Monday, 15 June 2026
ECONBIZ

ก.พลังงาน เกาะติดสถานการณ์อิสราเอล - อิหร่าน เตรียมมาตรการรองรับทั้งด้านราคา - ปริมาณสำรอง

กระทรวงพลังงาน ได้ติดตามสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ โดยได้ดำเนินมาตรการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหลังราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ รวมทั้งเตรียมแผนเพิ่มปริมาณสำรองภายในประเทศ หากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลกระทบต่อประเทศไทย

(17 มิ.ย. 68) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หลังจากที่เกิดการสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะมีรายงานข่าวเมื่อคืนวันจันทร์ว่า อิหร่านพร้อมกลับมาเจรจาเรื่องโครงการพัฒนานิวเคลียร์กับสหรัฐหลังจากที่อิหร่านได้ยกเลิกการเจรจาไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่สถานการณ์การสู้รบก็ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้หลายประเทศเกิดความกังวลต่อสถานการณ์ โดยนักวิเคราะห์จากหลายหน่วยงานรายงานถึงการคาดการณ์หากการสู้รบขยายวงกว้างขึ้น จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก รวมทั้งอาจจะมีการปิดกั้นเส้นทางในการขนส่งน้ำมันอย่างช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ

กระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยในด้านราคาน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 72.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับเพิ่มขึ้นจากต้นเดือนมิถุนายนที่ 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการดูแลด้านราคาขายปลีกภายในประเทศเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ ได้มีมติเมื่อวานนี้ ให้ปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล โดยใช้กลไกอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ เข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพ และพยุงราคาน้ำมันในประเทศ ไม่ให้กระทบกับความต่อเนื่องในการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันฯ ในระยะยาว

ส่วนในด้านปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศ ปัจจุบันมีน้ำมันดิบคงเหลือประมาณ 3,337 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 25 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง 2,457 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 19 วัน และน้ำมันสำเร็จรูป 1,874 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 16 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือที่สามารถใช้ได้ 60 วัน ซึ่งหากสถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จะมีการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศเพื่อลดผลกระทบด้านราคาให้มากที่สุด

“ขอย้ำว่า กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านอย่างใกล้ชิด ได้เตรียมพร้อมในเรื่องของปริมาณสำรองพลังงาน ซึ่งมีข้อกำหนดและมาตรการในการสำรองปริมาณน้ำมันและก๊าซหุงต้มอยู่แล้ว รวมถึงการเตรียมแนวทางการบริหารจัดการด้านราคาหากการสู้รบรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อ โดยไทยเองเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน ทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านราคาได้ ซึ่งเมื่อวานนี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็ได้มีมติปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนฯ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน และเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการหากราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอีก  จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงพลังงานจะติดตามสถานการณ์และดำเนินทุกมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาและปริมาณสำรองน้ำมัน และขอให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัดเพื่อลดการนำเข้า ก็จะช่วยให้ประเทศลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ด้วย” นายวีรพัฒน์ กล่าว

กบน. ลดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ กว่าวันละ 74 ล้านบาท ลดผลกระทบประชาชนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

(16 มิ.ย. 68) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบให้ปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้น หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ทวีความรุนแรง และส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า “การประชุม กบน. วันนี้ได้มีการประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยราคาน้ำมันดิบดูไบได้ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ 72.50 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล น้ำมันเบนซินอยู่ที่ 85.44 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 88.02 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล   ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ และค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง 

เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น และไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพในช่วงที่สถานการณ์วิกฤตพลังงานกำลังเกิดขึ้น กบน. จึงมีมติให้ปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล โดยใช้กลไกอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ เข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพ และพยุงราคาน้ำมันในประเทศ ไม่ให้กระทบกับความต่อเนื่องในการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันฯ ในระยะยาว” ดังนี้ (ข้อมูลในตาราง)

สำหรับการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว จะทำให้รายรับของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันทุกชนิด (รวมถึงน้ำมันเตา) ลดลงประมาณวันละ 74.41 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 241.64 ล้านบาท เหลือประมาณวันละ 167.23 ล้านบาท โดยปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2568 ติดลบอยู่ที่ 36,268 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 8,244 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 44,512 ล้านบาท

นายพรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินมาตรการครั้งนี้เป็นไปตามบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาพลังงานของประเทศเมื่อเกิดวิกฤตด้านราคาพลังงาน ภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 โดยยึดหลักการ “เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้” พร้อมยืนยันว่า กบน.จะติดตามสถานการณ์น้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อดูแลและป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนให้มากที่สุด

ศาลล้มละลายกลาง ให้ ‘การบินไทย’ พ้นแผนฟื้นฟู เตรียมขอกลับเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นสิงหาคมนี้

ศาลล้มละลายกลาง ให้ การบินไทย ออกแผนฟื้นฟู เตรียมกลับสู่ตลาดหุ้น ส.ค.นี้

(16 มิ.ย. 68) นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการและอดีตประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟู บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังรับฟังการไต่สวนของศาลล้มละลายกลางในวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

สืบเนื่องมาจากการบินไทยปฏิบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขของแผนฟื้นฟูกิจการครบทั้งหมด 4 ข้อ โดยหลังจากนี้ บริษัทฯ จะเดินหน้าขออนุญาตหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเพื่อนำหุ้นของการบินไทยกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกครั้ง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2568

นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า ในส่วนของการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ จากมูลหนี้ที่เจ้าหนี้จำนวนกว่าหนึ่งหมื่นรายยื่นขอรับชำระหนี้ ณ วันที่บริษัทฯ ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในเดือนพฤษภาคม 2563 โดยมีมูลหนี้รวมกว่าสี่แสนล้านบาทนั้น ปัจจุบัน การบินไทยมีภาระหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการตามคำสั่งถึงที่สุดให้ได้รับชำระหนี้ ประมาณ 189,578 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้ทยอยชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ได้รับคำสั่งถึงที่สุดให้ได้รับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จนถึงไตรมาส 1 ของปี 2568 บริษัทฯ ได้ชำระหนี้ไปแล้วทั้งสิ้นจำนวนประมาณ 94,080ล้าน บาทโดยมีมูลหนี้คงเหลือที่ยังต้องชำระจนถึงปี 2579 ประมาณ 95,498 ล้านบาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการปฏิบัติตามเงื่อนไขผลสำเร็จของแผนที่ ระบุไว้ครบถ้วนแล้ว เห็นควรที่ศาลจะมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้

อนึ่ง ศาลล้มละลายกลาง พิเคราะห์คำร้องของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รายงานของเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ และพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว เห็นว่า แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดผลสำเร็จของแผนว่าการ ดำเนินการฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ให้ถือว่าเป็นผลสำเร็จตามแผนเมื่อ (1) จดทะเบียนเพิ่มทุนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ (2) ดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการโดยไม่มีเหตุผิดนัด (3) มีกำไร ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จากการดำเนินงานตามจำนวนที่แผนกำหนด และมีส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงินเป็นบวก และ (4) มีการแต่งตั้งกรรมการใหม่ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในแผน ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏจากคำร้องของลูกหนี้และรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ว่าลูกหนี้ได้ปฏิบัติครบถ้วนทุกข้อที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูแล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าลูกหนี้มีการผิดนัดชำระหนี้แต่อย่าง ใด กรณีจึงรับฟังได้ว่า ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการตามแผนอันจะถือว่าการฟื้นฟูกิจการได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จ ตามแผนแล้ว ต้องด้วยเงื่อนไขแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 วรรคหนึ่ง ที่ศาลจะมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้

ศาลล้มละลายกลางจึงมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 วรรคหนึ่ง โดยผู้บริหารแผนหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ ทรัพย์ ยังคงมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินเพื่อรักษาประโยชน์ของลูกหนี้ตามสมควรแก่พฤติการณ์ จนกว่าผู้บริหารของลูกหนี้จะเข้าจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป

กรมธุรกิจพลังงาน ตุนสต็อกน้ำมันเพียงพอ 60 วัน ยันพร้อมรับมือสงครามตะวันออกกลาง

กรมธุรกิจพลังงานเตรียมพร้อมรับมือสงครามตะวันออกกลาง ย้ำไทยมีปริมาณสำรองน้ำมัน ในสต็อกเพียงพอใช้ได้ 60 วัน ขอประชาชนไม่ต้องกังวล 

(13 มิ.ย. 68) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวว่า หลังเกิดการสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ขยายวงกว้าง โดยเฉพาะสถานการณ์การโจมตีเป้าหมายทางทหารและโครงการเกี่ยวกับนิวเคลียร์ในอิหร่าน โดยสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตและส่งออกน้ำมันจากพื้นที่ตะวันออกกลางมายังประเทศไทย กรมธุรกิจพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินและเตรียมความพร้อม หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศอย่างแน่นอน

ปัจจุบันมีน้ำมันดิบคงเหลือประมาณ 3,104 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 23 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง 2,597 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 20 วัน และน้ำมันสำเร็จรูป 1,886 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 17 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือที่สามารถใช้ได้ 60 วัน ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวล และขอให้ติดตามข่าวสารที่เป็นทางการจากทางราชการ กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน จะบริหารจัดการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สงครามที่เกิดขึ้นน้อยที่สุด

‘คิงเพาเวอร์’ อ้างโควิด เศรษฐกิจแย่ นทท. จีนหาย ขอยกเลิกสัญญาดิวตี้ฟรีดอนเมือง-ภูเก็ต-เชียงใหม่

‘คิงเพาเวอร์’ ยื่นหนังสือถึงทอท. ขอยกเลิกสัญญาดิวตี้ฟรี สนามบินดอนเมือง-ภูเก็ต-เชียงใหม่ อ้างผลกระทบโควิด เศรษฐกิจตกต่ำ สงคราม กำแพงภาษี รัฐขาดมาตรการเชิงรุกทำนักท่องเที่ยวจีนหาย รวมถึงขอคืนพื้นที่ทำยอดขายลด ขาดทุน จ่ายผลตอบแทนที่กำหนดสูงเกินไปไม่ไหว ชี้เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่ได้เกิดจากบริษัทฯ จี้เจรจายุติใน 45 วัน

รายงานข่าวจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ได้ทำหนังสือถึงกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. โดยขอหารือแนวทางในการพิจารณายกเลิกสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ซึ่งบ.คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ได้รับสัญญาประกอบกิจการ ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2576 นับจากสถานการณ์โควิด-19 ทอท.ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ เป็นผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อผู้โดยสาร (Sharing Per Head) จำนวน 127.30 บาท โดยเรียกเก็บจากผู้โดยสารขาออกผู้โดยสารผ่านและผู้โดยสารขาเข้า ผลกระทบโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย ก็มีเหตุสงครามในหลายภูมิภาค สงครามการค้า และการกีดกันทางการค้า กำแพงภาษี การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้โดยสารจีนที่มีกำลังซื้อสูงลดลง ทำให้ยอดขายลดลง

โดยบริษัทฯ อ้างสาเหตุถึง 7 ประเด็น ที่เป็นเหตุสุดวิสัย ส่งผลต่อยอดจำหน่ายและการประกอบการของบริษัทฯ และส่งผลทำให้ค่าตอบแทนที่บริษัทฯต้องชำระให้แก่ทอท.อยู่ในเกณฑ์ที่สูงผิดปกติกว่าที่ควรจะเป็นและที่ได้เสนอไว้ ซึ่งผลกระทบต่างๆ เป็นผลให้บริษัทฯ ประสบกับภาวะขาดทุนจากแบกรับภาระ อัตราค่าตอบแทนที่สูงผิดปกติและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของสถานการณ์จนส่งผลให้บริษัทฯ มีความจำเป็นที่ต้องเลื่อนชำระค่าภาระต่าง ๆ มาเป็นระยะ ๆ ซึ่งเหตุการณ์อันส่งผลกระทบเหล่านั้นเป็นเหตุสุดวิสัยอันมิได้เกิดจากการกระทำหรือความผิดจากบริษัทฯ แต่ประการใดทั้งสิ้น แต่ในทางกลับกัน ทอท. กลับพิจารณาและดำเนินการตามที่ ทอท.เห็นสมควรเพียงลำพังและเป็นประโยชน์แก่ ทอท. เพียงฝ่ายเดียว โดยมิได้หารือบริษัทฯ เพื่อหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมต่อทั้งสองฝ่าย หรือมิได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกันกับบริษัทฯ ที่มีมากกว่าผลกระทบด้านค่าตอบแทน

ดังนั้น ด้วยเหตุต่าง ๆ ที่ยังไม่คลี่คลายในขณะนี้ และยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะยุติเมื่อไหร่ รวมถึงความไม่มั่นใจในการให้ความเป็นธรรมต่อคู่สัญญาของ ทอท. บริษัทฯ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะร้องขอให้เกิดการหารือเพื่อหาแนวทางและข้อยุติอื่นๆ รวมถึงแนวทางในการพิจารณายกเลิกสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ดังกล่าว เพื่อให้ได้ข้อยุติภายใน 45 วัน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อบริษัทฯ ในระหว่างการพิจารณาของ ทอท. บริษัทฯ ขอนำส่งค่าตอบแทนตามสัญญาประมูลในอัตราร้อยละ 20 ของยอดจำหน่ายสินค้าปลอดอากรในแต่ละเดือน ซึ่งภายหลังสิ้นเดือน เมื่อทราบยอดจำหน่าย บริษัทฯ จะคำนวณค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 20 และชำระค่าตอบแทนดังกล่าวภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป โดยเริ่มจากยอดจำหน่ายเดือนกรกฎาคม 2568 (เนื่องจาก บริษัทฯ ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมเวลาชำระเงินสำหรับค่าตอบแทนขั้นต่ำ เดือนกันยายน 2567 ถึงเดือนมิถุนายน 2568) ซึ่งจะทราบยอดจำหน่ายภายหลังสิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 และจะชำระค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 20ให้แก่ ทอท. ภายในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯ ไม่ต้องชำระค่าตอบแทนขั้นต่ำของเดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งเดิมบริษัทฯ ต้องชำระให้แก่ ทอท. ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2568 และขอให้ไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระ โดยขอให้แนวทางการนำส่งค่าตอบแทนข้างต้นมีผลต่อเนื่องไปจนกว่าจะได้ข้อยุติจากการเจรจา

สำหรับสถานการณ์ที่ บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ระบุเป็นเหตุสุดวิสัยและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยมิได้เกิดจากการกระทำของบริษัทฯ โดยเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นผลให้บริษัทฯ ไม่สามารถประกอบการและปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ตกลงไว้ได้ ดังนี้

1. การหยุดดำเนินการร้านค้าปลอดอากรขาเข้าจากนโยบายรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 กระทบต่อวิธีการคำนวณจำนวนเงินค่าตอบแทนที่ลดลงจากการหยุดประกอบการร้านค้าปลอดภาษีขาเข้าอย่างไม่เป็นธรรม และแตกต่างจากเจตนาของ TOR และสัญญาฯอย่างมีนัยสำคัญ

2. การลดภาษีสินค้าประเภทไวน์อันส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่ายภายในร้านค้าปลอดอากร ซึ่งเป็นไปตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพ.ร.บ.กำหนดพิกัดอัตราศุลกากรพ.ศ.2530 (ฉบับที่ 7 ) ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ยกเว้นอากรสินค้าไวน์ที่ระบุไว้ในประกาศฯ (จากเดิมอัตราอากรอยู่ที่ร้อนยละ 60) ส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่าย

3. การขอคืนพื้นที่ประกอบกิจการของทอท. บางส่วน(เนื้อที่ประมาณ 491.220 ตารางเมตร) ตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป ซึ่งทอท.ใช้วิธีคำนวณจำนวนเงินค่าตอบแทนที่ต้องชำระให้แก่ทอท.ที่ปรับลดลงตามสัดส่วนของพื้นที่ขอคืนมีผลต่อยอดจำหน่ายสินค้าลดลง

4. การขาดมาตรการเชิงรุกของภาครัฐในการบริหารจัดการความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ส่งผลให้การลดลงของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีศักยภาพในการจับจ่ายใช้สอยสูงสุด

5. สถานการณ์ภายในประเทศอันส่งผลทางลบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวและจำนวนผู้โดยสาร เช่น การย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติ การปิดตัวของบริษัทในหลายอุตสาหกรรม อาชญากรรมทางไซเบอร์ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) หรือการถล่มของตึก สตง.จากแผ่นดินไหววันที่ 28 มีนาคม 2568 ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในประเทศ

6. สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ยังมีผลกระทบต่อธุรกิจ

7. สถานการณ์สงครามและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ บริษัทฯอ้างสัญญาข้อ 7.9 ระบุว่า ในกรณีที่เกิดเหตุขัดข้องหรือมีเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นเหตุให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาได้โดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากความผิดของคู่สัญญาฝ่ายใด คู่สัญญาจะเจรจาเพื่อหาทางแก้ไข

ข้อ7.7 ในกรณีที่ข้อกำหนดของสัญญาข้อใดข้อหนึ่งตกเป็นโมฆะไม่สมบูรณ์ หรือใช้บังคับไม่ได้ตามกฎหมาย คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงในข้อกำหนดอื่นยังมีผลบังคับกันได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะต้องดำเนินการเจรจาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสัญญาที่มีผลในทางพาณิชย์

ข้อ7.5 ภายใต้บังคับของกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับทอท. การแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญานี้ไม่อาจทำได้ เว้นแต่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะได้ทำความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร และให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา

ทอท.ทำสัญญากับบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด สำหรับกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ สัญญาที่ ทอท.DF-1-02/2562 ลงวันที่ 4 ก.ค. 2562 มีอายุสัญญา 10 ปี 6 เดือน ระหว่างวันที่ 28 กันยายน 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2574 ผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ ปีแรก 2,331 ล้านบาท ต่อมาแก้ไขสัญญา 2 ครั้ง คือวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 และวันที่ 26 สิงหาคม 2565 ล่าสุดปรับอายุสัญญาเป็นระหว่างวันที่ 28 กันยายน 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2576

‘นิพนธ์’ เปิดบ้าน!! ต้อนรับกงสุลใหญ่จีนประจำสงขลา เดินหน้า!! ส่งเสริมความร่วมมือเศรษฐกิจ ‘ไทย–จีน’

(14 มิ.ย. 68) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 8 สมัย เปิดบ้านพักที่เขารูปช้าง ให้การต้อนรับ นายวัง จื้อเจียน กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จังหวัดสงขลา พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากสมาคมจีนสงขลา หาดใหญ่ และผู้นำเยาวชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา

การพบปะครั้งนี้เป็นการหารืออย่างไม่เป็นทางการ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทย–จีน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยที่มีศักยภาพสูงในการเป็นฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในระดับภูมิภาค

ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับการเตรียมการต้อนรับ คณะนักธุรกิจจากมณฑลเสฉวน ที่จะเดินทางมาศึกษาดูงานในจังหวัดสงขลา โดยจะเยี่ยมชมพื้นที่เป้าหมายสำคัญ อาทิ นิคมอุตสาหกรรมยางพารา อำเภอหาดใหญ่ พื้นที่ศักยภาพการลงทุนในอำเภอสะเดา ใกล้ชายแดนไทย–มาเลเซีย 

นายนิพนธ์กล่าวว่า “สงขลามีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน และทำเลที่ตั้ง ซึ่งสามารถรองรับการลงทุนจากจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการพัฒนาและวางแผนร่วมกันอย่างจริงจัง จะสามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน”

บรรยากาศของการพบปะเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นมิตร โดยทั้งสองฝ่ายได้มอบของที่ระลึก และแสดงความมุ่งมั่นที่จะสานต่อความร่วมมือไทย–จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในระดับพื้นที่ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต

‘กาแล็กซีรีสอร์ต’ หวังรัฐสร้างความเข้าใจกาสิโนในไทย กำหนดคุณสมบัติชัดเจน แนะลดพื้นที่กาสิโนเหลือ 5%

(12 มิ.ย. 68) นายเควิน เคลย์ตัน (Kevin Clayton) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแบรนด์ Galaxy Resorts ประเทศไทย กล่าวในสัมภาษณ์พิเศษว่า ไทยควรกำหนดพื้นที่กาสิโนไม่เกิน 5–10% ของโครงการ Entertainment Complex ทั้งนี้ กาสิโนถึงจะแค่ 5% แต่สร้างรายได้ราว 80% ซึ่งใช้สนับสนุนส่วนอื่นๆ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และกิจกรรมบันเทิง

นอกจากนี้ เควิน เคลย์ตันเสนอให้รัฐบาลสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจชัดเจนถึงผลดีและเงื่อนไขของโครงการ เช่น การกำหนดอายุและเงื่อนไขการเข้าใช้กาสิโน เพื่อสร้างความสบายใจและลดความกังวลต่อการพนัน รวมถึงเน้นจุดยืนความรับผิดชอบต่อสังคม

นายเควินย้ำว่า ความยั่งยืนของธุรกิจขึ้นอยู่กับการควบคุมอย่างเข้มงวด ทั้งมาตรการป้องกันปัญหาการพนัน การฝึกอบรมพนักงาน การติดสื่อประชาสัมพันธ์ช่วยเตือน และการร่วมมือกับกลุ่มช่วยเหลือทางสังคม พร้อมระบบตรวจสอบการฟอกเงินที่เข้มข้น คล้ายคลึงกับภาคการเงินที่ถูกกำกับดูแล

“Galaxy Resorts พร้อมร่วมมือกับรัฐบาลและหน่วยงานกำกับชี้แจงข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อปิดช่องว่างข่าวสารที่บิดเบือน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ยิ่งสื่อสารชัดเจนเท่าไหร่ ยิ่งลดความเข้าใจผิด” เควิน กล่าว

สุดท้าย เควินมองว่า Entertainment Complex จะสร้างเม็ดเงินลงทุนหลายพันล้านบาท ดึงนักท่องเที่ยวเป็น 50 ล้านคนต่อปี และสร้างงานหมื่นตำแหน่ง พร้อมระบุว่าสูตรควรรวมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อออกแบบเงื่อนไขให้พอดีทางกฎหมาย เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อประโยชน์ของประเทศ ประชาชน และนักลงทุน

’โอ๋ ฐิติภัสร์‘ ขยายผลตรวจโรงงานลอบนำเข้าเศษยาง พบทะลักจากกัมพูชา ก่อนบดรีดเป็นยางแผ่นในไทยส่งขายจีน

(12 มิ.ย.68) นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊กว่า

"ขบวนการลักลอบนำเข้าเศษยางจากกัมพูชา เอามาบดรีดเป็นแผ่นยางในไทย ส่งขายไปจีน

ตามขยายผลที่เพจ รู้ทันจีน และ พี่บอส ช่องไทยพีบีเอส ช่วยกันตามสืบและส่งเบาะแสขบวนการลักลอบนำเข้าเศษยางจากกัมพูชา ผ่านข้ามแดนมาแถว จ. สระแก้ว และกระจายไปยังโรงงานเถื่อนใน ชลบุรี ระยอง และ สมุทรสาคร

ทีมสุดซอยตามขยายผลมายัง โรงงานเถื่อน ที่ ม.1 ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร พบนายกานต์ อาหยี รับเป็นเจ้าของโรงงานและเศษยาง จนท.ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวไปดำเนินคดีข้อหาตั้งและประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน

เดินต่อเข้าไปด้านในซอยพบ บ. เถิงฮุย ฮาร์ดแวร์ พลาสติก จำกัด ประกอบกิจการทำเม็ดพลาสติก แต่ประกอบกิจการไม่ตรงตามเงื่อนไขในใบอนุญาต และไม่สามารถชี้แจงที่มาของกองวัตถุดิบที่เป็นเศษพลาสติกสายไฟบดย่อย กองไว้สูงเป็นภูเขาประมาณ 3,000 ตันได้ จนท.สั่งหยุดพร้อมอายัดเศษพลาสติกสายไฟทั้งหมด และดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ประกอบกิจการในส่วนขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

ไม่จบเท่านี้…ขยายผลต่อทั้งขบวนการลักลอบนำเข้าเศษยางจากต่างประเทศ และขบวนการลักลอบทิ้งเศษพลาสติกสายไฟ และโรงงานหลอมเม็ดพลาสติกเถื่อน หากท่านใดมีข้อมูลหรือเบาะแสสามารถส่งเข้ามาได้ค่ะ"

กฟผ.ชูแนวคิด 'Ending Plastic Pollution' จุดประกายสังคมลดขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

ทุกวันนี้ เราใช้พลาสติกกันแทบทุกวันแบบไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นแก้วกาแฟ ถุงขนม กล่องดิลิเวอรี่ ของพวกนี้ใช้งานไม่กี่นาที แต่กลับใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย

ประเทศไทยผลิตขยะมากกว่า 27 ล้านตันต่อปี และขยะพลาสติกจำนวนมากยังคงถูกทิ้งแบบไม่ถูกวิธี บางส่วนลงทะเล บางส่วนกลายเป็นมลพิษในอากาศ บางส่วนถูกฝังกลบ แต่ไม่เคยหายไปไหนจริงๆ

แล้วเราจะเริ่มตรงไหนได้บ้าง? หนึ่งในคำตอบที่น่าสนใจ คือกิจกรรม 'Ending Plastic Pollution' โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ที่จัดขึ้นเพื่อชวนให้คนไทยหันมาใส่ใจปัญหานี้อย่างจริงจัง

ภายในงานมีนิทรรศการให้ความรู้เรื่องขยะตั้งแต่พื้นฐานว่าพลาสติกแต่ละชนิดคืออะไร รีไซเคิลได้ไหม แยกอย่างไร ไปจนถึงเวิร์กชอปแฮนด์เมดจากของเหลือใช้ ที่ให้เราลองลงมือเปลี่ยน 'ขยะ' ให้กลายเป็น 'ของใช้' ได้จริงๆ

ไม่ใช่แค่จัดงาน แต่ กฟผ. ยังมีแนวคิด EGAT Zero Waste ที่รณรงค์ให้พนักงานแยกขยะอย่างเป็นระบบ ลดการสร้างขยะทั่วไปให้น้อยที่สุด และผลักดันการเป็น องค์กรที่ไม่สร้างของเสีย (Zero Waste Organization) อย่างแท้จริง เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนจากแนวคิด...สู่การลงมือทำจริงในระดับองค์กร

อีกไฮไลต์คือเวที 'Ending Plastic Talk' ที่เปิดให้ผู้คนร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องการใช้ชีวิตแบบ Low Waste ให้ความรู้แบบไม่เครียด พร้อมแนวทางง่ายๆ ที่เรานำไปใช้ได้ในชีวิตจริง

กิจกรรมนี้จัดที่ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2568 (หยุดทุกวันจันทร์) ใครที่อยากเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวแบบการแยกขยะ แนะนำให้แวะไป อาจได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนโลกเล็ก ๆ ของเราไปตลอดเลยก็ได้

กฟผ. เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ของที่ต้องทิ้งจากโรงไฟฟ้าที่ใครว่าไร้ค่า สู่คอนกรีตรักษ์โลก

กฟผ. เดินหน้านำของที่ต้องทิ้งจากกระบวนการเผาไหม้ของโรงไฟฟ้าที่ใคร ๆ อาจมองว่าไร้ค่า แปรรูปกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ กลายเป็นคอนกรีตรักษ์โลก สู่อนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม โดยวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเกิดของเสีย และ สร้างคุณค่าให้กับของที่จะต้องทิ้งจากโรงไฟฟ้า ให้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่

โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง แหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ของประเทศไทย ที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงวันละกว่า 4 หมื่นตัน ซึ่งการเผาไหม้ถ่านหินลิกไนต์จะเกิดเป็นเถ้าลอยประมาณวันละ 6 พันตัน ซึ่งใครหลายคนอาจมองว่านั่นคือสิ่งที่ต้องกำจัด หารู้ไม่ว่านั่นคือ วัตถุดิบคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมไทยในการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน
 
กฟผ. ได้นำเถ้าลอยมาใช้ทดแทนปูนซีเมนต์เพื่อผลิตเป็นคอนกรีตรักษ์โลก หรือ “Inno-Green Concrete” หรือบางคนอาจจะเรียกว่า คอนกรีตสีเขียว โดยสามารถทดแทนปูนซีเมนต์ได้ 100% ซึ่งจากผลวิจัยพบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของคอนกรีตและวัสดุในงานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นคอนกรีตบล็อกสำหรับก่อผนัง คอนกรีตตัวหนอนปูผิวทางเดินเท้า และยังสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตคอนกรีต สามารถประหยัดปูนซีเมนต์ได้ถึง 20 – 40 %

คุณสมบัติพิเศษของการนำเถ้าลอยมาใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ คือทำให้คอนกรีตก่อตัวเร็ว ทนทานต่อความร้อนและกรดสูง อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 228 กิโลกรัมต่อการผลิตคอนกรีต 1 ลูกบาศก์เมตร หรือลดลง 57.5% เมื่อเทียบกับการผลิตคอนกรีตจากปูนซีเมนต์และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

จากของที่ต้องทิ้งสู่สิ่งที่สร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง เป็นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตอบโจทย์แนวคิดด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงสร้างความยั่งยืนให้องค์กร แต่ยังเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมให้เดินหน้าสู่ความยั่งยืนอีกด้วย

AWC ทุ่ม 5,000 ล้าน ผุดโรงแรมหรูริมฝั่งเจ้าพระยา บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ ‘ล้ง 1919’ ค่าห้อง 3 แสนบาท/คืน

AWC ทุ่ม 5,000 ล้านบาท ตอกเสาเอก 'เดอะริทซ์ คาร์ลตัน แบงค็อก' โรงแรมสุดหรูริมฝั่งเจ้าพระยา ราคาต่อคืนสูงสุด 300,000 บาท บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ ‘ล้ง 1919 – ทรงวาด’

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์คอร์ปอเรชั่น (AWC) เปิดเผยความคืบหน้าแผนพัฒนาโครงการโรงแรม เดอะริทซ์ คาร์ลตัน แบงค็อก,เดอะ ริวเวอร์ไซด์ เรสซิเดนซ์ มูลค่าการลงทุน 5,000 ล้านบาท ซึ่งสร้างบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ครอบคลุมพื้นที่เดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น และพื้นที่บริเวณถนนทรงวาด ภายใต้แนวคิด 'The River Journey'

โดยล่าสุดได้เริ่มลงเสาเอกแล้ว และอยู่ระหว่างการปรับแบบ พร้อมเตรียมทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในกลางปี 2571

ทั้งนี้ในส่วนของห้องพักในฝั่งล้ง จะให้บริการในรูปแบบรีสอร์ทใจกลางกรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อการพักผ่อนเชิงสุขภาพ ระดับราคาห้องพักต่อคืนคาดว่าจะสูงที่สุดในตลาดบริการห้องพักในกรุงเทพฯ ที่อยู่ในระดับกว่า 300,000 บาท/คืน

ขณะที่ห้องพักในฝั่งทรงวาด จะเป็นห้องพักแนวแอคทีฟ เป็นการสร้างประสบการณ์ให้กลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ ที่มีอยู่ทั่วโลก ที่มองหาประสบการณ์พิเศษในการพักผ่อน ซึ่งถือเป็นการสร้างดีมานด์ใหม่ ๆ ให้กับการท่องเที่ยวของไทย

นางวัลลภา ยังกล่าวถึงสถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนที่หายไปจากตลาดท่องเที่ยวไทยค่อนข้างมากในขณะนี้ว่า โดยเฉพาะเป็นตลาดหลักของ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ เดสติเนชั่น ซึ่งต้องยอมรับว่าเดิมนักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนถึง 70% ของจำนวนผู้ที่มาใช้บริการทั้งหมด แต่ปัจจุบันเอเชียทีคฯ ได้มีการปรับกลยุทธ์ทำให้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาส 2 นี้ เตรียมเปิดให้บริการ จูราสสิค เวิลด์ (Jurassic World) โดยการร่วมมือครั้งล่าสุดระหว่าง AWC, NEON และ Universal Live Events & Location Based Entertainment ของ Universal Destinations & Experiences ที่จะสร้างความสนุก ความบันเทิง สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัว เชื่อมั่นว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศอื่นมาเสริม ทำให้มียอดผู้มาจับจ่ายใช้บริการในเอเชียทีคกลับมาคึกคักขึ้นหรือประเมินว่าไม่น่าจะน้อยกว่า 30,000 คน/วัน

“นักท่องเที่ยวจีนยังไม่เห็นวี่แววจะกลับมาคึกคัก ซึ่งเอเชียทีคฯ ได้มีการปรับกลยุทธ์ทำให้ได้นักท่องเที่ยวที่มาจากหลาย ๆ ชาติ และหลัง จูราสสิค เวิลด์ เปิดเชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากกลุ่มอื่นมาเสริม ทำให้ยังเห็นทราฟฟิกเป็นโมเมนตั้มที่ดี และจะทำให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยเปลี่ยนไปสู่การท่องเที่ยวที่มีความสนุก ดึงนักท่องเที่ยวครอบครัวกลับมา”

ในขณะที่ภาพรวมฐานลูกค้าที่ใช้บริการโรงแรมของ AWC พบว่ามีนักท่องเที่ยวจีนในสัดส่วนเพียง 10% แม้นักท่องเที่ยวจีนลดลง แต่บริษัทได้นักท่องเที่ยวจากชาติอื่น รวมถึงยังสามารถดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพมาได้ค่อนข้างดี ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) และอัตราการเข้าพักโรงแรมทั้งหมดของ AWC ในช่วงไตรมาส 1/2568 ยังเติบโต ถือว่าไทยยังเป็นประเทศสำคัญของการท่องเที่ยวทั่วโลก

“เดิมเป็นห่วงตลาดจีนที่หายไป เนื่องจากเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ของ จ.เชียงใหม่ แต่ช่วงไตรมาส 1 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง พบว่า RevPAR ขึ้นมา 56% โดยได้นักท่องเที่ยวชาติอื่น ๆ มาเที่ยว ซึ่งเป็นผลจากการที่บริษัทมีการทำการตลาดผ่านเน็ตเวิร์คประเทศต่าง ๆ เพิ่ม รวมถึงในตลาดท่องเที่ยวในเมืองพัทยา ซึ่งภายหลังจากที่บริษัทได้เปิดให้บริการโรงแรมมีเรีย พัทยา พบว่าลูกค้าในประเทศให้การตอบรับดีมาก สะท้อนว่าโลคัลดีมานด์ยังมีความแข็งแรง และในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ เตรียมเปิดให้บริการโรงแรมแมริออท รีสอร์ท พัทยา เพื่อรองรับตลาดท่องเที่ยวในประเทศที่มีการตอบรับดีในขณะนี้ด้วย”

นางวัลลภา ยังกล่าวว่าในส่วนไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น โดยบริษัทกำลังประเมินสถานการณ์ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา แต่อย่างไรก็ดีหวังว่าหากประเทศไทยมีการทำแคมเปญเพื่อเชื่อมนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ประเทศไทยซึ่งยังมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวก็ยังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวกลุ่มประชุมสัมมนา ยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้พอสมควร โดยในส่วนที่จองมาแล้ว ไม่มีการยกเลิก

แต่จะกระทบในส่วนของลูกค้าใหม่ ซึ่งคงต้องมีการทำตลาดร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นให้กับตลาดนักท่องเที่ยวประชุมสัมมนา

พร้อมกับยังเชื่อว่าประเทศไทยยังมีจุดขายที่สามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปกลับมาได้ โดยเฉพาะในพัทยา ที่ขณะนี้ไม่ต้องหวังพึ่งพิงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มเดียว แต่ยังมีนักท่องเที่ยวในประเทศเข้ามาด้วย

‘ดร.กอบศักดิ์’ แนะเร่งหามาตรการช่วยกลุ่มเอสเอ็มอี หลังจีน -สหรัฐฯปิดดีลเจรจาอาจกระทบสินค้าส่งออกไทย

ดร.กอบศักดิ์ เผยจีน-สหรัฐปิดดีลเจรจาภาษี จีนถูกเรียกเก็บภาษี 55% ส่วนจีนเก็บภาษีสหรัฐ 10% กระทบสินค้าส่งออกไทย แนะเตรียมมาตรการช่วยเอสเอ็มอีในประเทศ ลุ้นไทยเจรจาสหรัฐลดภาษีต่ำกว่า 36%

(12 มิ.ย.68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ว่า “ปิดดีลจีน – โดน Tariff สหรัฐที่ 55% !!” โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สรุปข้อตกลงล่าสุดให้โลกฟังว่า หลังเจรจากัน 2 ครั้ง สหรัฐจะได้เข้าถึง rare earths, magnets ส่วนจีนจะได้ชิป และวีซ่าสำหรับนักเรียนจีน โดยสหรัฐคิดภาษีจีน 55% และจีนคิดภาษีสหรัฐ 10%

“ทั้งหมด รอการพิจารณาของท่านประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ซึ่งจะมีนัยยะกับไทย เพราะจากที่นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ เคยบอกไว้เสมอ 36% คืออัตราสูงสุดสำหรับไทย หมายความว่า ต่อให้เราไม่ได้ลดเลย ที่อัตรานี้ เราจะยังได้เปรียบสินค้าจีนประมาณ 20% ถ้าเรามีข้อเสนอที่ดี สหรัฐพอใจ ก็คงจะลดให้จากอัตราดังกล่าวบ้าง”

ซึ่งหากไทยสามารถเจรจา (1) ได้เหลือ 10-20% (2) ไม่ต่างจากคู่แข่งของเรามากนัก ในสงครามการค้าโลกรอบนี้ ประเทศไทยก็ถือว่าพอไปได้ ส่งออกไทยก็น่าจะมีทางออก ในช่วงครึ่งหลังของปี สามารถไปทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐ

“อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจีนโดน 55% China Flooding ก็จะเป็นปัญหาให้ไทยหนักใจ คงต้องเตรียมมาตรการช่วย SMEs ในประเทศรับมือบรรเทาผลกระทบและเร่งหาตลาดใหม่ให้สินค้าไทย เพื่อให้ไทยลดสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐให้เหลือ 10% จากปัจจุบันที่ 18.3% จะได้ไม่ต้องเป็นลูกไล่ของเขา เพราะยังจะวุ่นวายอย่างนี้ไปอีกหลายปี”

เคทีซี จับมือ ททท. เดินหน้าแคมเปญ “เมืองน่าเที่ยว” หนุนสร้างรายได้ท่องเที่ยวในประเทศ 1.17 ล้านล้านบาท

(11 มิ.ย. 68) เคทีซี ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือ ททท. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด ภายใต้แคมเปญ "เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration" มอบส่วนลดพิเศษจากโรงแรมชั้นนำสูงสุด 55% และรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 500 บาท 

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เคทีซีตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแคมเปญ เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration ให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท และผลักดันให้รายได้รวมด้านการท่องเที่ยวในปี 2568 อยู่ที่ 1.17 ล้านล้านบาท ตามที่ททท. ตั้งเป้าไว้ โดยเคทีซีพร้อมมอบสิทธิพิเศษเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนรับสิทธิ์ที่  https://www.ktc.co.th/promotion/hotel-resort/domestic-hotel/amazing-secondary-cities#Northern

สำหรับแคมเปญเมืองน่าเที่ยว Year of Celebration เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025 โดยความร่วมมือของภาครัฐบาล เอกชน และพันธมิตรทุกส่วนร่วมผลักดันให้เมืองน่าเที่ยวกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ กระจายรายได้สู่ชุมชน และเสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยให้อยู่ระดับสากล

เกษตรกรใต้แห่ปลูกทุเรียนแทนต้นยาง-กาแฟ พื้นที่ปลูกพุ่งเฉียด 9 แสนไร่ คาดผลผลิตปี 68 เพิ่ม 14%

(11 มิ.ย. 68) ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ปี 2568 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.46 หรือประมาณ 606,958 ตัน จากการขยายพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุเรียนที่ปลูกในช่วงปี 2562 เริ่มให้ผลผลิตในปีนี้ ส่งผลให้พื้นที่ปลูกทุเรียนภาคใต้ทะลุ 870,000 ไร่ หลังเกษตรกรทยอยโค่นกาแฟ ยางพารา และไม้ผลชนิดอื่น เช่น มังคุด เงาะ ลองกอง เพื่อปลูกทุเรียนที่มีราคาดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาทุเรียนในปีนี้อาจไม่สดใสเหมือนปีก่อน จากภาวะเศรษฐกิจจีนชะลอตัว และล้งรับซื้อน้อย ล่าสุดราคาทุเรียนตะวันออกตกลงเหลือเพียง 105-110 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ภาคใต้ยังประสบปัญหาฝนตกกระทบช่วงออกดอก ทำให้บางพื้นที่ผลผลิตหายไปถึงร้อยละ 50-60 โดยเฉพาะทุเรียนทวายที่ชนกับฤดูฝน อาจมีความเสี่ยงไม่สามารถออกผลได้ตามเป้า

ด้านสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 5 จ.สงขลา รายงานว่า ทุเรียนภาคใต้มีเนื้อที่ยืนต้น 870,593 ไร่ และเนื้อที่ให้ผล 622,111 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 6.88 และ 7.54 ตามลำดับ โดยผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ปีนี้อยู่ที่ 976 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.43 จากสภาพอากาศเอื้ออำนวยในช่วงต้นปี และการบริหารจัดการสวนที่ดีขึ้น

สำหรับฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนภาคใต้ปี 2568 เริ่มตั้งแต่ 5 มิถุนายนใน จ.พังงา และทยอยเก็บเกี่ยวในแต่ละจังหวัดจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม โดยผลผลิตทุเรียนจะออกมากที่สุดในเดือนกรกฎาคม ขณะนี้ทุเรียนภาคใต้กว่า 65% ของพื้นที่ให้ผลได้ออกดอกแล้วและอยู่ในระยะติดผลเล็ก

ส่วนไม้ผลอื่น ๆ อย่างมังคุด เงาะ และลองกอง ต่างได้รับผลกระทบจากทั้งสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย และการโค่นพื้นที่ปลูกเพื่อนำไปปลูกทุเรียนแทน ส่งผลให้ผลผลิตปี 2568 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะลองกองที่ผลผลิตคาดว่าจะลดลงถึงร้อยละ 49.10 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากราคาตกต่ำและมีฝนตกผิดฤดูกาลในช่วงออกดอก

‘เจ็ทสตาร์เอเชีย’ ประกาศหยุดกิจการ 31 ก.ค.นี้ ปิดตำนานสายการบินโลว์คอสต์ ของสิงคโปร์

(11 มิ.ย. 68) เจ็ทสตาร์เอเชีย (3K/JSA) สายการบินต้นทุนต่ำแบรนด์เจ็ทสตาร์ (Jetstar) สัญชาติสิงคโปร์ ซึ่งมีการปฏิบัติการจากฐานการบินที่ท่าอากาศยานสิงคโปร์ชางงี (SIN) ไปยังจุดบินหลายแห่งในเอเชีย รวมถึงหลายจุดบินในประเทศไทย แจ้งว่าจะหยุดกิจการเป็นการถาวรตั้งแต่ 31 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป

สายการบินแจ้งว่าการตัดสินใจนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก และเกิดขึ้นหลังจากการทบทวนการทำการของสายการบินที่เผชิญความท้าทายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยต้นทุนในการปฏิบัติการในภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้น

เจ็ทสตาร์เอเชียจะยังคงทำการบินโดยค่อย ๆ ลดความถี่ลงนับแต่นี้ไปจนถึง 31 กรกฎาคม 2568 และจะติดต่อผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

การตัดสินใจนี้ ไม่มีผลกระทบกับเที่ยวบินของสายการบินเจ็ทสตาร์แอร์เวย์ส(JQ) และเจ็ทสตาร์เจแปน(GK)

เจ็ทสตาร์ เป็นแบรนด์สายการบินต้นทุนต่ำในกลุ่มแควนตัส กรุ๊ป ของออสเตรเลียโดยมีการตั้งสายการบินแบรนด์เจ็ทสตาร์ในประเทศต่าง ๆ ทั้ง เจ็ทสตาร์แอร์เวย์ส(JQ) ในออสเตรเลีย เจ็ทสตาร์เจแปน(GK) ในญี่ปุ่น และเจ็ทสตาร์เอเชีย(3K) ซึ่งมีสัญชาติสิงคโปร์

เจ็ทสตาร์เอเชีย(3K) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2547 และเริ่มปฏิบัติการเมื่อ 13 ธันวาคม 2547 หรือ 20 ปีมาแล้ว ปัจจุบันมีฝูงบินเป็นเครื่องบิน แอร์บัส เอ320 จำนวน 13 ลำ ให้บริการไปยังจุดบิน 18 แห่ง

สำหรับผู้โดยสารในตลาดประเทศไทย ปัจจุบันนั้นเจ็ทสตาร์เอเชียให้บริการเที่ยวบินระหว่างสิงคโปร์กับ กรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ ภูเก็ต และกระบี่ โดยในอดีตเคยให้บริการมายังหาดใหญ่และอู่ตะเภาด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top