Monday, 15 June 2026
ECONBIZ

สั่งก.พลังงาน เตรียมรับมือเหตุตึงเครียดไทย-กัมพูชา ย้ำ ‘น้ำมัน-ไฟฟ้า’ ต้องไม่ขาดแคลนรองรับภารกิจฉุกเฉิน

‘พีระพันธุ์’ สั่งการ ก.พลังงาน ตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน” รับมือเหตุตึงเครียดไทย-กัมพูชา ย้ำ ‘น้ำมัน-ไฟฟ้า’ ต้องไม่ขาดแคลน เร่งบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนให้มากที่สุด

(24 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เรียกประชุมด่วนผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงพลังงาน ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ฉุกเฉินบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา  และหาแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนด้านพลังงานให้แก่ประชาชนในพื้นที่   โดยได้มีคำสั่งจัดตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน”  เพื่อติดตามสถานการณ์และสั่งการหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพลังงานและในการกํากับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ด้านพลังงาน อันอาจเกิดขึ้นจากการกระทำของราชอาณาจักรกัมพูชาซึ่งส่งผลหรืออาจส่งผลต่อประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้จนกว่าสถานการณ์จะยุติลง 

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า  กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และการดูแลความมั่นคงเพียงพอด้านพลังงานทั้งในส่วนของน้ำมันและไฟฟ้า โดยได้สั่งการให้สถานีบริการน้ำมันที่อยู่ใกล้จุดปะทะบริเวณชายแดนงดให้บริการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชน ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้สถานีบริการน้ำมันในเขตอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงที่อยู่นอกพื้นที่เสี่ยงเปิดบริการตามปกติอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความจำเป็นในการเดินทางและภารกิจฉุกเฉินของภาครัฐ  อาทิ รถพยาบาล รถดับเพลิง รถตำรวจ ทหาร รวมถึงภารกิจด้านความมั่นคง ซึ่งต้องสามารถเข้าถึงเชื้อเพลิงได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ในส่วนของระบบไฟฟ้า ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นหลักในการประสานให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจัดทีมซ่อมบำรุงประจำพื้นที่ เตรียมความพร้อมกรณีเกิดความเสียหายต่อระบบไฟฟ้า หรือสายส่งที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะ เพื่อให้สามารถฟื้นฟูระบบได้อย่างรวดเร็ว และลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนให้น้อยที่สุด

ภายใต้ “ศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน” ยังให้มีชุดปฏิบัติการจากข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพลังงานและหน่วยงานในกํากับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อติดตามสถานการณ์ ระงับเหตุ และแก้ไขสถานการณ์ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านพลังงานแก่ประชาชน รวมทั้ง ยังช่วยสนับสนุนด้านกําลังพล วัสดุ ครุภัณฑ์ ยานพาหนะ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ด้วย

"กระทรวงพลังงานกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีแนวทางรองรับตลอดเวลา เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ปะทะและบริเวณใกล้เคียงได้รับผลกระทบด้านพลังงานน้อยที่สุดจากสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้" นายพีระพันธุ์กล่าว

บีโอไอ เผยยอดลงทุนครึ่งปีพุ่งกว่า 1 ล้านล้านบาท ตอกย้ำไทยเป็นฐานลงทุนที่แข็งแกร่งในภูมิภาค

บีโอไอ เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนครึ่งแรก ปี 2568 เติบโตต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก มูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท จาก 1,880 โครงการ นักลงทุนไทยและต่างประเทศเดินหน้าขยายลงทุน นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ สะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่แข็งแกร่งในภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าแนวโน้ม การลงทุนในไทยในปี 2568 ยังเติบโตสูง และได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. - มิ.ย. 2568) มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในด้านจำนวนโครงการและเงินลงทุน ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน มีจำนวน 1,880 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,058,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 138 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาค

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูง ได้แก่ ดิจิทัล 522,577 ล้านบาท (89 โครงการ) อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 125,786 ล้านบาท (268 โครงการ) ยานยนต์และชิ้นส่วน 45,195 ล้านบาท (172 โครงการ) การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 42,238 ล้านบาท (191 โครงการ) เกษตรและแปรรูปอาหาร 30,785 ล้านบาท (184 โครงการ) ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 26,726 ล้านบาท (161 โครงการ) การแพทย์ 18,582 ล้านบาท (68 โครงการ) และการท่องเที่ยว 12,894 ล้านบาท (17 โครงการ) ตามลำดับ

โครงการที่น่าสนใจที่ขอรับการส่งเสริมในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงความโดดเด่นของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคในด้านยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล มีตัวอย่าง เช่น โครงการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ โครงการขยายการลงทุนของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และรถกระบะ การผลิต Power Control Unit (PCU) สำหรับรถยนต์ไฮบริด การผลิตเซลล์แบตเตอรี่เพื่อใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน การผลิตตัวเก็บประจุชนิดพิเศษที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น Notebook, Smartphone และ AI Data Center การประกอบและทดสอบชิป การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เป็นต้น

สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,369 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 เงินลงทุนรวม 737,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 132 โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 246,977 ล้านบาท ฮ่องกง 218,638 ล้านบาท จีน 102,263 ล้านบาท สหราชอาณาจักร 93,726 ล้านบาท และญี่ปุ่น 49,819 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ เงินลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เกิดจากการลงทุนในกิจการ Data Center ขนาดใหญ่จากสิงคโปร์ ฮ่องกง สหราชอาณาจักร จีน และญี่ปุ่น การลงทุนครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค รองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI และ IoT ทั้งในประเทศและสามารถเชื่อมต่อกับตลาดในภูมิภาคอาเซียน

ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีมูลค่า 660,631 ล้านบาท จาก 1,011 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง 333,654 ล้านบาท ภาคใต้ 20,081 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19,354 ล้านบาท ภาคตะวันตก 11,342 ล้านบาท และภาคเหนือ 4,571 ล้านบาท ตามลำดับ

นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart และ Sustainable Industry ซึ่งเป็นการลงทุนปรับปรุงกิจการเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีผู้ให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงครึ่งแรก ปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 365 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 และมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 26,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 43 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต

สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน ในช่วงครึ่งแรก ปี 2568 มีจำนวน 1,504 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 904,063 ล้านบาท โดยประโยชน์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติเหล่านี้ คาดว่าจะเกิดการจ้างงานคนไทยกว่า  110,000 ตำแหน่ง มีการใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณ 3.6 แสนล้านบาท/ปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด และทำให้มูลค่าส่งออกของประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 7.8 แสนล้านบาท/ปี ขณะที่การออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด มีจำนวน 1,310 โครงการ เงินลงทุนรวม 652,903 ล้านบาท

“ถึงแม้สถานการณ์โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเสี่ยง แต่โลกธุรกิจต้องเดินหน้าต่อไป และ หลายบริษัทจำเป็นต้องมองข้ามความผันผวนในช่วงนี้ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการวางยุทธศาสตร์การลงทุนในระยะยาว โดยเลือกแหล่งลงทุนที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี มีความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคและ Supply Chain มีบุคลากรที่มีคุณภาพ รวมทั้งมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งนักลงทุนชั้นนำจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพและตัดสินใจขยายการลงทุนในประเทศไทย ทำให้สถิติการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมทั้งกลุ่มเกษตร อาหารและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ” นายนฤตม์ กล่าว

'พีระพันธุ์' หารือ เอกอัครราชทูตเม็กซิโก หนุนความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดของ 2 ประเทศ

(22 ก.ค.68) เวลา 13.30 น. ณ ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางอิลเซ ลิเลียน เฟร์เรร์ ซิลบา (H.E. Mrs. Ilse Lilián Ferrer Silva) เอกอัครราชทูตสหรัฐเม็กซิโกประจำประเทศไทย เข้าพบหารือนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทย-เม็กซิโก โดยเฉพาะในมิติด้านพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพ

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีที่ได้พบเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ และชื่นชมบทบาทที่เข้มแข็งในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนับตั้งแต่เข้ารับหน้าที่ โดยเม็กซิโกและไทยต่างมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและใกล้ชิด รวมถึงมีความคล้ายคลึงกันโดยต่างเป็นประเทศที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ มีความชื่นชอบอาหารรสเผ็ดร้อน โดยอาหารเม็กซิโกได้รับความนิยมในประเทศไทยมากขึ้นในช่วงหลายปีนี้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ และโอกาสความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่สามารถเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ด้านเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ แสดงความยินดีที่ได้พบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลากหลายด้าน ทั้งการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ การแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเม็กซิโกถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านพลังงานทดแทนระดับโลก โดยแสดงความหวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถยกระดับความร่วมมือด้านพลังงานทดแทนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเม็กซิโกในปีนี้

ในด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสนับสนุนการประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงานของทั้งสองประเทศ โดยเน้นไปที่พลังงานสะอาดเป็นหลัก ซึ่งเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ ได้นำเสนอ 'โครงการพลังงานสะอาดโซโนรา' (Sonora Plan) ซึ่งเป็นแผนพัฒนาพื้นที่ทางตอนเหนือของเม็กซิโก โดยใช้ประโยชน์จากจุดยุทธศาสตร์ที่ใกล้กับชายแดนสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ อุตสาหกรรมลิเธียม และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเม็กซิโกเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก ด้านรองนายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมต่อแนวทางนโยบายของเม็กซิโกในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนความร่วมมือในด้านดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต

ในช่วงท้ายของการหารือ ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องกันว่า แม้ไทยและเม็กซิโกจะตั้งอยู่ห่างไกลทางภูมิศาสตร์ แต่ด้วยพื้นฐานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรม จะเอื้อให้เกิดการเปิดประตูสู่โอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างกันในหลากหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม โดยรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ และคณะ สำหรับการเยือนและหารือในครั้งนี้ พร้อมแสดงความพร้อมในการประสานความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเม็กซิโกให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในทุกด้าน

ก.อุตสาหกรรม - คมนาคม ผนึกกำลังภาคเอกชน เปิดพื้นที่ 'กรุงเทพอภิวัฒน์' จัดบิ๊กอีเวนท์กระตุ้นเศรษฐกิจ

กระทรวงอุตสาหกรรม ผนึกกำลัง กระทรวงคมนาคม และภาคเอกชน จัดบิ๊กอีเวนท์ 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' เปิดพื้นที่ใจกลางการขนส่ง 'กรุงเทพอภิวัฒน์' หวังบูมเศรษฐกิจกลางปีได้กว่า 300 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.68) กระทรวงอุตสาหกรรม ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับ กระทรวงคมนาคม และภาคเอกชน แถลงข่าวเตรียมจัดงานบิ๊กอีเวนท์ 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' ภายใต้แนวคิด 'รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย' ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ บางซื่อ พบกับมหกรรมสินค้าคุณภาพ ราคาประหยัด ลดค่าครองชีพ อาทิ เสื้อผ้า อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอุปโภค-บริโภค และสินค้าอื่น ๆ อีกมากมายที่ยกขบวนพาเหรดจากเครือสหพัฒน์และผู้ประกอบการ SME ไทยทั่วประเทศ พร้อม Mind Motorshow รถที่ใช่ดีลที่ชอบ นอกจากนี้ ภายในงานยังจะมีความร่วมมือครั้งสำคัญในการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมรางเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระบบขนส่งโลจิสติกส์ ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต โดยคาดว่าการจัดงานในครั้งนี้จะสามารถกระตุ้นมูลค่าเศรษฐกิจกลางปีได้กว่า 300 ล้านบาท

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้บูรณาการ ความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย 
บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ สมาคมยานยนต์แห่งประเทศไทย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะ MIND Ambassador และบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในการจัดงาน “อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 :รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย” ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการทดสอบตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชน อีกทั้งผู้ประกอบการโรงงานยังได้มีพื้นที่ในการกระจายสินค้าถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรมเพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสม อันจะเป็นการช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในช่วงกลางปีได้กว่า 300 ล้านบาท
มีผู้เข้าชมงานกว่า 30,000 คน

กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ไม่ว่าจะเป็น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (สปอ.) ดำเนินงานร่วมกับกระทรวงคมนาคมและภาคเอกชนในการจัดงานครั้งนี้ โดยภายในงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 : รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย' จะมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ามากมายให้ช้อปกันอย่างจุใจในสถานีกลาง พื้นที่กว่า 8,000 ตารางเมตร ซึ่งแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่

1. โซนมหกรรมสินค้าอุปโภค - บริโภคราคาประหยัดจากเครือสหพัฒน์ พบกับสินค้าคุณภาพราคาประหยัด ที่จะยกขบวนมาลดราคา อาทิ ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน - ผงซักฟอก น้ำยาล้างจานโปร ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก – ผลิตภัณฑ์โคโดโม ผลิตภัณฑ์เซนต์แอนดรูว ผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล - ยาสีฟันซิสเท็มมา ผลิตภัณฑ์อาหาร - มาม่า ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า - วาโก้ แอร์โรว์ และ เครื่องสำอาง BSC MTI  2. โซน 'รถที่ใช่ดีลที่ชอบ' จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ ผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ รถจักรยานยนต์คุณภาพดีและข้อเสนอพิเศษสุดในงานจากค่ายรถยนต์ต่าง ๆ อาทิ โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ ยามาฮ่า เป็นต้น 3. โซนมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า พบกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์คุณภาพมีมาตรฐาน มอก. ราคาประหยัด เช่น พัดลม หม้อหุงข้าว ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ Hatari Mitsubishi Samsung LG Panasonic Sharp ไทยสเตนเลสสติล (Seagull) ลักกี้เฟลม (Luckyflame) อาร์ซลิกฮิตาชิ (Hitachi) ไทยทาซากิ (Tasaki) เป็นต้น

4. โซนมหกรรมจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ จำนวน 155 บูธ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ของใช้ของตกแต่งบ้าน งานคราฟต์ สินค้าสายมู อาหารพร้อมทาน เครื่องดื่มชงสด อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มแปรรูป เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีโซนการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะ MIND Ambassador ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยทาง โตโยต้า ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้รับรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยมของกระทรวงอุตสาหกรรมในปีที่ผ่านมาร่วมจัดแสดงภายในงานเพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม อีกทั้ง ยังได้มีการจัดกิจกรรมบนเวทีกลางที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ การจัดเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ เช่น เบลนด์น้ำหอม (Perfume Blending Workshop) Talk & share (ไทย-จีน-อังกฤษ) Taste of Siam เมื่ออาหาร คือสูตรลับแห่งสุขภาพ เลือกคนให้ถูกงาน เลือกงานให้ถูกคน Herbal Plantasia ทำน้ำมันหอมระเหย Hobby Hut Craft ทำตุ๊กตาจากผ้า (กระต่าย) การเวิร์คช็อปฝึกอาชีพ เล่นเกมชิงรางวัล และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ ไอซ์ ศรัณยู / อะตอม ชนกันต์ / ป๊อป ปองกูล / อ๊อฟ ปองศักดิ์

ขณะเดียวกัน การจัดงานในครั้งนี้ยังมีอีกหนึ่งความร่วมมือครั้งสำคัญที่เกิดขึ้น คือ การลงนามบันทึก ความเข้าใจ (MOU) การยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางรางและการสร้างฐานการผลิตรถไฟมาตรฐานสากลภายในประเทศ ระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) กับ กระทรวงคมนาคม โดย สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) ซึ่งจะมีการลงนามในวันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม 2568 ก่อนช่วงพิธีเปิดงานอุตสาหกรรมแฟร์ 2568 โดยที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงคมนาคมได้มีการทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องในการขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมรางเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระบบขนส่งโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน ดร.ณัฐพล กล่าว

ด้าน นายวิทยา ยาม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงคมนาคม มีความยินดี เป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม และเป็นส่วนหนึ่งในการจัดงานอุตสาหกรรมแฟร์ 2568 ที่จะจัดขึ้น ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือสำคัญระหว่างสองกระทรวงในการดำเนินกิจกรรมร่วมกันในการพัฒนาการขนส่งทางราง ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และประเทศไทยให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรางอย่างต่อเนื่อง การลงนามใน MOU ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ระหว่างกระทรวงคมนาคม โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) กับกระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้อุตสาหกรรมระบบรางเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย เพื่อยกระดับให้การขนส่งทางรางมีความสะดวก ปลอดภัย และมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับการจัดงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' ขนาดใหญ่ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ครั้งนี้ จะเป็น การประชาสัมพันธ์และตอกย้ำภาพลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสถานีฯ ในฐานะศูนย์กลางการคมนาคม ที่ทันสมัยและครบวงจรที่สุดของประเทศ ไม่เพียงแต่เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางสำหรับรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางไกล รถไฟฟ้าชานเมือง และรถโดยสารสาธารณะ แต่ยังเป็นศูนย์รวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศได้สัมผัสถึงความพร้อมและมาตรฐานระดับโลกของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทย ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้โดยสาร มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ครบครัน อาทิ ห้องน้ำสะอาด ร้านค้า ร้านอาหาร และป้ายบอกทางที่ชัดเจน 

กระทรวงคมนาคม ได้เตรียมการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานได้รับความสะดวก รวดเร็ว และประหยัด ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รถไฟชานเมือง (สายสีแดง) เชื่อมต่อ จากพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอกได้อย่างรวดเร็ว รถไฟฟ้า MRT (สายสีน้ำเงิน) ครอบคลุมเส้นทางสำคัญในเมืองในอัตรา ค่าโดยสาร 20 บาท ตลอดสาย รถไฟทางไกลที่จะอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เดินทางมาจากต่างจังหวัด รวมทั้งรถโดยสารสาธารณะที่สามารถเดินทางเข้าถึงยังพื้นที่จัดงาน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจร หรือหากนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาร่วมงาน ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย มีพื้นที่จอดรถและจุดรับ-ส่ง ที่จัดเตรียมไว้อย่างเพียงพอ นายวิทยา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงคมนาคม มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดงานอุตสาหกรรมแฟร์ 2568 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกสูงสุดแก่ประชาชนคนไทยทุกคน 

การต่อรอง ‘อัตราภาษี’ นำเข้า – ส่งออก ที่ยังไม่คืบหน้า ภารกิจงานหนัก!! เตรียมต้อนรับ ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ คนใหม่

(20 ก.ค. 68) หลังศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 9:0 รับคำร้อง สว.ยื่นถอดถอน "แพทองธาร ชินวัตร" ขณะที่มติ 7:2 สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีชั่วคราวตั้งแต่ 1 ก.ค.2568 เป็นต้นไป จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด ให้ส่งเอกสารชี้แจงภายใน 15 วัน

แต่เศรษฐกิจไทย จะพักทำหน้าที่ คงไม่ได้ เมื่อวันนี้ วิกฤตเศรษฐกิจยังคงมีผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจต่างๆ ทุกอุตสาหกรรมอย่างเป็นวงกว้าง ประชาชนยังคงต้องรัดเข็มขัด คงใช้คำว่า เศรษฐกิจซบเซาไม่ต่างจากยุคโควิดระบาดทั้งโลก หรืออาจจะวิกฤตมากกว่าด้วยซ้ำไป เพราะกำลังการจับจ่ายใช้สอย ลดน้อยลงมากกว่าเดิม 

ยอดจองโรงแรมลดทั่วประเทศท่องเที่ยวครึ่งปีแรก ต่างชาติเที่ยวไทย 17.75 ล้านคน ลดลง 5% มาเลเซียอันดับ 1 ตามมาด้วยจีนและอินเดีย กังวลช่วงโลว์ซีซั่นหดตัวหนักกว่าปีที่แล้ว นายกสมาคมโรงแรมเผยยอดเข้าพักลดลงเกือบทุกภาค พัทยายังทรงตัว-ภูเก็ตเจอข่าวร้ายกระหน่ำหดตัว เชียงใหม่คนจีนหายกว่า 30%

ธุรกิจโบรกเกอร์แย่กว่าปีก่อน ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เปิดเผยว่า ธุรกิจหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ ปีนี้ก็คงไม่ดี และน่าจะแย่กว่าปีที่แล้วด้วย คาดว่าเกินครึ่งหนึ่งของธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้น่าจะขาดทุน เนื่องจากเหตุผล คือ 1.มีหนี้เสียจากมาร์จิ้นโลนมากขึ้น 2.ปริมาณซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง 3.ค่าคอมมิชชั่นถดถอยไปอีก ขณะที่ต้นทุนไม่ได้ลดลง อย่างต้นทุนทางด้านแบ็กออฟฟิศ ที่ต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานก็เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งหากธุรกิจหลักทรัพย์จะไปได้ จะมีกำไร ก็ต้องมีธุรกิจอื่นมาเสริม

การเจรจาภาษีนำเข้าส่งออกรอบ 2 ของนายพิชัย ชุณวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับทีมผู้แทนการค้าของสหรัฐ (USTR) ในการยื่นข้อเสนอเพื่อต่อรองภาษีตอบโต้การค้า (Reciprocal Tariffs) ยังไม่ได้ข้อสรุป SCB EIC ได้ประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากไทยเปิดตลาดสินค้าให้สหรัฐฯ อย่าง ‘ไม่มีเงื่อนไข’ โดยชี้ว่าภาคการเกษตรและปศุสัตว์จัดเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อผลการเจรจา เนื่องด้วยราคาสินค้าที่ต่ำลง อาจกดดันให้เกษตรกรผู้ผลิตตัดสินใจล้มเลิกกิจการ เพราะแข่งขันต่อไม่ไหว ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและวัตถุดิบของไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

เนื้อสุกร เนื้อไก่ เครื่องใน และข้าวโพด จัดเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง เนื่องจากไทยพึ่งพาการผลิตในประเทศเป็นหลัก จึงไม่มีการนำเข้าเนื้อสุกรและเนื้อไก่เลย แต่ยังมีการนำเข้าข้าวโพดอยู่บ้างราว 22% ของการบริโภคในประเทศ 

ด้วยต้นทุนการผลิตของไทยที่สูงกว่าสหรัฐฯ ประกอบกับมีเกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก การเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมู เนื้อไก่ และข้าวโพดจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น จะทำให้ราคาสินค้าในประเทศปรับลดลงอย่างมาก กดดันให้เกษตรกรโดยรวมมีรายได้ลดลง จนอาจต้องยุติการผลิตเพราะแข่งขันต่อไปไม่ไหว

โดยมีเกษตรกรผู้ผลิตข้าวโพดในไทยมีจำนวนมากถึง 4.2 แสนราย มีเกษตรกรผู้ขุนสุกร 1.5 แสนราย และมีเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ 0.26 แสนราย 

15 ก.ค. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. .... ของกระทรวงการคลัง (กค.) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ตรวจพิจารณาแล้ว และจะมีการบรรจุร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวาระที่ 1 นั้น

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้ทำหนังสือให้ความเห็นและข้อสังเกต ประกอบการพิจารณาของ ครม. ต่อร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน ฉบับที่ 2 ในการที่รัฐบาลตั้ง ‘ฮับการเงิน’ ต้องดูแลความเสี่ยง ‘ฟอกเงิน-สนับสนุนการเงินก่อการร้าย’ แยกธุรกิจใน ‘Financial Hub’ ไม่ให้ปะปนกับธุรกิจในระบบการเงินหลัก พร้อมสร้างกลไกให้ ‘หน่วยงานกำกับดูแล’ ในระบบการเงินหลัก ออกกฎเกณฑ์-คำสั่งให้ ‘ผู้ประกอบธุรกิจ’ ต้องปฏิบัติตามใน 'ภาวะวิกฤติ'

จากหนังสือฉบับดังกล่าว มีความกังวล ต่อ พ.ร.บ.มาตราต่างๆ เนื่องจากกฎเกณฑ์ใน Financial Hub ผ่อนคลายมากกว่าปกติ Financial Hub บางแห่ง จึงถูกจับตามองหรือมีภาพลักษณ์ในการเป็นแหล่งสนับสนุนธุรภรรมทางการเงินที่ไม่ถูกกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงที่ Financial Hub ในประเทศไทย จะกลายเป็นแหล่งสนับสนุนธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. ที่กำลังจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 30 กันยายน 2568 นี้ ที่เป็นเสมือนคานถ่วงดุลอำนาจ และดูแลภาพรวมการเงินของประเทศไทย ซึ่งหากติดตามข่าวตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง จะพบว่า มีหลายๆ ประเด็น ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีการท้วงติงในหลายๆ นโยบาย ที่จะกระทบต่อวินัยทางการเงินการคลังของประเทศ หรือมีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้กลไกทางการเงินของประเทศมีปัญหาในระยะยาว รวมทั้งผลงานการสร้างเงินกองทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง ลดความผันผวนของค่าเงินบาท มีทองคำสำรองอยู่ลำดับที่ 23 ของโลก มากที่สุดในอาเซียน และอันดับ 4 ของเอเชีย

ว่าที่ ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ ซึ่งเตรียมที่จะเสนอชื่อ ไปยังที่ประชุม ครม. เพื่อแต่งตั้ง โดยปรากฏเป็นชื่อ ‘นายวิทัย รัตนากร’ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในวันที่ 15 ก.ค.68 แต่ท้ายที่สุดกลับบรรจุเข้าวาระไม่ทัน โดยมีการชี้แจงว่า ข้อมูลที่ส่งมานั้นยังมีเอกสารไม่ครบ เพื่อความรอบคอบ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จึงต้องตรวจคุณสมบัติ นายวิทัย รัตนากร ให้ครบถ้วน ก่อนเสนอครม.

รอดูกันต่อไป ว่า... เสถียรภาพทางการคลังของประเทศ ในยุคเปลี่ยนผ่าน จะเป็นอย่างไร? เมื่อการประสานงานระหว่างทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล และ ว่าที่ ผู้ว่าการแบงค์ชาติ คนใหม่ น่าจะราบรื่นขึ้น วินัยทางการเงินการคลังของประเทศ อยู่ในมือท่าน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นโยบายประชานิยม ที่จะทำลายวินัยทางการเงิน จะไม่กลับมาหลอกหลอน เฉกเช่น บางประเทศในแถบอเมริกาใต้

ตีแผ่!! พฤติกรรมการเงิน ของคนรุ่นใหม่ วิธีบริหารเงิน ให้สมดุล ‘เหตุผล-อารมณ์’

(20 ก.ค. 68) ในยุคที่ความรวดเร็วคือความเคยชินโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับบริบททางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากยุคก่อนหน้าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของอาชีพในโลกยุค AI หรืออิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคแบบทันทีทันใด จากรายงานของ Bank of America ในปี 2024 ระบุว่า Gen Z มียอดใช้จ่ายเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับยอดเงินออมเฉลี่ย ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารการเงินที่ต้องเผชิญกับแรงจูงใจจากทั้งเหตุผลและอารมณ์อยู่ตลอดเวลา เคทีซีจึงได้รวบรวม 5 วิธีการบริหารเงินสำหรับคนรุ่นใหม่ ให้ตอบโจทย์ทั้งความต้องการในปัจจุบันและเป้าหมายในอนาคตได้อย่างสมดุล

1.กำหนดงบประมาณอย่างมีขอบเขต 
แม้การใช้เงินเพื่อเยียวยาความรู้สึกในวันที่เหนื่อยล้าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่การปล่อยให้การใช้จ่ายถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์โดยไม่มีการวางแผนอาจนำไปสู่ปัญหาการเงินในระยะยาว การตั้งวงเงินสำหรับค่าใช้จ่ายหมวดตามใจที่ชัดเจน จะช่วยควบคุมการตัดสินใจไม่ให้ส่งผลต่อภาพรวมทางการเงินได้ เช่น กำหนดว่าในแต่ละเดือนจะใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง อาหารนอกบ้าน หรือไลฟ์สไตล์ไม่เกิน 10–15% ของรายได้ นอกจากนี้ ควรแยกบัญชีเงินใช้กับเงินเก็บออกจากกันเพื่อป้องกันการใช้เกินแผนโดยไม่รู้ตัว

2.ใช้เครื่องมือให้เห็นภาพรวมการใช้จ่าย 
การบริหารเงินอย่างมีเหตุผล เริ่มต้นจากการรู้จักตัวเองผ่านพฤติกรรมการใช้จ่ายจริง การมีตัวช่วยที่ทำให้ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ เช่น อาหาร ท่องเที่ยว หรือผ่อนสินค้า จะทำให้ทราบว่าตนเองใช้อะไรมากเกินไปและวางแผนล่วงหน้าได้อย่างมีระบบ นอกจากนี้ยังสามารถตั้งเป้าหมายทางการเงินหรือเตือนเมื่อใช้จ่ายเกินงบ ทำให้ควบคุมอารมณ์ขณะตัดสินใจได้ดีขึ้น

3.ใช้สิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด 
การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตไม่ได้ก่อให้เกิดภาระเสมอไปหากใช้อย่างเข้าใจและมีวินัย การใช้สิทธิประโยชน์ เช่น สะสมคะแนน KTC FOREVER เพื่อแลกส่วนลดหรือเครดิตเงินคืนจากร้านค้าที่ร่วมรายการ ถือเป็นการได้เพิ่มจากการใช้จ่ายที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว นอกจากนี้บัตรเครดิตยังมีแผนการผ่อนชำระ 0% ที่ช่วยให้วางแผนรายจ่ายก้อนใหญ่ได้โดยไม่ต้องแบกรับดอกเบี้ยเพื่อความคล่องตัวในการบริหารค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด

4.สร้างระบบการออมแบบอัตโนมัติ 
การตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีรายรับไปยังบัญชีเงินออมทันทีเมื่อเงินเดือนเข้า เป็นวิธีที่ช่วยให้การออมเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพาแรงจูงใจ เช่น โอนเข้าบัญชีเงินฝากประจำ หรือบัญชีเงินเก็บทันทีหลังเงินเดือนเข้า จะช่วยสร้างวินัยโดยไม่ต้องตัดสินใจทุกเดือน และลดความเสี่ยงที่เงินจะหมดก่อนออม นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดเป้าหมายรายเดือน เช่น ออม 20% ของรายได้ หรือตั้งเป้าสำหรับเป้าหมายระยะกลาง เช่น เที่ยวต่างประเทศ ซื้อคอร์สเรียน หรือสร้างกองทุนฉุกเฉิน

5.ให้รางวัลตัวเองอย่างมีหลักการ 
การให้รางวัลตนเองไม่ใช่เรื่องผิดเมื่อมาพร้อมกับการกำหนดขอบเขตและเงื่อนไข เช่น หากสามารถออมได้ครบตามเป้าหมายจะซื้อของที่อยากได้ 1 ชิ้น หรือพาตัวเองไปเที่ยวพักผ่อนเล็ก ๆ จะช่วยให้ไม่รู้สึกว่าการบริหารการเงินเป็นเรื่องที่กดดันเกินไป แนวคิดนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมทางการเงินที่ยั่งยืน เพราะความรู้สึกภูมิใจในความสำเร็จและให้รางวัลกับความพยายามจะช่วยให้มีแรงจูงใจในระยะยาวได้

ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้าและความเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องเลือกข้างระหว่างการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบัน หรือการวางแผนอนาคตอย่างรอบคอบ หากมีระบบคิดและเครื่องมือที่เหมาะสม การใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่าและการออมอย่างมีเป้าหมายสามารถเกิดขึ้นควบคู่กันได้

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE 02 123 5000 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ 

‘กระทรวงท่องเที่ยวฯ’ เผย!! นทท.มาเลเซีย แห่เที่ยวไทย แซงหน้า นทท.จีน ด้านผู้ประกอบการ ไม่คาดหวังตัวเลข ในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว

(20 ก.ค. 68) มาเลเซียแซงหน้าจีน กลายเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 นี้ ขณะที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวหลายรายแทบไม่คาดหวังว่าสถานการณ์ตลาดเอเชียจะดีขึ้นในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว

จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่าในช่วง 6 เดือนแรก ไทยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวน 16.6 ล้านคน ลดลง 4.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยมีตลาดท่องเที่ยวเพียง 4 ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเกิน 1 ล้านคน ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย และรัสเซีย

โดยมาเลเซียมียอดนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากที่สุดที่ 2.29 ล้านคน และจีน 2.26 ล้านคน ลดลง 5.59% และ 34.1% ตามลำดับ ตามมาด้วยอินเดียที่ 1.18 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.8% และรัสเซียที่ 1.03 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12.3%

ด้านสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรีกล่าวว่า ภาพรวมในไตรมาสที่ 3 อาจจะยังไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากตลาดจีนอาจยังไม่ดีขึ้นมาก ขณะที่ในระยะยาว สมาคมฯ มองว่าไทยจะยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากชื่อเสียงที่ลดลงในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยเฉพาะในภาพลักษณ์ว่าไทยไม่คุ้มค่าเงินอีกต่อไป โดยนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้เปลี่ยนเป้าหมายไปยังเวียดนาม เนื่องจากมีความสามารถในการแข่งขันในด้านราคาสูงกว่า

‘รัฐบาล’ เดินหน้าเต็มสูบ ดูแล SMEs จัดเต็มทุกมาตรการช่วยเหลือ เพื่อให้เข้าถึงสินเชื่อ ล่าสุด บสย. ช่วย SMEs รายย่อย มียอดค้ำประกันสินเชื่อครึ่งปีแรกเกือบ 2 หมื่นล้านบาท

(19 ก.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ในช่วงเวลาเกือบ 1 ปี รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพ SMEs ของไทยประมาณ 75% ของประเทศ โดยได้ประสานไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อออกนโยบายต่าง ๆ เร่งผลักดันและช่วยเหลือ SMEs ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน 

ล่าสุด บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้เปิดเผยยอดค้ำประกันสินเชื่อครึ่งปีแรก 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) รวม 1.9 หมื่นล้านบาท โดยสามารถช่วย SMEs รายย่อย ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อ 21,348 ราย ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกว่า 8 หมื่นล้านบาท

โดยกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย Micro SMEs 81% (ค้ำประกันเฉลี่ย 1.4 แสนบาท/ราย) และอีก 19% เป็น SMEs ทั่วไป (ค้ำประกันเฉลี่ย 4.25 ล้านบาท/ราย) ซึ่งก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท รักษาการจ้างงานได้ราว 1.88 แสนตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 8.04 หมื่นล้านบาท สำหรับธุรกิจค้ำประกันสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ การบริการ 31.4% อาหารและเครื่องดื่ม 10.7% และเกษตรกรรม 8% 

ซึ่งธุรกิจ 3 ประเภทดังกล่าวครองสัดส่วนค้ำประกันรวมถึง 50% สะท้อนให้เห็นถึงอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 โดยเฉพาะอุตสาหกรรม “ท่องเที่ยว เกษตรและอาหารแปรรูป และ medical and wellness” ที่เป็นอุตสาหกรรมที่ภาครัฐกำลังเดินหน้าเร่งกระตุ้นการลงทุนและผลักดันเป็นอุตสาหกรรมอนาคตของประเทศ

นายจิรายุกล่าวอีกว่า โครงการหลักอย่างโครงการ 'บสย. SMEs ยั่งยืน' นั้นพบว่า ตั้งแต่ ก.ค. 2567 – มิ.ย. 2568 มียอดค้ำประกัน 3.8 หมื่นล้านบาท ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ 4.8 หมื่นราย โดยเป็นกลุ่มที่ไม่เคยใช้บริการ บสย. (ลูกค้าใหม่) ถึง 74% และผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Micro SMEs ถึง 86%

"ตอกย้ำความสำเร็จในการช่วยเหลือ 'กลุ่มเปราะบาง' รายย่อย พ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ และกลุ่มที่ต้องการเข้าถึงสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะใหม่ ที่มีปัญหาขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน และขาดคนค้ำประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น" 

สำหรับมาตรการช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 (ก.ค. - ก.ย. ) ได้ดำเนินการออก 'มาตรการพิเศษ' ภายใต้มาตรการ 'บสย. พร้อมค้ำ' วงเงินรวม 5 หมื่นล้านบาท ประกอบ 2 โครงการใหม่ คือ

1. โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Power Trade & Biz วงเงิน 3 พันล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 5 แสนบาท – 10 ล้านบาท สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่มที่ได้ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ 

2. โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Micro Biz วงเงิน 2 พันล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 1 หมื่นบาท – 5 แสนบาท ที่ตอบโจทย์กลุ่มรายย่อย (Micro SMEs) ค้าขายออนไลน์ อาชีพอิสระ ฯลฯ ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน แต่ขาดคนค้ำและขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน 

นายจิรายุกล่าวว่า จุดเด่นทั้ง 2 โครงการ คือ ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีต่อไปชำระต่ำเพียง 1.5% ต่อปี ค้ำประกันสูงสุด 7 ปี มุ่งเสริมสภาพคล่อง และลดภาระทางการเงินได้ รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อในรายที่ต้องการสภาพคล่องเพิ่มเติม แต่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันด้วยการจ่ายเคลม (จ่ายค่าประกันชดเชย) สูงถึง 37% (SMEs Power Trade & Biz) และ 42% (SMEs Micro Biz) ต่อพอร์ตการค้ำประกันเมื่อเทียบกับการค้ำประกันปกติที่ระยะเวลา 10 ปี

"ขอยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าช่วยเหลือ SMEs อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวกับด้านเงินทุนให้กับ SMEs ไทย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับบรรดาผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ ให้สามารถอยู่รอด เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน และเติบโตขึ้นได้อย่างยั่งยืน"

‘เอกนัฏ’ มอบนโยบาย กนอ. เร่งล้างบาง 'นิคมศูนย์เหรียญ' ตั้งเป้าเพิ่มอุตสาหกรรมดีแทนที่ อนุมัติให้ง่าย แต่ทำให้ถูก

'เอกนัฏ' มอบนโยบายเข้มให้ กนอ.ชี้ชัดความจำเป็นเร่งด่วนปราบปราม 'อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ' หรือ 'โรงงานสีเทา' บ่อนทำลายเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม กำชับ กนอ.ในฐานะฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ยุคใหม่ที่โปร่งใสและยั่งยืน!

(18 ก.ค.68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบนโยบายแก่คณะกรรมการ กนอ.และผู้บริหารระดับสูงของ กนอ. เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยประกาศเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการทำงานที่เหมือนเป็นการทำงานวันสุดท้าย เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมย้ำว่า ภาคอุตสาหกรรมคือความหวังของประเทศ โดยเฉพาะการลงทุน (Investment) ที่จะดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้เข้ามาลงทุน สร้างงาน และส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลก ซึ่งเปรียบเสมือนการ 'จ้างช่างซ่อมที่ชื่อ เอกนัฏ พร้อมพันธ์' มาฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมไทย ยังต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขัน โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่กำหนดขอบเขตภาษีสูงถึง 36% ในบางสินค้า รวมถึงปัญหาห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain) ที่ซับซ้อน เช่น กรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อาจเพิ่มต้นทุนการขนส่งจากการปรับเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่น  

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังได้สั่งการให้ กนอ. ดำเนินการเร่งด่วน คือ 1.ปราบปราม 'อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ' หรือ 'โรงงานเถื่อน' อย่างเข้มงวด โดยใช้ พ.ร.บ.โรงงานฯ มาตรา 39 วรรค 1 เพื่อจัดการกับโรงงานที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์แต่ไม่สร้างมูลค่า ลดคุณภาพสินค้า ปล่อยมลภาวะ และทิ้งกากขยะอุตสาหกรรม 2. ป้องกันคุณภาพสินค้าและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำมาตรฐานอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะปัญหากากอุตสาหกรรม ที่ขณะนี้ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรมฯกำลังอยู่ในระหว่างการผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรมฉบับแรกของไทย 

3. อุดช่องว่างทางกฎหมาย ตรวจสอบความผิดพลาดการออกใบอนุญาตและการประกอบกิจการโรงงาน รวมถึงปัญหาช่องว่างการออกใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว เพื่อป้องกันการผลิตโดยไม่แจ้งประกอบกิจการ รวมทั้งลดช่องว่างระหว่าง กนอ.และกรมโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ BOI จะสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แต่ GDP ของประเทศกลับไม่ดีขึ้น สะท้อนถึงปัญหาที่ต้องแก้ไขที่ต้นตอ คือ การจัดการกับ 'อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ' และ 'โรงงานเถื่อน' ขณะเดียวกันมองว่าแม้ กนอ.จะเป็นรัฐวิสาหกิจแต่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่หน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) เท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่สำคัญในการป้องกันความเสียหาย และอำนวยความสะดวกในการลงทุน โดยเชื่อว่า “ทุกการเปลี่ยนแปลง ทุกความท้าทาย ในวิกฤติมักมีโอกาสเสมอ”

“หลักการง่าย เร็ว โปร่งใส เพื่อลดขั้นตอนการอนุมัติ ผมยกตัวอย่างสิงคโปร์เป็นต้นแบบ ที่สามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีปัญหา สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะดึงดูดให้ผู้พัฒนานิคมฯ สามารถลงทุนได้เร็วขึ้น การ “เปิดดำเนินการให้เร็ว ปิดให้เร็ว” คือหัวใจสำคัญ หมายถึงเมื่อเปิดดำเนินการรวดเร็ว แต่หากพบการทำผิดกฎหมาย ก็ต้องสามารถปิดกิจการได้โดยเร็วเช่นกัน” นายเอกนัฏ กล่าว 

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ขอให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันแก้ไขปัญหาผังเมือง และให้ กนอ. สื่อสารความต้องการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงรูปแบบแรงจูงใจ (Intensive) ที่ดึงดูดโรงงานเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมให้มากขึ้น เพื่อกำจัดโรงงานศูนย์เหรียญและคืนมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ และยังฝากให้ กนอ. คำนึงถึงประโยชน์ของ SMEs โดยการเปิดพื้นที่ในนิคมฯ ให้กับ SMEs มากขึ้น

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ทั้งกระทรวงฯ และ กนอ. ต้องทำงานเป็นหนึ่งเดียว และต้องเปิดรับการเปลี่ยนแปลง เราจะทำงานแบบเดิมไม่ได้แล้ว

ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ กนอ. กล่าวว่า กนอ.พร้อมรับลูกนโยบายเต็มที่ โดยประกาศกร้าวว่า ต่อไปในนิคมฯ จะต้องไม่มีโรงงานศูนย์เหรียญ ไม่มีการดำเนินงานที่ผิดกฎหมาย และนิคมฯ จะต้องเป็นแหล่งรวมของอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ปราศจากตราบาป

ขณะที่นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า กนอ. จะดำเนินมาตรการควบคู่ไปกับกระทรวงอุตสาหกรรม และขอรับมอบทุกนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยจะเร่งสานต่อเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม

‘พีระพันธุ์’ ชี้แจงความคืบหน้าร่างกม. ปฏิรูปพลังงาน ย้ำทุกอย่างเป็นไปตามแผนเร่งลดภาระพี่น้องประชาชน

(17 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาจาก นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. ความคืบหน้าของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์  2. ความคืบหน้าของกฎหมายปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน และ 3. แผนการบริหารเรื่องพลังงานและนโยบายของกระทรวงพลังงานในการช่วยลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน

นายพีระพันธุ์ ชี้แจงถึงความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ของกระทรวงพลังงานว่า กฎหมายฉบับนี้จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพื่อใช้เอง โดยมีเป้าหมาย ดังนี้  1. ต้องลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน 2. ต้องทำให้ประชาชนติดต่อหน่วยงานของรัฐได้สะดวกยิ่งขึ้น 3. ต้องทำให้เกิดความรวดเร็วในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ  เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีกฎหมายที่ใช้บังคับชัดเจนเกี่ยวกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของประชาชน ทำให้ทุกหน่วยงานที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ต่างก็ออกกฎระเบียบของตนเอง โดยปัจจุบันประชาชนต้องติดต่อขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ผ่านหน่วยงานภาครัฐถึง 4 แห่ง หลังจากที่ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ยกเลิกการขออนุญาตการติดตั้งโซลาร์เซลล์จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนไปแล้วขั้นหนึ่งในปีที่ผ่านมา

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้นำส่งร่างกฎหมายฉบับนี้ไปที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อรอบรรจุเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 แต่เนื่องจากทางสำนักงานกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นว่าควรแก้ไขปรับปรุงจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ตนจึงได้ชี้แจงเหตุผลยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่เคยมีกฎหมายที่บังคับใช้โดยตรงมาก่อน จึงจำเป็นต้องออกเป็นกฎหมายใหม่  ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายในเดือนนี้ และเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป 

สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับกฎหมายปรับโครงสร้างราคาน้ำมันนั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า กระทรวงพลังงานมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันเพียงฉบับเดียวคือ พระราชบัญญัติค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 แต่กฎหมายฉบับนี้ไม่มีการบัญญัติเกี่ยวกับการควบคุมการค้าน้ำมันของผู้ค้าน้ำมัน ทำให้เกิดปัญหาว่าผู้ค้าน้ำมันอยากจะขึ้นราคาก็ขึ้น ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานใช้การขอความร่วมมือ ทั้งที่เราเป็นรัฐบาล แต่ไม่สามารถกำหนดอะไรได้เลย เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ จึงเป็นที่มาของการยกร่างกฎหมายที่จะกำกับดูแลผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร จะต้องแจ้งต้นทุนอย่างไร และจะกำหนดราคาขายอย่างไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนมากที่สุด

“กฎหมายฉบับนี้ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากมีประเด็นเกี่ยวข้องทางเทคนิคเกี่ยวกับการประกอบกิจการค้าน้ำมันที่ซับซ้อน โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนนี้ และจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป” นายพีระพันธุ์กล่าว 

ในด้านความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนการบริหารเรื่องพลังงานและนโยบายของกระทรวงพลังงานเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนนั้น นายพีระพันธุ์ชี้แจงว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งล่าสุด ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งให้คณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า หรือ แผน PDP ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบการผลิตและการใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยขึ้นมาใหม่ โดยให้มีการสำรวจพลังงานทดแทนทุกประเภทว่า ในแต่ละปีมีขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าเท่าใด และให้เน้นผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเป็นลำดับแรก เพราะที่ผ่านมา การเพิ่มโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้ขยะและเศษวัสดุทางการเกษตรในการผลิตไฟฟ้าไม่สามารถขยายขีดความสามารถเพิ่มเติมได้ เนื่องจากปัจจุบันโรงไฟฟ้าชีวมวลมีครบตามแผน PDP แล้ว

‘กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ’ เผยรายชื่อ 5 บริษัทไทย-เทศ ยื่นขอสิทธิสัมปทานปิโตรเลียมบนบก คาดเคาะชื่อ ธ.ค.68

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เผยรายชื่อผู้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม บนบก ครั้งที่ 25 โดยมีบริษัท ที่สนใจยื่นขอสิทธิฯ จำนวน 5 บริษัท โดยหลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและคาดว่าจะได้ชื่อผู้ชนะภายในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อนำเสนอ ครม. อนุมัติต่อไป เชื่อมั่นจะเกิดการลงทุนขั้นต่ำจากการเปิดให้ยื่นขอสิทธิฯ ครั้งที่ 25 กว่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวกว่า 2,000 ล้านบาท 

(17 ก.ค. 68) นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ภายหลังจากประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง การให้ยื่นขอ สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) ภายใต้ระบบสัมปทาน ได้เปิดรับข้อเสนอจากบริษัทผู้ประกอบการ ด้านปิโตรเลียมในการเข้าร่วมขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม บนบก ครั้งที่ 25 ระหว่างวันที่ 1 - 16 กรกฎาคม 2568 โดยผลของการยื่นขอสิทธิฯ ครั้งนี้ มีจำนวน 8 คำขอและมีผู้ที่ยื่นขอสิทธิฯ จำนวน 5 ราย ได้แก่ 

1.บริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำนวน 3 คำขอ 
2.แพน โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ (สยาม) ลิมิเต็ด และ CanAsia Energy Corp. จำนวน 1 คำขอ
3.บริษัท จีโอเมคคานิคอล เซอร์วิสเซส จำกัด  จำนวน 1 คำขอ
4.อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด  จำนวน 1 คำขอ
5.บริษัท ยูเอซี ยูทิลิตีส์ จำกัด จำนวน 2 คำขอ

ทั้งนี้ ขั้นตอนการดำเนินการเปิดให้ยื่นขอสิทธิฯ ดังกล่าว ได้มีการเผยแพร่ประกาศเชิญชวนผ่านทางเว็บไซต์กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยบริษัทที่สนใจสามารถดาวน์โหลดประกาศเชิญชวนและเงื่อนไขต่าง ๆ ได้จากทั่วโลก และเปิดห้อง Data room ให้บริษัทผู้สนใจเข้าศึกษาข้อมูล ในการจัดทำข้อเสนอต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ พร้อมทั้งจัดสัมมนา เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลรวมทั้งแนวทาง ข้อกำหนดต่าง ๆ เกี่ยวกับการ ยื่นขอสิทธิฯ โดยหลังจากกรมได้รายชื่อผู้ยื่นขอสิทธิฯ แล้ว จะพิจารณา และประเมินข้อเสนอของบริษัทฯ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน เดือนธันวาคม 2568 หลังจากนั้นจะนำเสนอผลการคัดเลือกต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติ และเมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะดำเนินการประกาศผลผู้ชนะ และลงนามในสัมปทานต่อไป

"กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะพิจารณาและประเมินข้อเสนอจากบริษัทที่ยื่นขอสัมปทานอย่างรอบคอบ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม การที่มีบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศให้ความสนใจเข้าร่วมครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของไทย รวมถึงภาคการลงทุนในธุรกิจต่อเนื่องต่าง ๆ  เนื่องจากไม่ได้มีการเปิดให้ขอยื่นสัมปทานในพื้นที่ใหม่บนบกมาตั้งแต่ปี 2550 นับเป็นโอกาสสำคัญในการค้นพบแหล่งพลังงานภายในประเทศที่คาดว่าจะมีศักยภาพอยู่ การดำเนินการครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มความมั่นคง ด้านพลังงานให้กับประเทศแต่ยังมีส่วนสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน สร้างรายได้และการจ้างงานในพื้นที่ ตลอดจนเปิดโอกาสให้ประชาชน ได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของประเทศอย่างสูงสุดและยั่งยืน อันเป็นการวางรากฐานที่แข็งแรงให้กับระบบพลังงานของไทยในระยะยาวต่อไป" อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกล่าว

‘BWG - ETC’ ร่อนแถลงการณ์แจ้งนักลงทุน หลังเกิดกระแสข่าว ‘GULF’ เข้าซื้อกิจการ

(16 ก.ค.68) ตามที่ปรากฏกระแสข่าวซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหมู่นักลงทุน ว่าบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ 'GULF' ได้เข้าซื้อโครงการทั้งหมดของบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ('BWG') และบริษัท เอิร์ธเทค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ('ETC') ไปในมูลค่า 1,100 ล้านบาท นั้น

บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้
1. GULF มิได้เข้าซื้อโครงการทั้งหมดของ BWG และ ETC แต่อย่างใด
2. GULF เข้าซื้อเฉพาะหุ้นในบริษัทย่อย และบริษัทร่วม ของ ETC คือ บริษัท เก็ท กรีน พาว์เวอร์ จำกัด ('GGP') และ บริษัท ซันเทค อินโนเวชั่น พาวเวอร์ จำกัด ('SIP') ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง จำนวน 12 โครงการเท่านั้น โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้าเดิม 3 โรงของ ETC ที่ยังคงดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ตามปกติ
3. ในส่วนของ BWG, GULF ได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัทย่อยของ BWG คือ บริษัท เซอร์คูล่า แคมป์ จำกัด ('CC') ซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง และมีวัตถุประสงค์เป็นโรงงานผลิตเชื้อเพลิง SRF ให้กับโครงการของ GGP เท่านั้น 
4. กิจการอื่นทั้งหมดของ BWG ยังคงดำเนินงานตามปกติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัทแต่อย่างใด
5. กำไรสุทธิจากการขายหุ้นใน GGP และ CC รวมประมาณ 517.50 ล้านบาท ซึ่งบริษัทคำนวณว่าสามารถเทียบเท่ากับกระแสเงินสดจากการดำเนินโครงการที่ขายไป ตลอดระยะเวลา 9 ปีข้างหน้า ถือเป็นดีลที่สร้างมูลค่าให้แก่บริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

บริษัทฯ ขอยืนยันว่า การดำเนินธุรกิจของทั้ง BWG และ ETC ยังอยู่ในสภาวะปกติ และมีแผนงานเติบโตที่ชัดเจนต่อเนื่อง จึงขอให้นักลงทุนวิเคราะห์ข้อมูลอย่างครบถ้วน และไม่หลงเชื่อหรือตื่นตระหนกจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน

‘อธิบดีณัฏฐิญา’ มอบโล่ 10 กิจการในภาคตะวันออก หลังยกระดับจับนวัตกรรมใส่ผลิตภัณฑ์สร้างรายได้

‘อธิบดีณัฏฐิญา’ มอบโล่ 10 กิจการผู้ผ่านการพัฒนา ยกระดับ จับนวัตกรรมใส่ผลิตภัณฑ์ ต่อยอดสู่ตลาด สร้างรายได้ เสริมแกร่งให้เศรษฐกิจในชุมชน ตามนโยบาย รมว.เอกนัฏ

เมื่อวันที่ (11 มิ.ย. 68) นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเผยแพร่ผลสำเร็จของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายใต้กิจกรรมยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารชุมชนประจำถิ่นโดยใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร นวัตกรรมที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ประจำถิ่น (ภาคตะวันออก) โครงการยกระดับศูนย์นวัตกรรมอาหารชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ร่วมด้วย นางสาวศิริลักษณ์ วิศวรุ่งโรจน์ อุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี นายสุริวัฒน์ เริ่มกิจการ สมาชิกสภาเมืองพัทยา นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดยมี นางสาวหนึ่งหทัย ธรรมพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 9 เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ (DIPROM) ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา

การจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จจากการส่งเสริมวิสาหกิจให้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการแปรูปวัตถุดิบเป็นผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิด Soft Power ด้านอาหาร โดยการนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาและการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การตลาดเนื้อหา (Content Marketing) เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคตะวันออกจำนวน 10 ราย ผ่านการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญตลอด 12 Man/day ซึ่งจะไม่ใช่เพียงการส่งเสริมและพัฒนาในตัวของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการพัฒนาคนในชุมชน ผ่านการฝึกฝนและสร้างอาชีพให้เกิดการสร้างรายได้ ผ่านการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาต่อยอด เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนออกมาในผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น ตามนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ของ นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม รวมถึงการนำกลไก Soft Power มาใช้ในการสร้างเรื่องราว บอกต่อ และโน้มน้าวให้เกิดการเผยแพร่เข้าสู่ตลาด สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ในเกิดยอดขาย มีการกระจายรายได้ในชุมชน เพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง

โดย “อธิบดีณัฏฐิญา” ได้ให้เกียรติมอบวุฒิบัตรและโล่รางวัลให้กับ 10 กิจการที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว พร้อมเยี่ยมชมสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนา ซึ่งนำมาจัดแสดงเพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จ รวมถึงเป็นการทดสอบตลาด จัดจำหน่าย และรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริโภค เพื่อนำไปพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจระดับชุมชน สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สอดรับตามนโยบายของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งปฏิรูปอุตสาหกรรมด้วยการเสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทาน สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ พัฒนาทักษะบุคลากร รวมถึงการสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันของ SMEs ไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผู้ประกอบการไทยสู่สากล

'กรณ์' เชื่อหากไทยไม่เปิดตลาด 0% ไม่น่าปิดดีลได้ มองอาเซียนไม่ผนึกกำลัง-ขาดเอกภาพไร้อำนาจต่อรอง

(16 ก.ค.68) - นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า

Trump สรุป tariff กับ Indonesia!
อัตราภาษี 19% (จากเดิม 32%) โดยมีเงื่อนไขอินโดนีเซียเปิดตลาด 100% ให้ทุกประเภทสินค้าจากอเมริกา ปลอดภาษี 0% 
มีอัตราภาษี transshipment ต่างหาก

ส่วน EU ประกาศเตรียมมาตรการตอบโต้ USA ในกรณีที่เจรจาไม่สำเร็จ (อัตราภาษีที่ USA ประกาศว่าจะใช้คือ 30%) การตอบโต้จะมีในส่วนของอุตสาหกรรมบริการด้วย

อ่านเกมนี้ในกรณีของไทย
1. ยังมีเวลาเจรจาได้จริง 
2. ข้อตกลงกับเวียดนามเป็นฐานในการเจรจา
3. หากไทยไม่เสนอเปิดตลาด 0% ไม่น่าจะมีดีลได้ หรือถ้าได้คือต้องโดนอัตราภาษีที่สูงกว่าทั้งอินโดและเวียดนาม
4. ทรัมป์ประกาศว่าได้คุยตรงกับประธานาธิบดี Probowo Subianto (ส่วนประธานาธิบดี Marcos jnr. ของฟิลิปปินส์มีแผนเดินทางไปพบทรัมป์อาทิตย์หน้า) ส่วนของเรายังไม่มีนายกรัฐมนตรีให้เขาคุยด้วย
5. พอ ASEAN ไม่ผนึกกำลังกัน อำนาจต่อรองของแต่ละประเทศแทบไม่มี เป็นบทพิสูจน์อีกครั้งในการขาดเอกภาพ (และแม้แต่มิตรภาพ) ในกลุ่ม ASEAN กันเอง 
6. รัฐบาลไทยต้องตัดสินใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดของคนไทยโดยรวม อย่ายอม lobbyist กลุ่มทุนใด ๆ เป็นกรณีพิเศษ เป็นการตัดสินใจที่ยาก ขอเป็นกำลังใจ
7. จากนี้ไปยุทธศาสตร์การพัฒนาตัวเองสำคัญที่สุด อินโดนีเซียและเวียดนามพร้อมรับการแข่งขัน 0% แต่เรายังทำไม่ได้ ตรงนี้ต้องพัฒนาร่วมกัน

‘ดร.กอบศักดิ์’ มองไทยยังมีโอกาสลดภาษีทรัมป์ เชื่อเจรจาลดจาก 36% ได้ แต่ขอดูข้อเสนออีกรอบ

(15 ก.ค.68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการ ธนาคารกรุงเทพ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกอบศักดิ์ ภูตระกูล ระบุว่า... 

หลังผ่านมา 1 สัปดาห์ เราเริ่มเห็นกรอบการค้าใหม่ของสหรัฐ ซึ่งให้ข่าวและทยอยส่งจดหมายแจ้งอัตรา Tariffs รวมแล้ว 27 ประเทศ ครบเกือบหมด โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่สหรัฐขาดดุลการค้ามากมากด้วย

โดยจีน (ที่ไม่อยู่ในตาราง) มีข้อตกลงเบื้องต้นไว้ที่ 30% (20% สำหรับ Fentanyl บวก 10% Minimum) สำหรับสินค้าจีนที่มีราคาต่ำกว่า $800 โดนที่ 54% จะขาดก็เพียงไต้หวัน ตลอดจนอินเดีย ที่ยังเจรจาโค้งสุดท้ายกันอยู่

ส่วนประเทศอื่นๆ รวมกว่า 100 ประเทศ (รวมถึงสิงคโปร์ และประเทศอื่นๆ ที่สหรัฐเกินดุลการค้าด้วย) เดิมได้อัตราต่ำสุดกันที่ 10% แต่ล่าสุดท่าน President Trump พูดว่า กำลังตัดสินใจว่าจะจบที่ 15% หรือ 20% ดี

ซึ่งอีกสักพัก หลังการตอบโต้กลับไปมาจบลง (โดยเฉพาะกรณีของยุโรป) บวกกับภาษีที่คิดเพิ่มกับคน "เข้าร่วม" BRICS อีก 10% ตามที่เคยได้เกริ่นไว้ เราก็จะได้เห็นคร่าวๆ ถึง New Trade Landscape ของสหรัฐ ว่า

ใครจะได้เปรียบ
ใครจะเสียเปรียบ
ใครจะแข่งขันได้ดีขึ้น
ใครจะไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐ

ทั้งนี้ สิ่งที่น่าสังเกตในตารางข้างล่าง ก็คือ
1. อัตราที่ออกมาสำหรับประเทศต่างๆ เป็นอัตราง่ายๆ
เป็นไปตามดำริของท่านประธานาธิบดี ที่เคยพูดไว้ว่าอยากให้จบที่ 10% 15% 20% 25% 30% 35% 40% 45% 50% (ซึ่งเคยพูดไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 กค - สามารถฟังได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์ข้างล่าง ระหว่างนาที 4:22-4:42 ครับ)
ไม่ต้องวุ่นวายเหมือนตอนวันที่ 2 เมษายน Liberation Day ที่ผ่านมา
ที่คำนวณมาจากสูตร ทำให้มีอัตรามากมายหลายระดับ

ดังนั้น อัตรา Tariffs ของหลายๆ ประเทศ จึงถูกปรับลด ปรับขึ้น ปัดให้เข้ากรอบ อย่างเช่น ฟิลิปปินส์ ปัดขึ้น +3% มาที่ 20% มาเลเซีย ญี่ปุ่น บูรไน ปัดขึ้น +1% มาที่ 25% คาซัคสถาน ปัดลง -2% ตูนีเซีย ปัดลง -3% มาที่ 25% เป็นต้น

ประเทศเหล่านี้คงเป็นไปตามที่ President Trump บอกไว้ว่า อยู่ในกลุ่ม "Others, we met with and we don't think we're going to make a deal. So, we just send them a letter."

แจ้งตัวเลขง่ายๆ ไปว่า สหรัฐจะให้เท่านี้
ทั้งหมดนี้ มีข้อยกเว้นก็เพียง 3 ประเทศ
กัมพูชาที่ 36%
ไทยที่ 36%
อินโดนีเซียที่ 32%
ที่ยังไม่ได้เข้ากรอบง่ายๆ ที่มีอยู่ในใจท่าน President Trump

2. จากตัวเลขที่ออกมา 27 ประเทศ มีอยู่เพียง 6 ประเทศ ที่อัตราเท่าเดิม อังกฤษ 10% เกาหลีใต้ 25% แอฟริกาใต้ 30% อัลจีเรีย 30% อินโดนีเซีย 32% ไทย 36% ในกลุ่มนี้ อังกฤษได้เจรจาแล้ว น่าจะจบ
ส่วนแอฟริกาใต้ มีข้อขัดแย้งมากหลายๆ อย่างกับสหรัฐ ก็คงจะจบแล้วเช่นกัน

สำหรับอัลจีเรีย สหรัฐส่งออกไปที่ประเทศนี้ 1 พันล้านดอลลาร์ นำเข้า 2.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเล็กน้อยมาก คงจบตรงนี้ จะเหลือก็เพียงเกาหลีใต้ ที่พยายามเจรจาอยู่ ที่คิดว่าจะพยายามให้ทัน 1 สิงหาคม
ส่วนไทยและอินโดนีเซีย ก็พยายามเจราจาอยู่เช่นกัน

ทั้งนี้ หากดูประกอบกับข้อ 1 การที่สหรัฐไม่ได้ปัดตัวเลขเข้ากรอบ ส่งตัวเลข 32% และ 36% เท่าเดิมมาให้
ถ้าตีความให้ดีสุด อาจหมายความว่า
"ยังรออยู่"
"ขอดูข้อเสนออีกรอบ"
"ขอดูว่าจะมีข้อเสนอที่ดีกว่ารอบที่แล้วไหม"
"จะมี Good Deal กว่านี้ให้ไหม"

จะได้แจ้งให้ทราบอีกครั้งว่า สุดท้ายแล้ว จะจบอยู่ที่ตรงไหน ในกรอบง่ายๆ ของสหรัฐ ขอเป็นกำลังใจให้กับทีมเจรจาครับ ให้พยายามจบให้ได้ที่อย่างน้อย 25% แล้วพรุ่งนี้ จะมาวิเคราะห์เพิ่มว่า ทางออกของไทยคืออะไร และอยากให้เลือกทางไหนครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top