Saturday, 5 September 2026
อาจารย์อุ๋ย_ประพฤติ

'อ.อุ๋ย-ปชป.' วอนรัฐสนับสนุนวิชาชีพช่างแว่นตา ชี้!! สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนับหมื่นล้านบาท

(12 มี.ค. 67) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความเห็น ว่า...

"วันนี้สวมหมวกที่ปรึกษากฎหมายของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ บรรยายหัวข้อ 'กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับช่างแว่นตา' ซึ่งจัดโดยชมรมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาแห่งประเทศไทย

"วิชาชีพช่างแว่นหรือช่างวัดสายตาประกอบแว่น (optician) เป็นหนึ่งในสามเสาหลักของวิชาชีพทางด้านจักษุ ซึ่งได้แก่ จักษุแพทย์ นักทัศนมาตร และช่างแว่น ซึ่งต้องทํางานสอดประสานกันเพื่อเติมเต็มบริการสาธารณสุขทางด้านจักษุ ปัจจุบันตลาดแว่นตาไทยมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท มีร้านแว่นตาทั่วประเทศกว่า 20,000 ร้าน และเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% 

"จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐควรเข้ามากํากับดูแลเพื่อรักษามาตรฐาน และยกระดับ/พัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการของกิจการแว่นตาไทย สร้างมูลค่าเพิ่มและ productivity เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่สําคัญของการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ

"ปัจจุบันร่างกฎกระทรวงกำหนดให้กิจการตรวจวัดสายตาประกอบแว่นเป็นกิจการอื่นในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. ....ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ซึ่งหากประกาศใช้แล้วจะยกระดับมาตรฐานวิชาชีพช่างแว่นให้เทียบเท่าสากล พัฒนากลไกเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อรองรับสถานะต่างๆตามกฎหมายซึ่งนําไปสู่การสนับสนุนในรูปแบบอื่น ๆ จากภาครัฐต่อไปในอนาคต ผมจึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันเรื่องนี้โดยเร็ว เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ประกอบวิชาชีพนี้และผู้บริโภคครับ"

'อ.อุ๋ย-ปชป.' ยก รธน.มาตรา 211 ชี้!! คําวินิจฉัยศาล รธน.เด็ดขาด-ผูกพันรัฐสภา พรรคที่ล้มล้างการปกครองไม่มีสิทธิเข้าสภาประชุมใดๆ แม้แต่วินาทีเดียว

เมื่อไม่นานมานี้ นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงมุมมองทางกฎหมาย ว่า...

รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 211 ว่าคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเด็ดขาดและผูกพันรัฐสภาด้วย 

ดังนั้นไม่ต้องรอให้ยุบพรรคหรอก เพราะพรรคที่ล้มล้างการปกครองไม่มีสิทธิเดินเข้าสภาอันทรงเกียรติเพื่อประชุมใด ๆ ทั้งสิ้นแม้แต่วินาทีเดียว 

เพราะตามคําปรารภของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 เขียนไว้ชัดเจนว่า สมาชิกรัฐสภาต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และธํารงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ดังนั้น หากท่านวันนอร์ ในฐานะประธานรัฐสภา ซึ่งต้องผูกพันตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยังปล่อยให้ สส.จากพรรคที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่ากระทําการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เข้าสภามาใช้อํานาจนิติบัญญัติต่อไป 

จะเท่ากับว่าท่านสนับสนุนให้กลุ่มคนที่กระทําการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เข้ามาใช้อํานาจนิติบัญญัตินะครับ และจะกลายเป็นว่า ประธานรัฐสภาเป็นผู้ทําผิดข้อบังคับเสียเอง ฝากไว้ให้คิด

'อ.อุ๋ย-ปชป.' แนะรัฐบาลสั่ง 6 แบงก์รัฐ นำร่องลดดอกเบี้ย เดี๋ยวแบงก์พาณิชย์จะลดดอกเบี้ยตามเอง เพื่อไม่ให้เสียลูกค้า

เมื่อวานนี้ (10 พ.ค.67) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมาย อดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...

ดอกเบี้ยนโยบายเป็นอัตราที่ธนาคารกลางจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารพาณิชย์ที่เอาเงินมาฝาก หรือเป็นอัตราที่ธนาคารกลางเก็บดอกเบี้ยจากธนาคารพาณิชย์ที่มากู้เงิน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลกับอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์คิดกับลูกค้าที่เป็นผู้กู้หรือผู้ฝากเงินต่อไป เป็นเครื่องมือหนึ่งของแบงก์ชาติ ในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ไม่ให้เกินเป้าหมาย 3% ต่อปี ตามหลักเศรษฐศาสตร์

อย่างไรก็ตาม แบงก์ชาติไม่มีอำนาจสั่งธนาคารพาณิชย์ ดอกเบี้ยนโยบายเป็นเพียงการส่งสัญญาณว่าธนาคารพาณิชย์ควรจะขึ้นหรือลดดอกเบี้ยเท่าใด ส่วนแต่ละธนาคารจะตัดสินอย่างไร เป็นเรื่องของแต่ละธนาคาร โดยดูจากปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ดังที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือจาก 4 ธนาคารใหญ่ และสมาคมธนาคารไทย เมื่อวันที่ 23 เม.ย.67 ซึ่งสุดท้ายสมาคมธนาคารไทยก็มีการปรับลดดอกเบี้ย MRR ลงร้อยละ 0.25 สำหรับผู้กู้บางส่วน ซึ่งไม่ตรงกับมติของแบงก์ชาติ (กนง.)  

ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบกับหลักความเป็นอิสระของแบงก์ชาติตามที่หลายฝ่ายกังวล รัฐบาลก็สามารถทำได้มากกว่าการขอความร่วมมือ โดยสั่งให้ธนาคารในกำกับดูแลของรัฐทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธกส., ธอส., ธอท., ธพว. และ ธนาคารกรุงไทย ให้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ โดยไม่ต้องไปยุ่งกับดอกเบี้ยนโยบาย เพราะจะเกิดผลกระทบหลายฝ่าย และรุนแรงในระยะยาว และเมื่อธนาคารของรัฐเหล่านี้ ซึ่งมีฐานลูกค้าหลายสิบล้านคน หากลดดอกเบี้ยได้มากพอและนานพอ สุดท้ายธนาคารพาณิชย์ของเอกชนก็จะต้องลดดอกเบี้ยตาม เพราะมิเช่นนั้นก็จะเสียลูกค้าไป

การทำเช่นนี้แม้จะทำให้รายได้หรือกำไรของธนาคารลดลง แต่ในภาพรวมจะทำให้ประชาชนมั่นใจในการลงทุนและจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้น และรัฐบาลก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้น และเอาเงินมาช่วยธนาคารเหล่านี้ภายหลังได้ โดยไม่ต้องไปกดดันแบงก์ชาติให้กระทบกับหลักความเป็นอิสระ ตามที่หลายฝ่ายท้วงติง 

ผมจึงขอฝากให้รัฐบาลนำวิธีนี้ไปพิจารณา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และหันมาร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเจริญเติบโตก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคงจะดีกว่า

‘อาจารย์อุ๋ย’ เดือด!! เลือดไทยต้องไม่สูญเปล่า ต้องจับ!! ‘ฮุนเซน’ ทันที หากเหยียบแผ่นดินไทย

(2 ส.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า

จากการรุกรานโดยใช้กำลังอาวุธอย่างไร้มนุษยธรรมโดยกัมพูชาที่กระทำต่อสถานที่ทางพลเรือนของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ปั๊มน้ำมัน สถานศึกษาหรือโรงพยาบาล ซึ่งถูกกองกำลังกัมพูชาโจมตี โดยมีภาพหลักฐานว่านายฮุนเซน ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นประมุขหรือผู้นำของรัฐ แต่เป็นเพียงประธานวุฒิสภา เท่านั้น จึงไม่สามารถใช้ความคุ้มกันของผู้นำรัฐต่างประเทศได้จากการถูกดำเนินคดีหรือบังคับคดีในศาลของรัฐอื่น ภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา มาตรา 135/1 กำหนดว่า “ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาดังต่อไปนี้ 

(1) ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของบุคคลใด ๆ 

(2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ 

(3) กระทําการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือของบุคคลใด.... อันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสําคัญ ถ้าการกระทํานั้นได้กระทําโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย....อันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทําความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จําคุกตลอดชีวิต หรือจําคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท” 

และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 7 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 135/1 นอกราชอาณาจักร ให้ถือว่ากระทำในราชอาณาจักร ดังนั้นการกระทำของนายฮุนเซน ที่จงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือน ซึ่งนอกเหนือจากเป็นความผิดฐานอาชญากรสงคราม ซึ่งต้องส่งเรื่องขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศที่ใช้เวลานานและถูกครอบงำโดยชาติตะวันตก ซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกัมพูชา รัฐบาลไทยจึงควรดำเนินคดีฐานก่อการร้ายต่อนายฮุนเซนและพรรคพวกด้วย ซึ่งจะทำให้นายฮุนเซนและพรรคพวกต้องถูกจับกุมทันทีหากเหยียบแผ่นดินไทย และเจ้าหน้าที่รัฐของไทยที่ไปพบแล้วไม่ชี้เป้าหรือจับกุมก็จะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย 

นอกจากนี้ความผิดฐานก่อการร้ายยังเป็นความผิดมูลฐานตาม พรบ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งทำให้ ปปง. สามารถตรวจสอบ ยึด และอายัดทรัพย์ของนายฮุนเซนและพรรคพวกที่อยู่ในประเทศไทย แม้ว่าจะอยู่ในชื่อนอมินีก็ตาม เพื่อนำมาชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทหารและพลเรือนไทยอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับทุกชีวิตของคนไทยที่ต้องสังเวยให้กับการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของนายฮุนเซน ด้วยความปรารถนาดี

อาจารย์อุ๋ย ถอดบทเรียน 5 ประการ ที่ไทยต้องตระหนัก ! กรณี ทรัมป์-เวเนฯ สะท้อนโลกแข็งกร้าว ไม่ปราณีรัฐอ่อนแอ ไทยต้องเลิกคิดแบบโลกสวย ! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์, น.บ. (ธรรมศาสตร์), ศศ.บ. (รัฐศาสตร์), เนติบัณฑิตไทย, LLM. (Cornell), M.L.I. (Wisconsin-Madison) สหรัฐอเมริกา ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบให้เปล่า (Monbukagakusho) ศึกษาวิจัยด้านกฎหมายที่ Kyushu University ประเทศญี่ปุ่น  

อดีตอาจารย์ประจำ แผนกบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, อดีตอนุกรรมการด้านกฎหมาย กสทช., อดีตที่ปรึกษา สนง. คกก. กฤษฎีกา ด้านกฎหมายอาเซียน, อดีตผู้แทนนครรัฐวาติกัน ร่วมประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP), อดีตอนุกรรมาธิการวิสามัญด้านกฎหมายพิจารณาร่าง พรบ. อากาศสะอาด, อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการศึกษามาตรการปกป้องและส่งเสริมอุตสาหกรรม e-commerce ในประเทศไทย ในกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร, อดีตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา, ที่ปรึกษากฎหมาย ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ แพทยสภา ฯลฯ

เมื่อมหาอำนาจพร้อมข้ามเส้นกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐที่อ่อนแอไม่อาจใช้ “อธิปไตย” เป็นเกราะป้องกันได้อีกต่อไป !

กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจพิเศษสั่งกองกำลังเฉพาะกิจบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา โอยอ้างข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังไม่มีคำพิพากษาหรือพยานหลักฐานยุติชัดเจน แม้รู้กันดีว่าเจตนาที่แท้จริงของสหรัฐในปฏิบัติการครั้งนี้คือการเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันและบั่นทอนอิทธิพลของมหาอำนาจอีกขั้วหนึ่ง รวมทั้งรักษาไว้ซึ่งดุลยภาพของเปโตรดอลลาร์ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ปฏิบัติการครั้งนี้คือสัญญาณเตือนดังลั่นว่า โลกการเมืองระหว่างประเทศไม่เคยเป็นสนามคุณธรรม หากแต่เป็นสนามอำนาจ และกฎหมายมักถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้แข็งแกร่ง และไม่ได้ถูกใช้เป็นโล่ป้องกันของผู้ที่เชื่อฟังกฎหมาย 

ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมา อย่างน้อย 5 ประการ 

1. อธิปไตยไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ หากรัฐล้มเหลวในการปกครองตนเอง 
แม้กฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 2(4) จะห้ามการใช้กำลังและการแทรกแซง แต่ในความเป็นจริง หากรัฐถูกมองเป็นแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติ หรือหลักนิติรัฐ นิติธรรมอ่อนแอ อธิปไตยจะถูกทำให้ “จาง” ลงทันที ไทยจึงต้องจัดการยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การทุจริตคอร์รัปชัน และอาชญากรรมข้ามชาติให้เด็ดขาด มิฉะนั้นคำว่าอธิปไตยจะกลายเป็นข้ออ้างที่ไร้น้ำหนัก 

2. ความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย คือช่องให้ต่างชาติอ้างความชอบธรรม 
หลัก due diligence ในกฎหมายจารีตประเพณีกำหนดชัดว่า รัฐต้องไม่ปล่อยให้ดินแดนของตนถูกใช้เป็นฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น หากรัฐเพิกเฉย รัฐอื่นอาจอ้างสิทธิในการจัดการภัยนั้นเอง ไทยจึงต้องทำให้โลกเห็นว่า เราคุมบ้านตัวเองอยู่ด้วยการบังคับใช้กฎหมายภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ในขณะที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าประธานาธิบดีมาดูโร่ปกครองประชาชนด้วยอำนาจเผด็จการ ใช้กำลังจัดการปราบปรามผู้ต่าง จึงสบช่องให้สหรัฐอเมริกาใช้อำนาจเข้าแทรกแซง

3. ไทยต้องศึกษาและ “กล้าใช้” หลักป้องกันตัวล่วงหน้า (Anticipatory Self-Defense) อย่างรัดกุม 
มหาอำนาจไม่รอให้กระสุนลูกแรกถูกยิงก่อน โดยอ้างสิทธิป้องกันตนเองล่วงหน้า ตามคดี Caroline ซึ่งถูกใช้จริงแล้วในโลกปัจจุบัน ไทยต้องเลิกยืนเป็นผู้สังเกต และเตรียมกรอบการใช้หลักนี้อย่างเข้มงวด เพื่อใช้ทั้งปกป้องตนเองและตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ใช่ปล่อยให้มหาอำนาจหรือประเทศอื่นผูกขาดการตีความแต่ฝ่ายเดียว 

4. การทูตแบบสุภาพบุรุษไร้เขี้ยวเล็บ ไม่ช่วยให้ใครรอด 
กรณีเวเนซุเอลาชี้ให้เห็นว่า หากรัฐไม่สร้างคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ให้ประชาคมโลกเห็น การอ้างกฎหมายเพียงอย่างเดียวก็จะไม่มีใครฟัง ไทยต้องเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และบทบาทในภูมิภาค เพื่อให้การกดดันไทยมีต้นทุนสูง กล่าวคือ ถ้าประเทศไหนต้องการกดดดันไทยในเรื่องต่าง ๆ ต้องคิดหนักหน่อย 

5. กฎหมายโลกไม่มีตำรวจโลก ประเทศต้องพึ่งพาตนเอง ถึงจะอยู่รอด 
ประชาคมระหว่างประเทศไม่มีผู้พิทักษ์ความยุติธรรมถาวร หลัก self-help หรือการพึ่งตนเอง คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ โดยไทยต้องรักษาขีดความสามารถทางทหาร ข่าวกรอง และไซเบอร์ เพื่อให้การละเมิดอธิปไตยของไทย ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย 

สรุปแล้ว บทเรียนจากกรณีทรัมป์-เวเนซุเอลา คือ โลกไม่ได้ลงโทษรัฐที่ใช้กำลัง แต่ลงโทษรัฐที่อ่อนแอ ไทยต้องเลิกหวังพึ่งกฎหมายอย่างเดียว และเริ่มใช้กฎหมาย การทูต และอำนาจ ควบคู่กันอย่างรู้เท่าทัน หากยังคิดแบบโลกสวย วันหนึ่งเราอาจเป็นฝ่ายถูกกระทำเสียเอง ด้วยความปรารถนาดี  
 

‘อ.อุ๋ย’ ซัดแนวคิด “ข้าราชการทำ รัฐมนตรีไม่เกี่ยว”!! สวนทางหลักกฎหมายมหาชน ปม TH-AI Passport ย้ำอำนาจรัฐมนตรีต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ โครงการพันล้านต้องกำกับเข้ม ชี้ไม่ก้าวก่ายราชการ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องรับผิด

อ.อุ๋ย ซัดแนวคิด “ข้าราชการทำ รัฐมนตรีไม่เกี่ยว” สวนทางหลักกฎหมายมหาชน ปม TH-AI Passport

19 มิถุนายน 2569-- นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟสบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“เมื่อผมเห็นข่าวว่าคุณไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงข้อสงสัยของฝ่ายค้านเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport วงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยระบุว่า รัฐมนตรีไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ และได้เชื่อมั่นตามคำยืนยันของข้าราชการที่เกี่ยวข้อง นั้น

หากพิจารณาในเชิงกฎหมาย คำชี้แจงดังกล่าวก็มีส่วนที่ถูกต้องอยู่ เพราะกฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีเข้าไปกำหนดผู้ชนะการประมูล ล็อกสเปก หรือเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ เนื่องจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 186 วรรคสอง ได้บัญญัติห้ามรัฐมนตรีใช้สถานะหรือตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือโดยมิชอบ

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ยังได้วางหลักพื้นฐานของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เป็นไปตามหลักความคุ้มค่า ความโปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ขณะที่การดำเนินการในรายละเอียด เช่น การกำหนดขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) การพิจารณาข้อเสนอ และการตรวจรับพัสดุ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐมนตรีไม่อาจเข้าไปดำเนินการแทนข้าราชการประจำ มิได้หมายความว่ารัฐมนตรีจะปราศจากหน้าที่หรือความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงของตน เพราะหัวใจสำคัญของกฎหมายมหาชนและระบบรัฐสภาอยู่ที่การแยกแยะระหว่าง “การไม่ก้าวก่ายราชการประจำ” กับ “การกำกับดูแลราชการ” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ภายใต้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20 รัฐมนตรีมีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในกระทรวงของตน มีหน้าที่กำกับราชการของกระทรวงให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบายของรัฐบาล และมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งต้องรับผิดชอบต่อผลการบริหารราชการของกระทรวงนั้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้รัฐมนตรีจะไม่ใช่ผู้ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ใช่กรรมการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ และไม่ใช่กรรมการตรวจรับพัสดุ แต่ในฐานะผู้บังคับบัญชาทางการเมืองของกระทรวง รัฐมนตรีย่อมมีหน้าที่ติดตามโครงการสำคัญ บริหารจัดการความเสี่ยง และกำกับดูแลให้การดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดเป็นไปตามกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล และคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

โดยเฉพาะโครงการที่ใช้งบประมาณของแผ่นดินในระดับพันล้านบาท หากปรากฏข้อทักท้วง ข้อสงสัย หรือข้อพิรุธที่มีน้ำหนักเพียงพอ รัฐมนตรีไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองได้เพียงด้วยเหตุว่าเป็นเรื่องของข้าราชการประจำทั้งหมด 

เพราะในทางกฎหมายมหาชนย่อมเกิดคำถามตามมาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ใช้ดุลพินิจในการกำกับดูแลอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ และได้ดำเนินมาตรการตามสมควรเพื่อป้องกันหรือระงับความเสียหายหรือไม่ ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละกรณีเป็นสำคัญ

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้สะท้อนหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจนในกรณีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ตามโครงการรับจำนำข้าวในอดีต แม้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายรายจะต่อสู้ว่ารายละเอียดการดำเนินงานเป็นเรื่องของหน่วยงานราชการและข้าราชการประจำ 

แต่คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดได้เพียงเพราะมิได้เป็นผู้ลงมือปฏิบัติการในทางเทคนิค หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าตนรับรู้หรือควรรับรู้ถึงความผิดปกติ และมิได้ดำเนินการตามสมควรเพื่อระงับยับยั้งความเสียหาย

ทั้งนี้ หากในข้อเท็จจริงของกรณีใดปรากฏว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดำเนินการ แต่กลับจงใจเพิกเฉยหรือละเว้นไม่ดำเนินการทั้งที่มีอำนาจหน้าที่และสามารถดำเนินการได้ ก็อาจนำไปสู่การตรวจสอบความรับผิดทางกฎหมายในประเด็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดเป็นรายกรณีไป

ในต่างประเทศ หลักการเดียวกันก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างที่มักถูกยกขึ้นกล่าวถึงคือกรณีของ Alain Carignon (อาแล็ง การีญง) อดีตรัฐมนตรีของฝรั่งเศสและอดีตนายกเทศมนตรีเมืองเกรอนอบล์ ซึ่งถูกดำเนินคดีจากกรณีสัมปทานน้ำที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์และการทุจริต แม้การดำเนินงานในรายละเอียดจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ แต่ท้ายที่สุดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่อาจใช้สถานะของข้าราชการประจำเป็นเกราะกำบังความรับผิดได้

บทเรียนจากทั้งในและต่างประเทศจึงสะท้อนหลักสำคัญประการหนึ่งของกฎหมายมหาชนว่า การไม่ก้าวก่ายราชการประจำ มิใช่การตัดขาดความรับผิดชอบในการกำกับดูแลราชการ

ด้วยเหตุนี้ การที่ฝ่ายค้านจะใช้กลไกของรัฐสภาในการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินงาน จึงสอดคล้องกับหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 3 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้การใช้อำนาจรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

ท้ายที่สุดแล้ว ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา “อำนาจ” ย่อมมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบ” เสมอ รัฐมนตรีอาจไม่ต้องรับผิดในทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้นภายในกระทรวงของตนโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ในการกำกับดูแลหรือปัดความรับผิดชอบทางการเมืองออกไปได้เพียงเพราะข้าราชการประจำเป็นผู้ดำเนินการในรายละเอียด

เพราะสาระสำคัญของการเป็นเสนาบดีในระบอบประชาธิปไตยมิใช่เพียงการใช้อำนาจ แต่คือการพร้อมรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้อำนาจนั้นด้วยเช่นกัน ถ้าอยากได้แค่อำนาจแต่วิ่งหนีความรับผิดชอบ ก็ไม่สมควรนั่งเก้าอี้เสนาบดีต่อไป !

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=992319183782297&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr&rdid=OgJDFSvtG29XGEfO#

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนไทยอย่าตกเป็น “เบี้ยมหาอำนาจ”!! ชี้ไทยต้องอ่านเกมโลกให้ขาด อย่าปล่อยข้อพิพาทกัมพูชาถูกดึงเป็นเกมมหาอำนาจ เสนอ 3 หลัก นโยบายต่างประเทศ ไทยต้องไม่เลือกข้าง แต่เลือกผลประโยชน์ชาติ

อาจารย์อุ๋ย เตือน! ไทยอย่าตกเป็น “เบี้ยมหาอำนาจ” ชี้ต้องคุมเกมกัมพูชาด้วยทวิภาคี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 

สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังไม่ยุติ ส่วนด้านตะวันออกกลางยังคุกรุ่น และความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันก็ยังดำรงอยู่ หลายคนอาจคิดว่าเรื่องเหล่านี้อยู่ไกลประเทศไทย แต่ในความเป็นจริง นี่คือคลื่นลูกเดียวกันของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่กำลังแผ่ขยายมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยไม่มีสิทธิ์ทำเป็นมองไม่เห็น

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การที่มหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน แต่คือการที่ประเทศขนาดกลางและประเทศเล็กอาจถูกดึงเข้าไปเป็นเครื่องมือในเกมของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ประวัติศาสตร์โลกย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อมหาอำนาจเผชิญหน้ากัน ประเทศที่ประเมินสถานการณ์ผิดหรือเลือกเดินเกมผิด ต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงที่สุด คือ สงครามบนแผ่นดินตัวเอง

โลกปัจจุบันแบ่งออกเป็นหลายขั้ว ไม่ได้แบ่งออกเป็นสองขั้วแบบยุคสงครามเย็น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนได้กลายเป็นแกนหลักของการเมืองระหว่างประเทศ ทุกการขยับตัวของทั้งสองฝ่ายกำลังส่งผลโดยตรงต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย

สหรัฐอเมริกายกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฝึกร่วม การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีความมั่นคง ขณะที่จีนก็ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทั่วภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

ในอีกด้านหนึ่ง กัมพูชามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับจีนมากขึ้น ทั้งด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือทางทหาร และโครงการยุทธศาสตร์หลายโครงการ ทำให้กัมพูชากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในภูมิภาค

เมื่อประเทศไทยอยู่ตรงกลางระหว่างผลประโยชน์ของมหาอำนาจทั้งสอง การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจทำให้เราสูญเสียพื้นที่ในการกำหนดอนาคตของตนเอง

ผมไม่ได้กำลังบอกว่าประเทศไทยจะเกิดสงคราม หรือไทยกับกัมพูชาจะกลายเป็นสงครามตัวแทนระหว่างมหาอํนาจในวันเร็ววันเพราะยังไม่มีหลักฐานรองรับข้อสรุปเช่นนั้น แต่ผมกำลังเตือนว่า หากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทวีความรุนแรง ความเสี่ยงที่ข้อพิพาทในภูมิภาคจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องเตรียมรับมือไว้ตั้งแต่วันนี้

ผมจึงเห็นว่า ประเทศไทยควรยืนอยู่บนหลักการสำคัญสามประการ

หนึ่ง รักษาข้อพิพาทกับกัมพูชาให้อยู่ในกรอบการเจรจาแบบทวิภาคีเป็นหลัก ใช้การทูตเป็นแนวหน้า และใช้ศักยภาพด้านการทหารและความมั่นคงของประเทศที่ไทยมีเหนือกว่ากัมพูชาอย่างมาก เป็นพลังสนับสนุนอำนาจต่อรองตามหลักการป้องปราม มิใช่เพื่อยั่วยุหรือแสวงหาความขัดแย้ง หากยังไม่ถึงเวลา

สอง ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบรักษาดุลอำนาจ รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเท่าที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติ โดยไม่ปล่อยให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สาม ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า แผ่นดิน น่านน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานของไทย จะไม่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการหรือเครื่องมือในการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ

เพราะประเทศไทยไม่ได้มีหน้าที่เลือกข้าง แต่มีหน้าที่เลือก “ผลประโยชน์ของชาติ”

ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่เสียงดังที่สุด หรือประเทศที่เลือกข้างได้เร็วที่สุด แต่คือประเทศที่อ่านเกมโลกได้แม่นที่สุด รักษาดุลอำนาจได้ดีที่สุด และมีศักยภาพมากพอที่จะทำให้ทุกฝ่ายเคารพผลประโยชน์ของตน

บทเรียนจากยูเครนและตะวันออกกลางไม่ได้สอนให้เรากลัวสงคราม แต่สอนให้เรารู้ว่า ประเทศที่ประมาทต่อภูมิรัฐศาสตร์ มักเป็นฝ่ายที่ต้องจ่ายต้นทุนแพงที่สุด และคนไทย รัฐบาลไทยและประเทศไทยต้องไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดเช่นนั้นเกิดขึ้นกับแผ่นดินของเรา

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/1DP8pGRXyg/?mibextid=wwXIfr

‘อาจารย์อุ๋ย’ ถอดรหัส ‘เนวิน’!! ไม่ใช่ไม่รู้กาลเทศะ แต่คือการสื่อสารการเมือง อ่านรหัส ‘เนวิน’ ผ่านเสื้อบุรีรัมย์ ภาพจำ “ครูใหญ่บ้านใหญ่” ที่ไม่ต้องพึ่งเครื่องแบบทางการ

รหัสลับข้ามจารีต: อ่านสัญญาณการเมืองผ่าน “เสื้อบอล-ขาสั้น” ของ เนวิน ชิดชอบ

ในทางรัฐศาสตร์และสัญศาสตร์ (Semiotics) ร่างกายและเสื้อผ้าของนักการเมืองไม่เคยเป็นเรื่องของ “แฟชั่น” เพียวๆ แต่คือ “พื้นที่แสดงสารทางการเมือง” (Political Communication Device) ที่ผ่านการคำนวณและเลือกสรรมาอย่างแยบคาย

ภาพของคุณเนวิน ชิดชอบ ใส่เสื้อสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พร้อมกางเกงขาสั้นและรองเท้าผ้าใบ ก้าวเข้าไปเป็นประธานในพิธีบวงสรวงสักการะศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช—สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยจารีตประเพณี—จึงไม่ใช่เรื่องของความ "ไม่รู้กาลเทศะ" เพราะคนระดับอดีตรัฐมนตรีและคร่ำหวอดในวงการเมืองมาหลายทศวรรษ ย่อมทราบดีถึงกฎเกณฑ์กาลเทศะพื้นฐานของสังคมไทย

คำถามคือ การแต่งกายลักษณะนี้ในทุกวาระโอกาส ตั้งแต่งานบวช งานแต่งงาน งานลูกชาย จนถึงพิธีศักดิ์สิทธิ์ คือการแสดงอำนาจ สัญลักษณ์ทางการเมือง หรือมีนัยอื่นใดแฝงอยู่?

หากวิเคราะห์ผ่านเลนส์รัฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ พฤติกรรมนี้สามารถถอดรหัสได้ 3 มิติสำคัญ:

1. สัญลักษณ์เชิงอำนาจและการทำลายบรรทัดฐาน (Power Projection & De-institutionalization):
ในทางกฎหมายและจารีต การแต่งกายตามกฎระเบียบ (Dress Code) คือการสยบยอมต่อกฎเกณฑ์ของสถาบัน/สถานที่นั้นๆ แต่การที่ “เนวิน” สามารถใส่ขาสั้น-เสื้อบอลเข้าไปปฏิบัตินำในพิธีศักดิ์สิทธิ์ได้โดยไม่มีใครกล้าทักท้วง คือการประกาศ “อำนาจนำ” (Hegemony) ที่ก้าวข้ามกฎระเบียบทั่วไป เป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า “กฎเกณฑ์ธรรมดาใช้บังคับกับตัวเขาไม่ได้” อำนาจของเขาเหนือกว่าบรรทัดฐานของสถานที่ และศูนย์กลางของงานไม่ได้อยู่ที่พิธีกรรม แต่อยู่ที่ “ตัวเขา”

2. การสร้างแบรนด์ดิ้ง “ครูใหญ่แห่งบ้านใหญ่” และสโมสรนิยม (Political Branding)
ชุดกางเกงขาสั้นและเสื้อสโมสรบุรีรัมย์ฯ กลายเป็น “ยูนิฟอร์มทางการเมือง” (Political Uniform) ประจำตัวของเนวินไปแล้ว มันคือการหลอมรวมความเป็น “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” เข้ากับ “อำนาจทางการเมือง” การแต่งชุดนี้ไปทุกงานเท่ากับเป็นการขยายอาณาเขต (Territorial Expansion) และตอกย้ำแบรนด์ดิ้งความเข้าถึงง่าย ไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง แต่นแฝงไว้ด้วยความเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่ติดดิน (Populist Godfather)

3. การเปรียบเทียบกับบริบทต่างประเทศ: ถอดโมเดลนักการเมืองโลก
พฤติกรรมของเนวินมีความคล้ายคลึงกับนักการเมืองในเวทีโลกหลายคน เช่น:
โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy): ที่สวมเสื้อยืดสีเขียวทหารเข้มตลอดเวลาแม้กระทั่งในการประชุมรัฐสภาสหรัฐฯ หรือพบผู้นำโลก เพื่อส่งสารเชิงสัญลักษณ์ว่าประเทศอยู่ในภาวะสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือ บอริส จอห์นสัน (Boris Johnson): ที่จงใจทำผมยุ่งเหยิงหรือไม่ผูกไทในบางวาระ เพื่อปฏิเสธภาพลักษณ์นักการเมืองแบบฉบับเดิมๆ (Anti-establishment) สร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับคนธรรมดา และแสดงออกถึงความไม่แยแสต่อระเบียบเดิม

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของเนวิน ชิดชอบ มีมิติเฉพาะของ “วัฒนธรรมการเมืองแบบบ้านใหญ่” แฝงอยู่ การใส่ขาสั้นไปงานสำคัญ ไม่ใช่เพียงการปฏิเสธพิธีตระการตา แต่คือการสร้างภาพจำว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องพึ่งพาเครื่องทรงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะบารมีและอำนาจที่แท้จริงสลักอยู่ในชื่อ เนวิน ชิดชอบ เรียบร้อยแล้ว”

สรุป:
การแต่งกายของเนวิน ชิดชอบ ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ไม่ใช่เรื่องของความพลั้งเผลอหรือรสนิยมส่วนตัว แต่มันคือ "ภาษาทางสัญลักษณ์" (Symbolic Language) ที่สื่อถึงอำนาจอันล้นพ้น การปฏิเสธจารีตเพื่อแสดงตนเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ และการตอกย้ำแบรนด์การเมืองแบบเฉพาะตัวที่ไม่จำเป็นต้องสยบยอมต่อกฎเกณฑ์ใดในสังคมไทย

โดย อาจารย์อุ๋ย - ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02NSqhK4X7hvsN85v4HmMD1BcqK5W19A2yWZyhTS77VupvceXnjXYdKstn9RUY6sjZl&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr

‘อาจารย์อุ๋ย’ สวนนายกฯ ปมโจรขึ้นบ้าน!! เตือนอย่าสื่อสารให้ประชาชนกลัวคุก จนยอมจำนนต่ออาชญากร บ้านคือพื้นที่ปลอดภัยที่ต้องปกป้องได้ ชี้สุจริตชนไม่ควรถูกตัดสิทธิเอาชีวิตรอด

อาจารย์อุ๋ย สวนนายก! ลั่น! มีชีวิตรอดไปขึ้นศาล ดีกว่านอนเป็นศพเฝ้าบ้านเพราะกลัวติดคุก! ไขข้อสงสัย เมื่อโจรขึ้นบ้าน สุจริตชนมีสิทธิ์ “กดหมดแม็ก” หรือไม่?

โดย อาจารย์อุ๋ย-ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมาย/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ผมห็นข่าวที่ท่านนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองว่า “ยิงโจรในบ้านก็ผิดอยู่ดี เพราะกฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น” ในฐานะนักกฎหมาย ผมฟังแล้วรู้สึกเป็นห่วงพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง เพราะการสื่อสารเช่นนี้อาจทำให้สุจริตชนเกิดความเข้าใจผิด จนยอมจำนนต่ออาชญากรเพียงเพราะกลัวว่าจะต้องติดคุก

ผมขอพูดตรงๆ ในฐานะนักวิชาการเลยว่า “ถ้าภัยถึงตัวในยามวิกาล เจ้าบ้านกดหมดแม็กเพื่อเอาชีวิตรอดได้! มีชีวิตรอดไปสู้คดีในศาล ยังไงก็ดีกว่ากลายเป็นศพนอนเฝ้าบ้านตัวเอง”

ในระบบคอมมอนลอว์ (Common Law) ของสหรัฐอเมริกา มีหลักการสำคัญที่เรียกว่า Castle Doctrine (บ้านคือ “ปราสาท”ของเรา) และ Stand Your Ground หรือหลัก “ปักหลักสู้” ซึ่งรับรองสิทธิ์ว่า บ้านคือสถานที่ปลอดภัยที่สุด บุคคลไม่จำเป็นต้องถอยหนีเมื่อมีผู้บุกรุก และมีสิทธิ์ใช้กำลังป้องกันตนเองได้ทันที

สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ได้เขียนคำว่า Castle Doctrine ไว้ในตำราตรงๆ แต่ในทางปฏิบัติ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาไทย ได้วางบรรทัดฐานที่สอดรับกับหลักสากลนี้ไว้อย่างชัดเจนมานานแล้ว

ลองนึกภาพตาม... หากคุณเป็นผู้หญิง เป็นผู้สูงอายุ หรือต้องอยู่บ้านคนเดียวในยามวิกาล แล้วมีโจรบุกรุกเข้ามาในความมืด คุณไม่รู้หรอกว่าโจรมากันกี่คน มีอาวุธร้ายแรงแค่ไหน จะให้ร้องตะโกนเชิญชวนให้โจรมาแสดงตัวหรือให้ยิงขู่ฟ้าร้องเตือน โจรที่มีอาวุธย่อมสวนกลับจนคุณตายก่อนแน่นอน

ภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ถือเป็น “ภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 แล้ว การที่เจ้าบ้านตัดสินใจลั่นไกยิงใส่โจรต่อเนื่องจนหมดแม็กกาซีน เพื่อให้แน่ใจว่าภัยคุกคามนั้นระงับลง ย่อมเป็นการป้องกันสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาไทยเคยตัดสินรับรองบรรทัดฐานในสถานการณ์ทำนองนี้ไว้ เช่น ในห้องที่มืดสนิท มีคนร้ายปีนเข้ามาทางช่องลมอย่างกะทันหัน ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยไม่อาจรู้ได้ว่าคนร้ายมีอาวุธหรือไม่ หากจะให้รอจนคนร้ายแสดงกิริยาทำร้าย จำเลยก็อาจได้รับอันตรายก่อนการที่จำเลยยิงสวนไปทันที จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

หรือคดีที่คนร้ายถือสิ่งของคล้ายอาวุธจู่โจมเข้ามาในเขตบ้านยามวิกาล ศาลก็มองว่าเป็นเหตุให้เจ้าบ้านเข้าใจว่าจะเข้ามาทำร้าย ย่อมเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การใช้อาวุธปืนยิงสวนไปจึงเป็นการป้องกันที่พอสมควรแก่เหตุ
เพราะศาลจะพิจารณาถึง “สภาวะจิตใจ” ของมนุษย์ สุจริตชนที่ไม่ได้ใช้อาวุธเป็นอาชีพ เมื่อตื่นมาในเวลากลางคืน เจอผู้บุกรุกเข้ามาในบ้าน ย่อมตกใจกลัวและหยิบอาวุธขึ้นมาป้องกันตัว ดังนั้น การรัวยิงในภาวะตกใจจึงไม่ใช่เจตนาฆ่าโดยตระเตรียมการ ดังนั้น คำกล่าวที่ว่ายิงโจรในบ้านยังไงก็ผิด จึงเป็นการตัดรอนสิทธิ์ในการเอาชีวิตรอดของประชาชนจนเกินไป

นอกจากนี้ในมุมมองด้านยุทธวิธีและการเอาชีวิตรอดจริง เมื่ออะดรีนาลีนหลั่ง สายตาพร่ามัว เพราะความมืดปกคลุม ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้ฝึกอาวุธเป็นอาชีพ ย่อมไม่สามารถประคองสติให้เล็งเป้าหมายขนาดเล็กที่เคลื่อนไหวเร็วอย่าง “ขา” ได้ทัน การยิงเข้าที่ “กึ่งกลางลำตัว” ซึ่งเป็นเป้าใหญ่ที่สุด จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และมีโอกาสสูงสุดในการหยุดยั้งภัยคุกคาม

และเพื่อให้สุจริตชนใช้ปืนปกป้องตนเองได้อย่างปลอดภัย ผมขอให้เทคนิคกฎหมายดังนี้ครับ:

1. ยิงเพื่อระงับภัย ไม่ใช่ยิงล้างแค้น: คุณสามารถยิงรัวต่อเนื่องจนหมดแม็กได้ตราบใดที่โจรยังคงมุ่งหน้าเข้าหาหรือแสดงท่าทีคุกคาม รวมถึงกรณีโจรถือมีดวิ่งชาร์จเข้าใส่ในระยะประชิด ซึ่งมีดก็อันตรายถึงชีวิตไม่ต่างจากปืน การรัวไกในเสี้ยววินาทีเดียวขณะภัยยังไม่ระงับ ศาลมักมองว่าเป็นกระบวนการต่อเนื่องตามสัญชาตญาณในภาวะกระชั้นชิดที่ยังไม่ทันฟังผลนัดแรก จึงไม่เกินกว่าเหตุ แต่ต้องหยุดทันทีเมื่อโจรแน่นิ่ง สลบ หรือหันหลังหนีไปโดยทิ้งอาวุธแล้ว

2. หากโจรล้มลงแต่ยังถืออาวุธ...ยิงซ้ำเพื่อความปลอดภัยได้: หากโจรโดนยิงจนล้มลงไปแล้ว แต่ในมือยังคงกำปืนหรือมีดแน่น และมีท่าทีพยายามจะลุกขึ้นมาสู้ต่อ หรือเราประเมินว่าโจรอาจแกล้งล้ม แกล้งตาย เพื่อรอจังหวะสวนกลับในพริบตา ตราบใดที่อาวุธยังอยู่ในมือโจร ภัยคุกคามนั้นย่อมยังไม่หมดไปอย่างแท้จริง เจ้าบ้านมีสิทธิ์ยิงซ้ำเพื่อระงับภัยได้โดยไม่เกินกว่าเหตุ

3. เล็งที่ลำตัวเป็นหลักในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน แม้โจรมามือเปล่า: หากเราเตือนแล้วโจรยังวิ่งเข้าใส่ แม้จะเป็นเวลากลางวันและโจรมามือเปล่า แต่หากเจ้าบ้านเป็นผู้หญิง หรือผู้สูงอายุ ที่เสียเปรียบทางกายภาพ แรงปะทะของโจรก็อาจแย่งปืนไปฆ่าเราได้ การเล็งยิงที่ลำตัวเพื่อหยุดยั้งจึงทำได้และไม่เกินกว่าเหตุตามแนวทางที่ศาลเคยรับรองสิทธิ์ของหญิงที่อยู่บ้านคนเดียวในยามวิกาล แต่สำหรับชายฉกรรจ์ที่ไม่ได้เสียเปรียบมาก การกดหมดแม็กใส่คนมือเปล่าอาจต้องพิสูจน์เรื่องน้ำหนักภัยคุกคามหนักหน่อยในชั้นศาล

4. เตรียมพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม: ต้องยอมรับความจริงในเนื้อผ้าของกฎหมายไทยว่า เมื่อมีคนตายในบ้าน พนักงานสอบสวนมักส่งฟ้องเพื่อให้ไปพิสูจน์เหตุยกเว้นโทษกันในชั้นศาล ซึ่งสถิติส่วนใหญ่หากเราทำเพื่อป้องกันตัวจริง ศาลมักจะ “ยกฟ้อง” หรืออย่างร้ายแรงที่สุดหากมองว่าเกินกว่าเหตุเนื่องจากยิงเยอะเกินไป ศาลก็มักจะ “รอการลงโทษ” หรือที่เรียกติดปากว่ารอลงอาญา ซึ่งยังไงก็ดีกว่าตายเป็นผีเฝ้าบ้าน

5. รักษาสถานที่เกิดเหตุและตั้งสติให้การ: หลังเหตุระงับ รีบโทรแจ้งตำรวจและกู้ชีพทันที ห้ามแตะต้องศพหรืออาวุธของโจร และเมื่อตำรวจมาถึง ให้ตั้งสติและให้การว่า “ตนเองตกใจกลัวเนื่องจากมีผู้บุกรุกและมีภัยคุกคามใกล้จะถึงตัว จึงจำเป็นต้องยิงเพื่อปกป้องชีวิต”

จำไว้ว่า... กฎหมายมีไว้คุ้มครองคนดี ไม่ได้มีไว้คุ้มครองโจร และสุจริตชนมีสิทธิ์เต็มชอบธรรมในการปกป้อง “ปราสาท” และชีวิตของตนเอง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/19HxB8mBbx/?mibextid=wwXIfr

‘อาจารย์อุ๋ย’ ชวนคิด ปรากฏการณ์ ‘เนเน่ รอยัล’ จากเด็กไทยสู่พลัง Soft Power บนเวทีโลก ‘เนเน่ รอยัล’ คือ World Phenomenon ที่สะท้อนพลังความสามารถแท้เหนือยุค AI จุดประกายรัฐไทยต้องสร้างระบบหนุนเด็กมีพรสวรรค์

อาจารย์อุ๋ย ชวนคิด!: ปรากฏการณ์ "เนเน่ รอยัล" กับการชุบชีวิตดนตรีร็อกบนเวทีโลก และบทเรียนการพัฒนาคนไทยสู่สากล

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

แม้ผมจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีโดยตรง และขอวิเคราะห์ในฐานะผู้ฟังดนตรีคนหนึ่งที่เติบโตมากับเสียงเสน่ห์ของดนตรีในยุค 80s ถึง 2000s ยุคที่ดนตรีร็อกคือลมหายใจหลักของโลก ตั้งแต่รุ่น Hair Metal ไปจนถึง Alternative Rock และ Nu-Metal 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ "น้องเนเน่ รอยัล" (Nene Royal) บนเวที America’s Got Talent (AGT) นั้น สำหรับนักวิชาการกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศอย่างผม มันคือ"ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมระดับโลก" (World Phenomenon) ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆ 

1. Contrast Power: มนต์เสน่ห์แห่งความขัดแย้งที่ทรงพลัง

 รูปลักษณ์แรกของน้องเนเน่คือเด็กสาวไทยที่ดูขี้อาย เรียบร้อย ไม่มีรอยสัก หรือการเจาะตามร่างกายแบบ "ดุเดือด" อย่างภาพจำร็อกเกอร์ฝรั่ง ความบริสุทธิ์นุ่มนวลนี้ตัดกับพลังเสียงการร้องและฝีมือการเล่นกีตาร์ที่ "ระเบิดพลัง" ออกมาอย่างสิ้นเชิง

ความขัดแย้ง (Contrast) นี้ทำลายอคติของผู้ฟังโดยฉับพลัน เกิดเป็นความจริงใจ (Authenticity) ที่ไร้การปรุงแต่ง ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาตกตะลึงอย่างแรง จนคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งระบุว่า ไม่เคยติดตามหรือโหวตให้รายการ AGT มาก่อน แต่ต้องยอมกดโหวตให้น้อง เพราะพลังดนตรีของเธอข้ามผ่านกำแพงภาษาและวัฒนธรรมได้ทันที

2. การ "ปรุง" ร็อกจัดจ้าน ให้กลายเป็นรสชาติที่กลมกล่อม: 

เพลงร็อกต้นฉบับบางเพลงมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง จนคนทั่วไปที่ไม่ใช่ขาร็อกอาจรู้สึกว่า "ล้น" หรือฟังยาก แต่พอน้องเนเน่ รอยัล นำมาคัฟเวอร์ ด้วยเทคนิคการร้องที่มีกลิ่นอายความอ่อนโยนตามธรรมชาติแบบไทย ผสานกับอารมณ์ดนตรีอันเข้มข้น ผลลัพธ์คือการลดทอนความกร้าวระด้างลง แต่ยังคงหัวใจของความ Rock 'n' Roll ไว้ครบถ้วน

เทียบได้กับ "อาหารรสจัดจ้าน" ที่เคยกินได้เฉพาะกลุ่ม แต่เมื่อถูกนำมาปรุงใหม่โดยคงความอร่อยไว้และมีความกลมกล่อมพอดี จึงกลายเป็นรสมือที่ผู้ฟังแทบทุกเพศทุกวัยเข้าถึงและหลงรักได้ไม่ยาก

3. ปลุกคืนชีพดนตรีร็อกในยุค AI และการเชื่อม Gen Z & Alpha:

ในยุคปัจจุบันที่อุตสาหกรรมดนตรีเต็มไปด้วยการใช้ AI และการแต่งเพลงเพื่อสร้างยอดไลค์ยอดแชร์และกระแสไวรัลมากกว่าการสร้างสรรค์ผลงานที่เน้นคุณภาพ จนขาด เสน่ห์และจิตวิญญาณเฉพาะตัว วงการร็อกค่อยๆ เลื่อนหายไปพร้อมกลุ่มผู้ฟังเดิมที่อายุมากขึ้นเรื่อยๆ 

การปรากฏตัวของเนเน่ รอยัล จึงเปรียบเสมือนการเชื่อมสะพานดนตรีร้อคสู่สายเลือดใหม่ และทำให้ดนตรีร็อกกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และชวนให้เด็กรุ่นใหม่ทั้ง Gen Z และ Gen Alpha หันมาสนใจดนตรีร็อก และตระหนักถึงคุณค่าของการฝึกฝนทักษะดนตรีจริง (Human Touch)

ศิลปินในอดีตที่เคยสร้างปรากฏการณ์ลักษณะนี้:

หากมองย้อนกลับไป ปรากฏการณ์แบบเนเน่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับศิลปินอย่าง Ukulele Girl "Grace VanderWaal" (ผู้ชนะ AGT 2016) ที่ใช้ความบริสุทธิ์และเครื่องดนตรีชิ้นเดียวช็อกโลก หรือวง "Måneskin" จากอิตาลีที่ชนะ Eurovision 2021 จนปลุกกระแส Glam Rock ให้กลับมาฮิตไปทั่วโลก แต่กรณีของเนเน่มีความพิเศษตรงความเป็นเด็กสาวเอเชียที่สามารถครองใจวงการร็อกฝรั่งได้อย่างเบ็ดเสร็จ

4. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ประเทศไทยจะสร้าง "ทรัพยากรมนุษย์ระดับโลก" ได้อย่างไร?

ในฐานะนักวิชาการและนักการเมือง ผมมองว่าความสำเร็จของเนเน่ รอยัล ไม่ควรหยุดอยู่แค่ความสามารถส่วนบุคคล แต่ภาครัฐต้องมองเป็นบทเรียนในการพัฒนานโยบายสาธารณะ เพื่อสร้างคนไทยไปสู่เวทีโลกในทุกๆ วงการ ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน ดารา หรือนักวิทยาศาสตร์ ด้วยกลไกขับเคลื่อนดังต่อไปนี้

 1) ปฏิรูประบบการศึกษา โดยสร้างระบบนิเวศน์ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และอํานาจละมุน (Creativity & Soft Power Ecosystem): ลดการเรียนแบบท่องจำ เปิดพื้นที่ให้เด็กค้นพบความชอบเฉพาะทางตั้งแต่เยาว์วัย สร้างสถาบันพัฒนาทักษะเฉพาะด้านที่เข้าถึงง่ายและไม่มีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป

 2) จัดตั้งกองทุนสนับสนุนผู้มีควบมสามารถพิเศษ (Talent Global Fund): รัฐต้องมีทุนสนับสนุนเด็กที่มีศักยภาพสูงเพื่อเดินทางไปแข่งขัน แสดงผลงาน หรือเข้าประกวดบนเวทีระดับสากล โดยไม่ต้องพึ่งพาแต่ทุนทรัพย์ของครอบครัว

 3) สร้างระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง: สนับสนุนพื้นที่แสดงออก (Live Music Spaces, Open Labs, Youth Science Fairs) ที่มีมาตรฐานสากล เพื่อให้เด็กได้ฝึกฝนปะทะกับผู้ชมจริงตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น มีลานกิจกรรมที่ให้คนทุกเพศทุกวัยมาแสดงความสามารถ

 4) การส่งเสริม Soft Power เชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่ใช่แค่การโปรโมตภาพลักษณ์ แต่เป็นการส่งเสริมกระบวนการผลิต (Production Value) ให้บุคลากรไทยสามารถทำงานร่วมกับมาตรฐานสากลได้อย่างทัดเทียม

บทสรุป:

ปรากฏการณ์ของ "น้องเนเน่ รอยัล" ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า "จิตวิญญาณแห่งดนตรีและความสามารถที่แท้จริง" ยังคงทรงพลังเหนือเอไอและเทคโนโลยีใดๆ และหากประเทศไทยสามารถสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเจียระไนเพชรเหล่านี้ได้ เราจะมีเด็กไทยอีกมากมายที่ก้าวไปยืนสะกดคนทั้งโลก เหมือนอย่างที่น้องเนเน่ทำได้อย่างงดงาม

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1AufEBuuWd/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top