินผลรางวัลในเดือนสิงหาคม โดยตัดสินจากยอดขาย ยอดการเข้าถึง (Engagement) รวมถึงการสร้างความประทับใจแก่กรรมการผู้ตัดสิน โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้ผู้ที่ประสบความสำเร็จ ไปขยายผลกับสมาชิกกองทุนในแต่ละจังหวัด และเพื่อสร้างการรับรู้ความสำเร็จ และเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับกลุ่มอาชีพสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และเพื่อให้กลุ่มอาชีพสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี มีช่องทางการตลาดบนแพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สามารถสร้างการรับรู้เป็นที่รู้จักของสาธารณชน รวมถึงสร้างการรับรู้ของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีที่สามารถยกระดับสตรีได้จริง 

ทั้งนี้ ภายในการประชุมเชิงปฏิบัติการ ผู้เข้าร่วมอบรม จะได้รับความรู้ แนวคิด และขั้นตอนการปฏิบัติจากอินฟลูเอนเซอร์ ทั้ง “เล่าเรื่องอย่างไรให้มีราคา” โดยนางสาวลักขณา ปันวิชัย หรือ แขก คำผกา ผู้ประกาศ/ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย, “ทำ Content อย่างไรให้ปัง” โดยนางสาวปัญจพร พันธเสน” บริษัท กุเลาทองแม่แป้น จำกัด, การบรรยายการใช้ Tik Tok สร้างยอดขายทะลุล้าน หรือ “Tik Tok Seller ทะลุล้าน” โดยก้อง อรรฆรัตน์ นิติพน หรือ ก้องอายุน้อยร้อยล้าน

นอกจากนั้น ผู้เข้าอบรมจะแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติ (Work Shop) การพลิกโฉมสินค้าบ้าน ๆ เป็นของที่ทุกคนต้องมี โดยทีมวิทยากรจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์, แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการสร้างร้านค้าบน Tik Tok เป็นต้น

'อ.พงษ์ภาณุ' มอง!! 'กองทุน Thai ESG-ต่างชาติถือครองอสังหาฯ' น่าสน เชื่อ!! เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจชั้นดี ในยามที่รัฐไม่มีทางเลือกมากนัก

ทีมข่าว THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ที่พูดคุยในรายการ Easy Econ ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ในประเด็น 'มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ' เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 67 โดย อ.พงษ์ภาณุ กล่าวว่า...

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีความพยายามจากรัฐบาลที่จะออกมาตรการเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึง การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนของปี 2567 การตั้งวงเงินงบประมาณปี 2568 ที่สูงเป็นประวัติการณ์ การออกมาตรการกระตุ้นตลาดหุ้นโดยใช้กองทุน Thai ESG การให้ต่างชาติถือครองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศได้มากขึ้น

มาตรการเหล่านี้ได้รับการตอบรับจากสังคมในทางที่ดี เพราะส่วนใหญ่ (ยกเว้นธนาคารแห่งประเทศไทย) เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีอาการหนักในขณะนี้ และจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาอย่างเร่งด่วน แม้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกจะเริ่มลดดอกเบี้ยแล้วก็ตาม และแม้ว่าบางมาตรการอาจสร้างภาระต่อผู้เสียภาษีอยู่บ้าง แต่รัฐบาลก็ไม่มีทางเลือก เพราะ ธปท. ดื้อแพ่งที่จะไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงิน ยังคงหลงระเริงอยู่กับโลกแห่งความฝันที่สวยหรู และทำทุกอย่างที่สวนทางกับนโยบายการคลัง เสมือนว่าเป็นรัฐอิสระในประเทศไทย

มาตรการเหล่านี้ คาดว่าจะมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดีในระยะสั้น การให้ต่างชาติเช่า/ถือครองอสังหาริมทรัพย์ได้มากขึ้น เป็นมาตรการที่ดีมาก ไม่ถือเป็นการขายชาติที่นักการเมืองลัทธิชาตินิยมบางคนชอบอ้าง แต่กลับจะช่วยให้มีเงินทุนต่างชาติเข้ามากระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย โดยที่รัฐไม่ต้องใช้เงินผู้เสียภาษีแม้แต่แดงเดียว ส่วนมาตรการกองทุน Thai ESG แม้ว่าจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้อยู่บ้าง เนื่องจากให้ผู้ลงทุนหักค่าลดหย่อนได้ถึง 300,000 บาท แต่ก็จะช่วยให้มีเม็ดเงินใหม่จำนวนมากเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

โดยสรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีความเหมาะสม แต่อาจจะยังไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุแห่งความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุน อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน ดูเหมือนว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดที่สุดจะมีทางเดียวคือ การเปลี่ยนตัวผู้ว่า ธปท.

โดนแล้ว!! 'สื่อตะวันตก' ปั่นกระแส '2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ รับเงินหลวง ปฏิบัติข่าวสารเลือกข้าง แบบที่ฟอกขาวอิสราเอล แต่ดิสเครดิตจีนปมอุยกูร์

มีเรื่องราวอันเป็นข่าวเกี่ยวกับ ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ ด้วยมีข่าวปรากฏออกมาว่า วันที่ 7 พ.ค. 2567 สื่อต่างประเทศรายหนึ่ง (ขอสงวนชื่อ) ได้สัมภาษณ์ ‘วิวัธน์ จิโรจน์กุล’ ผู้กำกับ ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’  ด้วยการเริ่มคำถามทั่วไปเกี่ยวกับ ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องนี้ ซึ่งสื่อต่างประเทศรายนั้นถามว่า งบประมาณที่ใช้ทำแอนิเมชันเรื่องนี้มาจากกองทัพ ใช่หรือไม่ หรือการที่ ‘วิวัธน์ จิโรจน์กุล’ ในฐานะผู้กำกับตัดสินใจทำแอนิเมชันเรื่องนี้มาจากม็อบเยาวชนออกมาเคลื่อนไหวเรื่องภารกิจคณะราษฎร ใช่หรือไม่

ตามด้วยคำถามที่เกี่ยวกับการเมืองไทยในปัจจุบัน อาทิ คุณไม่อยากให้ก้าวไกลเป็นรัฐบาลใช่หรือไม่, คุณคิดเห็นอย่างไรกับการยุบพรรคก้าวไกล, คุณเห็นว่า มาตรา 112 มีปัญหาหรือไม่, คุณคิดว่าบทลงโทษ 3-15 ปี ไม่รุนแรงไปหรือ?, แล้วการที่แค่วิจารณ์แล้วต้องติดคุก มันเหมาะสมหรือไม่?, แล้วคุณคิดเห็นอย่างไร? ที่หลายฝ่ายมองว่า ม.112 ละเมิดสิทธิมนุษยชน และ แล้ว มุมมองประชาธิปไตยของคุณเป็นอย่างไร? 

(***สามารถอ่านคำถามและคำตอบของ ‘วิวัธน์ จิโรจน์กุล’ ได้ที่ >> https://www.facebook.com/2475animation/posts/pfbid0tkoXHrYutYW3RfNYzGTSAUdRmxQxMvsd6B1aYcuVYr8jPuvSomjKssMw9ujRGXm6l)

จะเห็นได้ว่าคำถามต่าง ๆ ของสื่อต่างประเทศรายนั้นที่ถามต่อสัมภาษณ์ ‘วิวัธน์ จิโรจน์กุล’ ผู้กำกับ ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ เป็นคำถามที่มีลักษณะชี้นำแกมบังคับเพื่อให้ผู้ตอบได้แสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองฟากฝ่ายใดฟากฝ่ายหนึ่ง แต่ ‘วิวัธน์ จิโรจน์กุล’ สามารถตอบคำถามต่าง ๆ เหล่านั้นได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม แสดงถึงความเป็นกลางทางการเมือง และความถูกต้องตามมาตรฐานของคุณธรรมและจริยธรรมได้อย่างชัดเจน สมควรที่จะได้รับคำชื่นชมจากพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนที่รักในความเป็นธรรมและยึดถือในความถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง

หลายปีที่ผ่านมา ‘สื่อตะวันตก’ ได้เปลี่ยนบทบาทท่าทีจากความเป็นสื่อมวลชนที่มีคุณภาพและจรรยาบรรณ ยึดถือความเป็นกลาง นำเสนอข่าวสารข้อมูลอันเป็นจริงด้วยความเป็นธรรม ไม่เอนเอียงไปทางฟากฝ่ายใดฟากฟากหนึ่งของความขัดแย้ง แต่กาลปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว สื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อตะวันตกจะนำเสนอข่าวสารข้อมูลที่มีลักษณะเลือกข้าง ราวกับรับงานจากรัฐบาลและนายทุนฟากฝ่ายตะวันตกมา ‘ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร’ (Information Operation : IO) โจมตีประเทศต่าง ๆ ที่เป็นคู่ขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็น จีน รัสเซีย อิหร่าน ฯลฯ

ในขณะที่ประเทศที่โลกตะวันตกสนับสนุนอย่างเช่น อิสราเอล ซึ่งไม่ว่าจะก่ออาชญากรรมเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ชาวปาเลสไตน์ไปมากมายขนาดไหน ก็ไม่เคยถูก ‘สื่อตะวันตก’ ประณามหรือกล่าวร้ายเลย โดย ‘สื่อตะวันตก’ เหล่านั้นต่างพยายามให้ข้อมูลกับชาวโลกว่า อิสราเอลป้องกันตนเองอย่างชอบธรรม ทั้ง ๆ ที่พฤติการณ์และพฤติกรรมที่อิสราเอลทำกับชาวปาเลสไตน์นั้น โหดร้ายและป่าเถื่อน เกินกว่าการป้องกันตัวเองไปจนมากมายเกินไปแล้วก็ตาม 

แต่ในกรณีของการปฏิบัติของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อชาวอุยกูร์ ทั้ง ๆ ที่เมืองต่าง ๆ ในดินแดนซินเกียงที่ชาวอุยกูร์อาศัยอยู่นั้นได้รับการพัฒนาความเจริญมากมายในทุก ๆ ด้าน และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเขตกาซ่าหรือเขตเวสต์แบงก์ของชาวปาเลสไตน์ซึ่งถูกอิสราเอลปิดล้อมอยู่นั้น ภาพที่ปรากฏเปรียบเทียบความแตกต่างได้ว่ามากกว่าฟ้ากับเหวเสียด้วยซ้ำไป แต่ ‘สื่อตะวันตก’ ยังคงประณาม กล่าวร้าย จีนว่ากดขี่และละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวอุยกูร์ จนมีการแบนผลิตภัณฑ์จากฝ้ายที่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของซินเกียง โดยรัฐบาลของประเทศมหาอำนาจตะวันตก

จากภาพยนตร์แอนิเมชัน ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ หากนำเรื่องราวต่าง ๆ มาศึกษาติดตามต่อแล้วจะค้นพบถึงสัจธรรมและปรัชญาทางพุทธศาสนาอย่างน้อย 2 ประการคือ ‘ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย’ (สจจ เว อมตวาจา) และ ‘สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม’ (กมฺมุนา วตฺตตี โลโก) โดยเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย’ ได้แก่สิ่งต่าง ๆ ที่คณะราษฎรได้ทำแต่ถูกปิดเงียบเก็บงำเป็นความลับมายาวนานกว่า 80 ปีนั้น ปรากฎโดยเอกสารผลสอบสวนของคณะกรรมการเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินของพระคลังข้างที่ หรือสำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน (ในขณะนั้น) ซึ่งเป็นรายงานที่ทำโดยสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปี พ.ศ.2480 ได้บอกเล่าอธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมและวิธีการของสมาชิกคณะราษฎรซึ่งดำเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 ในการซื้อที่ดินพระคลังข้างที่ในราคาถูกมาเป็นกรรมสิทธิของตัวเองและพวกพ้อง ด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต ซึ่งถูกชี้ชัดว่าเป็นวิธีการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ส่วนเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม’ นั้น มาจากการที่ ‘แกนนำคณะราษฎร’ เกือบทั้งหมดเป็นข้าราชการทหารและพลเรือน เคยเป็นนักเรียนต่างประเทศจึงได้รับการอุปถัมภ์ดูแลจากล้นเกล้าฯ ในหลวง รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ตลอดจนเหล่าบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลาย แต่การปฏิวัติสยาม 2475 นั้น ‘แกนนำคณะราษฎร’ กลับใช้กำลังบังคับจับกุมเหล่าบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลาย ซึ่งหลายพระองค์ได้ทรงให้ความเมตตาเอ็นดูต่อ ‘แกนนำคณะราษฎร’ ตั้งแต่ยังศึกษาเล่าเรียนหรือเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย การกระทำดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการเนรคุณต่อผู้มีพระคุณ ซึ่งผลแห่งกรรมของบรรดา ‘แกนนำคณะราษฎร’ เกิดขึ้นอย่างมากมายในภายหลัง แม้คนรุ่นใหม่ในยุคสมัยนี้อาจไม่เชื่อ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บรรดา ‘แกนนำคณะราษฎร’ หลายคนนั้นจบชีวิตลงด้วยความทุกข์ทรมาน ยากลำบาก ไม่ด้วยทางกาย ก็ทางใจ และบางคนก็ไม่สามารถมากลับมาสิ้นสุดหยุดชีวิตบนแผ่นดินเกิดได้ 

ดังนั้น ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ นอกจากจะเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนความเป็นจริงที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์ชาติไทยแล้ว ยังให้ข้อคิด อุทาหรณ์ บทเรียนมากมายแก่ผู้ที่เข้าใจต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยเพียงแค่ ‘กระพี้’ แต่กลับปฏิบัติตัวเช่นผู้ที่บรรลุถึง ‘แก่นแท้’ ของประชาธิปไตยแล้ว ซึ่งทำให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทยไม่เคยสมบูรณ์แบบ ทำให้เกิดปัญหาเรื่อยมา ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ ได้แสดงให้เห็นถึงความหมายที่แท้จริงและชัดเจนของประโยคที่ว่า ‘เมื่อกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดแล้ว กระดุมเม็ดต่อ ๆ ไปก็กลัดผิดหมด’ ขอขอบคุณคณะผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้จะพบพานปัญหาอุปสรรคเยอะแยะมากมาย แต่ก็ไม่ได้ย่อท้อ บุคคลเหล่านี้ถือได้ว่ามีคุณสมบัติเป็นทองอย่างแท้จริง และเมื่อเป็นทองแล้ว...ย่อมไม่กลัวไฟ!!!

'ดร.เอ้' ชื่นชม!! 'ลิซ่า-ทีมงาน' ไม่เคยลืมความเป็นไทย ส่งต่อของดีของไทยสู่สายตาชาวโลก สร้างมูลค่าทาง ศก.มหาศาล

(30 มิ.ย.67) จากเฟซบุ๊กของ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ 'ดร.เอ้' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

ปรากฏการณ์ Rockstar จากน้อง Lisa และ กระแสเยาวราช fever สะท้อนอะไรถึงนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยวันนี้?

หลังจากน้องลิซ่าได้ปล่อย teaser รวมทั้ง MV ซิงเกิ้ลใหม่ตั้งแต่เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา กับยอด view สูงถึงเกือบ 32 ล้าน view เพียงในวันแรก จนทุก Platform ลุกเป็นไฟ

จนตอนนี้ไม่มีย่านไหนที่จะฮอตอยู่ใน spotlight ความสนใจของคนไทยและคนทั่วโลกเท่ากับ ’เยาวราช‘ พื้นที่เก่าแก่ ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจมหาศาลสำหรับเมืองไทยและคนกรุงเทพ 

ต้องชื่นชมความน่ารักของน้องลิซ่าและทีมงานที่ไม่เคยลืมเมืองไทย คนไทย เป็นตัวอย่างความกตัญญูของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เคยลืมถิ่นกำเนิด นำเสนอของดีของไทยในแบบของเธอเอง ซึ่งเข้าใจและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี 

ตั้งแต่ ปราสาทหินพนมรุ้ง ใน MV เพลง ‘La Lisa’ สวมผ้าซิ่น ‘ผ้าฝ้ายหมักโคลนย้อมคราม‘ จากอุดรธานี ไปทริปไหว้พระกับเพื่อนๆ ปรากฏการณ์ ‘ลูกชิ้นยืนกิน‘ ที่เธอพูดถึงในรายการ Woody show อีกทั้งโรตีสายไหม ร้านเจ้ไฝ และนมถุงหนองโพ ก็ได้เป็นไวรัล ที่ ‘เข้าใจจริง‘ และช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่คนไทยได้อย่างมหาศาล แบบประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว

สิ่งเหล่านี้และครับที่ผมคิดว่าเราควรจะยกให้เธอเป็น ‘ผู้นำ Soft power ของแทร่‘ อย่างที่คนสมัยนี้เขาพูดกัน กับผลงานที่จับต้องได้ และเป็นประโยชน์กับคนไทย ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจไทยในระดับชาติ ซึ่งคนไทยน่าจะได้จากรัฐมากกว่าการไปร่วมเปิดงานกับชาวต่างชาติ ใส่ชุดที่ตัดจากผ้าไทย แล้วบอกว่านี่แหละคือ Soft power แล้ว?

ถ้าผู้ปกครองชุดปัจจุบันแค่จะมองให้ลึก เข้าใจให้จริงถึงสิ่งที่มีค่าของ ‘อัตลักษณ์แบบไทย‘ ที่สามารถโดนใจคนทั่วโลก และมีวิสัยทัศน์มากขึ้นอีกนิดที่จะวางนโยบายผลักดัน ’ของดีของไทย’ ให้ไปสู่สายตาคนทั่วโลก และวางนโยบายที่ส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้ขับเคลื่อน สร้างกระแสเศรษฐกิจไทย มากกว่านโยบายที่แจกเงินประชาชนแล้วก็จบไป ประเทศไทยเราคงไปได้ไกลกว่านี้แน่นอน

เพราะผมเชื่อเหลือเกินในศักยภาพคนไทย ถ้าตั้งใจ ทำจริงแล้วละก็ ไม่มีแพ้ชาติใดในโลก ยังมีคนไทยเก่งๆ แบบนี้อีกเยอะ มาช่วยกันรวมพลัง สร้างคลื่นคนไทยแบบ ‘T-Wave คลื่นลูกใหม่ ไทยนิยม‘ ให้ไปสะเทือนเวทีโลกกันได้อีกแน่นอน ซึ่งจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจไทย ด้วยการเริ่มใส่ใจกับการพัฒนาศักยภาพ และการศึกษาของคนไทยตั้งแต่วันนี้ครับ

ผมเองอาจสามารถเรียกได้ว่า เป็นแฟนเพลงตัวจริงของน้องลิซ่า แต่ก็แอบชื่นชมผลงานอยู่ไกลๆ รวมทั้งยังขอเป็นติ่งน้อยๆ ของคนไทยที่ร่วมภาคภูมิใจที่เธอไปเขย่าเวทีโลก ให้ต่างประเทศต้องจับตามองและติดตามศิลปินหญิงคนหนึ่งจากประเทศเล็กๆ ที่ชื่อว่า ‘ประเทศไทย’ ขอบคุณที่เป็นตัวอย่างดีๆ ของคนรุ่นใหม่ และพี่เอ้เองด้วยนะครับ

ว่าแล้ว จะชวนทีมงานน้องๆ พรรคประชาธิปัตย์ไปหาของอร่อยกินที่เยาวราชตามรอย Rockstar กันดีกว่า มีเพื่อนๆ พี่ๆ ท่านไหนสนใจไปด้วยกันไหมครับ? :)

'อิหร่าน' ดีเดย์ 5 ก.ค.นี้ ชวนประชาชนเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบที่สอง หลังผู้สมัครชิงตำแหน่งทั้งสี่ ไม่มีผู้ได้รับคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง (50%) 

สถานทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ณ กรุงเทพมหานคร แจ้งว่า เนื่องจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสี่ ไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง (50%) 

ดังนั้น สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน จึงจัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบที่สองในวันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม โดยเป็นการเลือกจากผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุดใน 2 ลำดับแรกในรอบที่ผ่านมา ซึ่งได้แก่ นาย Saeed Jalili (38.6%) และ นาย Masoud Pezeshkian (42.5%)

***ทั้งนี้ในส่วนของชาวอิหร่านที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ทางสถานทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ณ กรุงเทพมหานคร ยังคงทำหน้าที่เป็นหน่วยเลือกตั้งสำหรับชาวอิหร่านในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งในวันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 เวลา 08.00 ถึง 18.00 น . 

สถานทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ณ กรุงเทพมหานคร จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวอิหร่านในประเทศไทยได้ออกมาใช้สิทธิของท่านอีกครั้งหนึ่ง

'พีระพันธุ์' ขานรับ 'ก.เกษตร' เร่งช่วยชาวสวนปาล์มสุราษฎร์ฯ แก้ปัญหาราคาตกต่ำ พร้อมหนุนไฟฟ้าระบบโซลาร์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแก่เกษตรกร

‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ลงพื้นที่จังหวัด สุราษฎร์ธานี รับฟังปัญหาและหาแนวทางแก้ไขราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ พร้อมเร่งแนวทางผลิตน้ำมันระบบไพโรไลซิสจากขยะพลาสติกและเศษถ้วยยางพาราเพื่อช่วยลดมลภาวะและช่วยเกษตรกร รวมทั้งเร่งการสนับสนุนไฟฟ้าระบบโซลาร์เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้เกษตรกรและประชาชนอย่างยั่งยืน

เมื่อวานนี้ (29 มิ.ย.67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อรับฟังปัญหาและหาแนวทางแก้ไขราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำจากชาวสวนปาล์มและโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO ณ บริษัท ปาล์มทองคำ จำกัด อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีครั้งนี้ เพื่อพบพูดคุยปัญหากับชาวสวนปาล์มที่ประสบปัญหาราคาปาล์มตกต่ำโดยตรง พบว่าปัจจุบันปัญหาลดน้อยลงแล้วและลานเทก็รับซื้อทะลายปาล์มจากชาวสวนยางในราคาสูงขึ้น แต่ปัญหาคืออยากให้กรมการค้าภายในประกาศราคารับซื้อทะลายปาล์มในราคาสูงขึ้น เพราะราคาปุ๋ยกับค่าใช้จ่ายอื่นไม่ลดลง ส่วนปัญหาของโรงหีบหรือโรงสกัดคืออยากให้วางระบบการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบของโรงงานไบโอดีเซลให้มีความเป็นธรรมกับลานเทและโรงสกัดมากขึ้น เพราะปัจจุบันมีกฎหมายกำกับดูแลลานเทและโรงสกัดแต่กลับไม่มีกฎหมายกำกับดูแลโรงงานไบโอดีเซลในการซื้อน้ำมันปาล์มดิบ CPO และการขายน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ รวมทั้งน้ำมัน B100 ที่นำมาผสมน้ำมันดีเซล ซึ่งนายพีระพันธุ์รับว่าจะนำไปพิจารณา ทั้งนี้ปัจจุบันนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน ทำงานร่วมกันเพื่อเร่งหามาตรการแก้ไขและช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนปาล์มอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงพลังงาน แม้ว่าจะไม่ใช่กระทรวงหลักที่ดูแลปัญหาดังกล่าว ทว่า ก่อนหน้านี้ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้ขอให้กระทรวงพลังงานช่วยดำเนินการให้ผู้ค้าน้ำมัน เช่น ปตท. และ บางจาก รับซื้อน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ B100 จากโรงงานผลิตไบโอดีเซลที่นำมาใช้ผสมน้ำมันดีเซล ในราคาประมาณ 33-35 ต่อกิโลกรัม ตามที่สำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ประกาศไว้ เนื่องจากมองว่าจะทำให้การรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบหรือ CPO จากโรงหีบหรือโรงสกัดในราคาสูงขึ้นได้ จากนั้นโรงหีบหรือโรงสกัดก็จะไปซื้อผลปาล์มจากลานเทในราคาสูงขึ้น และจะทำให้ลานเทสามารถขยับราคารับซื้อผลปาล์มจากชาวสวนปาล์มสูงขึ้นด้วยตามลำดับ 

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะบังคับผู้ค้าน้ำมันให้รับซื้อน้ำมัน B100 ในราคาใดราคาหนึ่ง ต่างจากกระทรวงพาณิชย์ นอกจากนั้นโรงงานผลิตไบโอดีเซลเป็นขั้นตอนที่อยู่ห่างจากการซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรที่ลานเทมาก จึงขอความร่วมมือให้ผู้ค้าน้ำมันที่จะซื้อน้ำมัน B100 จากโรงงานไบโอดีเซลต้องทำความตกลงกับโรงสกัดและลานเทว่าจะรับซื้อทะลายปาล์มจากชาวสวนปาล์มในราคาสูงขึ้นด้วยเสียก่อน ขณะเดียวกัน จะผลักดันการนำน้ำมันปาล์มดิบ CPO ขยะพลาสติก และเศษถ้วยยางไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตน้ำมันระบบไพโรไลซิสในชุมชนเพื่อช่วยลดมลภาวะและช่วยลดภาระด้านน้ำมันเชื้อเพลิงให้เกษตรกร

“ก่อนหน้านี้ เคยให้ความเห็นไว้ว่า หากต้องการจะช่วยเหลือชาวสวนปาล์มจริง ๆ แล้ว ควรให้กระทรวงพาณิชย์กำกับให้ลานเทรับซื้อผลปาล์มในราคาที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตามกฎหมายมากกว่า เพราะปัญหาในปัจจุบันคือ ลานเทส่วนมากไม่รับซื้อผลปาล์มในราคาที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศ ในขณะที่โรงหีบหรือโรงสกัดส่วนใหญ่กลับเป็นผู้รับซื้อผลปาล์มจากลานเทตามราคาที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศ ปัญหาอีกอย่างคือเรายังไม่มีการขึ้นทะเบียนลานเทว่า มีจำนวนเท่าใด ขนาดใด ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อมาดูกระบวนการรับซื้อปาล์มของลานเทในจังหวัดสุราษฎร์ธานี หนึ่งในจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดของประเทศ จากนั้นจะนำไปสู่การบูรณาการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวสวนปาล์มอย่างยั่งยืนต่อไป”

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังได้รับฟังเสียงจากชาวสุราษฎร์ธานี ที่ต้องการให้ช่วยส่งเสริมไฟฟ้าจากแสงแดดหรือระบบโซลาร์เซลล์ ซึ่งนายพีระพันธุ์แจ้งให้ทราบว่าปัจจุบันกระทรวงพลังงานกำลังเตรียมการที่จะสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรและชาวบ้านในการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งในเรื่องนโยบายและงบประมาณ แต่ในระยะยาวต้องทำกฎหมายการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นการเฉพาะเพื่อลดขั้นตอนการขออนุญาตและกำหนดมาตรการสนับสนุนอย่างยั่งยืนด้วย ปัจจุบันกระทรวงพลังงานได้เจรจากับกระทรวงการคลังที่จะให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบหลังคาโซลาร์รูฟ มาหักภาษีเงินได้ คาดว่าจะสามารถนำเข้าที่ประชุม ครม. ได้ในเร็วๆ นี้ 

'วงเสวนาฯ' ชี้ 'การเมือง' มีผลต่อระบบเศรษฐกิจ นโยบายของรัฐบาล ส่งผลต่อ ' เศรษฐกิจมหภาค-การคลัง'

รศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ 
นักเศรษฐศาสตร์ด้านนโยบายการคลังและการพัฒนา
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
กล่าวในงานเสวนาเรื่อง ‘การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตอย่างยั่งยืน’ ถึงปัญหาการขาดดุลการคลัง ‘เรื้อรัง’

'วงเสวนาฯ' ชี้ 'การเมือง' มีผลต่อระบบเศรษฐกิจ นโยบายของรัฐบาล ส่งผลต่อ ' เศรษฐกิจมหภาค-การคลัง'

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล 
ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย 
กล่าวในงานเสวนาเรื่อง ‘การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตอย่างยั่งยืน’ ในหัวข้อ ‘ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน’ 

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2567 : สวดมนต์ทุกวัน แต่ไม่มีสติ ได้บุญไหม?

จากช่องติ๊กต็อก @dhamma_tv ได้เผยแพร่คำสอนเรื่อง ‘สวดมนต์ทุกวัน แต่ไม่มีสติ ได้บุญไหม?’ จากรายการ ‘ธรรมะทำไม’ โดย ‘พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท)’ รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เจ้าอาวาสวัดด่านใน

👍คำถาม: สวดมนต์ภาวนาทุกวัน แต่ไม่มีสติในการดำรงชีวิต จะได้บุญหรือไม่?

พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท): ตรง ๆ ได้บุญอยู่แล้ว ไม่ใช่ได้บุญในขั้นตอนสวด แต่ได้บุญตั้งแต่คิดจะสวดแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า ‘เจตนาหํ กมฺมํ วทามิ’

เจตนาในที่นี้หมาย ความตั้งใจ ส่วนการตั้งใจมีอยู่ 3 ระยะ คือ ตั้งใจก่อนทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรียกว่า ปุพพเจตนา ต่อมาคือเจตนาท่ามกลาง หรือเจตนาขณะกำลังทำ เรียกว่า มุญจนเจตนา และสุดท้าย เมื่อเจตนานั้น ๆ สำเร็จเสร็จไปแล้ว เรียกว่า อปรเจตนา 

ดังนั้นหากท่านสวดมนต์ ท่านก็ได้บุญแล้ว แล้วก่อนจะสวดท่านก็คิดว่าจะสวด และเมื่อสวดจบแล้วท่านก็มีความสุข ไม่มีตรงไหนที่ท่านจะไม่ได้บุญ

ส่วนที่บอกว่าไม่มีสติในการดำรงชีวิต ในมุมมองของศาสนาพุทธ ถ้าท่านรู้ตัวว่าไม่มีสติ นั่นแปลว่าท่านรู้นะ ท่านมีสตินะ ท่านเป็นคนดี ท่านยังรู้ตัวว่าท่านไม่มีสติ ผิดกับคนหลายคนที่เข้าใจว่าตนเองมีสติ แต่จริง ๆ แล้ว ไม่มีสติ 

ดังนั้นท่านที่บอกไม่มีสติในการดำรงชีวิต คือท่านรู้ตัวแล้ว โอกาสปฏิบัติธรรมก้าวหน้ามีเปอร์เซ็นต์สูงมาก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top