Friday, 5 June 2026
นายหัวไทร

สูตรลับค้ำบัลลังก์!! ‘เนวิน’ งัดตำนานเพื่อนรักร่วมรัฐบาลปี 51 จ่อดึง 22 เสียง ‘ประชาธิปัตย์‘ สร้างเสถียรภาพ พร้อมดัน ‘อภิสิทธิ์’ นั่งประธานรัฐสภา หวังเสริมแกร่งหนุน ’ภูมิใจไทย‘ อยู่ยาว

“เนวิน” เปิดดีล 22 เสียงประชาธิปัตย์ ที่ “อภิสิทธิ์” ยากจะปฏิเสธ
……..
จริงเท็จประการใดไม่ทราบกับข่าวว่า “เนวิน ชิดชอบ” หัวเรือใหญ่ หรือครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย เปิดดีลสร้างภาพลักษณ์ให้รัฐบาล “อนุทิน 2” ด้วยการดึงประชาธิปัตย์ 22 เสียง มาอยู่กับซีกรัฐบาล โดยชงหวานให้ “อภิสิทธิ์ เวชชีชีวะ” นั่งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหมายถึงนั่งประธานรัฐสภาด้วยนั้นเอง

ก็ถือเป็นอีกสูตรที่เป็นไปได้ ถ้าโจทย์อยู่ที่ว่า รัฐบาลนี้ต้องอยู่ยาว ล้มยาก รัฐมนตรีไม่มีรอยด่างพลอยให้นักร้องจ้องยื่นศาลด้วยข้อหา “จริยธรรม” อันจะกระทบถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย

ที่บอกว่าเป็นไปได้ #นายหัวไทร จะพาย้อนไปดูเหตุการณ์ทางการเมือง ที่ “อภิสิทธิ์”จะต้องไม่ลืมและจดจำไปตลอดชีวิต เป็นเหตุการณ์ที่ เนวิน ชิดชอบ นำ ส.ส. ในกลุ่มของตนยกมือสนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2551

เป็นช่วงปลายปี 2551 หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย “ยุบพรรคพลังประชาชน” ทำให้ต้องจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในสภา

ตอนนั้นกลุ่มของเนวิน ซึ่งถูกเรียกว่า “กลุ่มเพื่อนเนวิน” หรือภายหลังพัฒนาเป็นแกนของ พรรคภูมิใจไทย ตัดสินใจแยกตัวจากขั้วเดิม แล้วหันไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์

ผลคือวันที่ 15 ธันวาคม 2551 สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของไทย สร้างปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมือง

การโหวตครั้งนั้นเปลี่ยนสมดุลการเมืองแบบพลิกกระดานกลางสภาเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจังหวะ “เปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนขุน” ที่สำคัญของการเมืองไทยยุคหลังปี 49

นี้เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ “อภิสิทธิ์”จพปฏิเสธไม่ได้ถ้า “พี่เน”เอ่ยปากของให้มาช่วยขับเคลื่อนรัฐบาลไปด้วยกัน ช่วยผลักดันกฎหมายสำคัญๆ ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี ผ่านกลไกระบอบรัฐสภาที่มี “อภิสิทธิ์”นั่งคุมหัวโต๊ะ

จับตาด้วยใจลุ้นระทึกว่า ดีลนี้จริงหรือไม่ และจะสำเร็จหรือเปล่า

ภูมิใจไทยจะจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้สายใต้กี่คน 3-4 ฤา…ถึงเวลา “สรรเพชญ บุญญามณี”แล้ว

สายใต้ภูมิใจไทย ควรมีรัฐมนตรีกี่ตำแหน่ง และควรจัดสรรให้ใครบ้าง

ต้องยอมรับความจริงว่า ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยรุกคืบเข้าสนามเลือกตั้งภาคใต้แบบเข้าเป้า 31 ที่นั่ง จาก 59 ที่นั่ง คว้าไปเกินครึ่ง ฝั่งอันดามันกวาดเกือบเรียบ เว้นภูเก็ต และตรังเท่านั้น สงขลา นครศรีฯก็ต้อนไปเยอะ

แน่นอนว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ ทะลุ 193 ที่นั่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล รวบรวมเสียงได้แล้วเกือบ 300 เสียง

รอเพียงผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)รับรองแล้ว

งั้นเรามาวิเคราะห์สูตรจัดตั้งใหม่แบบตั้งหลักว่า สายใต้ภูมิใจไทยจะมีรัฐมนตรีกี่คน ข้อมูลตั้งต้นคือภูมิใจไทยมี สส.ใต้ 31 คน

สูตรคำนวณในการแบ่งสรรโควต้ารัฐมนตรีน่าจะเป็น  9:1 = 31 ÷ 9 ≈ 3.4
ดังนั้นโควตา “สมเหตุสมผล” คือ 3 ตำแหน่ง หรือถ้าเขี้ยวในการต่อรองอาจจะได้ถึง 4 เก้าอี้

ไม่ต้องโยงบ้านใหญ่
ไม่ต้องโยงจังหวัดที่พรรคไม่ได้ ไม่ต้องโยงข้ามพรรค

หลักคิดควรเป็นแบบนี้ 1.คนจากจังหวัดที่พรรคชนะยกจังหวัด เช่น กระบี่ ชุมพร หรือพังงา ควรจะมี 1 ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ถ้าเชิงลึกจริงๆ ควรจะเป็นกระบี่ 4 สส. น่าจะมีสักตำแหน่ง ส่วนจะเป็นใครอยู่ที่การเจรจาต่อรอง ยังจะเป็นคนเดิมไหม

ศาลฎีกา สั่งถอนชื่อ 3 ผู้สมัคร สส. พรรคดัง เหตุเคยต้องคดี ที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และเคยถูกจำคุก

วันที่ 3 ก.พ. 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้เผยแพร่คำพิพากษาคดีเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร ปี พ.ศ 2569 โดยมีคำสั่งถอนชื่อออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 3 ราย จาก 3 พรรคการเมือง เนื่องจากเคยมีคดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และเคยถูกจำคุก

1. นายปฏิพัทธ์ เมืองสุวรรณ์ ผู้สมัคร สส. นครศรีธรรมราช เขต 3 พรรคพลวัต เคยได้รับโทษจำคุกในคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค 3 คดี พ้นโทษจำคุกเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2564 ยังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง

โดยได้รับโทษจำคุก 4 เดือน 15 วัน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1314/2562, โทษจำคุก 4 เดือน 15 วัน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 79/2563 และโทษจำคุก 1 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1786/2563 ของศาลจังหวัดพัทลุง ซึ่งมีใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว

นายปฏิพัทธ์ จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98(7) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42(9)

2. น.ส.ณัฐธัญรดี ปรีณาภาชัยสิริ ผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคไทยสร้างไทย เคยได้รับโทษจำคุกในคดีความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ตามคำพิพากษาของศาลแขวงชลบุรีในคดีหมายเลขแดงที่ 1800/2559 พ้นโทษจำคุกเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2560 ยังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง

โดย น.ส.ณัฐธัญรดี คัดค้านว่าการพ้นโทษยุติลงก่อนที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ 2561 มีผลใช้บังคับ และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2566 แสดงถึงเจตนารมณ์ที่ไม่ประสงค์จะลงโทษจำคุกประชาชนในความผิดดังกล่าว

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง วินิจฉัยว่า เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ 2561 มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปแก่ผู้สมัครทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้นหรือบทเฉพาะกาล ให้ใช้เฉพาะการลงโทษภายหลังกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้วเท่านั้น ผู้คัดค้านจึงไม่อาจยกขึ้นอ้างว่ากฎหมายดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับแก่กรณีของผู้คัดค้าน

ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นเพียงขั้นตอนของการพิจารณายกเลิกกฎหมายเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ประกาศใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเคยได้รับโทษจำคุกในความผิด ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง

น.ส.ณัฐธัญรดี จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98(7) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42(9)

ศักดิ์ศรีไทยราคาเท่าไหร่? แฉ "เงินสีเทา" ซื้ออนาคต 4 ปี แลกเศษเงินสกปรกธุรกิจมืด ทั้งจากสแกมเมอร์-น้ำมันเถื่อน ตีค่าตัวคนไทยแค่ 1.36 บาทต่อวัน!

เงินสีเทาซื้อศักดิ์ศรีคนไทย ร่วมกันต้านการเมืองสกปรก

การเมืองเชิงตัวเลขที่น่าสนใจ ตัวเลขจากการคำนวณเงินซื้อสิทธิ์ขายเสียง อันเป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบ ทุจริต คอร์รัปชัน ค้ายาเสพติด ค้าของเถื่อน ค้าน้ำมันเถื่อน ฮั้วประมูล พนันออนไลน์ สแกมเมอร์ ล้วนแล้วแต่เป็นเงินสกปรก โสมม นำมาใช้ซื้อศักดิ์ศรีของประชาชน

พี่น้องประชาชนพึงอ่าน และทบทวนอย่างมีสติ ใช้ปัญญาตรึกตรอง ซึ่งเข้าใจได้ว่า เงิน 300-500-1000-2000 มีความหมายยิ่งในห้วงเวลาที่ยากลำบาก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าลูกไปโรงเรียนรออยู่ แต่น่าจะมีวิธีการอื่นที่ดีกว่าในการหาเงิน ไม่ทำลายศักดิ์ศรี ไม่ทำลายประชาธิปไตย

ที่ผ่านมาเราได้อะไรจากการขายอนาคตไป 4 ปีเพื่อแลกกับเศษเงินสกปรกเพียงไม่กี่บาท ที่เขาหามาได้อย่างง่ายดายบนความทุกข์ยากเดือดร้อนของคนอื่น

บทสรุปเชิงตัวเลขที่น่าสะเทือนใจยิ่งราคาของศักดิ์ศรีที่ถูกตีค่าแค่ 1.36 บาท/วัน เงิน 2,000 บาทที่ได้รับจากการขายสิทธิ์อาจดูเหมือนมากในวันที่รับมา แต่เมื่อกางตัวเลขออกมาดูความจริงที่น่าใจหายตลอดวาระ 4 ปี (1,460 วัน) คุณค่าของเสียงเราจะเหลือเพียง 1.36 บาทต่อวัน หรือ 41.66 บาทต่อเดือน หรือ500 บาทต่อปี

เงินไม่ถึง 1.36 บาทต่อวัน ไม่สามารถซื้อข้าวได้แม้แต่หนึ่งคำ เดี๋ยวนี้ข้าวราดแกงจานละ 40-50 บาทแล้ว แต่เรากลับยอมแลกมันกับโอกาสที่จะได้โรงเรียนดีๆ โรงพยาบาลที่มีคุณภาพ หรือคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม และอื่นๆอีกมากมายตลอด 4 ปีเต็ม เมื่อเขาซื้อสิทธิ์ไปแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องมาใส่ใจดูแล สมัยหน้าค่อยซื้อใหม่

ยังมีเวลาคิดใหม่ ตั้งสติใช้ปัญญาคิด "กินเหยื่อ ไม่กินเบ็ด" คือทางออกของศักดิ์ศรีในยุคนี้ หากเงินเหล่านั้นคือ "เหยื่อ" ที่เขานำมาล่อเพื่อให้เรายอมจำนน จงรับเหยื่อนั้นไว้ถ้าจำเป็น แต่จงอย่ากลืน "เบ็ด" ที่จะผูกมัดอนาคตของเราและลูกหลานไว้กับนักการเมืองเลวๆที่เริ่มต้นการทำงานด้วยการโกงเงินซื้อเสียงอยู่กับเราเพียงวันเดียว แต่คนโกงจะอยู่กับเราไปอีก 1,460 วัน

เขาจะใช้ตำแหน่งที่ได้มาจากการซื้อสิทธิ์ไปจากเราไปแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง และพวกพ้อง โดยไม่จำเป็นต้องใส่ใจความทุกข์ยากเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

ร่วมกันครับสร้างการเมืองที่ไม่โกง ไม่ทุจริต No money police สร้างการเมืองที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อซื้อสิทธิ์ของพี่น้องประชาชน

ผมกำลังติดตามดูการหาเสียงเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ก็มีการใช้เงินกันมากไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ในห้วงเวลาเดียวกันผมได้เห็นนิมิตรหมายของปรากฏการณ์ทางการเมืองในการหาเสียง แบบชูนโยบายอย่างน้อยสองแห่ง คือ การหาเสียงของ “เสมือน ถาวรนุรักษ์”ผู้สมัครนายกฯอบต.แหลม อ.หัวไทร และ ละม้าย เสนขวัญแก้ว ผู้สมัครนายกฯอบจ.เขาพังไกร อ.หัวไทร จ.นครศรีฯ ที่เน้นการเดินพบปะเจ้าของสิทธิ์ ไม่มีการจัดตั้ง มุ่งหน้าเดินสายตั้งเวทีปราศรัย พูดถึงนโยบาย ไม่พาดพิง หรือใส่ร้ายคู่แข่ง

มิติใหม่ทางการเมือง น่าจะสร้างความสะพรึงกลัวให้กับคู่แข่งไม่น้อย คู่แข่งที่ไม่ได้ใช้วิธีการแบบนี้ เริ่มมีข่าวการเล่นเกมไม่ตรงไปตรงมา

ไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์เที่ยงธรรม เพียงหวังให้ กกต.ทำหน้าที่อย่างเข้มข้นก็พอใจแล้ว

ลองคำนวณเล่นๆ เงินเดือน–ทีมงาน สส. เดือนละ 2 แสนกว่า ปีนึงรัฐจ่ายให้ 500 คน เกิน 1,455 ล้าน บำนาญ สส. สูงสุดแตะเกือบ 8 หมื่น แต่ข้าราชการทำงาน 33 ปี ได้แค่ 15,000 บ.

(21 พ.ย. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่า ว่างๆ ลองคำนวณดูว่า เราจ่ายเงินเดือนให้ สส.ปีละเท่าไหร่ รวมถึงบำนาญ สส.ด้วย
นักการเมืองสส.ได้ร่วมกันออกกฎหมายให้สิทธิ์ สส. (ตัวเอง)ให้ได้รับเงินบำนาญ ตามระยะเวลาการเป็น สส. ดังนี้

- เป็น สส. ๒ ปีรับบำนาญ ๒๒,๗๑๒ บาท
- เป็น สส ๓ ปีรับบำนาญ ๓๔,๐๖๘ บาท
- เป็น สส. ๗ ปี รับบำนาญ ๔๕,๔๒๔ บาท
- เป็น สส, ๑๑ ปี รับบำนาญ ๕๘,๒๘๐ บาท
- เป็น สส ๑๕ ปี รับบำนาญ. ๖๘,๑๓๖ บาท
- เป็น สส. ๒๐ ปี รับบำนาญ ๗๙,๔๙๒ บาท
"ข้อมูลเงินบำนาญข้าราชการ"
ผมรับราชการนาน ๓๓ ปี มีสิทธิ์ได้รับบำนาญ ๑๕,๐๐๐ บาท "มันยุติธรรม กันดีอยู่หรือ...."
#เงินเดือนสส.

รัฐต้องจ่าย เงินเดือน ส.ส.ต่อ 1 คน ตกเดือนละ = 242,560 บาท
เงินเดือน ส.ส. 71,230
+เงินเพิ่ม 42,330
รวม = 113,560
(ยังไม่รวมเบี้ยประชุมอีกวันละ 1,500 บาท +ข้าวฟรีมื้อละ 1000 บาท)
สส.1 คน ยังรับคนของตัวเองมาทำงานได้อีก 8 คน ดังนี้
- ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว 1 คน เงินเดือน 24,000 บาท
- ผู้ชำนาญการประจำตัว 2 คน เงินเดือน 15,000 x 2 = 30,000
- ผู้ช่วยดำเนินงานอีก 5 คน 15,000 x 5 = 75,000 บาท

สรุป สส. 1 คน + ผู้ติดตาม = 242,560 บาท ต่อเดือน
#ต่อปี ต้องจ่ายให้ สส. 1 คน คือ 2,910,720 บาท
ถ้า สส.ทั้งหมด 500 คน ตกเดือนละ
= 121,280,000 บาท
ปีละ หนึ่งพันสี่ร้อยห้าสิบห้าล้าน..บาท
= 1,455,360,000 บาท
ในแต่ละปี รัฐบาลต้องจ่ายเงินเดือนให้ สส. และผู้ติดตาม สส.จำนวนมาก..??

‘มนตรี เฉียบแหลม’ นักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ ยืนหยัดไม่เปลี่ยนพรรค ลงเขต 1 นครศรีฯ แม้กระแสไม่เอื้อ แต่ยังลงพื้นที่สม่ำเสมอ ยอมรับคนใต้ยังไม่เปิดใจรับพรรคเพื่อไทย

ต้องขอยกย่องชมเชย ‘มนตรี เฉียบแหลม’ ผู้มุ่งมั่นลงสมัคร สส. เขต 1 นครศรีธรรมราช ในนามพรรคเพื่อไทย แม้จะรู้ดีว่า กระแสเพื่อไทยในภาคใต้ไม่ใช่เรื่องง่าย คู่แข่งแข็งแกร่ง ฐานเสียงเดิมของพรรคก็ไม่ได้ใหญ่ 
 
“ต้องยอมรับความจริงว่า คนใต้ยังไม่เปิดใจรับพรรคเพื่อไทย แม้จะอยู่ในช่วงขาลงของประชาธิปัตย์ก็ตาม”

แต่ ‘มนตรี’ ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนพรรค ไม่เคยต่อรองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่คิดจะย้ายพรรค แม้บางครั้งพรรคทำให้ผิดหวังกับการจัดสรรให้ไปลงสมัครในเขตที่ไม่ถนัดก็ตาม

อย่างการเลือกตั้งปี 66 เสนอตัวลงเขต 1 พรรคส่งไปลงเขต 3 ซึ่งอยู่นอกเขตฐานเสียง แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ หรือคิดจะปฏิเสธ ลงสมัครรับเลือกตั้งโซนปากพนัง-หัวไทร

‘มนตรี’ ยึดมั่นในพรรคเพื่อไทย เชื่อมั่นในนโยบายพรรค และการนำของพรรคมาตลอด

กล่าวสำหรับการเลือกตั้งปี 69 ‘มนตรี’ ก็ยังคงยึดมั่นอยู่กับพรรคเพื่อไทยอย่างไม่เปลี่ยนแปลงเสนอตัวลงเขต 1 นครศรีฯ

วันนี้พรรคเพื่อไทยได้เรียกตัวเข้าสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ ก่อนจะนำเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อมีมติพิจารณาผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

หลายคนในพื้นที่ต่างมองว่า หากพรรคต้องการ “คนสู้จริง ไม่ทอดทิ้งพื้นที่” ชื่อของ มนตรี เฉียบแหลม ถือว่าเหมาะสมที่สุดคนหนึ่ง เพราะลงพื้นที่สม่ำเสมอ ทำงานเชิงนโยบาย และยืนหยัดเคียงข้างพรรคแม้วันที่กระแสไม่เอื้อ

ส่วนอาชีพนั้น มนตรี ทำธุรกิจขายไข่ไก่อยู่ในตลาดสำเพ็ง นครศรีฯ แบบไม่เอาเปรียบ หรือเอากำไรเกินควร ในนาม ‘ดร.ไข่’ และขยายสาขาออกไปทั่วเมืองนคร ใครขึ้นราคาแต่ “ไข่มนตรีไม่ขึ้น”

อีกอาชีพหนึ่งคือการเปิดสถานบริบาล เพื่อดูแลผู้สูงอายุในช่วงที่สังคมไทยย่างเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย พร้อมกับการเปิดโรงเรียนบริบาล ในหลายจังหวัด ทั้งนครศรีฯ สุราษฎร์ธานี สงขลา เป็นต้น ทั้งสองธุรกิจได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก และกำลังขยายตัว

สำหรับเขต 1 มนตรีจะต้องสู้กับแชมป์เก่า ‘ราชิต สุดพุ่ม’ ย้ายจากประชาธิปัตย์ไปอยู่ภูมิใจไทย ‘ทรงศักดิ์ มุสิกอง’ สส.ประชาธิปัตย์ ย้ายจากเขต 2 มาลงเขต 1 พรรคเดิม

‘รศ.ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ’ อดีต สส. พลังประชารัฐ ย้ายไปลงกล้าธรรม ‘ปรีชา แก้วกระจ่าง’ ยังไม่เปิดตัวลงพรรคไหน แต่ลงแน่นอน ‘สุภาพ ขุนศรี’ ถ้าตกลงกันได้น่าจะลงในนามพรรคพลังประชารัฐ

เมื่อคนไทยเริ่มไม่สนที่มา ‘เงินเทา’ ยอมรับคอร์รัปชัน ‘โกงได้ ขอให้แจกบ้าง’ สะท้อนวิกฤตศรัทธาระบบการเมืองไทย ไม่สนหลักการขอเพียงผลประโยชน์ตรงหน้า

โกงได้ ขอให้แจกบ้าง ไม่สนเงินสีเทา

น่าวิตกกับคำว่า “โกงได้ ขอให้แจกบ้าง ไม่สนเงินสีเทา” เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยขึ้นในการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ ชวนให้วิเคราะห์ได้ลึกมาก เพราะมันสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของประชาธิปไตยไทยหลายมิติ

1) การยอมรับ “คอร์รัปชันเชิงวัฒนธรรม”
ประโยคนี้สะท้อนว่า คนจำนวนหนึ่งเริ่มมองว่า การโกงเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องการให้สะอาดหมดจด แค่ “อย่าลืมแบ่งผลประโยชน์ให้ประชาชนบ้าง”

นี่คือชุดความคิดที่ทำให้คอร์รัปชันในไทย “ไม่ถูกต่อต้านจริงจัง” เพราะประชาชนบางกลุ่มรู้สึกว่าถูกระบบหลอกมาตลอดจนรู้สึกว่าโกงก็ได้ ขอแค่ไม่เสียเปรียบ ขอให้แบ่งปันกันมาบ้าง

2) ประชาชนไม่เชื่อมั่นว่ารัฐจะดูแลอย่างเป็นธรรม ภาษานี้คือสัญญาณว่า “รัฐไม่เคยทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างพอเพียง ทำให้เรายอมทุกอย่างเพื่อเงินทันที”

ประชาชนที่รู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้งมัก “ไม่สนหลักการใหญ่ของประชาธิปไตย” เพราะต้องเอาตัวรอดก่อน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอม ค่าผ่อนรถ ใช้หนี้

3) เงินคือเครื่องมือทางการเมืองที่ทรงพลังที่สุด อันสะท้อนสภาพที่ว่า เงินสามารถซื้อคะแนน เงินซื้อความเชื่อถือเงินซื้อความชอบธรรมได้

ประชาชนบางส่วนยังมองว่า “เงินจากนักการเมือง” เป็นรายได้ที่จับต้องได้มากกว่านโยบายระยะยาว

4) ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอจนประชาชนไม่รู้สึกผูกพัน เมื่อพรรคอ่อนแอ ศรัทธาต่ออุดมการณ์การเมืองลดลง ชอบคนมากกว่าพรรค ชอบเงินมากกว่านโยบาย ไม่สนอุดมการณ์เพราะไม่เคยเห็นผลจริง

5) ความยากจนเชิงโครงสร้างผลักประชาชนให้ “ขายเสียงเชิงจำยอม” นี่ไม่ใช่ “ความโลภ” แต่คือ ความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ คนจำนวนหนึ่งมองว่า
“นักการเมืองโกงอยู่แล้ว งั้นขอให้เราได้ประโยชน์อย่างน้อยตอนเลือกตั้ง”
เป็นวงจรที่ทำลายประชาธิปไตยจากฐานราก

6) ความคาดหวังต่อผู้นำต่ำมาก ประโยคนี้สะท้อนว่า ประชาชน ไม่คาดหวังความโปร่งใสหรือประสิทธิภาพ แต่คาดหวังแค่ ช่วยเหลือเฉพาะหน้า มีเงินลงพื้นที่ ทำให้ชุมชนไม่เงียบเหงา การเมืองไทยจึงวนอยู่กับ populism และเงินสะพัดทุกครั้งที่เลือกตั้ง

สรุป ประโยค “โกงได้ ขอให้แจกบ้าง เงินสีเทาก็ได้” คือดัชนีวัดว่า
ประชาธิปไตยไทยกำลังอยู่ในภาวะที่ “ประชาชนไม่เชื่อว่าระบบจะให้ความเป็นธรรมกับพวกเขาได้”

มันเป็นการเมืองที่พังมาจากความเหลื่อมล้ำ พรรคการเมืองอ่อนแอ การศึกษาเรื่องสิทธิประชาชนที่ไม่ถูกสร้าง และความไม่ไว้วางใจรัฐสะสม

แม้นว่า เสียงส่วนหนึ่งประชาชนยอมรับการโกง การซื้อเสียง โดยไม่สนที่มาของเงิน นี่คือกระบวนการบั่นทอน กัดเซาะทำลายประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 

สะเทือนอนาคตการเมือง ยึด-อายัดทรัพย์ ‘สส. กฤต-กล้าธรรม’ ปมเอี่ยวคดีเว็บพนัน–ฟอกเงิน พังภาพลักษณ์เข้าถึงชาวบ้าน–อ่อนน้อมถ่อมตน อาจถึงขั้นตกม้าตายไม่ถึงฝันเก้าอี้รัฐมนตรี

มารู้จัก สส. ชนนพัฒฐ์ “กฤต” นาคสั้ว พรรคกล้าธรรม, สงขลา เขต 4 ให้มากขึ้น หลังตกเป็นข่าวโด่งดังพัวพันพนันออนไลน์ และแก๊งเกมเมอร์ มีเส้นเงินชัดเจน จน ปปง.ตรวจพบ และสั่งยึด/อายัดทรัพย์เบื้องต้น 159 ล้านบาท 

มีข่าวอื้อฉาวมานานตั้งแต่ก่อน สส.กฤตจะมาเล่นการเมืองว่า เขาพัวพันกับการเปิดเว็บพนันออนไลน์ ร่วมกับทีมวัยรุ่นที่พันกับทายาทนักการเมือง สุดท้าย สส.กฤตถูกจับกุมคาสนามบินดอนเมือง คดียังอยู่ในชั้นอัยการสูงสุด ที่ยังให้ตำรวจหาดใหญ่สอบสวนเพิ่มใน 8 ประเด็น (ตำรวจทำสำนวนก่อน /พยานที่เป็นตำรวจกลับคำให้การ)

กล่าวถึง สส.กฤต เขาไม่ใช่คนสงขลาโดยกำเนิด เขาเกิดที่ คน.ท่าเสม็ด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2532 อายุประมาณ 36 ปี เรียน จบ ม.ปลายจากโรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา, ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ, ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี   

สส.กฤตไปโตอยู่หาดใหญ่ เขาจึงพูดใต้ไม่ถนัด สมรสกับ น.ส. กฤตพร คงเคว็จ ซึ่งเป็นสมาชิก อบจ.สงขลา มีบุตรด้วยกัน 2 คน เขาเพิ่งสร้างบ้านใหม่หลังใหญ่โตที่บ้านกระดังงา เปิดบ้านต้อนรับแขกผู้มาเยือนคราคร่ำทุกเสาร์-อาทิตย์ บางวันก็เปิดสระน้ำให้เด็กๆ มาเล่นน้ำกัน

เส้นทางธุรกิจของเขามีกิจการหลากหลายอสังหาริมทรัพย์, โรงงานผลิตเสื้อกีฬา, โรงงานอุปกรณ์ทางการแพทย์, ธุรกิจเรือท่องเที่ยว ฯลฯ ถือหุ้นในหลายบริษัทของครอบครัว แจ้งบัญชีทรัพย์สินร่วมกับภรรยาต่อ ป.ป.ช.ไว้ประมาณ 96.8 ล้านบาท (ณ เข้ารับตำแหน่ง สส.) ในทรัพย์สิน “อื่น ๆ” มีสิ่งที่น่าสังเกต: รายงานกล่าวถึงพระเครื่อง, วัวชน, ปืน, ยานพาหนะหลายคัน เป็นต้น   

ในฐานะคนนครศรีฯเขาจึงไปซื้อทีมฟุตบอลนครศรีฯยูไนเต็ด และลาออกจากเป็นประธานสโมสรฟุตบอลนครศรี ยูไนเต็ด เมื่อเขาเข้าสู่การเมืองเต็มตัว  

เส้นทางการเมือง ปี 2566 เขาตั้งใจลงสมัคร สส.สงขลา เขตโซนคาบสมุทรสทิงพระ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี สส.พลังประชารัฐ เปิดทางให้ลงในนามพรรคพลังประชารัฐแทน

เขาได้รับเลือกเป็น สส. สงขลา เขต 4 ในการเลือกตั้งปี 2566 ในนามพรรคพลังประชารัฐ

จากนั้นความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ พรรคมีมติไล่ออก สส.กลุ่มรอ.ธรรมนัส 20 คน ซึ่งรวมถึง สส.ชนนพัฒฐ์ด้วย พวกเขาย้ายมาสังกัด พรรคกล้าธรรม และเป็นกรรมการบริหารพรรค  ได้รับบทบาทสำคัญในพรรคกล้าธรรมเป็นหนึ่งใน “ขุนพลภาคใต้” ที่พรรคตั้งเป้าขยายฐานภาคใต้เพิ่ม ประเดิมการเลือกตั้งครั้งแรกของพรรคด้วยการคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม เขต 8 นครศรีธรรมราช เขาเคยวิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่า “อำนาจไม่ใช่ของยั่งยืน” โดยกล่าวว่าต้องใช้เวลา “ทำงานเพื่อประชาชน”   

ข้อครหา และปมอื้อฉาวเว็บพนันออนไลน์/ สแกมเมอร์

เขาถูกอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ (นักเคลื่อนไหวต่อต้านอาชญากรรม) แฉว่าเชื่อมโยงกับ “สแกมเมอร์”และเว็บไซต์พนันออนไลน์ หลัง พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร.เปิดชื่อย่อนักการเมือง ช.เกี่ยวข้องเว็บพนันออนไลน์ แต่อัจฉริยะเปิดตัวตรงว่าเป็น สส.ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

แต่ “สส.กฤต” ปฏิเสธ โดยบอกว่าเป็นเรื่องเก่า (ปี 2564) และผ่านการตรวจสอบแล้ว   

คดี ปปง. / ยึดทรัพย์อายัดทรัพย์ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการธุรกรรมของ ปปง. มีมติให้อายัดทรัพย์ของเขาและพวกรวม 159 ล้านบาท เพื่อสอบสวนเส้นทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการพนันออนไลน์   

ทรัพย์สินที่ถูกอายัดหลายประเภท: เงินสด, รถ, ที่ดิน, บัญชีเงินฝาก, หลักทรัพย์ ฯลฯ รวม 69 รายการ มูลค่า 159 ล้านบาท ในแง่การเมือง ปมนี้กลายเป็น “เกมชี้ชะตาอนาคต”ของเขาและพรรคกล้าธรรม โดยมีความกดดันจากสังคมและกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นมีการกล่าวถึงว่า เลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ลงสมัครหรือเปล่ากับความคาดหวังสูงของเขาในตำแหน่งรัฐมนตรี

จุดแข็งของชนนพัฒฐ์ เป็นนักการเมือง รุ่นใหม่-ไฟแรง ผสมระหว่างธุรกิจและกีฬา ทำให้มีภาพลักษณ์ “ไฮบริดจ์”ระหว่างภาคธุรกิจและสังคมท้องถิ่น

ฐานธุรกิจแข็งแกร่ง การทำธุรกิจหลายสายและการมีทรัพย์สินเยอะ (อสังหา,อุตสาหกรรม,เรือท่องเที่ยว) ทำให้มีช่องทางสนับสนุนการเมืองของตัวเอง

บทบาทด้านกีฬา: การเชื่อมโยงกับสโมสรฟุตบอลท้องถิ่น (นครศรี ยูไนเต็ด) ช่วยเสริมภาพความใกล้ชิดกับชุมชนและแฟนบอล ใช้เป็น “พื้นฐานอิทธิพล”ในพื้นที่ภาคใต้

ชนนพัฒฐใช้บุคลิกแบบเรียบง่ายเข้าถึงชาวบ้านแบบอ่อนน้อมถ่อมตน และพร้อมจ่ายช่วยเหลือชาวบ้าน ดึงผู้นำท้องถิ่น ท้องที่เข้ามาเป็นแนวร่วมแบบกว้างขวาง จนกล่าวได้ว่า ยากที่ใครจะล้มเขา เว้นแต่สะดุดขาตนเอง

ความเสี่ยง /ปัจจัยท้าทายของชนนพัฒฐ์ คือ คดี ปปง. อายัดทรัพย์ 159 ล้าน เป็นเรื่องใหญ่มากถ้าผลสอบสวนชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการพนัน /ฟอกเงิน อาจส่งผลทางกฎหมายและทางการเมืองอย่างหนัก

ข้อกล่าวหา “สแกมเมอร์ /เว็บพนัน” ถ้ายังคงถูกโยง อาจลบล้างความเชื่อมั่นประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการพนันออนไลน์

ฐานเงินทุน /ทรัพย์สินของเขาแม้แข็งแรง แต่ “อำนาจทางการเมือง” ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ การเลือกตั้งครั้งหน้า (หรือการเมืองภายในพรรค)อาจมีแรงเสียดทาน 

ถ้าการสอบสวน ของ ปปง.สรุปในทางลบ (ว่าเขามีความเกี่ยวข้องจริง) อาจถูกดำเนินคดี หรือถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง สส. หรือจากบทบาทในพรรค หรือพรรคอาจจะไม่ส่งลงเลือกตั้งในครั้งหน้า

ในทางกลับกัน ถ้าเขาสามารถชี้แจงและชนะคดี (หรือพิสูจน์ว่าเป็น “เรื่องเก่า” / “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจริง”) เขาอาจใช้ข้อครหานี้เป็น “กรณีศึกษา”เพื่อแสดงว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง และกลับมามีอิทธิพลยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะในพรรคกล้าธรรม

หากเขายังคงรักษาฐานธุรกิจได้ (และธุรกิจไม่ถูกอายัดทั้งหมด) เขาก็อาจใช้ทรัพย์สินเหล่านั้นเป็น “ทุน”สำหรับเส้นทางการเมืองในระยะยาว (เช่น สร้างเครือข่ายท้องถิ่น, สนับสนุนกิจกรรมพรรค, ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ)

ความไม่ชัดเจน /จุดที่ข้อมูลเบื้องต้นอ่อน

แม้เขาจะมีชื่อเป็นกรรมการบริหารพรรคแต่บทบาทภายในพรรค (อิทธิพล,นโยบายที่เขาขับ)ยังไม่ได้ถูกเปิดเผย ถึงความพยายามในการผลักดันนโยบายอะไร

สส.ชนนพัฒฐ์ จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานการได้มาซึ่งทรัพย์สิน เพื่อชี้แจงต่อ ปปช.ภายในเวลาที่กำหนด สส.ชนนพัฒฐ์ (“กฤต”) จะต้องมีข้อมูลที่แน่นหนาพอในการชี้แจงต่อ ปปช. เพราะเชื่อว่า ปปช.ก็มีข้อมูลลึกมากเช่นกัน

บริบทที่ดำรงอยู่ และดำเนินไปของข้อกล่าวหา เป็นดัชนีชี้อนาคตทางการเมืองของ สส.กฤต และชะตากรรมของพรรคกล้าธรรม

‘ถาวร’ ออกแรงเชียร์หลานชาย ‘ภู สิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม’ เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ลงชิงเก้าอี้สส. เขต 4 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ มั่นใจประชาชนสนับสนุนหลังลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

‘ถาวร เสนเนียม’ อดีต สส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และอดีต รมช.มหาดไทย รมช.คมนาคม ออกแรงเชียร์หลานรัก น้องภู ลูกชายของ วินัย เสนเนียม อดีต สส. สงขลา ด้วยการโพสต์ไล่ยาวถึงคุณงามความดี ความรู้ความสามารถของน้องภู โดยระบุว่า

‘ลุงถาวร เสนเนียม’ เป็นปลื้มกับหลานภู สิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม เสนอตัวรับใช้พี่น้องประชาชน ด้วยการเสนอตัวสมัคร สส. ปชป. เขต 4 สงขลา

นายสิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม (ภู) ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปชป. เขต 4 สงขลา – มือสะอาด รุ่นใหม่ ใส่ใจประชาชน ลงพื้นที่เต็มที่ทุกวัน

นายสิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม (ภู)ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 4 จังหวัดสงขลา ปัจจุบันอายุ 27 ปี เกิดวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2541 บุตรของ นายวินัย เสนเนียม และ แพทย์หญิงวนิดา เสนเนียม

ประวัติการศึกษาและการทำงาน
ประถมศึกษา: โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (ป.1-ป.6)
มัธยมศึกษา: โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย (โครงการ SMA) (ม.1-ม.6)
ปริญญาตรี: เศรษฐศาสตร์การเงิน-การคลัง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัว อพาร์ทเม้นท์ พร้อมประสบการณ์การบริหารจัดการและความเข้าใจปัญหาของชุมชน

ลงพื้นที่พบประชาชน – ตอบโจทย์ความต้องการชาวสงขลา

นายสิทธิ์พัฒน์ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในเขต 4 จังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง ได้รับการต้อนรับอบอุ่นจากชาวบ้าน พร้อมเสียงเชียร์จากผู้สนับสนุน ประชาชนจำนวนมากชื่นชมแนวคิดการทำงานของ ผู้แทนรุ่นใหม่ มือสะอาด มีความรู้ และมีอุดมการณ์ชัดเจน

ผู้คนต่างยกย่องว่า นายสิทธิ์พัฒน์ เป็นผู้แทนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความตั้งใจทำงานเพื่อชุมชนจริง ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

แนวคิดและนโยบาย – มือสะอาดเพื่อประชาชน

ยึดหลัก ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และความซื่อสัตย์สุจริต ในการทำงานทุกขั้นตอน

ฟังเสียงประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย เพื่อนำมาวางนโยบายตอบโจทย์ความต้องการจริง

มุ่งเน้น การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และคุณภาพชีวิต ของประชาชนในพื้นที่

สนับสนุน ผู้ประกอบการรุ่นใหม่และธุรกิจท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสและงานให้ชุมชน

ผู้แทนรุ่นใหม่ ใส่ใจประชาชน – มือสะอาดโปร่งใส

ด้วยวิสัยทัศน์ของ ผู้แทนรุ่นใหม่ มือสะอาด นายสิทธิ์พัฒน์ เชื่อมั่นว่าการเลือกผู้แทนที่ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีอุดมการณ์ชัดเจน จะนำมาซึ่งการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน และเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม ให้สงขลาก้าวสู่อนาคตที่มั่นคงและมีโอกาสเท่าเทียม

ประชาชนให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และมั่นใจว่า นายสิทธิ์พัฒน์ ภู เสนเนียม จะเป็นผู้แทนที่ ทำงานจริง ใส่ใจจริง และสะอาดจริง เพื่อทุกคนในพื้นที่

‘เดชอิศม์’ เบนเข็มอาจไม่ไป ‘กล้าธรรม’ จ่อซบ ‘ลุงป้อม’ หลังร่วมโต๊ะอาหาร แต่ขอนั่งตำแหน่ง ‘เลขาธิการพรรค’ ขณะ ‘อนุมัติ อาหมัด’ หวน พปชร.อีกครั้ง

อย่าเพิ่งเชื่อว่า นายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะไม่ย้ายไปไหนจะยังอยู่ประชาธิปัตย์ และก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวกำลังเจรจาจะย้ายมาอยู่กับพรรคกล้าธรรม (กธ.) 

แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง หลังจาก ‘ลุงป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางไปร่วมบุญกฐิน ที่วัดช้างไห้ จ.ปัตตานี มีนักการเมืองหลายคนเข้าร่วมด้วย

ประเด็นสำคัญ หลังเสร็จงานบุญกฐิน ลุงป้อมเดินทางไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ท่าเรือใหญ่ อ.เทพา จ.สงขลา

รับประทานอาหารมื้อไม่ธรรมดา เพราะมีนายกฯชาย ร่วมวงด้วย แค่นั้นยังไม่พอยังมี ‘อนุมัติ อาหมัด’ อดีต สว.สงขลา เจ้าของท่าเรือร่วมอยู่ด้วย

แน่นอนว่าวงอาหารมื้อนี้เป็นวงการเมืองอย่างแน่ชัด ลุงป้อมขอให้อนุมัติกลับมาช่วยพลังประชารัฐอีกครั้ง หลังจากเคยร่วมมือกันเมื่อปี 2562 สร้างความสำเร็จในระดับน่าพอใจให้พลังประชารัฐ

แต่อนุมัติได้เฟดตัวเองออกไปหลังจาก รอ.ธรรมนัส เข้าร่วมงานกับพลังประชารัฐ แต่วันนี้ไม่มี รอ.ธรรมนัสในพลังประชารัฐแล้ว ลุงป้อมจึงขอให้อนุมัติกลับมา ซึ่งอนุมัติก็ไม่ขัดข้องยินดีเข้ามาช่วยงาน

มีการทาบทาม เจรจากับนายกฯชายด้วยให้มาอยู่กับพลังประชารัฐ แต่นายกฯชายมีเงื่อนไขขอเป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งยังเป็นตำแหน่งที่ว่างอยู่ หลังจากสันติ พร้อมพัฒน์ ถอยออกไปอยู่ภูมิใจไทย ซึ่งลุงป้อมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่ขอหารือกับสมาชิกคนอื่นก่อน

เป้าหมายของสองคนนี้ จะจับมือกันดัน ‘สุภาพร กำเนิดผล’ (ภรรยานายกฯชาย) สู้เพื่อชนะน้องโบ๊ต อนุกูล พฤกษาศักดิ์ และเล็งไกลไปถึงการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นย่านชายแดนสะเดาด้วย

ทั้งนี้ ‘อนุมัติ’ ได้รับมอบหมายให้ดูแลสงขลา เขต 6 เป็นหลัก และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วย

ถึงเวลานี้จึงอย่าเพิ่งสรุปถึงทิศทางที่แน่ชัดของนายกฯชาย จนกว่าจะหลุดออกมาจากปากของเจ้าตัวเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top