Friday, 5 June 2026
นายหัวไทร

‘ประชาธิปัตย์’ เดินเกมพลาดกับการกอด ‘เพื่อไทย’ หวังช่วงเวลาที่เหลือได้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มความสามารถ

(1 ก.ย. 68) “ไม่เหลือความเป็นคน” เป็นถ้อยแถลงของ “เดชอิศม์ ขาวทอง” หรือนายกฯชาย เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นคนที่สองที่เป็นชาวสงขลา และเติบโตก้าวขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

นายกฯชายต้องการจะสื่อว่า รับไม่ได้ที่จะไปยกมือสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีระกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการ “ตัดบัวไม่เหลือเยื่อใย” ซึ่งในทางการเมืองเขาไม่ทำกัน

เข้าใจว่านายกฯชายยังติดใจประเด็นที่ดินรถไฟเขากระโดง ที่ตั้งธงตั้งแต่ต้นว่า จะต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ (โฉนด) ผู้ครอบครอง โดยเฉพาะบ้านใหญ่ “ชิดชอบ”

“ภูมิธรรม เวชชยชัย” เคยลั่นวาจาไว้ว่าสามารถเพิกถอนได้ภายในสองวัน แต่จนถึงขณะนี้ผ่านมาสองเดือน ก็ยังทำอะไรไม่ได้ ฝ่ายโน้นก็กวักมือเรียกอยู่ว่า ให้เพิกถอนเลย จะเป็นชั่วโมงไหน ก็เข้าใจว่า อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ก็ไม่กล้าลงนามยกเลิกโฉนดที่ดินอีก 900 กว่าแปลง เพราะศาลยังไม่ตัดสิน ศาลตัดสินเฉพาะ 35 แปลงที่เป็นคดีความฟ้องร้องกัน และเมื่อ 35 แปลงศาลตัดสินว่าเป็นที่ดินการรถไฟ กรมที่ดินก็เพิกถอนโฉนดหมดแล้ว อีก 900 กว่าแปลงถ้าจะเพิกถอนก็ต้องให้การรถไฟฯไปฟ้องศาล ซึ่งเกินกำลังการรถไฟ ต้องให้อัยการรับไปฟ้องให้แทน

“ที่ดินหลวง ถ้าถูกบุกรุกก็ต้องยึดคืนมาเป็นของหลวงทุกตารางนิ้ว” นี้เป็นคำให้สัมภาษณ์จุดยืนของนายกฯชาย ซึ่งเป็นจุดยืนที่ถูกต้อง แต่ยังทำไม่ได้ แม้จะมีโอกาสแล้วก็ตาม ก็เข้าใจได้ว่า เรื่องนี้ยังคาใจนายกฯชายอยู่

อีกประเด็นคือ คดีฮั้วเลือก สว.ซึ่งมีชื่อของคนในพรรคภูมิใจไทยติดร่างแหร่วมขบวนการอยู่ด้วยหลายคน น่าจะเป็นประเด็นใหญ่ที่นายกฯชายรับไม่ได้ จึงปิดประตูใส่หน้าพรรคภูมิใจไทย

แต่ซีกหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ ยังมี “นิพนธ์ บุญญามณี” อดีต สส.8 สมัยพรรคประชาธิปัตย์สงขลา เดินนำหน้าเข้าพรรคภูมิใจไทยไปก่อนแล้ว แถมยังหอบหิ้วรายชื่อ สส.ประชาธิปัตย์ ไปร่วมสนับสนุน “อนุทิน” ไม่น้อยกว่า 4-5 คน

“ผมอยากจะเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า”
 นิพนธ์ บุญญามณี
 29 สิงหาคม 2568 นิพนธ์ แสดงจุดยืนชัดเจน

กล่าวสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ การเลือกเดินเกมกอดเพื่อไทย ก็ต้องเตรียมตัว ทำใจเป็นฝ่ายค้าน 4 เดือนก่อนยุบสภาตามสัญญา แต่ที่น่าเจ็บใจสำหรับนายกฯชาย คือเพิ่งนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยได้เพียงสองเดือน เก้าอี้ยังไม่ทันร้อน บารมียังแผ่ไม่เต็ม ที่ปรึกษาตั้งไว้เกือบร้อย ยังไม่ทันได้หารืออะไรมาก ช่วง 4 เดือนนี้ขอให้ทำหน้าที่เต็มความสามารถ เผื่อความนิยมจะฟื้นขึ้นมาบ้าง กับการ กอดเพื่อไทยไว้แน่น

ขอให้โชคดีมีความสุข สำหรับผมจะไปแคะไปแกะมาว่า ใครจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไหนบ้าง

โควต้ากล้าธรรม!! ใครจะเป็นรัฐมนตรี ฝากพิจารณา!! ‘บิ๊กโอ’ คนรุ่นใหม่ ใจถึง

(31 ส.ค. 68) เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า พรรคกล้าธรรม ที่มี ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค มี รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นประธานที่ปรึกษา ให้การสนับสนุน ‘อนุทิน ชาญวีระกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ฉีกตัวออกมาจากการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างผิดคาด

ผิดคาดเพราะคิดกันว่า พรรคกล้าธรรม คือพรรคสาขาของเพื่อไทย ต้องสนับสนุนเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน แต่วันนี้พรรคกล้าธรรมหอบหิ้ว สส.26 คน พร้อมยกมือให้ ‘อนุทิน’ เป็นนายกรัฐมนตรี

มาถึงเวลานี้พรรคภูมิใจไทยน่าจะมีเสียงสนับสนุนเกิน 290 เสียงแล้ว รวมพรรคเล็กพรรคน้อย แต่ยังไม่รวมบางคนจากพรรคประชาธิปัตย์

292 +ประชาธิปัตย์ (บางส่วน) ก็เกินพอในการสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลแบบแข็งโป๊ก รัฐบาลเพื่อไทยมีเสียงเกินครึ่งแบบหมิ่นเหม่ สภาล่มแล้วล่มอีก ปิดประชุมแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยมาก็หลายครั้ง

ถ้ามาถัวเฉลี่ยจำนวน สส.:รัฐมนตรี จะพบสัดส่วนประมาณ 4.1 หรือ 4.2 คน : รัฐมนตรี 1 คน (หักสัดส่วนของพรรคประชาชนออก เพราะพรรคประชาชนไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ แต่อาจส่งนอมินีมาแทน

พรรคกล้าธรรม 26 เสียง น่าจะมีตำแหน่งรัฐมนตรี 5 คน 5 เก้าอี้ด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันมี ดร.นฤมล เป็นรัฐมนตรีว่าการศึกษา อรรถกร ศิริลัทธยากร เป็นรัฐมนตรีเกษตร และมีอัครา พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ

พรรคกล้าธรรมจึงน่าจะมีกำไรจากการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ได้รัฐมนตรีเพิ่มอีก 2 คน เป็น 5 คน หันซ้ายมองขวา ก็ยังไม่เห็นว่าจะเอาใครมานั่งเป็นรัฐมนตรี แต่ควรจะจัดสรรไปตามภูมิภาคต่างๆ เช่น ใต้ที่ยังไม่มีรัฐมนตรี หรืออิสานก็ยังไม่มีรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม มีแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออก เพื่อเป็นการขยายฐานของพรรคจึงควรมีรัฐมนตรีกระจายไปตามภาคต่างๆด้วย

มองไปยังแกนนำพรรคกล้าธรรมภาคใต้ ก็ยังไม่เห็นตัวชัดเจนนัก สส.บีลา-สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ (ชื่อเล่น “บีลา”) 
รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม สส.นราธิวาส (เขต 3) 2 สมัย  เป็นประธานคณะกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ ก็พอจะจัดวางได้ 

มีข่าวหนาหูว่า สุราษฏร์ธานี จะมีคนนอกเป็นรัฐมนตรีในนามพรรคกล้าธรรม เพราะได้ สส.มาหลายคน จึงเล็งไปยัง“พงศ์ศักดิ์ จ่าแก้ว”แกนนำสุราษฏร์ธานี ก็เคยเป็นนายกฯอบจ.สุราษฏร์มา 1 สมัย เป็น ส.อบจ.และเป็นกำนันมาก่อน

ถ้านึกถึงคนรุ่นใหม่จริงๆก็มี “ก้องเกียรติ์ เกตุสมบัติ”หรือ “บิ๊กโอ”ปัจจุบันอายุราว 44 ปี  
 เขาเพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เขต 8 นครศรีธรรมราช ในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อ 27 เมษายน 2568 ที่ผ่านมาด้วยคะแนนนำเกินหมื่นคะแนน เอาชนะมือเก๋า “ชินวรณ์ บุณยะเกียรติ์ ผู้เป็นพ่อตาจากพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยคะแนนท่วมท้นเกือบ 4 หมื่นคะแนน คงไม่ต้องกล่าวถึงที่มาของคะแนน วิธีการทำคะแนน

บิ๊กโอ เคยได้รับเลือกตั้งเป็น ส.อบจ.เขตอำเภอฉวาง ปี 2566 ลาออกหวังจะลงสมัคร สส.แต่มีปัญหาขัดแย้งกับพ่อตา จึงไม่ได้ลงเลือกตั้ง เขาจึงตัดสินใจแยกทางเดินกับประชาธิปัตย์ บ่ายหน้าเขาพรรคกล้าธรรม และได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมใจ

บิ๊กโอ เป็นคนรุ่นใหม่ มีฐานเสียงแน่นในพื้นที่ อ.ฉวาง นครศรีธรรมราช 
มีภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ ไฟแรง

พรรคกล้าธรรมเน้นสร้างคนรุ่นใหม่และตัวแทนแนวความคิดใหม่ บิ๊กโอจึงอาจได้รับโอกาสในบทบาทที่ใหญ่ขึ้นทั้งในระดับพรรคและระดับชาติ

หากเขาทำงานได้ดีในสภาฯ และสะสมประสบการณ์การเมือง เขาอาจได้รับโอกาสก้าวขึ้นเป็นแกนนำคนรุ่นใหม่ภายในพรรค หรือได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สำคัญ เช่น โฆษกพรรค หรือกรรมาธิการในสภา

ถ้าพรรคกล้าธรรม หวังขยายฐานภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนครศรีธรรมราช จาก 1 เป็น 2 หรือ 3 ก็ควรสนับสนุนให้บิ๊กโอลงชิงในตำแหน่งที่สูงขึ้น เช่น รัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ หรือ เลขาธิการพรรคในอนาคต

ด้วยวัยวุฒิคุณวุฒิ ถือว่า เหมาะสม ถ้าพรรคต้องการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีบทบาททางการเมือง  แม้ประสบการณ์ในการบริหารยังน้อย แต่เป็นเรื่องที่เรียนรู้กันได้ มีที่ปรึกษาดีๆ เหมือนพรรคสนับสนุนอรรถกร ศิริลัทธยากร ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใหญ่ ก.เกษตรและสหกรณ์ มาแล้ว ส่วนจะเป็นกระทรวงไหน ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรอง

ฝากไว้ให้กรรมการบริหารพรรคกล้าธรรมพิจารณาคนรุ่นใหม่ ใจถึงครับ

ฤา… ‘ประชาธิปัตย์’ แตก!! อีกรอบ ‘นิพนธ์’โผล่ภูมิใจไทย หนุน ‘อนุทิน’

(30 ส.ค. 68) การปรากฏกายของ 'นิพนธ์ บุญญามณี' อดีต สส.สงขลา 8 สมัยในนามพรรคประชาธิปัตย์ ในพรรคภูมิใจไทย ในสถานการณ์การเมืองร้อนว่าด้วยการวิ่งจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล

POLITICS: 'นิพนธ์' โผล่ให้กำลังใจ 'อนุทิน' ถึงพรรคภูมิใจไทย ย้ำไม่ได้มาในนาม ปชป. แต่คุยกับกลุ่มแล้ว

ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะตีความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากไปสนับสนุน 'อนุทิน ชาญวีรกูล' หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี

แม้นนิพนธ์ จะบอกว่าเดินทางมาเพื่อให้กำลังใจ เนื่องจากตนเองพูดคุยกับพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เป็นประจำอยู่แล้ว แต่การเดินเข้ามาแม้นิพนธ์ จะไม่ได้เป็นสส. ในปัจจุบัน แต่การเดินทางมาครั้งนี้คงไม่เดินเข้ามามือเปล่าแน่ๆ อย่างน้อยก็มีรายชื่อ สส.ในสังกัดมายืนยันร่วมสนับสนุนด้วย เช่น สรรเพชญ บุญญามณี สมยศ พลายด้วง และอาจจะมีราชิต สุดพุ่ม สส.นครศรีฯ พรรคประชาธิปัตย์ และ….รวมอยู่ด้วย

การปรากฏตัวของนิพนธ์ที่พรรคภูมิใจไทยในขณะที่อีกขั้วหนึ่งของ 'พรรคประชาธิปัตย์' ยังหนุนขั้วเพื่อไทยเดิม นำโดยเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคหารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทย หลังมีการยื่นข้อเสนอให้อยู่ร่วมขั้วรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต่อโดยจะให้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพิ่มกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยไปร่วมหารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่ รร.ปรินเซส หลานหลวง เพื่อยืนยันการเป็นขั้วเดิม

แม้นฉากหน้าจะยังจับมือกันของซีกรัฐบาลเดิม แต่การไม่มีตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม นั้นคือปัญหาของขั้วเพื่อไทย จับมือกันถ่ายรูปแถลงข่าวหน้าระรื่น แต่หน้าชื่นอกตรม บางคนหน้าเสียเดินคอตกเพราะเพิ่งได้ตำแหน่งใหญ่แค่สองเดือน รถนำขบวนกลับบ้าน น้ำมันยังค้างถังอยู่

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดแล้วว่า 'นิพนธ์' หย่าร้างกับประชาธิปัตย์แล้ว

ฤา…ประชาธิปัตย์แตกอีกรอบกับการเดินเกมพลาด

‘อุ๊งอิ๊ง’ รอดหรือไม่รอด ลุ้นกันพรุ่งนี้ แต่ถึงแม้จะรอด รัฐบาลก็ยังร่อแร่

(28 ส.ค. 68) ผมมานั่งใช้ดุลยพินิจถึงทางออกของประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ ชายแดน มันเหมือนมะรุมมะตุ้มกันเต็มไปหมด ประชาชนเริ่มเข้าสู่ภาวะอดอยาก ค่าครองชีพสูง ค่าแรงต่ำ การดำรงชีวิตยากไปหมด หันซ้ายมองขวาก็เต็มไปด้วยปัญหาสารพัด ไม่รู้จะเอาตัวรอดในวิกฤตนี้ได้หรือไม่ แต่จำเป็นต้อง “กัดก้อนเกลือกิน ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ”

มองไปที่ฝ่ายการเมืองซึ่งเป็นกลไกหลักในการบริหารประเทศ หลายเดือนผ่านมา ก็ยังไม่เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอันว่าจะมีช่องทางในการช่วยเหลือชาวบ้านได้ ค่าไฟฟ้า ค่าพลังงานที่สร้างราคาคุยกันไว้ก็เห็นสยบนิ่งไปกับการถูกบีบโดยทุนพลังงาน ดิ้นไม่ออกยิ่งดิ้นเกลียวยิ่งแน่นเข้ามา อันเกิดจากพรรคการเมืองก็ปฏิเสธระบบทุนไม่ได้ เพราะระบบการเลือกตั้งบ้านเราเดินไปสู่ Money politics ชาวบ้านทุกยาก เดือดร้อนแร้นแค้น เงิน 300/500 มาอยู่ต่อหน้าคว้าไว้ก่อน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าลูกไปโรงเรียนรออยู่ เงินทุกบาทจึงมีความหมายสำหรับชีวิต

รัฐบาลก็ป้อแป้ๆ เหมือนมวยเมาหมด แต่พี่เลี้ยงก็ไม่ยอมโยนผ้า หมัดเด็ดในการน็อคก็ไม่มีหรือมีก็น้ำหนักไม่พอใจ

รัฐบาลนี้จะอยู่หรือไป จึงไม่ใช่มือในสภา (ฝ่ายค้าน/รัฐบาล) หรือมวลชนต่อค้านนอกสภา รอบทำเนียบ อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้เป็นชี้ตายออกมาอย่างไรกับข้อกล่าวหา ‘อุ้งอิ๊ง-แพทองธาร’ นายกรัฐมนตรีละเมิดจริยธรรมร้ายแรงในการคุยกับฮุนเซนและคลิปหลุดออกมาจากฝ่ายฮุนเซน ซึ่งพรุ่งนี้ (29 สิงหาคม) ศาลนัดอ่านคำวินิจฉัย

แนวทางของอุ๊งอิ๊งในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 แม้นในพรรคเพื่อไทยจะมั่นใจว่า ‘รอด’ แต่อุ๊งอิ๊งก็ไม่กล้าพอจะไปฟังคำตัดสินที่ศาล แต่ไปรอฟังผลอยู่ทำเนียบ สส.เพื่อไทยก็ไม่มีใครไปศาลนัดรวมพบกันที่พรรคแล้วยกขบวนไปให้กำลังใจนายกฯที่ทำเนียบ

ลาออกก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย ไม่ใช่ทางเลือกของเพื่อไทย อาจจะมั่นใจต่อการเจรจาต่อรอง หรือดีลต่างๆ

นักการเมืองและนักวิเคราะห์หลายรายประเมินว่า หากแพทองธารเลือกลาออกก่อนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นี่อาจเป็น “ทางออกที่ปลอดภัย” ที่จะช่วยลดแรงกระเพื่อมทางการเมืองและหลีกเลี่ยงการตัดสินที่อาจมาแรงเกินไป แต่อย่าลืมว่าไม่มีข้อบังคับใดเขียนไว้ว่า ลาออกแล้ว ศาลจะยกเรื่องให้ไม่หยิบขึ้นมาพิจารณา เช่น กรณี พิชิต ชื่นบาน ลาออกแล้ว แต่ศาลยังพิจารณา และตัดสิทธิ์ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ เพราะถือว่าความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว ‘อุ๊งอิ๊ง’ จึงลากตัวเองไปเสี่ยงเอาดาบหน้าดีกว่า

กรณีศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าผิด

หากไม่ลาออกก่อน ศาลอาจจะมีคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568ว่าการกระทำของแพทองธารเข้าข่าย “ผิดจริยธรรมร้ายแรง” ซึ่งหากศาลตัดสินว่า “ผิดจริง” จะทำให้เธอพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที และส่งผลให้จุดจบทางการเมืองของเธออาจมาถึงในทันที  และต้องสรรหานายกรัฐมนตรีกันใหม่ ซึ่งเพื่อไทยมีแค่ชัยเกษม นิติศิริ เป็นตัวเลือกสุดท้าย

น่าสนใจว่าหากตัดสินว่า “รอด” ศาลวินิจฉัยว่าไม่ผิด หรือผิดไม่ร้ายแรง อุ๊งอิ๊งมีโอกาสนั่งต่อในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ความท้าทายภายในพรรคเพื่อไทยและในรัฐบาลยังไม่จบง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องความไว้วางใจและแรงสนับสนุนที่สั่นคลอน     

การที่อุ๊งอิ๊งเลือกใช้ภาษา “บกพร่องโดยขาดประสบการณ์” เป็นโล่ทางการเมือง เลือกใช้วลีนี้เพื่อชี้ว่าความผิดพลาดเกิดจากวัยและประสบการณ์ที่ยังไม่ชำนาญ ไม่ใช่มีเจตนาทุจริต แต่แตกต่างจากที่ทักษิณเคยใช้ว่า “บกพร่องโดยสุจริต” ซึ่งกลายเป็นปมทางวิชาการและสังคมต่อมา

คอการเมืองก็รอลุ้นอย่างเดียวว่าจะออกหัวหรือก้อย

จับตา อบจ.สงขลา กู้เงินกว่า 2000 ล้าน ‘สุพิศ’ โกงหรือไม่เป็นเรื่องในอนาคตที่ต้องติดตาม

น่าจะยินดียิ่งกับชาวสงขลา เมื่อ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.) ให้คำมั่นต่อ สภา.อบจ.ว่า โครงการกู้เงิน 2009 ล้านบาท เป็นการกู้มาเพื่อการพัฒนา ไม่ใช่กู้มาเพื่อโกง

อบจ.สงขลา ขออนุมัติต่อสภา อบจ.สงขลา ขอกู้เงินสองก้อนใหญ่ รวมแล้ว 2009 ล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจทำถนน ก้อนแรกกู้จากกองทุนส่งเสริมกิจการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก้อนที่สองกู้จากธนาคารออมสิน ก็เข้าใจว่า น่าจะได้มีการประสานกันไว้แล้วเป็นเบื้องต้น ส่วนการอนุมัติกู้ยังต้องผ่านการเห็นชอบจากบอร์ดของทั้งสององค์กร และต้องผ่านความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย ในฐานะผู้กำกับดูแล ซึ่งก็ไม่ง่าย

มาทำความรู้จักกับกองทุนส่งเสริมกิจการองค์การบริหารส่วนจังหวัดกันก่อน บางคนอาจจะไม่รู้จัก

“กองทุนส่งเสริมกิจการองค์การบริหารส่วนจังหวัด” (ก.ส.อ.) ซึ่งคือกองทุนในความดูแลของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)

โครงสร้างและส่วนเกี่ยวข้อง ก.ส.อ. จัดตั้งขึ้นตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย โดยมีคณะกรรมการเป็นผู้กำกับดูแลการบริหารกองทุน  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สังกัดกระทรวงมหาดไทย) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ด้านงบประมาณ การเงิน และพัสดุของกองทุน    

วัตถุประสงค์และหลักการสำคัญ คือเปิดโอกาสให้ อบจ. สามารถกู้เงินจากกองทุน เพื่อนำไปใช้ในโครงการต่าง ๆ โดยรายได้หรือเงินฝากของ อบจ. ที่นำมาสะสมไว้เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนเป็นพื้นฐานในการคำนวณวงเงินกู้  โดยทั่วไป อบจ. สามารถกู้ได้ไม่เกิน 3 เท่าของเงินสะสมที่ฝากไว้กับกองทุน มีระบบกำหนด ดอกเบี้ยเงินกู้และผลตอบแทนจากเงินฝาก ที่ชัดเจน ตามเงื่อนไขของคณะกรรมการเงินทุนกำหนด

ตัวอย่างการใช้งานในเชิงปฏิบัติ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 มีการประชุมคณะกรรมการเงินทุนส่งเสริมกิจการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.ส.อ.) ครั้งที่ 3/2567 เพื่อพิจารณาโครงการกู้เงินของ อบจ.อุบลราชธานี จำนวน 72 โครงการ ซึ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การก่อสร้างหรือปรับปรุงถนนพื้นที่รับผิดชอบของ อบจ. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

เงินของกองทุนส่งเสริมกิจการ อบจ.มาจากเงินสะสมของ อบจ.เอง ถ้ามีเงินเหลือจ่ายในรอบปีงบประมาณ ซึ่งส่วนใหญ่จ่ายไม่ทันทุกปี ก็นำฝากไว้กับกองทุน เมื่อจำเป็นก็ขอกู้ได้ตามเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ ไม่เกิน 3 เท่าของเงินสะสม

การขอกู้จากกองทุน 1000 กว่าล้านบาทแสดงว่า อบจ.สงขลาต้องมีเงินสะสมฝากไว้ไม่น้อยกว่า 350 ล้านบาท แต่ข้อเท็จจริงไม่ทราบว่า อบจ.สงขลา มีเงินฝากสะสมอยู่เท่าไหร่

แต่ผมแปลกใจว่า ทำไมสุพิศถึงพูดว่า ไม่ใช่กู้มาโกง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครถาม มันมีอะไรติดอยู่ในใจหรือเปล่า แต่น่าสนใจผลสำรวจของสำนักข่าวโฟกัสสงขลา เสียงท่วมท้นไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน 2009 ล้าน และไม่เชื่อว่าจะไม่มีการโกง

ประเด็นปัญหาคือถ้ากู้ได้ไม่ครบจำนวน 2009 ล้านบาท ผมว่า ส.อบจ.ทะเลาะกันตาย เพราะไม่ได้รับงบตามที่รับปากกันไว้ และ ส.อบจ.ส่วนใหญ่ไปบอกกล่าวกับชาวบ้านไว้หมดแล้ว จะสร้าง-ซ่อม ถนนสายนั้นสายนี้แล้วสุดท้ายไม่ได้ หรือได้ไม่เต็ม 'ยุ่งตายห่า' โค้วโต๊ะหมง ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ อดีตประธานสภาฯกล่าวไว้

สุพิศจะโกงหรือไม่โกง ไม่ได้อยู่ที่คำพูด อยู่ที่การกระทำ ติดตามกันต่อไปในอนาคต

‘นิพนธ์’ เปิดบ้านเขารูปช้าง!! สานต่อมิตรภาพกับ ‘พิพัฒน์’ ส่งสัญญาณ!! เชื่อมสัมพันธ์ ‘ภูมิใจไทย’ จับมือ ลุยยึดภาคใต้

(11 ส.ค. 68) การปรากฏกายของพิพัฒน์ รัชกิจประการ (อดีตรมว.ท่องเที่ยวฯ รัฐมนตรีแรงงานฯจากพรรคภูมิใจไทย) ที่บ้านใหญ่เขารูปช้างของ นิพนธ์ บุญญามณี พร้อมมี สรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะเจ้าของบ้านอีกคนร่วมโต๊ะทานข้าวด้วย มีความหมายเชิงการเมืองสงขลาค่อนข้างชัด และสะท้อนได้หลายชั้น ดังนี้

พิพัฒน์ไม่ได้มาคนเดียว มีณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา เขต 7 พรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะผู้สนับสนุนหลายคนมาร่วมด้วย รวมถึงนายกฯแบน “ประสงค์ บริรักษ์” อดีตนายกฯเทศมนตรีเมืองเขารูปช้าง ซึ่งเข้าใจว่า นายกฯแบนไม่ได้เข้าบ้านเขารูปช้างมานานแล้ว นิพนธ์ก็เคยส่งคนลงแข่งกับนายกฯแบน และนายกฯแบน พ่ายให้กับเด็กนิพนธ์ การเลือกตั้ง สส.ปี 66 ประสงค์ก็ลงแข่งกับสรรเพชญ บุญญามณี ที่เขต 1 สงขลา และนายกฯแบนก็แพ้สรรเพชญ

นายกฯแบนคงอาศัยร่มเงินของนายหัวพิพัฒน์ เดินเข้าบ้านใหญ่ เพื่อสานสัมพันธ์หลังข่าวสะพัดนิพนธ์กำลังหาที่ยืนใหญ่ และเล็งไปยังพรรคภูมิใจไทย แต่นายกฯแบนอย่างงัยก็มีพื้นที่ทับซ้อนกับสรรเพชญอยู่ดี ถ้า ‘นิพนธ์-สรรเพชญ’ ยกทัพเข้าภูมิใจ

เวทีการเมืองสงขลา ยังต้องมีพี่เลี้ยง แม้สมยศ พลายด้วง สส.สงขลา ประชาธิปัตย์ จะยิ่งใหญ่พอ แต่ยังไม่ปีกกล้าขาแข็งพอที่จะแยกวงและตั้งบ้านใหญ่ได้ อาหารการเมืองมือเย็นแกงส้มปลาช่อนทะเลจากหลีเป๊ะ จากทีมงานพิพัฒน์ จึงมีเงาร่างของสมยศอยู่ด้วย แม้นจะไม่ชัดว่า นิพนธ์ไปไหนสมยศไปนั้น แต่เห็นได้ว่า นิพนธ์-สมยศ ยังมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน

อาหารการเมืองมื้อนี้สัญญาณเชื่อมสัมพันธ์ ภูมิใจไทย–บ้านใหญ่เขารูปช้าง เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น และลึกถึงขนาดนิพนธ์-เนวิน ชิดชอบ ได้พบเจอกันแล้ว พูดคุยกันแล้ว
 ภูมิใจไทย (พิพัฒน์) กับบ้านใหญ่เขารปช้าง (เดิมสาย ปชป.) ไม่ใช่คู่แข่งตรงในบางเขต แต่มีฐานเสียงทับซ้อนบ้างในบางพื้นที่ของสงขลา แต่ไม่ใช่ปัญหาถ้าจะร่วมกัน การเมืองคือการเมือง ย่อมมีทางออกเสมอ

การนั่งโต๊ะอาหารร่วมกันในที่ไม่เปิดเผย เป็นบ้านส่วนตัว แต่ก็มีภาพหลุดออกมาอย่างตั้งใจ เป็นการ ‘โชว์ให้เห็น’ ว่าทั้งสองฝ่ายมีช่องทางพูดคุย และไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งตลอดเวลา

อาจเป็นการวางฐานความร่วมมือในอนาคต ทั้งในระดับพื้นที่และระดับพรรค

ภาพที่ปรากฏการปรับเกมบ้านใหญ่ หลังประชาธิปัตย์อ่อนแรง คะแนนนิยมลดลงอย่างน่ากังวลใจสำหรับฝ่ายบริหารพรรค แม้จะมีความพยายาม 21 คนไม่ไปไหน แต่ไม่มีใครเชื่อ

นิพนธ์เคยเป็นกำลังหลักของประชาธิปัตย์ในภาคใต้ และในสงขลา แต่หลังความนิยมประชาธิปัตย์ลดลง ต้องรักษาฐานเสียงไว้ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงกับประชาธิปัตย์ การเปิดพื้นที่ให้คนจากพรรคอื่นมาเยือน เป็นการส่งสัญญาณว่า บ้านใหญ่พร้อมคุยกับทุกขั้ว ไม่ผูกมัดตายตัว สรรเพชญ (ลูกชาย) ในฐานะ ส.ส.รุ่นใหม่ อาจได้ประโยชน์จากการมีสายสัมพันธ์กับทุกพรรคที่มีคนใต้นิยมอยู่

บทบาทพิพัฒน์ ในการวางหมากภาคใต้ของภูมิใจไทย ที่ผ่านมานำพาพรรคภูมิใจไทยเข้าแทรกซึมพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ภูมิใจไทยกำลังขยายฐานลงภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ ๆ ที่ประชาธิปัตย์เคยครอง เช่น สุราษฏร์ธานี นครศรีฯ สงขลา รวมถึงสามจังหวัดชายแดนใต้

การปรากฏตัวครั้งนี้เหมือน “เชื่อมสัมพันธ์ให้ลึกขึ้น และต่อเนื่อง“หากในอนาคตมีการสลับขั้วหรือเลือกตั้งใหม่จะได้ไม่เคอะเขิลที่จะจัยมมือเดินไปด้วยกัน

พิพัฒน์ซึ่งมีเครือข่ายท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ อาจใช้ความสัมพันธ์นี้เชื่อมต่อกับนักการเมืองท้องถิ่นที่มีบารมีสูง

สัญญาณถึงคู่แข่งในพื้นที่การที่ภาพออกสู่สาธารณะ ไม่ใช่ความบังเอิญ แปลว่าอยากให้คู่แข่งในสงขลารับรู้ถึงสัญญาณทางการเมืองในอนาคต อาจเป็นการ ‘ส่งสาร’ ว่า บ้านใหญ่เขารูปช้างมีพันธมิตรทางเลือก และพร้อมปรับเกมหากจำเป็น

พิพัฒน์-นิพนธ์ สองแรงแข่งขัน ทั้งผลักทั้งดันภูมิใจไทย กรีฑาทัพเข้ายึดครองพื้นที่ภาคใต้แทนประชาธิปัตย์ที่เริ่มหมดแรง และแผ่วเบายิ่ง

ย้อนรอยเหตุ ‘เดชอิศม์’ ปะทะคารม ‘พีระพันธุ์’ กลาง ครม. ปม กม.โซลาร์รูฟท็อป หลักการของพรรคหรือรับใบสั่งใครมา

พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้นำเสนอ พรบ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์รูฟท็อป) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องขออนุญาตยุ่งยากกับหลายหน่วยงานและเปิดทางให้สามารถขายไฟคืนระบบได้ด้วย 

นายกฯ ชาย เดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย จากพรรคประชาธิปัตย์ แสดงท่าที ไม่เห็นด้วยกับแผนโซลาร์รูฟท็อปที่พีระพันธุ์ เสนอ ครม.โดยให้เหตุผลว่า
•เป็นโครงการที่ “ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน ให้อำนาจกระทรวงพลังงานมากเกินไป
•ยังไม่มีการหารือร่วมกับกระทรวงพลังงานหรือหน่วยงานหลักที่ดูแลระบบไฟฟ้า
•อาจถูกมองว่าเป็นนโยบายหาเสียงล่วงหน้า หากเร่งผลักดันโดยไม่ฟังข้อเท็จจริง

การแสดงท่าทีนี้จึงสะท้อนว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่เห็นด้วยกับพีระพันธุ์ ด้านพลังงานสะอาด แต่ต้องการความชัดเจน โปร่งใส และรอบคอบ โดยเฉพาะเมื่อใช้งบประมาณหรือมีผลกระทบในวงกว้าง

ในวง ครม.ข่าวว่า หลังเดชอิศม์ ขาวทอง พูดจบ พีระพันธ์ถึงกับหลุดคำพูดออกมาว่า “ใครเขียนสคริปต์ให้อ่าน”

ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ต่อ “โซลาร์รูฟท็อป” (Solar Rooftop) มีลักษณะ สนับสนุนเชิงหลักการมาโดยตลอด แต่มีความระมัดระวังในเชิงนโยบายและข้อกฎหมาย โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคมีบทบาทในรัฐบาล หรือในคณะกรรมาธิการพลังงานของสภา ตัวอย่างแนวทางท่าทีมีดังนี้:

1. สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด พรรคประชาธิปัตย์มักแสดงจุดยืน สนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งถือว่าเป็นการกระจายอำนาจการผลิตไฟฟ้าไปยังประชาชน และลดภาระการลงทุนโครงข่ายของรัฐ มี สส. เช่น นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย (ตรัง) เคยอภิปรายในสภาเรียกร้องให้ เปิดเสรีโซลาร์รูฟมากขึ้น และลดข้อจำกัดจากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย

2. ท่าทีระมัดระวังในเชิงนโยบาย ขณะที่พรรคไม่คัดค้านแนวคิด แต่หากมีแผนที่ออกโดย ไม่ผ่านการพิจารณาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วน หรือไม่ได้อยู่ในยุทธศาสตร์พลังงานประเทศ ก็อาจตั้งคำถาม เช่น
“จะกระทบต่อโครงสร้างค่าไฟหรือไม่?”
“จะเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ติดตั้งกับผู้ไม่มีทุนหรือไม่?”
มีแผนบริหารไฟฟ้าและโครงข่ายร่วมอย่างไร?”

กรณีล่าสุด นายกฯชายปะทะพีระพันธุ์ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายเดือน ก.ค. 2568 มีรายงานว่า นายกฯ ชาย เดชอิศม์ ขาวทอง จากพรรคประชาธิปัตย์ แสดงท่าที ไม่เห็นด้วยกับแผนโซลาร์รูฟท็อปที่พีระพันธ์เสนอ อาจมองได้สองมุม คือ ท่าทีที่เปลี่ยนไปของประชาธิปัตย์ หลังเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรค หรือรับงานใครมาค้าน หรือประชาธิปัตย์ต้องการความรอบคอบรอบด้านต่อผลกระทบทั้งต่อประชาชน และแผนพลังงาน

พีระพันธุ์ ได้ใช้ความพยายามมานานในการผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์รูฟ) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาได้ง่ายขึ้น แต่ติดโน่นติดนี่มาโดยตลอด

รายละเอียดสำคัญของแผนนี้
1. เสรีภาพในการติดตั้ง – ปลดล็อกระบบราชการ
แผนมีแนวคิดหลักคือยกเลิกขั้นตอนขออนุญาตหรือเอกสารราชการในบางกรณี เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจติดตั้งโซลาร์รูฟได้ทันที

2. อภิปรายในสภาเร่งรัดกฎหมายเข้าสู่ ครม.

พีระพันธุ์ได้ชี้แจงต่อสภาว่าเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ. โซลาร์รูฟเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในเร็ว ๆ นี้ หลังได้รับความคิดเห็นจากประชาชน (public hearing) แล้ว  

3. ส่งเสริมต่อเนื่องกับเทคนิคและนวัตกรรมในประเทศ
นอกจากร่างกฎหมาย รัฐบาลยังสนับสนุนการผลิต “อินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทย” ขนาด 5.5 กิโลวัตต์ จำนวนล็อตแรก 10,000 ชุด เพื่อลดต้นทุน ให้ประชาชนเข้าถึงได้ในราคาถูกกว่าเครื่องนำเข้า

4. บริบทของตลาดโซลาร์รูฟในไทย
•ตลาดโซลาร์รูฟไทยมีมูลค่าประมาณ 67,000 ล้านบาท และเติบโตกว่า 22% ต่อปี จากตัวเร่งต้นทุนติดตั้งลดลง เตรียมคืนทุนภายใน 6–8 ปี
•ตามแผน PDP ปี 2024 ประเทศไทยตั้งเป้าให้พลังงานหมุนเวียนคิดเป็น 51% ของกำลังผลิตไฟฟ้า ภายในปี 2580 โดยโซลาร์ต้องมีสัดส่วนถึง 16%  

เป็นเรื่องที่น่าจับตามองกับท่าทีของประชาธิปัตย์ในการโต้แย้งพีระพันธ์กลางครม.ของนายกฯชายว่า เกิดจากหลักการ นโยบายของพรรคจริง ๆ หรือรับนโยบายมาจากใคร

ศึกศักดิ์ศรี - การเมืองเหยียบตาปลากัน ปมขัดแย้ง!! ‘เดชอิศม์ - สส.กฤต’

(28 ก.ค. 68) มีหลายคนถามว่า ต้นสายปลายเหตุของความขัดแย้งระหว่าง “เดชอิศม์ ขาวทอง กับ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” เกิดจากอะไร ทั้งๆที่ไม่น่าจะมีประเด็นขัดแย้ง เพราะชนนพัฒฐ์กับลูกเดชดิศม์ มีธุรกิจในสายเดียวกัน และเที่ยวด้วยกันอยู่

จากการสืบค้นน่าจะเกิดจาก“การเสียสัจจะลูกผู้ชาย” ของทั้งคู่ที่เคยรับปากกันไว้ แต่เมื่อถึงเวลาเอาเข้าจริงทำไมได้ ส่วนใครผิดสัจจะก่อน ไม่แน่ชัด

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2566 เดชอิศม์ เคยรับปากว่าจะไม่เข้าไปยุ่งกับเขตเลือกตั้งที่ 4 สงขลา คือย่านระโนด กระแสสินธ์ สทิงพระ สิงหนคร ซึ่งชนนพัฒฐ์ ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งชนนพัฒฐ์ก็รับปากว่าจะไม่เข้ายุ่งเขต 6 สงขลา ย่าน สะเดา นาหม่อง ที่พรรคประชาธิปัตย์ส่ง สุภาพร กำเนิดผล ภรรยาของเดชอิศม์ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยมีคู่แข่งคนสำคัญคือ อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ (โบ้ท) จากพรรคพลังประชารัฐ และเป็นสนามเลือกตั้งที่สู้กันดุเดือด เข้มข้น

แต่ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อการเมืองสู้กันดุเดือด เข้มข้น มีความแพ้ชนะเป็นตัวชี้วัด เดชอิศม์ ก็ก้าวเข้ามาช่วย “ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว” จากพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นคู่แข่งของชนนพัฒฐ์ ทำให้ชนนพัฒฐ์ ก้าวเข้าไปเหยียบเขต 6 อันเป็นเขตกล่องดวงใจของเดชอิศม์ ขาวทอง ทำให้เดชอิศม์ สุภาพร (น้ำหอม) เหนื่อยมากขึ้น และต้องควักมากขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อไม่ให้ภรรยาแพ้การเลือก

ผลการเลือกตั้งในวันนับคะแนนลุ้นกันแบบเหงื่อแตกซิกๆ สลับกันแพ้ สลับกันชนะ แต่ผลสุดท้ายสุภาพรชนะไปแค่ 1000 กว่าคะแนน

ผลการเลือกตั้ง สุภาพร กำเนิดผล (ประชาธิปัตย์) ซึ่งเป็นฝ่ายชนะ ได้มา34,835 คะแนน (37.59%) ในขณะที่อันดับ 2 เป็น อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ (พลังประชารัฐ) ได้มา 33,648 คะแนน (36.31%)

แม้ชนนพัฒฐ์จะชนะชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว แต่อนุกูล พฤษภานุศักดิ์ แพ้ให้กับสุภาพร หรือ แพ้ให้กับคุณนายน้ำหอมนั้นเอง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การพูด การให้สัมภาษณ์ของทั้งสองฝ่ายก็กระแนะกระแหนกันมาตลอด

ยิ่งในการเลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีฯ แข่งกันหนักสามพรรค คือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม โดยพรรคกล้าธรรม นำโดยบิ๊กโอ-ก้องเกียรติ์ เกตุสมบัติ ปักธงสนามเลือกตั้งภาคใต้ให้กับพรรคกล้าธรรมเป็นครั้งแรก สร้างความพ่ายแพ้ย่อยยับให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีชินวรณ์ บุณยะเกียรติ์ ผู้อาวุโสแห่งพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง

ชัยชนะของบิ๊กโอ เกิดจากแกนนำพรรคกล้าธรรมหลายคนไปมะรุมมะตุ้มกันเต็มเขตเลือกตั้ง นำโดย รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค และชนนพัฒฐ์ ก็ไปคลุกอยู่ในพื้นที่เดือนกว่าๆ และเขาก็อวดอ้างส่วนหนึ่งเป็นผลงานของเขา ในขณะที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์กอดความพ่ายแพ้ื กิดลิ้นกลืนเลือด เก็บความช้ำไว้ในอก ชนนพัฒฐ์สร้างรอยแค้นซ้ำให้กับเดชอิศม์อีกครั้ง

เมื่อได้จังหวะกรณีกลุ่มคนจำนวน 5 คน รุมกระทืบลุงวัย 65 ปี บาดเจ็บสาหัส ในทางข่าว 5 คน ล้วนเป็นคนใกล้ชิดชนนพัฒฐ์ เป็นหัวคะแนน เป็นตำรวจติดตาม แม้นชนนพัฒฐ์จะไม่ได้ลงไม้ลงมือเอง แต่ย่อมกระทบชิ้งไปถึงชนนพัฒฐ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น โดยเฉพาะรถตู้ที่ใช้ในการอุ้มลุงไปกระทืบ เป็นรถของใคร เดชอิศม์ได้จังหวะไม่ปล่อยให้ผ่านเลย เขารีบรุดไปเยี่ยมลุงที่ รพ.ระโนดทันที พร้อมฉวยโอกาสให้สัมภาษณ์กระทบไปถึงชนนพัฒฐ์ ทำนองจะไม่ยอมให้เหตุการณ์นี้ผ่านเลยไป ต้องมีคนรับผิดชอบ

เดชอิศม์ ยังลากยาวไปถึงเรื่องเก่าของชนนพัฒฐ์ เมื่อครั้งถูกจับคดีพนันออนไลน์ และฟอกเงิน เขาเอ่ยเลยเถิดไปถึงการกล่าวว่า มีการวิ่งเต้นคดีกับ 100-200 ล้าน แน่นอนว่า เป็นการกล่าวแบบลอยๆ ไม่มีหลักฐานอะไร อันจะนำไปสู่การฟ้องร้องเป็นคดีความกันในอนาคต

เดชอิศม์ให้สัมภาษณ์เหมือนจะให้รื้อฟื้นคดี โดยจะทำหนังสือถึงเลขาฯปปง. ถึงอัยการสูงสุด ถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ชนนพัฒฐ์เมื่อเปิดประเด็นมาแล้วก็น่าจะไม่นิ่งเฉย น่าจะรุกไปถึงขั้นยื่น ปปช.ให้สอบสวนการละเมิดจริยธรรมของเดชอิศม์ ข่าว ปปช.สอบเดชอิศม์ ใน 3 ประเด็นจึงออกมา ทั้งเรื่องดีลลับกับทักษิณ ชินวัตร และจะตามมาด้วยข้อกล่าวหาละเมิดจริยธรรมในการคบหากับเตียว ฮุย ฮวด นักธุรกิจสีเทาชาวจีน ที่ไทยจับกุมส่งกลับไปให้จีนแล้ว

เกมความขัดแย้งน่าจะลามไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคกล้าธรรมสงขลา แทนที่จะส่งแค่ 3-4 เขต ก็น่าจะส่งเกือบครบทุกเขต ตามบดขยี้ “ขาวทอง” ทั้งเขต 5 /6/8/9 เต็มรูปแบบ คือ “สู้จริง” มีเป้าหมายชนะ

ในขณะที่เดชอิศม์ ยังไม่มีตัวลงแข่งที่ชัดเจนว่าใน 9 เขตจะส่งใครลงบ้าง ยกเว้นคนในครอบครัว คนเก่าที่มีอยู่แล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าจะอยู่หรือไป เช่น สรรเพชญ บุญญามณี หรือสมยศ พลายด้วง ประเด็นใหญ่คือ ทาบทามใครต่างไม่มีคำตอบ

เตือน!! ‘นายกฯ ชาย’ ระวัง!! อย่าละเมิดสิทธิ์คนอื่น ‘สส.กฤต’ คุณสมบัติครบ มีสิทธิ์ลงสมัคร สส.สงขลา

(26 ก.ค. 68) เดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยไทย ให้สัมภาษณ์สื่อถึงปัญหาความขัดแย้งกับ สส.กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว จากพรรคกล้าธรรม หลังมีเหตุกระทืบลุงวัย 65 ปี มีการกล่าวอ้างว่า คนใกล้ชิด สส.กฤตเป็นคนทำ โดยเดชอิศม์ กล่าวว่า มีคนบอกว่า คนสงขลาทะเลาะกัน

“กราบเรียนว่าผมเป็นคนสงขลา แต่ สส.บางคนไม่ใช่คนสงขลา เพิ่งเข้ามาอยู่ แต่คนสงขลาให้เกียรติเลือกเป็นผู้แทน แต่คิดจะซื้อเกียรติยศ ซื้อศักดิ์ศรีคนสงขลา ผมไม่ยอมครับ

ทั้งนี้เดชอิศม์ คงจะกล่าวถึง สส.ชนนพัฒน์ นาคสั้ว จากพรรคกล้าธรรม เป็นคน อ.ชะอวด จ.นครศรีฯ เจ้าของทีมสโมสรฟุตบอล นครศรีฯยูไนเตด มีพ่อเป็นนายกฯอบต.อยู่ ต.ท่าสะเหม็ด อ.ชะอวด แต่ สส.ชนนพัฒฐ์มาโตสงขลา

คำพูดของเดชอิศม์ ขาวทอง ที่บอกว่า สส.กฤตไม่ใช่คนสงขลา เพิ่งย้ายมา ก็เป็นคำพูดที่ถูก แต่ไม่ควรลืม และไม่ควรไปละเมิดสิทธิ์คนอื่น เขาย้ายไปอยู่สงขลา ก็เป็นสิทธิ์ของเขา และเขาอยู่จนมีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้ว คนสงขลา เขต 4 เลือกเขามาเป็นผู้แทนแล้ว และในพื้นที่เขต 4 ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ยอมรับต่อการทำหน้าที่ของเขา

เดชอิศม์ไม่ควรลืมว่า สส.อีสาน สส.กทม.และอีกหลายจังหวัดก็มีคนใต้ไปแจ้งเกิดทางการเมือง ไม่ควรไปล่วงละเมิดตรงนี้ ครูมานิตย์ เป็นคนพัทลุง แต่คนสุรินทร์ก็เลือกครูมานิตย์มาเป็นผู้แทน ไม่ใช่เรื่องแปลก และผิดอะไร

เดชอิศม์ ยังบอกว่า เมื่อได้รับเกียรติฟ้องจากอีกฝ่าย ตนก็จะทำหนังสือถึงเลขาธิการ ปปง. /อัยการสูงสุด และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

แม้เดชอิศม์ จะไม่ได้บอกว่า ทำหนังสือไปเรื่องอะไร แต่ในทางการข่าวเชื่อว่า เป็นการทำหนังสือกระทุ้งคดีเก่าของ สส.กฤต ที่บางคดีตำรวจส่งฟ้อง แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง บางคดีอยู่ในมืออัยการสูงสุด

”เดินหน้าเต็มที่ครับ ไม่มียกคันเร่ง ไม่ใส่เกียร์ถอยหลังอย่างแน่นอน” เดชอิศม์ กล่าว พร้อมย้ำว่า ไม่ใช่เกมการเมืองในเขต 4 สงขลา เพราะพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีตัวผู้สมัครเลย การเมืองตัดไปได้เลย ผมไม่อยากให้เกิดเหตุแบบนี้อีก ขอให้เคสนี้เป็นเคสสุดท้าย

ผม #นายหัวไทร ยังงงว่า จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างเดชอิศม์กับชนนพัฒฐ์ มันเริ่มต้นจากจุดไหน เพราะข่าวก่อนหน้าเป็นที่รับรู้กันของชาวสงขลาว่า ลูกของเดชอิศม์ อยู่ในทีมเที่ยวด้วยกันตามประสาวัยรุ่น และอาจจะมีธุรกิจบางตัวที่ทำในรูปแบบเดียวกัน แต่ยังค้นหาจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งไม่เจอว่ามาจากจุดไหน จนมาถึงขั้นเอาเป็นเอาตายกับเรื่องคนกระดังงา โดนกระทืบ

ถึงเวลาทบทวนประวัติศาสตร์ประชาธิปัตย์ เมื่อเลขาธิการพรรค ยังไม่รู้ตำนานในตำแหน่งที่นั่งอยู่

(24 ก.ค. 68) ฟังแล้วจะเป็นลม เมื่อนายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์สื่อแบบ “Exclusive” ว่าเขาคือชาวสงขลาคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้มีใครหยิบมาใส่ อันเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนในประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ในประเด็นข้อเท็จจริง และได้กลายเป็นที่สนใจของคนในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะในหมู่ผู้ติดตามประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีรากฐานยาวนานและซับซ้อน

แม้คำกล่าวของนายเดชอิศม์จะฟังดูน่าภาคภูมิใจ หากแต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้ว กลับพบว่าคำกล่าวนี้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงอย่างชัดเจน

ย้อนกลับไปเมื่อหลายทศวรรษก่อน พรรคประชาธิปัตย์เคยมีเลขาธิการที่ชื่อว่า “วีระ มุสิกพงศ์” ซึ่งได้รับตำแหน่งในยุคสมัย”พิชัย รัตตกุล“เป็นหัวหน้าพรรคในขณะนั้น 

วีระ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ”วีระกานต์ มุสิกพงศ์“ ตามคำแนะนำ และคำขอร้องของผู้เป็นพ่อโดยในช่วงนั้นวีระเป็นนักข่าว นักเขียนให้กับหลายสำนัก แต่เขียนให้ประจำกับสยามรัฐ มีชื่อเสียงกระฉ่อนถึงความกล้าหาญ แหลมคมในการนำเสนอ และเริ่มก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีบทบาทโดดเด่น และที่สำคัญคือเขาเป็น “ชาวอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา” โดยกำเนิด

ปี 2518 วีระเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในนามพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อมีการเลือกตั้งซ่อมกรุงเทพมหานคร และได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องมา สองสมัย และผันตัวเองไปลงสมัครที่จังหวัดพัทลุง ได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องอีก 3 สมัย

วีระ มุสิกพงศ์ ไม่เพียงแต่เป็นชาวสงขลาคนแรกที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หากยังถือเป็นหนึ่งในบุคลากรทางการเมืองที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในยุคเปลี่ยนผ่านของพรรค ทั้งในด้านแนวคิด ยุทธศาสตร์ และบทบาททางสังคม

ความคลาดเคลื่อนในคำให้สัมภาษณ์ของนายเดชอิศม์ อาจสะท้อนถึงช่องว่างของความทรงจำในพรรค หรืออาจเป็นเพียงความผิดพลาดทางข้อมูล แต่สำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิดแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่ “เรื่องเล็ก” เพราะตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คือหนึ่งในหัวใจของกลไกขับเคลื่อนทางยุทธศาสตร์ของพรรค ที่บ่งชี้ถึงอำนาจ อุดมการณ์ และแนวทางการบริหารจัดการภายในพรรค

การยืนยันถึง “ความเป็นคนแรก” ในบทบาททางการเมืองจึงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง มิใช่เพียงคำกล่าวอ้างในห้วงอารมณ์หรือเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองเฉพาะหน้า เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้น มีพยานรู้เห็น มีหลักฐาน และมีผู้คนมากมายที่ยังจดจำได้

หากย้อนกลับไปพิจารณา ”เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์“ หลายคนมีบทบาทสำคัญในการเมืองไทย โดยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คนแรก คือ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ที่มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค ยังมีเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์อีกหลายคนที่เอ่ยชื่อแล้วจะร้อง ”อ๋อ“ ล้ำเลิศในเชิงยุทธทางการเมือง เช่น ดำรง ลัทธิพิพัฒน์ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธื์ สุเทพ เทือกสุบรรณ ก่อนจะมาเป็นเฉลิมชัย ศรีอ่อน และเดชอิศม์ ขาวทอง

บุคคลเหล่านี้ คือบุคลากรระดับนำของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ควรได้รับการจดจำ เป็นคุณูประการต่อพรรคประชาธิปัตย์ และชาติบ้านเมือง เพราะทุกคนก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีทุกคน

แต่เมื่อบุคคลระดับเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน คิดภาคภูมิใจว่า ตนเองเป็นขาวสงขลาคนแรกที่ได้รับเลือดเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นการสะท้อนถึงการไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของพรรคเลย 

นี้ยังไม่พูดถึงเจตนารมณ์อุดมการณ์ของพรรคว่ามันจะเลือนรางไปขนาดไหนกับทีมบริหารพรรคยุคปัจจุบัน อาจถึงเวลาแล้วที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่มีอายุมากที่สุดในประเทศไทย จะต้องหันมาทบทวน “ประวัติศาสตร์ของตนเอง” อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ข้อเท็จจริงถูกกลบด้วยคำกล่าวลอย ๆ และเพื่อให้เกียรติแก่บุคคลที่เคยสร้างคุณูปการให้กับพรรค ไม่ว่าจะอยู่ในหรืออยู่นอกพรรคในวันนี้ก็ตาม

หรือเดชอิศม์ ขาวทอง คิดว่า วีระเป็นคนพัทลุง เพราะเรียนหนังสือที่พัทลุง เป็น สส.พัทลุง ตั้งลำให้ดีครับเดชอิศม์ ในวันที่มีหัวโขนสำคัญ พลาดแล้วเรืออาจจะฝ่าพายุไปไม่รอด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top