Monday, 17 June 2024
POLITICS

ประธานรัฐสภา ‘ชวน หลีกภัย’ เห็นใจคนคิดแก้รัฐธรรมนูญ ชี้รัฐธรรมนูญ 60 เขียนให้แก้ยาก เปิดช่องแก้รายมาตราง่ายกว่า

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. เวลา 08.05 น. ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวถึงการดำเนินการต่อไปภายหลังที่ประชุมรัฐสภาลงมติโหวตไม่เห็นชอบการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในวาระ 3 ว่า จบไปแล้ว ส่วนการเสนอแก้รายมาตรานั้น คงต้องเสนอในสมัยประชุมหน้า

ขณะที่ประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับและการทำประชามติ ยังไม่มีอะไรชัดเจน ทางสภาเองก็ได้มีการหารือว่าจะมีกระบวนการในการทำอย่างไร ซึ่งยังตอบไม่ได้ แต่ถ้ากรณีที่จะทำใหม่ หากพูดตามจริงในขณะนี้หน้าตาเป็นอย่างไร จะเริ่มอย่างไร ก็คงไม่มีใครตอบได้

นายชวน กล่าวว่า "หลังจากปิดสมัยประชุมในวันนี้ ตนจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปศึกษารายละเอียด ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เน้นย้ำว่าจะต้องทำประชามติเสียก่อน ว่าจะต้องมีกระบวนการอย่างไร ซึ่งเราจะต้องดู ต้องตั้งคำถามอย่างไร เพราะในรัฐธรรมนูญไม่มีระบุ"

"เมื่อถามว่าจำเป็นต้องถามกลับไปที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เรื่องการทำประชามติ นายชวน กล่าวว่า เป็นงานด้านบริหาร ศาลก็วินิจฉัยไปตามข้อกฎหมายแต่วิธีการปฏิบัติไม่แน่ใจว่าศาลทราบหรือไม่"

เมื่อถามว่าเป็นไปไม่ได้แล้วใช่หรือไม่ที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายชวน กล่าวว่า "ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญเขียนเพื่อไม่ให้แก้ไข หลักๆ คือเขียนเพื่อให้แก้ยากที่สุด ฉะนั้นไม่ง่ายตั้งแต่ต้น ก็เห็นใจคนที่คิดจะแก้ไขเพราะเราจะเห็นว่าการแก้มันยากมาก เงื่อนไขต่าง ๆ เช่น การลงคะแนนเสียงของสมาชิก หรือวุฒิสภาต้องไม่น้อยกว่าเท่าไหร่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายแต่ด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญคือไม่ต้องการให้แก้ แต่ก็ไม่ถึงกับขั้นแก้ไม่ได้เลย หากมีการแก้รายมาตราอาจจะง่ายกว่า แต่ทางศาลรัฐธรรมนูญไปตีความว่าการแก้จะมีผลกระทบต่อรัฐธรรมนูญ 2560"

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้ากลุ่มไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก​ เกี่ยวกับกรณี​ 'เพนกวิน'​

ผมได้เห็นภาพจริงที่เพนกวิน อาละวาดศาล ในทวิตเตอร์ของ Andrew MacGregor Marshall อดีตสื่อต่างชาติในไทย และหนีคดี 112 สิ่งที่น่าสังเกต

1.​ เพนกวินมีการอ่านเอกสารที่จัดเตรียมมาก่อน

2.​ มีการคล้องแขน ล้อมกรอบ ไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงเพนกวิน

3.​ มีการถ่ายภาพจริงออกมา และฝรั่งต่างชาติไปเผยแพร่

สิ่งที่เห็นจึงเป็นการยืนยันว่า มีการวางแผน เพื่อทำลายเครดิต นอกจากสถาบันเบื้องสูง ทหาร ยังรวมถึงสถาบันตุลาการของไทย และเผยแพร่โดยชาวต่างชาติ ซึ่งสอดรับกับภรรยาชาวฝรั่งเศส ของนักการเมืองคนหนึ่ง ก็ทำงานอ้างว่าวิจัย เพื่อทำลายสามสถาบันนี้มาก่อน

เพนกวินอาจจะเล่นสมบท และได้รับรางวัล​ "วีระรัฐบุรุษ" เพื่อเอาใจให้เหลิงในแสง แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่ตัวเขาต้องรับกรรม

นี่คือการพิสูจน์ว่า กระบวนการนักการเมืองชั่ว ร่วมกับอาจารย์ นักวิชาการหัวรุนแรง ปั่นหัวศิษย์เลว ร่วมมือกับต่างชาติ เพื่อหวังครอบงำประเทศ ผ่านกระบวนการชักศึกเข้าบ้าน วิธีการที่เราจะชนะเขาคือ การรู้เท่าทันนั้นไม่พอ เราคนไทยต้องรักและสามัคคีกันด้วย เพื่อไม่ให้ไทยเราเป็นเหยื่ออย่างบางประเทศในตะวันออกกลาง


ที่มา : https://www.facebook.com/1635406246730420/posts/2869483936655972/

สถานการณ์ COVID-19 ประเทศไทยและอาเซียน ประจำวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2564

สถานการณ์ COVID-19 ประเทศไทยและอาเซียน

ประจำวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2564

'พานทองแท้' บ่นตอนพ่อเป็นนายกฯ ไปเจรจาระหว่างประเทศ เคยนั่งเครื่องไปด้วยหลายสิบครั้ง เสียดายที่ตอนนั้นไม่ได้เรียนรู้เทคนิคการเจรจาระดับสูงจากพ่ออย่างเต็มที่ ก่อนถามเสียดายโอกาสของประเทศไทยที่หายไปกันบ้างหรือเปล่า

จากเฟซบุ๊ก Oak Panthongtae Shinawatra ของนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาหลบหนีคดีอาญาแผ่นดิน ได้โพสต์ข้อความเล่าความหลังว่า...

“โดนจับนั่งเครื่องไปด้วยตอนพ่อเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเจรจาระหว่างประเทศหลายสิบครั้ง #ไปเองจ่ายเองนักเลงพอ #ไม่ใช้เงินหลวง #NoDrama

ตอนนั้นยังเรียนไม่จบเพิ่ง 20 ต้น ๆ ยังไม่สนใจการเมือง จึงไม่สนใจว่าพ่อจะเจรจาอย่างไรบ้าง เพิ่งจะได้ฟังเทคนิคการเจรจาระดับสูงจากพ่อ ตอนมาฟังคลับเฮาส์พร้อมๆ กับ Tony’s FC วันนี้นี่เอง ฟังแล้วก็คิดถึง และเสียดายที่ตอนนั้นไม่ได้เรียนรู้จากพ่ออย่างเต็มที่

เพื่อน ๆ ล่ะครับ!! เสียดายโอกาสของประเทศไทย ที่หายไปกันบ้างหรือเปล่า? #tonywoodsome”


ที่มา: https://mgronline.com/onlinesection/detail/9640000025528

มูลนิธิรำลึก 18 พฤษภาคมแห่งนครควังจู สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ออกแถลงการณ์เรียกร้องทางการไทย หยุดคุกคามนักกิจกรรมในเรือนจำ

ความว่า มูลนิธิรำลึก 18 พฤษภาคม ขอเตือนทางรัฐบาลไทยว่า โลกกำลังจับตามองปฏิบัติการ อันน่าสงสัยของเจ้าหน้าที่ และรัฐบาลไทยในการความพยายามกระทำการ ต่อ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ผู้ได้รับรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2017 และ นายอานนท์ นำภา ผู้ได้รับรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2021 กับเพื่อนนักกิจกรรมของเขา ในคืนวันที่ 15 มีนาคม 2564

ทางเจ้าหน้าที่รัฐของไทยได้ใช้ความพยายามอันน่าสงสัยถึง 3 ครั้ง เพื่อจะนำเอาตัว นายจตุภัทร์และนายอานนท์กับพวกไปยังส่วนอื่นของเรือนจำ ในเวลากลางดึกจนถึงช่วงวันใหม่ และพวกเรามีความกังวลต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัย ของผู้ได้รับรางวัลทั้งสองกับเพื่อนนักกิจกรรมของเขาเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้นทางมูลนิธิฯ กับกลุ่มองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนนานาชาติ จะจับตาปฏิบัติการของรัฐบาลไทย ที่กระทำกับพวกเขาอย่างใกล้ชิด ในโอกาสนี้ ทางมูลนิธิขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวผู้ได้รับรางวัลของเรา และเพื่อนนักกิจกรรมของเขาในทันที

ทั้งนี้มูลนิธิรำลึก 18 พฤษภาคม แห่งนครควังจู สาธารณรัฐเกาหลีใต้ เป็นมูลนิธิที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรำลึกวีรชนและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนให้กับโลก มูลนิธิเกิดขึ้นจากการรวมตัวของครอบครัววีรชนชาวควังจู ที่ลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการทหารเกาหลีใต้ในปี 1980 ซึ่งทำให้มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก

และในระหว่างเรียกร้องความเป็นธรรมนั้น ก็มีผู้สละชีวิตประท้สวงรัฐบาลเกาหลีใต้ให้หันมาสนใจ และคืนความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อเกาหลีใต้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น การเรียกร้องให้คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคืนความเป็นธรรมให้กับวีรชนและครอบครัวผู้เสียชีวิต ชาวควังจูก็ได้เล็งเห็นความสำคัญในการรณรงค์ เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

จึงได้มอบรางวัลสิทธิมนุษยชนฯ ดังกล่าว แก่ผู้มีผลงานในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และสันติภาพ ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมามูลนิธิรำลึก 18 พฤษภาคม ได้มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้แก่ ซานาน กุสเมา ปี 2000, อองซานซูจี ปี 2004 ในบทบาทยุคที่ถูกเผด็จการทหารกักตัว, สำหรับประเทศไทย ผู้ได้รับรางวัลนี้ได้แก่ นางอังคณา นีละไพจิตร ปี 2006, นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ปี 2017 และ นายอานนท์ นำภา ปี 2021


ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/politic/2051601

นายอัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “อัษฎางค์ ยมนาค” ชี้ชวนให้คนไทย “มาร่วมภูมิใจในความเป็นไทยกัน” ว่า...

อยากมาชวนให้ชมคลิปนี้ โดยเฉพาะคนไทยที่ไม่รักเมืองไทย หรือจะใช้คำว่าชังชาติก็ได้ และถูกแหกตาด้วยการพูดกรอกหูว่า เมืองไทยมีแต่สิ่งไม่ดีและล้าหลัง

คลิปนี้โรซี่ ครูสอนภาษาอังกฤษ ที่หลงรักเมืองไทยและเรียนภาษาไทยตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยที่อังกฤษ ปัจจุบันอยู่เมืองไทยมา 7 ปีแล้ว

โรซี่: สัมภาษณ์ชาวอังกฤษด้วยกัน ที่อพยพมาอยู่เมืองไทยถาวร ผู้ชายคนนี้ชื่อ ญวน

ซึ่งชื่อเขาเป็นภาษาที่ค่อนข้างแปลกหูเพราะเขาเป็นชาวอังกฤษที่มีเชื้อสายไอริชและสก๊อต

ญวน: เล่าว่าเขามาเมืองไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้วตอนเขาอายุ 17 ปี

โดยแวะเข้ามาในเมืองไทยแค่ 2 วันเท่านั้นก็ตกหลุมรักเมืองไทยทันที และบอกตัวเองว่าจะกลับมาที่เมืองไทยอีก

ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ที่จังหวัดเชียงรายและกำลังเรียนปริญญาตรีอยู่ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เอกภาษาไทย ซึ่งเค้าบอกว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุด

เขามีลูกอายุ 8 เดือนและภรรยาเป็นสาวใต้

เขาบอกว่าเขาสามารถพูดไทยกลางได้ดี แต่ภาษาเหนือฟังได้รู้เรื่องแต่พูดไม่ได้

นอกจากนี้เขายังได้ฟังภาษาใต้จากภรรยาซึ่งเป็นคนใต้อีกด้วย

เขาเลยอยากได้เพื่อนเป็นคนอีสานเพื่อจะได้รู้ภาษาไทยครบทุกภาค

โรซี่: บอกว่า 4 ภาคของไทย มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งภาษาและอาหารเป็นต้น ซึ่งต่างจากสหราชอาณาจักร ที่ประกอบด้วยสี่ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์ และเวลส์ นั้นกลับไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนเหมือนสี่ภาคของไทย

โรซี่: ถามว่าเรียกใครว่าพี่หรือน้องบ้างหรือไม่

ญวน: ตอบว่าจะเรียกเฉพาะคนที่อายุมากกว่าหรือน้อยกว่ามากๆ เท่านั้นส่วนคนที่อายุใกล้กันจะไม่เรียกพี่เล่นหรือน้อง

และจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจถ้าจะต้องเรียกใครว่าลุงหรือป้าเพราะรู้สึกว่ากำลังไปว่าเขาเป็น ”คนแก่”

เพราะวัฒนธรรมของฝรั่งจะไม่เรียกคนโดยการแบ่งตามอายุ

โรซี่: บอกว่าการที่เรียกลุงป้าน้าอาพี่น้องคือการแสดงความเคารพนับถือของผู้ใหญ่และเด็กซึ่งเป็นวัฒนธรรมของไทยที่งดงามมาก

โรซี่: ถามญวนว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ตกหลุมรักเมืองไทย และชอบอะไรในเมืองไทย

ญวน: ตอบว่า

1 อาหารไทย

2 วัฒนธรรมไทย

3 ความเป็นธรรมชาติอันสวยงามของเมืองไทย

เขายังยกตัวอย่างว่าขนาดเที่ยงคืนยังสามารถออกมาหาอาหารข้างทางที่เอร็ดอร่อยกินได้

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมาก

จำกันได้ใช่มั้ยว่า ใครบอกให้คนไทยเลิกเรียกกันว่า พี่น้อง ลุงป้าน้าอา เพื่อความเสมอภาค

ใครบอกให้เลิกยกมือไหว้ ใครบอกว่าการยิ้ม คือคนที่โง่เพราะไม่รู้จะพูดอะไรก็ยิ้มไว้ก่อน

แต่ความจริงจารีตประเพณีของไทยเรากลับถูกฝรั่งชื่นชม ยกย่อง สรรเสริญ

ทำไมต้องชังชาติ

ทำไมต้องดูถูกความเป็นไทย

ทำไมต่อต้านความเป็นไทย

ทำไมถึงคิดว่าต้องต่อต้านและยกเลิกความเป็นไทยเพื่อให้ได้มาซึ่งความเสมอภาค และการเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้า

เราภูมิใจในความเป็นไทยไม่ได้หรือ

อัษฎางค์ ยมนาค

ชมคลิปตามลิงค์นี้ https://fb.watch/4glo-khURq/


ที่มา: https://www.facebook.com/1234993066616474/posts/3924271071021980/

“ทิพานัน” ซัด “ธนาธร” เรื่องการรุกป่าขอให้พูดความจริง ทั้งที่มีประสบการณ์โชกโชน วอนหยุดสร้างความเข้าใจผิดให้สังคม - ชาวบางกลอย ย้ำเชื่อมั่นรัฐบาลจริงใจแก้ปัญหา ไม่เหมือนเอ็มโอยูบลายทรัสต์ปาหี่

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตจอมทอง - ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ขึ้นเวทีของกลุ่มพีมูฟและภาคีเซฟบางกลอยและกล่าวว่าป่าใดที่มีชุมชนก็จะเป็นป่าที่ยั่งยืน ป่าใดที่ไม่มีชุมชนก็มักจะเป็นป่าที่ไม่ยั่งยืน ว่า นายธนาธรคงสับสนประเภทป่าต่าง ๆ

และความหมายของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จึงแสดงความคิดเห็นออกมาว่าป่าที่มีชุมชนเป็นป่าที่ยั่งยืน และแนวความคิดนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้นายธนาธรและครอบครัวมีประสบการณ์โชกโชน กำลังถูกดำเนินคดีฐานบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติกว่า 2,000 ไร่ ดังนั้นนายธนาธรจึงไม่ควรไปให้ความเห็นผิด ๆ กับสังคมและชาวบางกลอย

“ที่นายธนาธรพูดนั้นเป็นความหมายของ ‘ป่าชุมชน’ ตาม พรบ. ป่าชุมชน 2562 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า ‘ป่าชุมชนโดยชุมชนร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู จัดการ บำรุงรักษาตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน’ แต่ป่าชุมชนต้องเป็นป่านอกเขตอนุรักษ์ ดังนั้นบริเวณใจแผ่นดิน พื้นที่บางกลอยไม่สามารถจัดการในรูปแบบป่าชุมชนได้เพราะอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ เป็นป่าต้นน้ำ

ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นสวยงามทางธรรมชาติเป็นพิเศษหรือมีความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสัตว์ป่า ที่สมควรสงวนหรืออนุรักษ์ไว้เพื่อประโยชน์ของคนในชาติหรือเพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ทางธรรมชาติหรือนันทนาการของประชาชนอย่างยั่งยืน” น.ส ทิพานัน กล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ผืนป่าแก่งกระจานเพื่อประโยชน์ทางนิเวศน์และเพื่อประโยชน์ของคนรุ่นถัดไปในอนาคตไม่เพียงแต่เพื่อคนไทย แต่ต้องการเพื่อให้เป็นสมบัติของมวลมนุษยชาติจึงผลักดันให้แก่งกระจานเป็นมรดกโลก ซึ่งคณะกรรมการมรดกโลกเห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงและยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงมีความจริงใจที่จะอนุรักษ์ผืนป่าและคุ้มครองดูแลให้กลุ่มชาติพันธุ์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี

โดยที่ผ่านมากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่บ้านโป่งลึก - บางกลอยได้รับการจัดสรรที่ดินครอบครัวละ 7 ไร่ 3 งาน มีผู้ถือครองที่ดินจำนวน 260 ราย 337 แปลง คิดเป็นพื้นที่ 1,890 ไร่ และจากการเชิญทูตจาก 10 ประเทศประจำประเทศไทย IUCN ผู้แทนรัฐภาคีสมาชิกในคณะกรรมการมรดกโลก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ก็ได้เห็นการจัดการของเจ้าหน้าที่ การทำงาน และความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งทุกประเทศต่างก็มีความพอใจการทำงานที่ได้ไปพบเห็นมาและชื่นชมในความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติของพื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

น.ส ทิพานัน กล่าวว่า "สิ่งที่นายธนาธรพูดว่า รัฐบาลไม่เห็นคุณค่าของประชาชน คนกะเหรี่ยงบางกลอยเขาอยู่ในพื้นที่มานานก่อนที่จะมีกฎหมาย ก่อนที่จะมีอุทยานเสียอีก ก็เป็นการพูดที่ขาดข้อมูลความจริง ความจุสมองและความสามารถในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของนายธนาธรคงมีจำกัดจึงไม่ทราบว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการตรวจพิสูจน์สิทธิ์ในที่ทำกินในพื้นที่บางกลอยบน-ใจแผ่นดิน โดยดูแต่ละช่วงปีตามหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียม เพราะก่อนจะประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ก็เป็นพื้นที่ป่าตาม พรบ.ป่าไม้ 2484 และ พรบ.รักษาป่า 2456 ด้วย และหากพบว่าประชาชนอยู่มาก่อนก็จะเป็นสิทธิ์ของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ยังจะจัดสรรที่ทำกินที่เหมาะสมให้ชาวบ้านที่ยังไม่มีที่ทำกิน ส่วนพื้นที่ที่จัดสรรแล้วแต่ทำกินไม่ได้ ก็กำลังพัฒนาที่ดิน จัดระบบสาธารณูปโภคให้ ดังนั้นรัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมทั้งกลุ่มชาวบ้านที่ต้องการใช้ประโยชน์ และประชาชนทั่วไปที่ได้ประโยชน์จากป่าแก่งกระจาน ทั้งเพื่อคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นถัดไปในอนาคตด้วย"

สำหรับที่นายธนาธรสื่อสารว่ากลุ่มชาวบ้านบางกลอยไม่ต้องการทำบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU กับรัฐเพราะคิดว่าจะฉีกเมื่อไหร่ก็ได้นั้น อาจเป็นเพราะกลุ่มชาวบ้านเคยได้ยินการจัดทำ MOU ปาหี่เรื่อง "บลายทรัสต์" มาแน่นอน ทั้งนี้ขอให้ชาวบ้านมั่นใจว่ารัฐบาลแตกต่างจากนายธนาธรที่พูดแล้วไม่ทำ และเหตุที่ต้องสื่อสารย้ำอีกครั้งหนึ่งเพื่อไม่ให้ประชาชนบางกลุ่มหลงเชื่อข้อมูลผิด ๆ จากนายธนาธร

ส.ส. ก้าวไกล บุกกรมราชทัณฑ์ จี้ตอบกรณีคุกคามผู้ต้องขังกลุ่ม ‘ม็อบ 3 นิ้ว’ กลางดึกในเรือนจำ ด้านรองอธิบดีฯแจง การตรวจโรคกลางดึกเป็น ‘เรื่องปกติ’ ส่วนชายชุดน้ำเงินไม่ติดป้ายชื่อ เป็นเรื่องของ ‘โอกาส’ ในการแต่งเครื่องแบบ

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2564 ที่กรมราชทัณฑ์ ท่าน้ำนนท์ นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยนางสาวเบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล, นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล, และนายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เดินทางมาเพื่อยื่นหนังสือขอทราบข้อเท็จจริงต่อกรมราชทัณฑ์ ในกรณีเหตุการณ์คุกคามนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา “ไผ่ ดาวดิน” และนายภานุพงศ์ จาดนอก “ไมค์ ระยอง” สองผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กรณีการชุมนุมของกลุ่มราษฎร

โดยมีความพยายามนำตัวทั้งสองออกจากแดนคุมขังที่ 2 ในเรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานคร ออกจากแดนคุมขังกลางดึก โดยอ้างว่าจะนำไปตรวจโรคโควิด-19 โดยเป็นการกระทำหลายระลอก มีการใช้เจ้าหน้าที่พร้อมกระบองเสริมกำลังเข้ามากดดัน และมีการนำตัวบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ใส่ชุดสีน้ำเงิน ไม่ระบุชื่อและสังกัด เข้ามาร่วมปฏิบัติการ ต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 20.00 น. ของคืนวันที่ 15 มีนาคม 2564 ไปจนถึงเวลา 03.00 น.ของเช้าวันที่ 16 มีนาคม 2564 แต่ทั้งสองปฏิเสธที่จะปฏิบัติตาม เนื่องจากเป็นการปฏิบัติที่ผิดปกติวิสัย ท่ามกลางข่าวลือว่าจะมีการทำร้ายร่างกายผู้ต้องขังคดีการชุมนุมกลุ่มราษฎรในเรือนจำ

ซึ่งนางอมรัตน์ ได้เดินทางมาถึงกรมราชทัณฑ์ในเวลาประมาณ 14.00 น. พร้อมกับมีประชาชนผู้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เข้าร่วมสังเกตการณ์และขอรับทราบข้อเท็จจริงร่วมกับนางอมรัตน์ด้วย โดยทางกรมราชทัณฑ์ ได้ส่งนายแพทย์วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เข้าพบเพื่อรับหนังสือและอธิบายข้อเท็จจริงต่อนางอมรัตน์

โดยหนังสือของ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ได้เรียกร้องให้มีการตรวจสองกล้องวงจรปิดในห้องขังเรือนจำ และตรวจสอบบุคคลแปลกหน้าที่เข้าออกเรือนจำกลางดึกเมื่อคืนนี้ และขอให้ชี้แจงกับประชาชนให้เกิดความกระจ่างและความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์

ด้านนายแพทย์วีระกิตติ์ ผู้ลงมารับหนังสือ ได้พยายามอธิบายข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่ากรณีดังกล่าว ทางกรมราชทัณฑ์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้ว การตรวจหาเชื้อโควิด-19 กลางดึกในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าว รวมทั้งผู้ต้องขังในกลุ่มอื่นๆด้วย ความพยายามนำตัวผู้ต้องขังกลุ่มราษฎรทั้งสองออกจากแดน ไม่ใช่การนำออกไปที่อื่น แต่เป็นการนำไปรับการตรวจในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเอง ซึ่งมีสถานที่ตรวจหาเชื้อโควิด-19 อยู่แล้ว

การมีหลายระลอก เพราะระลอกแรกผู้ต้องขังเข้ามาถึงเรือนจำในเวลาประมาณ 19.00 น. เข้าไปห้องกักเดียวกันกับผู้ต้องขังที่มาจากพื้นที่เสี่ยงโดยบังเอิญ จึงได้ขอเจรจาว่าจะนำผู้ต้องขังกลุ่มราษฎรแยกไปอยู่ในห้องกักอื่นที่ยังว่างอยู่

เมื่อมีการปฏิเสธจึงต้องมีการป้องกันความปลอดภัยทางสุขภาพของผู้ต้องขัง คือการตรวจหาโรคโควิด-19 โดยเร็วที่สุด จึงได้มีการส่งกำลังเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมเพื่อเข้าไปขอทำ swab เป็นเจ้าหน้าที่ ๆ มีใบประกอบโรคศิลป์ ซึ่งทั้งสองคนได้ปฏิเสธ ในขณะที่ผู้ต้องขังรายอื่นๆให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ทั้งหมดเป็นไปตามความชอบธรรมของนโยบายการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่มีการปฏิบัติกันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่เมื่อทั้งหมดไม่ยอมตรวจ ทางกรมราชทัณฑ์ก็ไม่ได้ดำเนินการอะไรอีก เพราะไม่ต้องการที่จะเผชิญหน้า มีเพียงการนำผู้ต้องขังรายอื่นที่ได้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 แล้วออกจากห้องขังนั้นไป

ส่วนบุคคลชุดน้ำเงินที่เข้ามา เป็นชุดปฏิบัติการปกติของกรมราชทัณฑ์ เพื่อนำผู้ต้องขังอื่นๆที่อยู่ร่วมกันและให้ความร่วมมือออกไปจากห้องขัง ไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายหรือการกระทำอื่นใดผู้ต้องขังทั้งสิ้น

“เรื่องป้ายชื่อเนี่ยมันเป็นโอกาสที่เขาจะใส่ชุดใดๆ ซึ่งเครื่องแบบชุดนั้นผมไม่ได้สังเกต แต่ที่แน่ ๆ ไม่มีการทำร้ายหรืออะไรใดๆทั้งสิ้น เราได้บันทึกภาพ บันทึกอะไรต่าง ๆ ไว้หมด แล้วในกรณีนำไปเปรียบเทียบกับหมอหยองไม่ได้ เพราะหมอหยองไม่ได้อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพก่อนเกิดเหตุ มันเป็นความชอบธรรมในเรื่องนโยบายโควิด เพราะคุกมันมีความแออัด มีคนตั้ง 3 - 4 พันคน การตรวจโควิดเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ” นายแพทย์วีระกิตติ์กล่าว

จากนั้น นางอมรัตน์จึงได้ซักถามเพิ่มเติม กรณีนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ผู้ต้องขังระหว่างการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อีกรายหนึ่งจากกรณีการชุมนุมกลุ่มราษฎร ถูกแยกตัวออกไปคุมขังร่วมกับนักโทษเด็ดขาด (นักโทษประหาร) ว่าเป็นความปกติหรือไม่

นายแพทย์วีระกิตต์ ตอบเพียงว่าเป็นความปกติ เรื่องนี้เป็นเรื่องในทางปฏิบัติและทัณฑวิทยา โดยไม่อาจให้รายละเอียดของเหตุผลได้ เมื่อความพยายามอธิบายของนายแพทย์วีระกิตติ์ ยังคงไม่สามารถทำให้ประชาชนที่มาร่วมรับฟังข้อเท็จจริงเกิดความสิ้นสงสัยได้ ทั้งในกรณีข้ออ้างการตรวจโรคโควิด-19 กลางดึก และกรณีของนายพริษฐ์ จึงเกิดการโต้แย้งแสดงความไม่พอใจออกมา จนทำให้นายแพทย์วีระกิตต์รับหนังสือจากนางอมรัตน์และเดินกลับเข้าไปในกรมราชทัณฑ์ทันที

หลังจากการยื่นหนังสือ นางอมรัตน์ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน และประชาชนที่มาร่วมชุมนุมติดตามการชี้แจงจากกรมราชทัณฑ์ในวันนี้ โดยระบุว่าทางเจ้าหน้าที่ได้อธิบายเบื้องต้นแล้ว ยังคงไม่มีการแสดงหลักฐานอื่นใดจากทางกรมราชทัณฑ์ แม้ทางรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์จะระบุว่ามีภาพหลักฐานทุกอย่างที่พร้อมนำมาแสดง ส่วนที่ยังไม่ได้รับความกระจ่างนักคือกรณีเจ้าหน้าที่ในชุดสีน้ำเงินที่ไม่ได้ติดป้ายระบุชื่อและสังกัด ซึ่งทางกรมราชทัณฑ์ก็คงจะต้องออกมาแถลงสร้างความกระจ่างให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งให้สิ้นความสงสัยต่อไป

“เป็นเหตุการณ์ที่ดูแล้วไม่ปกติ เราห่วงใยในความปลอดภัยของผู้บริสุทธิ์ที่ยังอยู่ในระหว่างพิจารณาคดี ยังไม่ได้ถูกตัดสิน ยังไม่ได้เป็นนักโทษ วันนี้จึงมายื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์ให้ท่านช่วยตรวจสอบกล้องวงจรปิด และตรวจสองการเข้าออก และให้ท่านได้ชี้แจงให้สังคงกระจ่างด้วยว่าเหตุการณ์นี้มันปกติหรือไม่ เพราะในยามวิกาลจะมีคนแปลกหน้าในชุดสีน้ำเงินมาพยายามนำตัวผู้ถูกคุมขังออกไป ก็ขอให้ท่านชี้แจงกับสังคมให้กระจ่างด้วย ว่าเหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?” นางอมรัตน์กล่าว

สถานการณ์โควิด-19 ประเทศไทยและอาเซียน ประจำวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2564

สถานการณ์โควิด-19 ประเทศไทยและอาเซียน

ประจำวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2564

คนไทย “พร้อม” หรือ “ยังไม่พร้อม” ใช้รถยนต์ไฟฟ้า | PoliticsQuiZ EP.4

Politics QuiZ อีพีนี้จะพาทุกคนมาสำรวจความคิดเห็นคนไทยบางกลุ่ม ว่าพวกเขา “พร้อม” หรือ “ยังไม่พร้อม” ที่จะใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยตอนนี้!! 

.

รมว.ยุติธรรม ปัด ไม่เคยเห็นจดหมาย ‘ทนายอานนท์’ ขอความช่วยเหลือ ชี้! ให้เจ้าหน้าที่แจงรายละเอียด ปมนำผู้ต้องขังออกนอกแดน ยามวิกาล

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการเผยแพร่จดหมายของนายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน และแกนนำราษฎร เพื่อขอความช่วยเหลือเนื่องจากจากเกรงว่าจะได้รับอันตรายถึงชีวิต หลังถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวออกนอกเเดนในยามวิกาล ว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่ทราบและยังไม่ได้รับรายงาน เพราะเป็นเรื่องรายละเอียดที่ตนไม่ได้ติดตามและยังไม่เคยได้ยิน เพราะตั้งแต่เช้าก็เตรียมตัวที่จะมาฉีดวัคซีนและประชุมครม. ดังนั้นคงต้องให้เจ้าหน้าที่ว่ากันไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าตามกฎของเรือนจำสามารถนำตัวผู้ต้องขังออกไปนอกแดนในยามวิกาลได้หรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า "ไม่ได้ยิน และไม่ทราบเรื่องระเบียบของเรือนจำ แต่ถ้ามีความจำเป็นก็เห็นยังเข้าออกในเวลากลางคืนได้ เช่น เวลาฝากขังก็เห็นทำได้ แต่ส่วนใหญ่เขาไม่ทำกันในยามวิกาล เพราะหากเกี่ยวกับรายละเอียดต่าง ๆ ก็ควรจะทำกลางวัน เว้นแต่มีกรณีจำเป็นเท่านั้น"

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีการนำจดหมายดังกล่าวมาเปิดเผยอย่างไร นายสมศักดิ์ กล่าวว่า "ยังไม่ได้ตรวจสอบ ที่ผ่านมาก็มีประเด็นแบบนี้เรื่อย ๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เขาก็ทราบว่าเรื่องอะไรที่ควรจะชี้แจงบ้าง แต่ตนไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ"

เมื่อถามว่าในเรือนจำสามารถเขียนจดหมาย และส่งออกมาเผยแพร่ทางโซเชียลได้หรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า "ก็ต้องผ่านผู้คุม แต่ในกรณีนี้ไม่ทราบว่าผ่านหรือไม่ ส่วนเนื้อหาจดหมายตอนหนึ่งอ้างว่าเจ้าหน้าที่จะนำตัวออกไปตรวจโควิด-19 เรื่องนี้ตนไม่ทราบจริงๆ ถ้าเอารายละเอียดทุกประเด็นมาพูดก็คงสับสน ขอให้เจ้าหน้าที่เขาตอบถ้ามีกรณีดังกล่าวจริงเพราะถือเป็นหน้าที่ของเขา"

ประกันสังคม เผยโครงการ ม33เรารักกัน ตรวจสอบสิทธิ 15 - 28 มี.ค.64 กดยืนยัน 15 - 21 มี.ค.64 สำหรับผู้ยื่นทบทวนสิทธิยื่นได้ตั้งแต่ 15-28 มี.ค.64 ผ่านเว็บไซต์ www.ม33เรารักกัน.com

นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวถึง การดูแลผู้ประกันตนมาตรา 33 ในระบบประกันสังคม ที่ลงทะเบียนรับสิทธิเงินเยียวยาจากรัฐบาล ผ่านโครงการ ม33เรารักกัน เข้าตรวจสอบสิทธิการรับเงินได้ตั้งแต่วันที่ 15 - 28 มี.ค. 64 ผ่านเว็บไซต์ www.ม33เรารักกัน.com และกดยืนยันตัวตนผ่านช่องทาง Application “เป๋าตัง” ในวันที่ 15 - 21 มี.ค.64

ซึ่งผู้ประกันตนจะได้รับวงเงินผ่าน Application “เป๋าตัง” ในวันที่ 22 , 29 มี.ค. 64 และ 5 ,12 เม.ย. 64 ครั้งละ 1,000 บาท จนครบ 4,000 บาท โดยจะสามารถเริ่มใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านร้านค้า/ผู้ประกอบการ/บริการ ในร้านธงฟ้าที่ใช้ Application “ถุงเงิน” หรือภายใต้โครงการ “คนละครึ่ง” และโครงการ “เราชนะ” ได้ในวันที่ 22 มี.ค. - 31 พ.ค.64

สำหรับกรณีที่ผู้ประกันตนตรวจสอบสิทธิแล้วไม่ได้รับสิทธิตามโครงการ ม33เรารักกัน สามารถขอทบทวนสิทธิผ่านเว็บไซต์ www.ม33เรารักกัน.com ได้ตั้งแต่ 15 - 28 มี.ค.64 ในเวลา 06.00 - 23.00 น. โดยขอให้ผู้ประกันตนกดเข้าไปที่เมนู “ทบทวนสิทธิ” (ปุ่มสีเหลือง) หลังจากนั้นกรอกข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อใช้ในการทบทวนสิทธิให้ละเอียดชัดเจน เช่น ชื่อสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน และรหัสหลังบัตร วันเดือนปีเกิด จังหวัดที่พักอาศัย เบอร์โทรศัพท์

จากนั้นคลิ๊กปุ่ม “ขอทบทวนสิทธิ” ซึ่งผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสถานะผู้ได้รับสิทธิผ่านทางเว็บไซต์ www.ม33เรารักกัน.com พร้อมกดยืนยันตัวตนผ่าน Application “เป๋าตัง” ในวันที่ 5 - 11 เม.ย. 64 ผู้ประกันตนจะได้รับวงเงินเข้า Application “เป๋าตัง” ในวันที่ 12 เม.ย. 64 จำนวนเงิน 4,000 บาท เพื่อให้ผู้ประกันตนเริ่มใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านร้านค้า/ผู้ประกอบการ/บริการ ในร้านธงฟ้าที่ใช้ Application “ถุงเงิน” หรือภายใต้โครงการ “คนละครึ่ง” และโครงการ “เราชนะ” ในวันที่ 12 เม.ย. - 31 พ.ค. 64

นายทศพล กล่าวในตอนท้ายว่า "สำนักงานประกันสังคมได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานทบทวนสิทธิ ม33เรารักกัน ที่สำนักงานประกันสังคม ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่รับเรื่องประสานงานทบทวนสิทธิและอำนวยความสะดวกพร้อมให้คำแนะนำปรึกษารับเรื่องการลงทะเบียน ให้ผู้ประกันตนในโครงการ ม33เรารักกัน ตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น. ทุกวัน หากมีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/ สาขา/ ที่ท่านสะดวก หรือโทรสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง)"

รมว.สาธารณสุข การระบาดของเชื้อโควิด-19 คลัสเตอร์บางแค แต่ไม่กล้ารับปาก ได้เล่นสงกรานต์หรือไม่ รอ ทีมแพทย์รายงาน ศบค.ใหญ่ก่อนเคาะอีกที วอนประชาชนอย่าการ์ดตก

รมว.สาธารณสุข การระบาดของเชื้อโควิด-19 คลัสเตอร์บางแค แต่ไม่กล้ารับปาก ได้เล่นสงกรานต์หรือไม่ รอ ทีมแพทย์รายงาน ศบค.ใหญ่ก่อนเคาะอีกที วอนประชาชนอย่าการ์ดตก

นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 คลัสเตอร์บางแค ว่า ขณะนี้ได้ให้ทีมแพทย์ลงไปตรวจเชิงรุกที่ตลาด และตามไปตรวจผู้ที่สัมผัสใกล้ชิด รวมถึงชุมชนที่มีการติดเชื้อมากเป็นพิเศษ และนำผู้ที่ติดเชื้อไปเข้ารับการรักษา ที่โรงพยาบาลหลักคือโรงพยาบาลบางขุนเทียนของกทม. และในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมพร้อมให้การสนับสนุน เผื่อกรณีที่กทม. เริ่มเต็ม ก็ได้มีการจัดเตรียมสถานที่เพื่อสนับสนุนเอาไว้พร้อมแล้ว แต่ยังเชื่อว่าเราจะสามารถควบคุมอยู่ในวงจำกัดได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าคลัสตเตอร์บางแค จะส่งผลกระทบ ต่อการพิจารณาผ่อนคลายในช่วงของเทศกาลสงกรานต์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า "ทุกอย่างจะส่งผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และอยู่ที่ความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก การพิจารณาอะไรก็ตามต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ไม่ใช่พิจารณาอยู่บนความสนุก ที่เราทำมาทั้งหมดทุกวันนี้ก็เพื่อให้ประชาชนปลอดภัย และยังต้องยึดหลักนี้อยู่

ทั้งนี้ต้องดูว่าจากช่วงนี้ไปจนถึงสงกรานต์ ที่เหลือระยะเวลาอยู่ประมาณ 1 เดือนนี้ การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะสามารถควบคุมได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเราก็สามารถควบคุมได้ แต่ว่าช่วงนี้ อาจจะการ์ดตกกันบ้าง ก็ขอให้กลับมาที่เราเคยทำ คือสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างล้างมือ หากเราปฏิบัติตามหลักนี้ได้ การแพร่เชื้อก็จะถูกจำกัดวง ให้แคบมาก ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์"

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าแสดงว่าถึงเวลานี้ยังไม่กล้ารับปากประชาชนใช่หรือไม่ว่าจะได้เล่นน้ำสงกรานต์หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยแต่ถ้าถามอย่างนี้ตนไม่ตอบดีกว่า เพราะไม่มีการรับปากรับคำอะไรทั้งสิ้น เราทำทุกอย่าง อยู่บนความตั้งใจที่ดีที่สุด แล้วอยู่บนความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก เมื่อถามว่า ในการประชุมศบค.วันที่ 19 มีนาคมนี้ประเด็นเรื่องการผ่อนคลายเทศกาลสงกรานต์จะถูกหยิบยกเข้าไปหารือด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า "ไม่ทราบ ทางศบค.จะเป็นผู้นำเสนอ เราต้องดูสถานการณ์ แต่ก็จะทำให้ดีที่สุด"

‘ศรีนวน พิลาดี’ ผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจ็กต์ยักษ์อย่าง ‘มารีน่า เบย์แซนด์’ | Contributor EP.11

ไต่เต้าสตอรี่!!

ศรีนวน พิลาดี ผู้อยู่เบื้องหลัง ‘มารีน่า เบย์แซนด์’ จากเด็กนักเรียนไร้กางเกง สู่ผู้บรรเลงงานก่อสร้างระดับพระกาฬของเมืองไทย ใครจะคิดว่าคนธรรมดาที่ (ชีวิต) ไม่ธรรมดา จากเด็กแบกข้าวสาร สู่ตำแหน่ง Site Supervisor . จากเด็กบ้านนอกในฝั่งชายแดนไทย - เขมร ครอบครัวยากจน . หัวดี แต่ต้นทุนชีวิต ทำให้จบการศึกษาได้เพียงแค่ ม.3

สิ่งที่ทำได้ คือ ดิ้นรนเข้าเมืองกรุง เพียงเพื่อลืมตาอ้าปากได้แบบผู้อื่น . เริ่มต้นอาชีพแบกข้าวสาร และกรรมกรหลากรูปแบบ ด้วยความไม่ท้อ ไม่ท้อ และไม่ท้อ ทำให้วันนี้ เขาก้าวสู่ตำแหน่ง Site Supervisor ผู้คุมโปรเจ็กต์งานก่อสร้างขนาดใหญ่ทั้งไทยและต่างประเทศ อะไรที่ทำให้เขาก้าวขึ้นมาสู่จุดนี้ได้ จุดเขาพูดเต็มปากว่า ‘ต้นทุนแบบเดียวกับเขา ก็ยากที่จะเป็นได้แบบเขา’ 

.

.

.

‘เพนกวิน’ แถลงอึดอัดใจ ระหว่างศาลนัดพร้อมตรวจพยานหลักฐานคดีแกนนำราษฎรชุมนุม 19 กันยา ทำบรรยากาศส่อวุ่น ‘คนกรีดร้อง ปาขวดน้ำในศาล’ กร้าวจะขออดข้าวประท้วง

รายงานว่าระหว่างศาลนัดพร้อมตรวจพยานหลักฐานคดีแกนนำราษฎรชุมนุม 19 กันยายน ทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งศาลไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดี แต่มีผู้เกี่ยวข้องในคดี ผู้สังเกตการณ์ และผู้เดินทางมาให้กำลังใจส่วนหนึ่งได้เข้าไปในห้องพิจารณาคดี

นายชินวัตร จันทร์กระจ่าง หรือไบร์ท แกนนำราษฎรนนทบุรี หนึ่งในจำเลย ให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศการพิจารณาคดีว่า ภายในห้องพิจารณาคดี "เพนกวิน" นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ได้ขออนุญาตแถลงต่อศาลถึงความอึดอัดที่อยู่ในใจ แต่ศาลไม่อนุญาตให้พูดในที่เปิดเผย

จากนั้น มีเจ้าหน้าที่มาควบคุมตัว จึงเกิดความวุ่นวายขึ้น เพนกวินจึงประกาศความอึดอัดใจว่าเหตุใดศาลไม่ให้ประกันตัว ทั้งที่ยังไม่มีคำตัดสิน โดยเทียบเคียงกับคดี กปปส. ที่ตัดสินแล้วว่ามีความผิดแต่ได้ประกันตัว และไม่ต้องตัดผม พร้อมประกาศขอประท้วงด้วยการอดข้าว ดื่มแต่น้ำ จนกว่าจะได้รับการประกันตัว ซึ่งบรรยากาศภายในห้องพิจารณาคดีได้เกิดความวุ่นวาย มีมวลชนที่ได้เข้าไปร่วมฟังการพิจารณาระบายอารมณ์ด้วยการกรีดร้อง และเขวี้ยงขวดน้ำลงพื้น เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวเพนกวินและจำเลย ลงไปควบคุมที่ห้องควบคุมจำเลยด้านหลัง

นายชินวัตร ระบุด้วยว่า หวังให้ศาลมีความยุติธรรม และป.อาญา มาตรา 112 เป็นข้อหาที่ทำร้ายประชาชน ส่วนตนเองในช่วงบ่าย จะถูกไต่สวนในคดีละเมิดอำนาจศาล กรณีถ่ายรูปร่วมกับนายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือครูใหญ่ ในห้องเวรชี้ และโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย อีกทั้งมีคดีละเมิดอำนาจศาลของนายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือฟอร์ด เส้นทางสีแดง ที่ถ่ายรูปนายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ ผ่านหน้าจอแล้วไปโพสต์อีกด้วย ซึ่งในส่วนของตนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่เห็นเจ้าหน้าที่มาเตือน


ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/politic/2050476


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top