Thursday, 22 October 2026
อาจารย์อุ๋ย_ประพฤติ

‘อ.อุ๋ย’ เตือนรัฐอย่าเกียร์ว่าง!! รัฐบาลต้องออกหมายจับทันที ปมโฆษก BRN หากละเลยหมายจับอาจเจอข้อหา ม.157 ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี จี้ไทยไม่ปล่อยต่างแดนเป็นเซฟเฮาส์

“หมายแดงต้องมา-หมายจับต้องออก!” อ.อุ๋ย จี้รัฐบาลล่าโฆษก BRN หยามคนไทยทั้งประเทศ! ชี้หากปล่อยเกียร์ว่าง โดน ม.157!

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาอธิปไตยของรัฐไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการออกมาเคลื่อนไหวของนายนิมะตุลลา เซรี โฆษกกลุ่ม BRN” ที่ออกแถลงการณ์ ปลุกระดม และประกาศเจตนารมณ์ในการแบ่งแยกดินแดนผ่านสื่อออนไลน์ล่าสุดเมื่อ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา

คำถามสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องตอบสังคมให้ชัดเจนในวันนี้คือ เหตุใดผู้ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับองค์กรที่ใช้ความรุนแรงระดับนี้ ถึงยังไม่ถูกดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดทั้งในและระหว่างประเทศ?

ความผิดชัดเจน: ไม่ใช่แค่ผู้สื่อข่าว แต่คือหนึ่งในกลไกก่อการร้าย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตำแหน่ง "โฆษก" ขององค์กรแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช่สื่อมวลชนและได้รับคุ้มครองตามเสรีภาพในการแสดงออก หากแต่เป็น "ตัวการร่วม" หรือ "ผู้สนับสนุน" ในโครงสร้างอาชญากรรมความมั่นคงอย่างแนบแน่น

เมื่อพิจารณาตามกฎหมายภายในของไทย การกระทำของโฆษก BRN เข้าข่ายความผิดอาญารุนแรงหลายมาตราโดยสมบูรณ์:

1. ความผิดฐานกบฏ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และ 114): การขู่เข็ญ โฆษณา ยุยง หรือรณรงค์ระดมมวลชนเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร ถือเป็นการตระเตรียมและยุยงให้เกิดการกบฏ มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

2. ความผิดฐานก่อการร้าย (มาตรา 135/1 ถึง 135/3): การออกแถลงการณ์เพื่อสร้างความข่มขวัญในหมู่ประชาชน บังคับรัฐบาล และโฆษณาสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย

3. ความผิดฐานยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากการนำข้อมูลอันเกี่ยวกับความมั่นคงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายข้ามแดน: อย่าปล่อยให้ต่างประเทศเป็น "เซฟเฮาส์"

ในระดับระหว่างประเทศ การอ้างว่าผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ต่างประเทศแล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น

แม้ว่าหลักอธิปไตยเหนือดินแดนจะทำให้ตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับกุมในต่างแดนได้ทันที แต่รัฐไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหลักเขตอำนาจศาลสากล (Universal Jurisdiction) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย และหลักการ "Aut Dedere Aut Judicare" (ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี)

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องรีบทำทันที คือ เร่งออกหมายจับภายในประเทศ ในทุกฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง ทั้งกบฏ ก่อการร้าย และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

 และประสานตำรวจสากล (INTERPOL) เพื่อออก "หมายแดง" (Red Notice) กระจายไปยัง 196 ประเทศสมาชิกทั่วโลก 

ซึ่งในทางกฎหมายและวิธีปฏิบัติ หมายแดงคือระบบแจ้งเตือนและร้องขอความร่วมมือสากล (International Alert System) ที่นำข้อมูลหมายจับของไทยเข้าสู่ระบบด่านตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจทั่วโลก เพื่อให้ตำรวจท้องถิ่นในประเทศปลายทางเฝ้าระวัง ล็อคเป้าหมาย ชะลอการเดินทาง หรือกักตัวไว้ชั่วคราวทันทีที่ปรากฏตัว ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการออกหมายจับท้องถิ่น และดำเนินขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

หากพยานหลักฐานประจักษ์ชัดว่ามีการกระทำความผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ แต่รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกลับละเลย ดึงเช็ง หรืออ้างเหตุผลทางการเมืองจนไม่ยอมเร่งรัดออกหมายจับและประสานงานระหว่างประเทศ กรณีนี้อาจเข้าข่าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

กฎหมายความมั่นคงมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยและประชาชน ไม่ใช่เพียงกระดาษเปื้อนหมึก

รัฐบาลจะปล่อยให้ผู้ที่ประกาศแบ่งแยกแผ่นดินไทยลอยนวลพูดผ่านจออยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ หมายจับต้องออก หมายแดงต้องมา เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยเอาจริงกับการปกป้องอธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1FGXfMGdjN/?mibextid=wwXIfr

‘อาจารย์อุ๋ย’ ชำแหละศึกอินฟลูเอนเซอร์ เปิดเผยกลยุทธ์เบี่ยงเบน ใช้พฤติกรรมศาสตร์-อาชญาวิทยาวิเคราะห์ ทนายตั้มท้าทาย จับตากัน จอมพลัง เผยเคล็ดลับรอดคดีและรักษาภาพลักษณ์

อาจารย์อุ๋ยชำแหละกลยุทธ์ “เบี่ยงเบน-เปิดศึกใหม่”: วิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์และอาชญาวิทยา กรณีศึกอินฟลูเอนเซอร์ ตั้ม v.s. กัน

โดย อาจารย์อุ๋ย (ประพฤติ ฉัตรประภาชัย)
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ

ปรากฏการณ์การออกมาเปิดหน้าชนของอดีตทนายความชื่อดังอย่าง “ทนายตั้ม” ที่ตกเป็นจำเลยในคดีใหญ่และอยู่ระหว่างได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) แต่กลับออกมาตั้งคำถามและยื่นตรวจสอบ “กัน จอมพลัง” อินฟลูเอนเซอร์สายช่วยเหลือสังคมแถวหน้าของไทย ได้สร้างความฉงนสงสัยให้แก่สังคมเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุใดบุคคลที่มีคดีความติดตัวระดับล้านถึงกล้าเสี่ยงเปิดศึกใหม่? เขาไม่กลัวโดนถอนประกันหรือถูกฟ้องหมิ่นประมาทเพิ่มหรืออย่างไร?

หากเรานำหลัก พฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science) และอาชญาวิทยา (Criminology) มาจับ จะพบว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็น “กลยุทธ์ที่ผ่านการคำนวณต้นทุนและความเสี่ยง (Calculated Risk)” มาอย่างแยบยล ซึ่งสามารถถอดรหัสออกมาได้ผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้:

1. การดึงพื้นที่สื่อเพื่อเปลี่ยนกรอบความคิด (Re-framing Strategy)

ในทางจิตวิทยามวลชน ผู้ที่เผชิญวิกฤตภาพลักษณ์อย่างรุนแรงมักตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อ Social Death หรือการดับสูญทางสังคม การเงียบเฉยในขณะที่กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างล่าช้าจะทำให้สังคมตีตรา (Labeling Theory) และจำภาพเขาในฐานะ "ผู้ต้องหา" ไปโดยสมบูรณ์

การเปิดศึกกับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอิทธิพลสูงจึงเป็นเครื่องมือชั้นดีในการทำ "Shift Focus Strategy" หรือการเบี่ยงเบนสายตาของสังคมออกจากคดีเดิมของตนเอง พร้อมทั้งใช้กลไกการปกป้องตนเอง (Defense Mechanism) ในรูปแบบ Assertive Counter-attack เพื่อบอกสังคมว่าตนเองยังมีบทบาท มีอำนาจในการตรวจสอบและยังไม่พ่ายแพ้ในพื้นที่สื่อนอกจากนี้ การทำให้เห็นว่าฝั่ง “ฮีโร่สังคม” (คุณกัน) ก็มีจุดที่ถูกตั้งคำถามได้เช่นกัน ยังช่วยลดทอนความเคียดแค้นของสังคม(Desensitization) ตามหลักการ Normalization of Flaws หรือ การมองความผิดพลาดให้เป็นเรื่องธรรมดา

2. การประเมินข้อกฎหมายเรื่อง “เงื่อนไขประกันตัว”

หลายคนกังวลว่าการออกมาเคลื่อนไหวจะทำให้ถูกเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่? ในฐานะนักกฎหมาย ย่อมทราบดีว่าเงื่อนไขการถอนประกันตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 มุ่งเน้นไปที่ การหลบหนี, การยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดีเดิม, การก่อเหตุอันตรายประการอื่น หรือขัดขวางกระบวนการพิจารณาคดี

การยื่นเรื่องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบคู่ชกคนใหม่ ถือเป็นเรื่องระหว่างบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานในคดีฉ้อโกงเดิม จึงไม่เข้าเงื่อนไขการยุ่งเหยิงพยานในคดีหลักโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น การอ้างว่าทำไปเพื่อ "ประโยชน์สาธารณะ" ยิ่งทำให้ฝั่งโจทก์เดิมยื่นขอถอนประกันได้ยากขึ้นอย่างยิ่ง

3. ทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice Theory) และคดีหมิ่นประมาท

ในทางอาชญาวิทยา มนุษย์จะประเมินผลตอบแทน (Benefit) เทียบกับต้นทุนความเสี่ยง (Cost) เสมอ สำหรับจำเลยที่มีคดีหลักโทษจำคุกสูง การถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคดี ถือเป็นต้นทุนที่ต่ำและคุ้มค่ากับการลงทุนเพราะคดีหมิ่นประมาทเป็นคดีที่ยอมความได้ และหากสู้ว่าติชมโดยสุจริตก็มีช่องทางหลุดรอดได้ง่าย ความกลัวต่อคดีหมิ่นประมาทจึงแทบเป็นศูนย์เมื่อเทียบกับประโยชน์ในการกอบกู้พื้นที่สื่อกลับคืนมา

บทเรียนจากเคสต่างประเทศ

รูปแบบพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย ในสหรัฐอเมริกา คดีของ Michael Avenatti อดีตทนายความชื่อดังที่ตกเป็นจำเลยคดีกรรโชกทรัพย์ ก็เคยใช้วิธีการออกสื่อโต้ตอบอัยการและโจมตีคู่ขัดแย้งใหม่อย่างดุเดือดเพื่อรักษาบทบาท "นักสู้" ในสายตาประชาชน หรือแม้แต่ทีมทนายในคดี O.J. Simpson ที่ใช้กลยุทธ์เบนเข็มไปโจมตีพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ตรวจค้น เพื่อสร้างความลังเลสงสัยให้สังคมตั้งคำถามกับตัวผู้ตรวจสอบแทนที่จะโฟกัสเพียงความผิดของจำเลย

กล่าวโดยสรุป:
ศึกการเปิดหน้าชนในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของความเกรี้ยวเกรี้ยวโดยไร้สติ หากแต่เป็นกลยุทธ์ทางพฤติกรรมศาสตร์และการสื่อสารในภาวะวิกฤต ที่ยอมเสียสละหมากบางตัว (ยอมเสี่ยงคดีหมิ่นประมาท) เพื่อรักษาพื้นที่ยืนทางสังคม และดึงอำนาจการต่อรองกลับมาอยู่ในมือให้ได้มากที่สุดในระหว่างที่คดีหลักยังไม่มีบทสรุปนั่นเอง

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1Bx9YnrFrY/?mibextid=wwXIfr

‘อ.อุ๋ย’ เตือนรัฐบาลอย่าประมาท “มวลชนพระอาทิตย์” ชี้ยุคนี้ชุมนุมวัดที่ความชอบธรรม ไม่ใช่จำนวนคน มวลชนพระอาทิตย์มากกว่าเลขผู้ชุมนุม ยุคนี้วัดที่ความชอบธรรม ประวัติศาสตร์สอนรัฐบาลฟังเสียง

อาจารย์อุ๋ย เตือนรัฐบาลอย่าประมาทมวลชนพระอาทิตย์ ชี้ ยุคนี้การชุมนุมวัดกันที่ “ความชอบธรรม” ไม่ใช่ “จำนวน”

10 กันยายน 2569 -อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสข้อความผ่านเฟสบุ๊คว่า

“ผมอยากเตือนรัฐบาลว่า อย่าประมาทการเคลื่อนไหวของ “มวลชนพระอาทิตย์” ที่นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล และอย่าประเมินสถานการณ์ด้วยการนับเพียงว่า วันนี้มีคนมาชุมนุมหน้าเวทีกี่ร้อย กี่พัน หรือกี่หมื่นคน เพราะสมการของการเมืองและการเคลื่อนไหวของมวลชนในยุคโซเชียลมีเดียเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ยุคนี้อย่าดูว่ามีคนมาชุมนุมกี่คน แต่ต้องดูว่าข้อเรียกร้องของเขากำลังตรงกับความรู้สึกของคนที่ไม่ได้มาชุมนุมอีกกี่ล้านคน

ในการเมืองยุคดิจิทัล จำนวนคนที่มารวมตัวกันทางกายภาพเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพลังทางการเมือง สิ่งที่ทรงพลังและอันตรายยิ่งกว่าสำหรับผู้ถืออำนาจ คือ “จุดยืน” และ “ความชอบธรรม” ที่สามารถแพร่กระจายออกไปในสังคม

คนหนึ่งคนบนถนนอาจมีโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง แต่โทรศัพท์เครื่องนั้นสามารถถ่ายทอดภาพ ข้อมูล และข้อเรียกร้องออกไปถึงคนอีกนับแสนได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การชุมนุมที่เริ่มจากคนกลุ่มเล็กจึงสามารถกลายเป็น “แนวร่วมทางสังคม” ซึ่งไม่ปรากฏตัวอยู่หน้าเวที แต่ติดตาม เห็นด้วย แสดงความคิดเห็น แชร์ข้อมูล และพร้อมเปลี่ยนความรู้สึกนั้นให้กลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองได้ตลอดเวลา

ประวัติศาสตร์ต่างประเทศมีบทเรียนให้เห็นมาแล้ว

กรณี Pots and Pans Revolution หรือการประท้วงหม้อและกระทะในไอซ์แลนด์ ช่วงปี 2008–2009 หลังประเทศเผชิญวิกฤตการเงินอย่างหนัก การเคลื่อนไหวของประชาชนค่อย ๆ ขยายตัวจากเวทีสาธารณะและการประท้วงต่อต้านการบริหารวิกฤตของรัฐบาล ก่อนพัฒนาเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ เสียงเคาะหม้อกระทะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่พอใจต่อผู้มีอำนาจ จนแรงกดดันทางการเมืองนำไปสู่การล่มของรัฐบาลในเดือนมกราคม 2009

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “วันแรกมีคนมากแค่ไหน” แต่คือข้อเรียกร้องนั้นสามารถขยายความชอบธรรมและดึงประชาชนที่เดิมยืนดูอยู่ข้างสนามเข้ามาร่วมได้หรือไม่

เช่นเดียวกับ Rose Revolution หรือการปฏิวัติกุหลาบในจอร์เจีย ปี 2003 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางข้อครหาอย่างหนักเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวเริ่มจากเครือข่ายฝ่ายค้าน นักศึกษา และภาคประชาชน ก่อนขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีประชาชนหลายหมื่นคนออกมาร่วมต่อต้านรัฐบาล และนำไปสู่การลาออกของประธานาธิบดี Eduard Shevardnadze ในเวลาอันสั้น

บทเรียนของทั้งสองประเทศจึงเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง คือ รัฐบาลไม่ควรประเมินพลังทางการเมืองจากจำนวนคนในวันแรก แต่ต้องประเมินจากระดับ “ความชอบธรรม” ของประเด็นที่ประชาชนกำลังพูดถึง

กลับมาที่ประเทศไทย สิ่งที่รัฐบาลควรกังวลจึงไม่ใช่เพียงจำนวนคนที่จะมาร่วมกับมวลชนพระอาทิตย์ แต่คือการสะสมของ “ข้อครหา” ที่กำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกรณีเขากระโดง ข้อสงสัยเรื่องการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) คำถามเรื่องความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนบางส่วนตั้งคำถามว่ามีมาตรฐานเดียวกับทุกฝ่ายจริงหรือไม่

แน่นอน รัฐบาลยืนยันว่ากรณีต่าง ๆ เหล่านี้กำลังดำเนินไปตามกระบวนการกฎหมาย และไม่ได้มีการประวิงเวลา แต่ในทางการเมือง การกล่าวว่า “เรื่องอยู่ในกระบวนการ” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือทำให้ประชาชน มองเห็น ว่ากฎหมายกำลังทำงานอย่างตรงไปตรงมา รวดเร็ว และใช้มาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าผู้ถูกตรวจสอบจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน พรรคพวกของผู้มีอำนาจ หรือบุคคลที่มีทุนมหาศาลเพียงใด

เพราะตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม หากรัฐบาลยังคงสร้างตราบาปทางการเมืองและละเลยการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม สุดท้ายระบบนิติธรรมนั่นเองที่จะกลับมาชำระล้างและทำให้รัฐบาลต้องล่มสลายลงด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มวลชนมาขับไล่ด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อเรียกร้องของการเคลื่อนไหวครั้งนี้หลายเรื่องแตะไปถึงประเด็นระดับชาติ ทั้งเรื่องอธิปไตย ทรัพยากรของประเทศ และปัญหา “ทุนสีเทา” ข้ามชาติ

ไม่ว่าจะเป็นทุนสีเทาจากอิสราเอล จีน หรือเครือข่ายทุนมืดข้ามชาติจากประเทศใดก็ตาม หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ใช้นอมินี ครอบงำกิจการ หรือใช้อำนาจเงินสร้างอภิสิทธิ์เหนือนิติรัฐไทย รัฐบาลมีหน้าที่ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด

ยิ่งเมื่อปรากฏข้อครหาและคำถามจากสังคมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนต่างชาติบางกลุ่มกับผู้มีอำนาจทางการเมือง รัฐบาลยิ่งมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่มีบุคคลหรือกลุ่มทุนใดสามารถใช้อำนาจเงินซื้ออภิสิทธิ์เหนือกฎหมายไทยได้

ตามจุดยืนที่แกนนำประกาศ การเคลื่อนไหวของมวลชนพระอาทิตย์ในครั้งนี้ไม่ได้ตั้งเป้าขับไล่รัฐบาล แต่ต้องการกดดันและเตือนสติให้รัฐบาลกลับมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ คือปกป้องอธิปไตย รักษาทรัพยากรของชาติ บังคับใช้กฎหมาย และคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนไทย

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำที่สุด คือใช้วิธีการเมืองแบบเดิมด้วยการด้อยค่า เยาะเย้ยจำนวนผู้ชุมนุม หรือใช้ทีมปฏิบัติการข่าวสารโจมตีจนผลักประชาชนที่เห็นต่างให้กลายเป็น “ศัตรูของรัฐบาล”

รัฐบาลควรทำตรงกันข้าม คือเปิดใจรับฟังข้อเรียกร้อง อะไรมีหลักฐานก็ตรวจสอบ อะไรผิดกฎหมายก็จัดการ ไม่ว่าจะเป็นคนของใคร และโดยเฉพาะทุนสีเทาต่างชาติ ต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีเจ้าของ และเงินไม่สามารถเจ้าหน้าที่ผู้บังคัาไช้กฎหมายของไทยได้

เพราะแม้รัฐบาลอาจควบคุมเสียงในสภาได้ อาจมีเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะประคองรัฐบาลให้อยู่ต่อได้ และอาจมองว่าคนบนถนนวันนี้ยังมีจำนวนไม่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่สามารถกําหนดด้วยเสียงในสภาได้ คือ “ความชอบธรรม” ในสายตาประชาชน

และเมื่อใดที่ความชอบธรรมหายไป ต่อให้หน้าเวทีมีคนเพียงไม่กี่ร้อยคน ก็อย่าลืมว่าอาจมีคนอีกหลายล้านคนกำลังยืนอยู่หน้าเวทีนั้น ผ่านหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/share/p/19TePNYn6a/?mibextid=wwXIfr

อ.อุ๋ยกระตุกรัฐบาล ทำการบ้านพลังงาน!! เปิดโมเดลซื้อน้ำมันอิหร่าน ลดความเสี่ยงแซงก์ชันสหรัฐฯ ผลักดันเทคนิคการค้าระบบใหม่ ไทยต้องรักษาผลประโยชน์ชาติ

อาจารย์อุ๋ย กระตุกรัฐบาลไทย! : ผ่ากลยุทธ์ซื้อน้ำมันถูกจากอิหร่าน ฉลุยช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่พังเพราะแซงก์ชันสหรัฐฯ

โดย อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่กำลังยกระดับ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวประเทศไทย เพราะทันทีที่ความมั่นคงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซสั่นคลอน ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และต้นทุนพลังงานของประเทศผู้นำเข้าย่อมได้รับแรงกระแทกตามไปด้วย

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ขณะที่อิหร่านยังถือ “ไพ่ยุทธศาสตร์” สำคัญต่อความมั่นคงของเส้นทางดังกล่าว ไทยจึงไม่ควรนั่งรอว่ามหาอำนาจจะตกลงกันอย่างไรแล้วค่อยรับผลที่ตามมา

สิ่งที่รัฐบาลไทยควรวางยุทธศาสตร์คือ ในวันที่น้ำมันแพงขึ้น ไทยสามารถใช้ความสัมพันธ์กับอิหร่านเพื่อเปิดทางเลือกด้านพลังงานให้ประเทศได้หรือไม่ และจะออกแบบการค้าอย่างไรไม่ให้ผลประโยชน์ที่ได้จากน้ำมันราคาถูก กลายเป็นต้นทุนมหาศาลจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

ผมเห็นว่ามีอย่างน้อย 3 ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลควรศึกษาอย่างจริงจัง

1. เปิดเกม Barter Trade และระบบชำระเงินที่ลดการพึ่งพาดอลลาร์

ไทยไม่ควรคิดว่าการค้าระหว่างประเทศมีเพียงการซื้อขายผ่านเงินดอลลาร์เท่านั้น เพราะอิหร่านต้องการสินค้าหลายประเภทที่ไทยมีศักยภาพ ทั้งข้าว อาหาร ยางพารา สินค้าเกษตร และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐาน ขณะที่ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน จึงมีพื้นที่สำหรับศึกษากลไก Barter Trade หรือการแลกสินค้าและผลประโยชน์ระหว่างกัน รวมถึงการชำระบัญชีด้วยสกุลเงินอื่นหรือ Local Currency Settlement

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จ่ายด้วยเงินอะไร” แต่รัฐบาลต้องออกแบบโครงสร้างธุรกรรมตั้งแต่ต้นว่า ใครเป็นคู่ค้า สินค้าประเภทใดเกี่ยวข้องกับมาตรการใด ธนาคารใดรับชำระ และธุรกรรมส่วนใดสามารถดำเนินการได้โดยไม่สร้างความเสี่ยงเกินจำเป็นแก่ระบบการเงินไทย

นี่ต่างหากคือสิ่งที่ผมเรียกว่า การทูตเชิงเทคนิค ที่ไม่ใช่ประกาศท้าทายสหรัฐฯ แต่ใช้พื้นที่ทางกฎหมายและการเงินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย

2. สร้างกลไก SPV แยกความเสี่ยง ไม่เอาทั้งประเทศลงไปเดิมพัน

สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำคือให้หน่วยงานรัฐ ธนาคารใหญ่ หรือบริษัทพลังงานยุทธศาสตร์ของไทยเดินเข้าไปทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงโดยไม่มีโครงสร้างรองรับ เพราะหากเกิดปัญหาขึ้น ความเสียหายจะไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง

ไทยควรศึกษาการใช้ Special Purpose Vehicle (SPV) หรือกลไกนิติบุคคลเฉพาะกิจสำหรับการค้าพลังงาน โดยมีระบบตรวจสอบคู่สัญญา แหล่งที่มาของสินค้า ธนาคาร บริษัทเดินเรือ และบริษัทประกันภัยอย่างชัดเจน เพราะหัวใจของ SPV ไม่ใช่เป็นการ “ซ่อนว่าใครซื้อใครขาย” แต่คือ การแยกและบริหารความเสี่ยงให้ประเทศไทยรู้ก่อนลงมือว่าเส้นไหนเดินได้ เส้นไหนเดินไม่ได้ และเส้นไหนต้องเจรจาก่อน

รัฐบาลยังสามารถใช้ประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับทั้งอิหร่านและโลกตะวันตกเป็นพื้นที่ทางการทูตและการเจรจา โดยเฉพาะรัฐอ่าว เช่น โอมาน ตลอดจนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียอื่นๆ เช่น ตุรกี ปากีสถาน ฯลฯ

เพราะนี่คือการกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่การเอาไข่ทั้งหมดใส่ตะกร้าใบเดียว

3. จาก “ซ่อนน้ำมัน” เป็น “เปิดเส้นทางน้ำมัน” ด้วย Energy Diplomacy

เทคนิค Ship-to-Ship Transfer หรือการถ่ายน้ำมันระหว่างเรือ รวมถึงการผสมน้ำมัน เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงในอุตสาหกรรมพลังงาน แต่ไทยไม่ควรเดินเข้าสู่พื้นที่สีเทาด้วยการใช้เทคนิคเหล่านี้เพื่อปิดบังแหล่งกำเนิดสินค้า เพราะผลตอบแทนจากน้ำมันราคาถูกอาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงต่อบริษัทเดินเรือ บริษัทประกัน ธนาคาร และชื่อเสียงของประเทศ

เกมที่ฉลาดกว่าคือ เปลี่ยนจากการซ่อนเส้นทาง เป็นการเจรจาเปิดเส้นทาง โดยรัฐบาลควรทำ Energy Diplomacy กับอิหร่าน โอมาน จีน และประเทศอ่าว เพื่อประเมินเส้นทางเดินเรือ การประกันภัย ความปลอดภัย และเงื่อนไขการผ่านพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสร้างช่องทางสื่อสารเพื่อให้เรือพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับไทยไม่ถูกลากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางทหาร เพราะประเทศไทยต้องการน้ำมัน ไม่ได้ต้องการสงคราม

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องเดินเกมคือ “ความมั่นคงของเส้นทางพลังงาน” ไม่ใช่การเข้าไปเลือกข้างในสงครามของมหาอำนาจ

นอกจากนี้ไทยต้องมี Strategic Autonomy หรือความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ เพราะสิ่งที่ผมเป็นห่วงที่สุดคือรัฐบาลไทยจะใช้วิธีเดิม คือรอดูว่าสหรัฐฯ ทำอะไร จีนทำอะไร อิหร่านทำอะไร แล้วประเทศไทยจึงค่อยขยับตาม

แต่อย่าลืมว่า ประเทศที่ไม่มีทางเลือก ย่อมไม่มีอำนาจต่อรอง ดังนั้นไทยจึงควรรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่าน จีน ประเทศอ่าว และผู้ผลิตพลังงานรายอื่น เพราะผลประโยชน์ของประเทศไทยไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผมเรียกแนวทางนี้ว่า การทูตไผ่ลู่ลมที่มีเขี้ยวเล็บ หรือ การทูตคาบดาบ

กล่าวคือ ต้องลู่ตามแรงลมเพื่อไม่ให้ต้นไผ่หัก แต่รากต้องยึดอยู่กับผลประโยชน์แห่งชาติของตัวเอง เพราะหากอิหร่านสามารถเสนอพลังงานในเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ ไทยก็ควรกล้าเปิดโต๊ะเจรจา ศึกษากลไก Barter Trade ระบบชำระเงินทางเลือก โครงสร้าง SPV การขนส่ง และการประกันภัยอย่างเป็นระบบ พร้อมวางแนวกฎหมายป้องกันไม่ให้ธุรกรรมเหล่านั้นลากภาคการเงินหลักของไทยเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

ในเมื่อกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้ทำให้รัฐมหาอำนาจหยุดแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นประเทศไทยก็ไม่ควรละทิ้งผลประโยชน์ของตัวเองเช่นกัน และในวันที่โลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ ประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่า “เราจะยืนข้างใคร?”

สิ่งที่ผมเสนอมิใช่ทฤษฎีบนหอคอยงาช้าง จีนมีทั้งการค้าลักษณะ Oil-for-Goods และการชำระค่าน้ำมันอิหร่านด้วยเงินหยวน อินเดียเคยสร้างกลไกชำระค่าน้ำมันด้วยเงินรูปี ขณะที่ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษเคยไปไกลถึงขั้นร่วมกันตั้ง INSTEX ซึ่งเป็น Special Purpose Vehicle เพื่อเปิดช่องทางการค้าที่ชอบด้วยกฎหมายกับอิหร่าน คำถามจึงอยู่ที่ว่า เมื่อประเทศอื่นเคยกล้าสร้างเครื่องมือรักษาผลประโยชน์ของตนเอง รัฐบาลไทยจะกล้าศึกษาและออกแบบโมเดลของไทยเองหรือไม่?

รัฐบาลจึงควรทําการบ้านให้มากขึ้นว่า เราจะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายยังอยากค้าขายกับไทย เพื่อให้คนไทยได้พลังงานในราคาที่ดีที่สุด และประเทศไทยไม่ต้องเป็นเบี้ยล่างใคร นั่นต่างหากคือ Strategic Autonomy ที่ประเทศไทยควรเดินในโลกที่มหาอำนาจกำลังเล่นเกมกันแรงขึ้นทุกวัน

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1DbbQW8wc6/?mibextid=wwXIfr

'อาจารย์อุ๋ย' ชี้มติ กกต. สะเทือนหลักนิติธรรม!! กกต. เปิดสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. 427 ราย 77 คนถูกดำเนินคดีอาญา ความเชื่อมั่นถูกท้าทาย ส่งผลกระทบเศรษฐกิจและความไว้วางใจนักลงทุน รัฐบาลต้องแก้ไขก่อนเสียหายเชิงลึกและยาวนาน

อาจารย์อุ๋ยลั่น! มติ กกต. ปมฮั้ว สว. สะเทือนหลักนิติธรรม—ระเบิดเวลาความเชื่อมั่นไทย ทํารัฐบาลอนุทินโรดโชว์ทั่วโลก สูญเปล่า! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

กรณีการดำเนินคดีฮั้วเลือก สว. และมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กำลังกลายเป็นประเด็นที่สังคมไทยจับตาอย่างหนัก

ตามข้อมูลที่ กกต. เปิดเผยอย่างเป็นทางการ สำนวนดังกล่าวมีผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 คน เอกสารกว่า 75,000 หน้า ก่อนที่ กกต. จะมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับบุคคล 77 คน 

ผมไม่ต้องการให้คนไทยมองเรื่องนี้เพียงว่า ใครรอด ใครโดน หรือฝ่ายการเมืองใดได้ประโยชน์เสียประโยชน์ เพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่านั้น คือผลกระทบต่อ “ความเชื่อมั่นในกติกาของประเทศ

เมื่อการบังคับใช้กฎหมายหรือการทำหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญถูกตั้งคำถามจากสังคม ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรัฐสภาหรือสนามการเมือง แต่มันสามารถเดินทางต่อไปถึงโต๊ะของนักลงทุนต่างชาติได้

เพราะเงินทุนไม่มีสัญชาติ และเงินทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน

ในการลงทุนระหว่างประเทศ นักลงทุนไม่ได้ดูเพียงว่า ประเทศไหนแจกสิทธิประโยชน์มากกว่า ประเทศไหนลดภาษีมากกว่า หรือ BOI ของประเทศไหนเสนอแพ็กเกจน่าสนใจกว่าเท่านั้น แต่เขาดูด้วยว่า กติกาของประเทศนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน

วันนี้เซ็นสัญญาไปแล้ว พรุ่งนี้กติกาจะเปลี่ยนหรือไม่? หากมีข้อพิพาท กระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระและคาดการณ์ได้เพียงใด? หน่วยงานของรัฐใช้อำนาจตามมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายหรือไม่? และหากการเมืองเปลี่ยนขั้ว ธุรกิจของเขาจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่สามารถคำนวณต้นทุนได้หรือเปล่า?

เรื่องเหล่านี้ต่างหากที่เงินลงทุนก้อนใหญ่ให้ความสำคัญ

OECD ระบุไว้ใน Anti-Corruption and Integrity Outlook 2026 อย่างน่าสนใจว่า ระบบความซื่อตรงของภาครัฐที่ทำงานได้จริงช่วยสร้างความเชื่อมั่น สนับสนุนการเติบโตและการแข่งขัน และทำให้ประเทศอยู่ในสถานะที่ดีกว่าในการดึงดูดการลงทุน ในทางกลับกัน คอร์รัปชันกลับลดระดับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพิ่มต้นทุน และสร้างความไร้ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (OECD⁠ )

นี่คือเรื่องที่ผมอยากให้คนไทยมองให้ไกลกว่าการเมืองรายวัน เพราะคอร์รัปชันและปัญหาหลักนิติธรรมไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ใครโกงใคร” แต่มันมีราคา และคนทั้งประเทศอาจต้องร่วมกันจ่าย

ยิ่งน่าสนใจเมื่อมองรายงาน Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ซึ่งกล่าวถึงการลดลงของความไว้วางใจ ความโปร่งใส และการเคารพหลักนิติธรรม ว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่กำลังกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้า และการลงทุน 

พูดง่าย ๆ คือ ในสายตาของนักลงทุน “ความน่าเชื่อถือของประเทศ” ก็คือทรัพย์สินทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง และเมื่อทรัพย์สินชิ้นนี้เสียหาย ต่อให้รัฐบาลถือกระเป๋าเดินทางไปโรดโชว์ทั่วโลก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ง่าย ๆ

ผมจึงอดเป็นห่วงทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูลไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะดึงมืออาชีพเข้ามาทำงานมากเพียงใด หรือเดินสายไปขายศักยภาพประเทศไทยในต่างประเทศอย่างหนักหน่วงแค่ไหน หากในบ้านของเราเองยังมีคำถามต่อมาตรฐานของกติกาและการใช้อำนาจของสถาบันต่าง ๆ ความพยายามเหล่านั้นอาจสูญเปล่า

เพราะนักลงทุนระดับโลกไม่ได้เอาเงินหมื่นล้านแสนล้านเข้าประเทศเพราะฟังพรีเซนเทชันแล้วรู้สึกดี แต่เขาคำนวณความเสี่ยง และหนึ่งในความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ภาษีแพง ไม่ใช่ค่าแรงสูง หรือแม้แต่เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะตัวเลขเหล่านี้ยังเอาเข้าเอไอคำนวณได้

แต่สิ่งที่คำนวณราคาได้ยากที่สุด คือ “กติกาที่ไม่แน่นอน” นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงมองกรณีฮั้วเลือก สว. และข้อถกเถียงต่อมติ กกต. ครั้งนี้ว่า ไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงศึกการเมืองระหว่างฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง

สิ่งที่รัฐบาลและองค์กรของรัฐต้องระวังคือ หากเหตุการณ์ต่าง ๆ สะสมจนทำให้เกิดภาพว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องความแน่นอนของกติกา ความโปร่งใส หรือมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่ความไม่พอใจทางการเมืองภายในประเทศ แต่คือ “ความเสี่ยงของประเทศ” (Country Risk) ที่สูงขึ้นในสายตาคนนอก

และเมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น เงินทุนย่อมเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือเลือกเดินไปหาประเทศอื่นที่กติกาชัดกว่า

รัฐบาลจึงไม่ควรคิดว่าเรื่องหลักนิติธรรมเป็นเรื่องของนักกฎหมาย ส่วนเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องของทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพราะในโลกแห่งการลงทุน ทั้งสองเรื่องแยกออกจากกันแทบไม่ได้

เพราะต่อให้ BOI แจกสิทธิประโยชน์มากแค่ไหน จะขึ้นเวทีประกาศว่าไทยเปิดรับการลงทุนอีกกี่ครั้ง หรือจะบินไปโรดโชว์อีกกี่ประเทศ ก็ทดแทนความเชื่อมั่นต่อกติกาของประเทศไม่ได้ทั้งหมด และภาพที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างจาก “การผัดแป้งแต่งหน้าให้คนไข้ที่อาการหนัก” ทําให้หนังหน้าดูดีขึ้น แต่ข้างในฟอนเฟะหมดแล้ว

ประเทศไทยต้องการเงินลงทุน ต้องการเทคโนโลยี ต้องการงาน และต้องการความเชื่อมั่นจากโลก แต่ก่อนจะเดินทางไปบอกคนทั้งโลกว่า “มาลงทุนในประเทศไทยเถอะ”

เราต้องทำให้เขาเชื่อเสียก่อนว่า“เงินของคุณ เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้ว จะอยู่ภายใต้กติกาที่แน่นอน โปร่งใส และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน”เพราะนักลงทุนอาจยอมจ่ายภาษีที่แพงขึ้นได้ อาจยอมรับค่าแรงที่สูงขึ้นได้ และอาจรับความผันผวนของเศรษฐกิจได้

แต่ไม่มีนักลงทุนมืออาชีพคนไหนอยากเอาเงินก้อนใหญ่ไปเดิมพันกับกติกาที่เขาไม่สามารถคำนวณความเสี่ยงได้ นี่ต่างหากคือราคาที่ประเทศไทยอาจต้องจ่าย หากเราปล่อยให้ความเชื่อมั่นต่อหลักนิติธรรมถูกกัดกร่อนไปทีละน้อย

และราคานั้น สุดท้ายไม่ได้มีใครจ่ายคนเดียว

“คนไทยทั้งประเทศต้องเป็นคนจ่าย”

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/14tkz7FecJ6/?mibextid=wwXIfr

‘อาจารย์อุ๋ย’ ซัดรัฐล้มเหลว!! หยุดเอาเงินภาษีอุ้มคนห่วย ชี้ช่องกฎหมายไล่เบี้ยเงินผิด น้ำท่วมกทม.ไม่ใช่ภัยธรรมชาติล้วน เรียกร้องความรับผิดชอบหนักหน่วง

“หยุดเอาเงินภาษีอุ้มคนห่วย!” อาจารย์อุ๋ย ซัดรัฐล้มเหลวพา กทม.จมน้ำ ชี้ช่องกฎหมายไล่เบี้ยเงินส่วนตัว หากเจ้าหน้าที่–ฝ่ายการเมืองจงใจหรือประมาทร้ายแรง

29 กันยายน 2569 - จากวิกฤติน้ำท่วมขังหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือน ทรัพย์สิน และการทำมาหากินของประชาชนเป็นวงกว้าง กระแสสังคมเริ่มตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของหน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมถึงประเด็น “ความรับผิด” ว่าหากความเสียหายไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่มีความบกพร่องของการบริหารจัดการรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ?

อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมากระทุ้งประเด็นดังกล่าว โดยหยิบกลไกตาม พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาชี้ว่า น้ำท่วมไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็น “ภัยธรรมชาติ” แล้วปิดประตูความรับผิดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องตรวจสอบว่า ความเสียหายส่วนใดเกิดจากธรรมชาติ และส่วนใดอาจเกิดจากการละเลยหรือความผิดพลาดของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐ

“ประชาชนไม่ควรต้องถูกซ้ำเติมด้วยการนำเงินภาษีของตัวเองมาจ่ายชดเชยความผิดพลาด หากท้ายที่สุดพิสูจน์ได้ว่ามีเจ้าหน้าที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” อาจารย์อุ๋ยยํ้า

เปิดกลไกฟ้องรัฐ–ไล่เบี้ยคนทำผิด

อาจารย์อุ๋ยอธิบายว่า ตาม มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจาก “หน่วยงานของรัฐ” ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร หรือหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่บริหารจัดการน้ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอำนาจหน้าที่และเหตุแห่งความเสียหายในแต่ละพื้นที่

สำหรับคดีละเมิดที่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง โดยทั่วไป มาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กำหนดกรอบการฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี และไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี

แต่จุดสำคัญไม่ได้จบอยู่ที่รัฐจ่ายเงินชดเชย เพราะ มาตรา 8 เปิดทางให้หน่วยงานของรัฐเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้คืนเป็นการส่วนตัว หากพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่กระทำโดย “จงใจ” หรือ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”

“ประชาชนเรียกร้องจากหน่วยงานรัฐเพื่อให้ได้รับการชดเชย แต่หลังจากนั้น หากตรวจสอบพบว่ามีใครจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กฎหมายก็มีกลไกให้เรียกเงินคืนจากผู้รับผิดชอบเป็นการส่วนตัว ไม่ควรจบด้วยการเอาเงินงบประมาณ ซึ่งก็คือเงินภาษีประชาชน มาล้างความผิดพลาดให้ใคร”

อย่างไรก็ตาม การเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรับผิดเต็มจำนวนทุกกรณี เพราะมาตรา 8 กำหนดให้พิจารณาระดับความร้ายแรง ความเป็นธรรม ตลอดจนความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานและระบบการดำเนินงานประกอบด้วย

จากเจ้าหน้าที่หน้างานถึงฝ่ายการเมือง ต้องตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่

อาจารย์อุ๋ยมองว่า การตรวจสอบไม่ควรหยุดอยู่เพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่าง แต่ควรไล่ตรวจสอบตามสายอำนาจและความรับผิดชอบ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่สถานีสูบน้ำ วิศวกรควบคุมประตูน้ำ ผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากมีหลักฐานว่าละทิ้งหน้าที่ ปล่อยปละละเลย หรือรู้ถึงปัญหาร้ายแรงแต่ไม่ดำเนินการแก้ไขตามสมควร

รวมถึง ฝ่ายการเมือง ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารกรุงเทพมหานคร รัฐมนตรี หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ก็ไม่ควรถูกตัดออกจากการตรวจสอบเพียงเพราะเป็นผู้กำหนดนโยบาย

หากพยานหลักฐานสามารถเชื่อมโยงได้ว่า บุคคลใดมีการกระทำหรือสั่งการที่เข้าองค์ประกอบการกระทำละเมิด และถึงระดับจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ก็อาจเกิดประเด็นความรับผิดเป็นการส่วนตัวตามกฎหมายได้เช่นกัน โดยต้องพิสูจน์อำนาจหน้าที่ การกระทำ และความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำนั้นกับความเสียหายเป็นรายกรณี ไม่ใช่ถือว่าฝ่ายการเมืองต้องรับผิดโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม

คําว่า “ภัยธรรมชาติ” ต้องไม่กลายเป็นยันต์กันผี

อาจารย์อุ๋ยระบุว่า ฝนตกหนักหรือน้ำท่วมไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องรับผิดทุกกรณี แต่ในทางกลับกัน คำว่า “ภัยธรรมชาติ” ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะป้องกันความรับผิดโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ ภัยดังกล่าวสามารถคาดการณ์ได้เพียงใด หน่วยงานได้รับข้อมูลเตือนล่วงหน้าหรือไม่ มีเครื่องมือ งบประมาณ และอำนาจหน้าที่เพียงพอหรือไม่ และได้ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขตามสมควรแล้วหรือยัง

หากเป็นภัยพิบัติรุนแรงเกินกว่าจะป้องกันได้ แม้รัฐดำเนินการตามหน้าที่อย่างเหมาะสมแล้ว ย่อมเป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่หากเป็นปัญหาเกิดซ้ำ มีข้อมูลเตือนล่วงหน้า มีงบประมาณและเครื่องมือ แต่กลับมีการละเลยหรือบริหารจัดการผิดพลาดอย่างร้ายแรง ก็ต้องตรวจสอบว่าความเสียหายนั้นเข้าข่ายการกระทำละเมิดหรือไม่

อาจารย์อุ๋ยจึงเรียกร้องให้ประชาชนผู้เสียหายเก็บ ภาพถ่าย ภาพวิดีโอ ใบเสร็จค่าซ่อม หลักฐานความเสียหาย รวมถึงหลักฐานรายได้หรือความเสียหายทางธุรกิจที่พิสูจน์ได้ เพื่อรักษาสิทธิของตน พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจังว่า น้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว หรือมีความผิดพลาดในการบริหารจัดการของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

“เงินภาษีประชาชนมีไว้บริหารประเทศ ไม่ใช่มีไว้เป็นกองทุนล้างความรับผิดให้คนที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หากใครทำผิดจนประชาชนเสียหาย กฎหมายต้องถูกใช้ตรวจสอบไปให้ถึงตัวผู้รับผิดชอบ” อาจารย์อุ๋ยกล่าวทิ้งท้าย

https://www.facebook.com/share/p/1Hap8Vt86z/?mibextid=wwXIfr

‘อาจารย์อุ๋ย’ สวนปมเว็บพนันต่างแดน!! ชี้จดทะเบียนนอกไทยไม่ใช่เกราะพ้นกฎหมายไทย เตือนอย่าให้คำว่า “จดทะเบียนต่างประเทศ” กลายเป็นเกราะกำบังกฎหมาย จี้ตรวจทั้ง พ.ร.บ.การพนัน และกฎหมายฟอกเงิน

“อาจารย์อุ๋ย” สวนรัฐมนตรี! เว็บพนันจดทะเบียนต่างแดน ไม่ได้แปลว่าพ้นกฎหมายไทย ชี้ หากผลแห่งการกระทําเกิดในไทย ย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย

7 ตุลาคม 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสเฟสบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“จากกรณี ที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่มีการกล่าวถึงความเชื่อมโยงกับสามีของนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ “สส.ไอเดียร์” โดยระบุว่าเว็บไซต์ดังกล่าวจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของประเทศกูราเซา และอยู่นอกเขตอำนาจดำเนินการของไทย พร้อมระบุว่า หากพบส่วนใดเป็นความผิดในประเทศไทย กระทรวงยุติธรรมพร้อมดำเนินการ นั้น

ในฐานะนักกฎหมาย ผมเห็นว่าประเด็นนี้ควรอธิบายให้ชัด เพราะการที่บริษัทหรือเว็บไซต์ไปจดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้หมายความว่าการกระทำทุกอย่างจะหลุดพ้นจากกฎหมายไทย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 วางหลักไว้ชัดว่า ความผิดใดที่การกระทำแม้เพียงส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในราชอาณาจักร หรือผลแห่งการกระทำเกิดขึ้นในราชอาณาจักร โดยผู้กระทำประสงค์ให้ผลนั้นเกิด หรือโดยลักษณะแห่งการกระทำ ผู้กระทำเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร

ตรงนี้จึงมีประเด็นที่น่าสนใจมาก

เพราะหากเว็บไซต์พนันเปิดให้คนในประเทศไทยสามารถสมัครสมาชิก เล่นพนัน ฝากเงิน และถอนเงินได้ตามปกติ ผู้ประกอบการย่อมรู้อยู่แล้วว่าผลจากการดำเนินกิจการจะเกิดขึ้นกับผู้เล่นในประเทศไทย

ในกรณีเช่นนี้ การพิจารณาเขตอำนาจตามมาตรา 5 จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่คำถามว่า บริษัทจดทะเบียนอยู่ประเทศใด หรือเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ไหน แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้ประกอบการเปิดระบบให้บริการแก่คนไทยหรือไม่ และสามารถเล็งเห็นได้หรือไม่ว่าผลของการกระทำจะเกิดขึ้นในประเทศไทย

และหากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า ผู้ประกอบการรู้และยอมรับการให้บริการแก่ผู้เล่นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสมัครสมาชิก การวางเดิมพัน การฝากเงิน และการถอนเงิน ก็ย่อมมีเหตุสำคัญให้เจ้าหน้าที่พิจารณาว่า ผลของการกระทำเกิดขึ้นในราชอาณาจักรตามหลักมาตรา 5 หรือไม่

เรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ด้วย เพราะมาตรา 12 กำหนดความผิดเกี่ยวกับการจัดให้มีการเล่นการพนัน รวมถึงการช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันที่ไม่ได้รับอนุญาต

หากมีการดำเนินธุรกิจการพนันจากต่างประเทศ แต่ระบบถูกเปิดให้บริการแก่ผู้เล่นในประเทศไทย มีการรับพนันจากประเทศไทย หรือมีการดำเนินการบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เจ้าหน้าที่ก็ควรตรวจสอบให้ชัดว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายไทยหรือไม่

แน่นอนว่า ผมไม่ได้หมายความว่าการที่คนไทยสามารถเปิดเว็บไซต์ได้เพียงอย่างเดียว จะทำให้ผู้ประกอบการต่างประเทศมีความผิดโดยอัตโนมัติ การดำเนินคดีต้องมีพยานหลักฐาน ต้องพิสูจน์ตัวผู้กระทำ บทบาทของแต่ละคน และองค์ประกอบความผิดให้ครบถ้วน

แต่ในทางกลับกัน การที่เว็บไซต์ไปจดทะเบียนในต่างประเทศก็ไม่สามารถถูกนำมาใช้เป็นคำตอบสำเร็จรูปว่า “กฎหมายไทยทำอะไรไม่ได้”

ยิ่งกว่านั้น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (9) ยังบัญญัติให้การพนันที่มีวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป หรือการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นความผิดมูลฐาน

หากมีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐาน แล้วมีการโอน รับโอน เปลี่ยนสภาพ ซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินโดยเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 5 ก็อาจมีความผิดฐานฟอกเงินตามมาได้

ผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้ควรตรวจสอบกันที่ข้อเท็จจริงโดยรวม ต้องมองป่าทั้งป่า ไม่ใช่จบลงที่แค่ดูสถานที่จดทะเบียนบริษัท

เพราะถ้าเว็บไซต์นั้นเปิดให้บริการคนไทยอย่างเป็นระบบ รู้ว่าคนไทยเข้ามาเล่น และยอมรับเงินจากคนไทยเป็นปกติ ก็ต้องตรวจสอบกันต่อว่า ผู้ประกอบการเล็งเห็นได้หรือไม่ว่าผลของการดำเนินกิจการจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่มาตรา 5 วางหลักเอาไว้โดยตรง

ผมยังไม่ได้กล่าวว่าบุคคลใดมีความผิด และผู้ที่ถูกกล่าวถึงทุกคนยังต้องได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรม และในเรื่องกฎหมาย รัฐก็ต้องใช้หลักเดียวกันกับทุกคน

การจดทะเบียนเว็บไซต์พนันในต่างประเทศ ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ดำเนินการพนันในประเทศไทย โลกออนไลน์อาจไม่มีพรมแดน แต่เมื่อผลของการกระทำเกิดขึ้นในประเทศไทย กฎหมายไทยก็มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ และหากพบว่ามีความผิดจริง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเสมอภาค

และหากมีหลักฐานว่าความผิดเกิดขึ้นในประเทศไทยจริง ก็ไม่ควรปล่อยให้คำว่า “จดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ” กลายเป็นเกราะกำบังทางกฎหมายต่อไป มิเช่นนั้นจะเป็นการทําให้บรรทัดฐานทางกฎหมายผิดเพี้ยนไป

ด้วยความปรารถนาดี”

https://www.facebook.com/share/p/1FVTKa5zQ2/?mibextid=wwXIfr

‘อาจารย์อุ๋ย’ จี้ ‘อนุทิน’ ตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม.!! ปมผังเมือง–น้ำท่วมซ้ำซาก ถึงเวลารัฐบาลตรวจสอบผู้ว่าฯ เน้นผังเมืองและพื้นที่รับน้ำ 'อนุทิน'ต้องใช้กฎหมายจริงจัง

อาจารย์อุ๋ย ลั่น! ผังเมืองพัง น้ำท่วมซ้ำซาก! ถึงเวลา “อนุทิน” ใช้ดาบปลดผู้ว่าฯ กทม. ก่อนประชาชนต้องรับกรรมไม่รู้จบ!

11 ตุลาคม 2569 อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“น้ำท่วมกรุงเทพฯ ซ้ำซากไม่ควรจบแค่ด้วยคำว่า ”ฝนตกหนัก“ แล้วปล่อยให้ประชาชนก้มหน้ารับชะตากรรมทุกปี บ้านเรือนเสียหาย ร้านค้าขาดรายได้ ถนนกลายเป็นคลอง คนทำงานเดินทางลำบาก แต่ผู้บริหารเมืองต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดปัญหาจึงเกิดซ้ำ และได้แก้ไขต้นเหตุอย่างจริงจังแล้วหรือไม่

ผมเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการวางผังเมือง การรักษาพื้นที่รับน้ำ และประสิทธิภาพของแผนป้องกันน้ำท่วม เพราะความผิดพลาดในการบริหารเมืองอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนนับล้านคน

ผังเมืองผิดพลาด ใครต้องรับผิดชอบ?

ประเด็นที่ต้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วนคือข้อกังวลเกี่ยวกับร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปี 2569 ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่รับน้ำและพื้นที่เปิดโล่งเมื่อเทียบกับผังเมืองฉบับปี 2556 หากมีการลดพื้นที่รับน้ำจริง รัฐบาลและกรุงเทพมหานครต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่า พื้นที่ลดลงเท่าใด เหตุผลคืออะไร และมีพื้นที่หรือมาตรการใดรองรับน้ำทดแทน

การพัฒนาเมืองต้องไม่ให้ผลประโยชน์จากการใช้ที่ดินอยู่เหนือความปลอดภัยของประชาชน หากการเปลี่ยนแปลงผังเมืองเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมโดยไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ ผู้มีหน้าที่ตัดสินใจย่อมต้องถูกตรวจสอบ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับความเสียหาย

ผังเมืองไม่ใช่เพียงเส้นสีบนแผนที่ แต่เป็นตัวกำหนดอนาคตของเมืองและความเสี่ยงที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญไปอีกหลายสิบปี

“อนุทิน” มีอำนาจตามกฎหมาย ปลดผู้ว่าฯ ได้

หลายคนอาจเข้าใจว่าผู้ว่าฯ กทม. มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลจึงไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ แต่ความจริงคือกฎหมายกำหนดกลไกไว้แล้ว

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 52 (8) ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมติคณะรัฐมนตรี สั่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพ้นจากตำแหน่งได้ เมื่อมีพฤติการณ์ตามที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับการกระทำอันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง หรือการปฏิบัติหน้าที่หรือละเลยหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่กรุงเทพมหานคร ราชการโดยส่วนรวม หรือสวัสดิภาพของประชาชน

นี่คืออำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่จริง ไม่ใช่เพียงข้อเรียกร้องทางการเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและการวางผังเมืองอย่างเร่งด่วน หากพบว่าการปฏิบัติหน้าที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 52 (8) ก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้กลไกนี้ไร้ความหมาย เพียงเพราะผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดกับส่วนรวม

ต่างประเทศก็มีบทเรียนเรื่องสปิริตทางการเมือง

ในต่างประเทศ การแสดงความรับผิดชอบหลังเกิดวิกฤตร้ายแรงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การถูกปลดตามกฎหมาย แต่บางกรณีผู้บริหารตัดสินใจลาออกเองภายใต้แรงกดดันจากสังคม

ตัวอย่างเช่น คาร์ลอส มาซอน ผู้นำแคว้นบาเลนเซียของสเปน ประกาศลาออกเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2025 หลังเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการรับมือกับมหาอุทกภัยในปี 2024 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 229 คน

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่และสังคมตั้งคำถามต่อการบริหาร ผู้ดำรงตำแหน่งย่อมต้องเผชิญแรงกดดันให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง แม้การลาออกไม่ได้หมายความว่ามีความผิดทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ แต่เป็นการยอมรับว่าความไว้วางใจของประชาชนมีความสำคัญกว่าการยึดติดกับตำแหน่ง

สำหรับกรุงเทพมหานคร หากมีหลักฐานว่าความบกพร่องในการบริหารหรือการวางผังเมืองก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรง ผู้ว่าฯ ก็ควรพิจารณาความรับผิดชอบของตนเอง ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องพร้อมใช้กลไกตามกฎหมายเมื่อเข้าเงื่อนไข ไม่ใช่รอให้ประชาชนเรียกร้องจนหมดความอดทน

ตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เกราะกำบังความรับผิดชอบ และประชาชนไม่ควรต้องรับกรรมจากความผิดพลาดของผู้บริหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ถึงเวลาแล้วที่นายอนุทินต้องแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนด้วยการตรวจสอบอย่างจริงจัง และพร้อมใช้กฎหมายเมื่อมีเหตุเข้าเงื่อนไข ผู้ว่าฯ ที่บริหารเมืองต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ส่วนรัฐบาลที่มีอำนาจกำกับดูแลต้องกล้าใช้อํานาจที่มีอยู่ เพื่อลงโทษผู้บริหารท้องถิ่นที่บกพร่องต่อหน้าที่ และป้องกันความเสียหายไม่ให้เกิดขึ้นซํ้าซากอีก

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/share/p/1C31i1oxBZ/?mibextid=wwXIfr

‘อาจารย์อุ๋ย’ ฟาด กทม. ปมหมู่บ้านทับทางน้ำหลาก!! เปิดแฟ้มอนุญาตหมู่บ้านทับฟลัดเวย์ ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน ผิดผังเมืองอาจคุก 10 ปี ต้องโปร่งใส-หยุดทำลายเมือง

อาจารย์อุ๋ย ฟาด กทม. ! หมู่บ้านทับ ‘ฟลัดเวย์’ ใครเซ็นต้องรับผิด! หากเอื้อทุนฝ่าฝืนผังเมือง ผู้ว่าฯ–เจ้าหน้าที่เสี่ยงคุก 10 ปี ม.157

14 ตุลาคม 2569--นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความห็นผ่านเฟสบุ๊คว่า

”จากกรณีที่อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนทวงคืนแก้มลิงและฟลัดเวย์ เปิดประเด็นตรวจสอบการอนุญาตก่อสร้างและการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่รับน้ำและทางน้ำหลากของกรุงเทพมหานคร นั้น

ผมเห็นว่า กทม. ต้องเปิดแฟ้มอนุญาตโครงการหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่เหล่านี้ย้อนหลัง พร้อมตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน หากมีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้เอกชนฝ่าฝืนผังเมือง ผู้อนุญาตและผู้บริหารที่ร่วมกระทำต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย ประชาชนไม่ควรต้องแบกรับความเสียหายจากการใช้อำนาจโดยมิชอบ

กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 มีข้อกำหนดคุ้มครองพื้นที่ระบายน้ำ ล. 4 ตามข้อ 38 (3) (พื้นที่สีขาวทะแยงเขียว) บริเวณพื่นที่ กทม ฝั่งตะวันออกและตะวันตก ข้อ 41 กําหนดห้ามถมดิน ก่อสร้าง หรือดำเนินการที่ลดประสิทธิภาพการระบายน้ำตามธรรมชาติในบริเวณที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ การตรวจสอบต้องนำแผนที่ตามกฎหมายมาเทียบกับตำแหน่งโครงการ ใบอนุญาต และสภาพการก่อสร้างจริง หากพบว่าอนุญาตให้ถมดินหรือสร้างสิ่งกีดขวางขัดข้อกำหนด เจ้าหน้าที่ต้องตอบให้ได้ว่าใช้อำนาจตามกฎหมายข้อใดอนุญาตให้เอกชนทําเช่นนั้น

ผังเมืองเป็นกฎหมายที่เจ้าหน้าที่ต้องเคารพ ไม่ใช่กระดาษเปื้อนหมึกที่ทุนใหญ่จะขีดทับได้ตามใจ พื้นที่ที่กฎหมายสงวนไว้เพื่อรักษาการระบายน้ำเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชนทั้งเมือง หากใครเปิดทางให้โครงการฝ่าฝืนข้อกำหนด ต้องตรวจสอบให้ถึงตัวผู้ตัดสินใจ จะปล่อยให้ประชาชนจมน้ำ แล้วใช้งบประมาณแผ่นดินตามแก้ปัญหาไม่รู้จบไม่ได้!

ผมเสนอให้แยกตรวจทั้งแฟ้มอนุญาตจัดสรรที่ดินและแฟ้มอนุญาตก่อสร้างอาคาร เพราะเป็นอำนาจตามกฎหมายคนละส่วน การจัดสรรที่ดินเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ส่วนการอนุญาตก่อสร้างเกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานท้องถิ่นและผู้รับมอบอำนาจ ต้องเปิดทั้งมติกรรมการ รายงานตรวจผังเมือง แบบแปลน เงื่อนไขการอนุญาต และชื่อผู้ลงนาม พร้อมตรวจวันที่อนุญาตและสิทธิเดิมของแต่ละโครงการให้ครบ เพื่อให้เห็นว่าใครทำอะไร และต้องรับผิดตรงไหน

หากเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยทุจริต ย่อมเข้าข่ายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี การสอบสวนต้องเจาะให้ถึงว่า ผู้เกี่ยวข้องรู้ข้อห้ามตามผังเมืองหรือไม่ มีรายงานทักท้วงหรือไม่ และมีการสั่งการให้ผ่านโครงการทั้งที่ขัดกฎหมายหรือไม่ ต้องใช้เอกสารและหลักฐานตามให้ถึงผู้รับผิดชอบทุกระดับ

สำหรับผู้ว่าฯ กทม. ไม่ว่าคนใด สมัยใด ต้องถูกตรวจสอบ ทั้งบทบาทในการอนุญาต สั่งการ และการบังคับใช้กฎหมายในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง หากมีส่วนร่วมผลักดันการอนุญาตที่มิชอบ หรือจงใจละเว้นหน้าที่โดยมีเจตนาตามมาตรา 157 ก็ต้องรับผิดเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง การมอบอำนาจให้ผู้อื่นลงนามไม่ได้ลบความรับผิดจากการสั่งการของตน เมื่อพบสิ่งปลูกสร้างฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องดำเนินการตามอำนาจและขั้นตอนอย่างจริงจัง พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าให้ประชาชนตรวจสอบได้

เรื่องนี้ยังมีความรับผิดเป็นตัวเงิน หากพิสูจน์ได้ว่าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้ประชาชนเสียหาย หน่วยงานรัฐอาจต้องชดใช้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และสามารถไล่เบี้ยเรียกเงินจากเจ้าหน้าที่ที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงได้

หน่วยงานตรวจสอบที่มีหน้าที่ จึงต้องรวบรวมหลักฐานการอนุญาต ข้อมูลการระบายน้ำ และความเสียหายของประชาชน เพื่อเชื่อมโยงให้ชัดว่าการกระทำใดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างไร

ผมเรียกร้องให้ กทม. เปิดเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และให้หน่วยงานตรวจสอบตามเรื่องนี้ถึงต้นทาง หากพบการเอื้อประโยชน์โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องดำเนินคดีและเรียกความรับผิดจากผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง

ทางน้ำคือเส้นเลือดของเมือง การอนุญาตทุกฉบับต้องอธิบายได้ว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ และคุ้มครองประชาชนอย่างไร คนกรุงเทพฯ มีสิทธิรู้ว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจ และมีสิทธิได้รับการปกป้องก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซํ้าเล่า!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1GcCP3PiB2/?mibextid=wwXIfr

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนทีมประกันสังคมก้าวหน้า!! บอร์ดประกันสังคมต้องอิสระ ชี้ชัยชนะสะท้อนความหวัง เตือนอย่าให้พรรคการเมืองแทรกแซง ย้ำเงินกองทุนต้องบริหารเพื่อผู้ประกันตน พร้อมยกเกาหลีใต้เป็นบทเรียนสำคัญ

อาจารย์อุ๋ย เตือนระเบิดเวลาประกันสังคม! ห้ามพรรคการเมืองครอบงำกองทุน ยกบทเรียนเกาหลีใต้ เงินบำนาญต้องไม่รับใช้การเมือง

16 ตุลาคม 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ระบุว่า 

“ชัยชนะของ “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม สะท้อนความไว้วางใจและความหวังของผู้ประกันตน ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับเลือกตั้ง พร้อมเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า อย่าปล่อยให้ความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ย้อนกลับมาทำลายความมั่นคงของกองทุนและอนาคตของคนทำงาน

หัวใจของการบริหารเงินกองทุนคือความเป็นอิสระ โดยเฉพาะการลงทุนที่ต้องคำนึงถึงผลตอบแทน ความเสี่ยง และภาระจ่ายสิทธิประโยชน์ระยะยาว เงินทุกบาทต้องบริหารเพื่อผู้ประกันตน พรรคการเมืองไม่มีสิทธิเข้ามาสั่งการหรือกำหนดทิศทางการลงทุนเพื่อประโยชน์ของตนเอง

แนวทางการลงทุนกองทุนประกันสังคมของสมาคมประกันสังคมระหว่างประเทศ หรือ ISSA Guidelines on Investment of Social Security Funds ข้อ 3 เรื่อง “Bodies and their responsibilities” ระบุชัดเจนว่า

“The board, management and investing institution shall be independent from political interference as regards investment decisions and implementation.”

หมายความว่า “คณะกรรมการ ฝ่ายบริหาร และหน่วยงานลงทุน ต้องเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองในการตัดสินใจและดำเนินการลงทุน” พร้อมกำหนดให้เคารพกระบวนการจัดการและเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้วย 

คำว่า “การแทรกแซงทางการเมือง” ครอบคลุมทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน พรรคการเมืองใดที่เข้ามาสั่งการ กดดัน หรือชี้นำการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ย่อมขัดต่อมาตรฐานดังกล่าว การเป็นฝ่ายค้านจึงไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองได้รับข้อยกเว้นจากหลักความเป็นอิสระของกองทุน

ความใกล้ชิดระหว่างพรรคประชาชนกับทีมประกันสังคมก้าวหน้าปรากฏผ่านกิจกรรมสาธารณะ เช่น การลงพื้นที่ตลาดละลายทรัพย์ สีลม เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ซึ่งมีรายงานบทบาทของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในการรณรงค์เลือกตั้งร่วมกับทีมดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจึงต้องแสดงให้ชัดว่า ความสัมพันธ์นี้จะไม่กลายเป็นช่องทางส่งใบสั่งเข้ากองทุน

นโยบายของทั้งสองฝ่ายยังสอดคล้องกันหลายเรื่อง ทั้งการนำประกันสังคมออกจากระบบราชการ การบริหารโดยมืออาชีพ และการเปิดเผยข้อมูลการบริหารกับการประชุม พรรคประชาชนซึ่งประกาศลดการแทรกแซงทางการเมืองจึงต้องยึดหลักเดียวกันกับตนเอง กรรมการต้องมีอิสระพอที่จะปฏิเสธแรงกดดันจากพรรคที่สนับสนุนตนได้ 

ผลเสียของการเมืองครอบงำกองทุนกระทบถึงผู้ประกันตนโดยตรง หากเลือกลงทุนเพื่อเอื้อกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดหรือสนองวาระทางการเมือง เงินอาจไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่เสี่ยงเกินควรหรือให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า เมื่อกองทุนสูญเสียรายได้สะสม ความสามารถในการจ่ายบำนาญและสิทธิประโยชน์ย่อมถูกกดดัน และอาจนำไปสู่ข้อเสนอเพิ่มเงินสมทบหรือปรับเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ในอนาคต

อันตรายอีกด้านคือการเร่งเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อสร้างคะแนนนิยม โดยไม่ประเมินรายรับ รายจ่าย และจำนวนผู้รับบำนาญอย่างรอบคอบ ภาระผูกพันอาจกินเวลาหลายสิบปี คนทำงานรุ่นต่อไปจึงเสี่ยงต้องแบกรับต้นทุนของความนิยมทางการเมืองในวันนี้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอาจถูกกดดันให้รับรองการตัดสินใจที่มีธงไว้แล้ว และเสียงเตือนเรื่องความเสี่ยงถูกลดความสำคัญ

เกาหลีใต้มีบทเรียนที่ไทยควรศึกษา ในการควบรวม Samsung C&T กับ Cheil Industries เมื่อปี 2558 กองทุนบำนาญแห่งชาติ หรือ NPS ซึ่งถือหุ้น Samsung C&T ถูกฝ่ายบริหารประเทศแทรกแซงกระบวนการตัดสินใจให้สนับสนุนการควบรวม ทั้งที่ที่ปรึกษาของกองทุนแนะนำให้คัดค้าน เพราะอัตราแลกหุ้นไม่สะท้อนมูลค่าทรัพย์สินอย่างเหมาะสมและเสียเปรียบผู้ถือหุ้น Samsung C&T เรื่องนี้กระทบผลประโยชน์ของกองทุนและลุกลามเป็นคดีอาญากับข้อพิพาทการลงทุนระหว่างประเทศ 

อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข มุนฮยองพโย และอดีตหัวหน้าฝ่ายลงทุน ฮงวานซอน ถูกพิพากษาว่ามีความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบและผิดหน้าที่ในการดูแลทรัพย์สินตามลำดับ โดยศาลสูงสุดเกาหลีใต้ยืนยันผลคดีในปี 2565 

บทเรียนสำหรับไทยคือ ต้องปิดช่องทางครอบงำให้ครบทั้งการใช้อำนาจรัฐกดดันและการใช้อิทธิพลผ่านกรรมการที่พรรคสนับสนุน ความเป็นอิสระต้องคุ้มครองกระบวนการตัดสินใจจากอำนาจทางการเมืองทุกช่องทาง เพื่อให้เงินของผู้ประกันตนได้รับการดูแลตามหลักวิชาชีพอย่างแท้จริง

กฎหมายไทยมีแนวป้องกันเรื่องนี้ในมาตรา 8/2 (9) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดลักษณะต้องห้ามของกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 8 และที่ปรึกษาตามมาตรา 8/1 ครอบคลุมตำแหน่งทางการเมือง ตำแหน่งท้องถิ่น และตำแหน่งในพรรคการเมืองตามที่กฎหมายระบุ พร้อมระยะเว้นวรรคไม่น้อยกว่าสามปี สะท้อนความสำคัญของการสร้างระยะห่างจากอำนาจการเมือง (senate.go.th⁠ )

ทีมประกันสังคมก้าวหน้าจึงต้องพิสูจน์ความเป็นอิสระผ่านการทำงานจริง เปิดเผยเหตุผลการลงทุน จัดการผลประโยชน์ทับซ้อน และประเมินความยั่งยืนก่อนเพิ่มภาระผูกพัน ความไว้วางใจจากการเลือกตั้งต้องตอบแทนด้วยความรับผิดชอบต่อเจ้าของเงิน

ผู้ประกันตนเลือกท่านเข้าไปเพื่อปกป้องอนาคตของเขา ทุกการตัดสินใจจึงต้องยึดประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นที่ตั้ง เงินประกันสังคมคือเหงื่อแรงและหลักประกันชีวิตของคนทำงาน พรรคการเมืองใดก็ไม่มีสิทธิเข้ามาถือรีโมตสั่งการกองทุน!”

https://www.facebook.com/share/p/1Q7QSfgVgm/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top