Friday, 5 June 2026
World

เมื่ออดีตผู้นำ “ติดคุกจริง” นี่คือประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้

ข่าวเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 (ตามเวลาเกาหลีใต้) สะเทือนการเมืองเอเชีย เมื่อศาลในกรุงโซลมีคำพิพากษาจำคุกอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล (Yoon Suk Yeol) จากคดีที่เกี่ยวโยงกับความพยายามประกาศกฎอัยการศึกปลายปี 2567 โดยสื่อกระแสหลักรายงานว่า ศาลชี้พฤติการณ์เข้าข่ายบ่อนทำลายระเบียบรัฐธรรมนูญและเป็นความผิดร้ายแรงระดับ “ก่อความไม่สงบ/กบฏ” แม้รายละเอียดทางคดีและคำวินิจฉัยจะยังถูกถกเถียงในสังคม แต่ภาพใหญ่ที่คนทั้งโลกเห็นตรงกันคือ “ผู้นำระดับสูงสุดยังถูกลงโทษได้จริง”

คำถามคือ… นี่คือ “ประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้” จริงไหม? คำตอบคือใช่ เพราะจุดเด่นของเกาหลีใต้ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่คือสังคมและสถาบันที่เอาจริงกับการตรวจสอบอำนาจ จนผู้นำไม่สามารถหลุดพ้นได้เมื่อข้ามเส้น

ลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้
1) ประชาชนเป็นกลไกตรวจสอบตัวจริง: วัฒนธรรมม็อบที่เป็นระบบและไม่กลัวอำนาจ
เกาหลีใต้มีประวัติการเมืองร่วมสมัยที่ประชาชน “ลงถนน” เพื่อทวงกติกาเป็นระยะ—ตั้งแต่การลุกฮือปี 1987 ที่นำไปสู่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งโดยตรงของประธานาธิบดี ไปจนถึงวัฒนธรรมการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ (เช่น candlelight protests) ที่กดดันให้รัฐต้องรับฟังเสียงสังคม
แก่นของมันคือการทำให้ “ต้นทุนทางการเมือง” ของการใช้อำนาจเกินขอบเขตสูงมาก เพราะเมื่อเกิดเหตุผิดปกติ สังคมสามารถรวมตัวกันเร็วและใหญ่ โดยเฉพาะในกรุงโซล ซึ่งมีพื้นที่สาธารณะสำคัญเป็นเหมือนเวทีตรวจสอบอำนาจของประชาชน

2) ถอดถอนได้จริง: สภาและศาลรัฐธรรมนูญเดินงานจนจบกระบวนการ
ในระบบเกาหลีใต้ การถอดถอนผู้นำไม่ใช่แค่คำขู่ทางการเมือง แต่เป็น “ขั้นตอน” ที่เดินได้จริง ฝ่ายนิติบัญญัติลงมติ และศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาดขั้นสุดท้าย ประสบการณ์การถอดถอนในอดีตทำให้สังคมเกาหลีใต้จดจำว่า “ผู้นำก็ถูกปลดได้” เมื่อทำผิดหลักการ

เหตุที่สังคมเกาหลีใต้ “ไว” กับเครื่องมืออย่างกฎอัยการศึก เพราะมีประวัติยุคอำนาจนิยมอยู่ใกล้มือ ความทรงจำร่วมนี้ทำให้การหวนกลับไปใช้เครื่องมือเดิม ถูกต่อต้านหนัก และกลายเป็นแรงหนุนให้กระบวนการตรวจสอบเดินต่อจนถึงศาลอาญา

3) ศาลและอัยการแข็ง: ตรวจสอบคนมีอำนาจ พร้อมถกเถียงจนเกิดการปฏิรูป
เกาหลีใต้มีชื่อเสียงเรื่องการดำเนินคดีคอร์รัปชันกับผู้มีอำนาจ แต่อีกด้านก็ทำให้เกิดคำถามว่า “อัยการมีอำนาจมากไปไหม” จนเกิดความพยายามปฏิรูปโครงสร้าง ลดการผูกขาดอำนาจสอบสวนและฟ้องร้อง รวมถึงการตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อถ่วงดุล

นี่เป็นลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ: ประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่ลงโทษคนผิด แต่ยังกล้าปรับโครงสร้างสถาบันที่ถูกตั้งคำถาม—พูดง่ายๆ คือ “เช็กอำนาจ” แล้ว “เช็กคนเช็กอำนาจ” ต่ออีกชั้น

4) เสรีภาพสูง แต่ไม่สุด: เสียงดังมาก แต่กฎหมายบางส่วนยังเป็นเพดาน
สังคมดิจิทัลของเกาหลีใต้คึกคัก สื่อและโซเชียลมีพลังมาก แต่ก็มีข้อถกเถียงเรื่องกฎหมายที่กระทบการแสดงออก เช่น หมิ่นประมาททางอาญา ที่องค์กรสิทธิมนุษยชนวิจารณ์ว่าอาจทำให้เสรีภาพการพูดถูกแช่แข็งได้

จุดนี้สะท้อนว่า ประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้ไม่ใช่ยูโทเปีย แต่เป็นพื้นที่ต่อรองระหว่างเสรีภาพกับความมั่นคง/ชื่อเสียง/อำนาจรัฐ—ซึ่งสังคมยังเถียงและปรับสมดุลกันต่อเนื่อง

5) รัฐ–ทุนใหญ่พันกันจริง แต่ประชาธิปไตยสร้างแรงกดดันให้ต้องโปร่งใสขึ้น
เศรษฐกิจเกาหลีใต้มีทุนขนาดใหญ่ (chaebol) ที่มีบทบาทสูงมาก และย่อมกระทบการเมือง แต่หลังการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยปลายทศวรรษ 1980 ก็เกิดแรงผลักจากสังคม ให้ต้องยกระดับความโปร่งใส การกำกับดูแล และการถ่วงดุลความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับทุนมากขึ้น

ทรัมป์ลุยหนุนสันติภาพ สนับสนุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซา ชี้ต้นทุนสงครามสูงเกินคุ้ม เปิดเกมสันติภาพครั้งแรกในวอชิงตัน

(21 ก.พ. 69) ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ของสหรัฐฯ ประกาศสนับสนุนเงินจำนวน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ 'คณะกรรมการสันติภาพ' เพื่อใช้ในการฟื้นฟูและบูรณะฉนวนกาซาในการประชุมเปิดตัวคณะกรรมการสันติภาพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
.
'คณะกรรมการสันติภาพกำลังแสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้อย่างไร โดยเริ่มต้นจากตรงนี้เลย ในห้องนี้ และผมอยากให้คุณทราบว่า สหรัฐอเมริกาจะมอบเงินสนับสนุนจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์ให้กับคณะกรรมการสันติภาพ' ทรัมป์กล่าวในที่ประชุม
.
ประธานาธิบดีกล่าวเพิ่มเติมว่า จำนวนเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์อาจดูมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนของสงคราม ซึ่งมีมูลค่าประมาณเทียบเท่าการสู้รบเพียงสองสัปดาห์แล้ว ถือว่าน้อยมาก
.
การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนความพยายามของสหรัฐฯ ในการผลักดันสันติภาพและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบปัญหาความขัดแย้งยืดเยื้ออย่างฉนวนกาซา ซึ่งเป็นประเด็นความขัดแย้งที่ซับซ้อนและมีผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวม
.
ที่มา :Sputnik

พันธุกรรมชี้ผลน้ำหนัก งานวิจัยเผยยีนมีผลต่างกันตามช่วงวัย ติดตาม BMI ตามเวลาเผยอิทธิพลยีนต่ออัตราโต เชื่อมโยงโรคหัวใจเบาหวาน พ่อแม่ควรเฝ้าระวังการเจริญเติบโต

(20 ก.พ. 69) มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียเผยผลศึกษาจากข้อมูล "เด็กยุค 90" ของมหาวิทยาลัยบริสตอล สหราชอาณาจักร เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของพันธุกรรมต่อน้ำหนักเด็กอายุ 1-18 ปี จำนวน 6,291 คน การศึกษานี้จำลองรูปแบบส่งผลพันธุกรรมต่อค่าดัชนีมวลกายตามวัย เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวานในอนาคต
.
หวังเกิง นักวิจัยหลักเผยผ่านวารสารเนเจอร์ คอมมูนิเคชันส์ ว่า "การวิเคราะห์การเจริญเติบโตของเด็กตามเวลา แทนการดูเพียงช่วงอายุเดียว ช่วยให้เห็นผลของยีนต่ออัตราการเติบโต" ความแปรผันทางพันธุกรรมสามารถทำให้เด็กน้ำหนักเพิ่มต่างกันได้ ซึ่งพ่อแม่มักกังวลเมื่อลูกน้ำหนักขึ้นเร็วหรือพัฒนาการไม่เหมือนเพื่อน
.
นักวิจัยระบุว่ายีนบางกลุ่มมีอิทธิพลแตกต่างกันในแต่ละวัย โดยค่าดัชนีมวลกายช่วงวัยทารกและวัยรุ่นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคเบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง และโรคหัวใจในผู้ใหญ่ ขณะที่ความแตกต่างน้ำหนักเด็กเล็กไม่จำเป็นต้องสะท้อนความเสี่ยงโรคอ้วนตลอดชีวิต
.
นิโคล วอร์ริงตัน นักวิจัยอาวุโสชี้ว่า "พันธุกรรมมีส่วนประมาณหนึ่งในสี่ในการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักเด็ก" และย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันโรคอ้วนและการติดตามเจริญเติบโตที่เหมาะสมในแต่ละวัย
.
งานวิจัยนี้ช่วยให้เข้าใจพันธุกรรมและการเจริญเติบโตของเด็กยุคใหม่มากขึ้น พร้อมสนับสนุนมาตรการเฝ้าระวังสุขภาพเด็กเพื่อลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังในอนาคต
.
ที่มา : Xinhua

อ่านเกมผ่านเลนส์สายโปรจีน เมื่อ ‘สี จิ้นผิง’ ใช้วิธี ‘เงียบ’ หลังข่าวปลดบิ๊กทหาร

ข่าวการปรับ/ปลดและการสอบสวนผู้นำกองทัพจีนระดับสูงในช่วงปลายเดือนมกราคมต่อเนื่องถึงต้นกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้เกิดคำถามใหญ่ในสังคมโลกว่า เกิดอะไรขึ้นภายในกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) — และทำไมผู้นำสูงสุดอย่าง “สี จิ้นผิง” ดูเหมือนจะ ‘เงียบ’ ไม่ออกมาอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจน

แต่ถ้ามองผ่านเลนส์ “สายโปรจีน” ความเงียบนี้ไม่ใช่สัญญาณอ่อนแรง กลับเป็นรูปแบบการคุมเกมแบบปักกิ่ง: ผู้นำพูดให้น้อยที่สุด แล้วให้ “สถาบัน” และ “ถ้อยคำกลางของพรรค-กองทัพ” พูดแทน เพื่อให้ทั้งระบบเดินไปในกรอบเดียวกัน

1) ข่าวปลด/สอบสวนบิ๊กทหาร: ปักกิ่งประกาศผ่านช่องทางทางการ ไม่ให้ข่าวลือคุมพื้นที่
สื่อและหน่วยงานทางการจีนรายงานว่า มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสองราย—พลเอก จาง โหย่วเสีย (Zhang Youxia) รองประธานคณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) และพลเอก หลิว เจิ้นลี่ (Liu Zhenli) ผู้บัญชาการฝ่ายเสนาธิการร่วม—ด้วยข้อกล่าวหา “ละเมิดวินัยพรรคและกฎหมายอย่างร้ายแรง” โดยไม่ได้ลงรายละเอียดข้อเท็จจริงในคดี (ตามถ้อยแถลงของกระทรวงกลาโหมจีนและรายงานของสื่อหลัก)

ด้านการรายงานจากสื่อสากลชี้ว่า ก่อนหน้าการประกาศอย่างเป็นทางการ มักมีสัญญาณ ‘เงียบ’ เช่น การหายไปจากงานสาธารณะ และการไม่ปรากฏรายชื่อ/บทบาทในกิจกรรมสำคัญ ก่อนจะตามมาด้วยคำว่า ถูกปลดหรือถูกสอบสวน—ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในระบบการเมืองจีนที่เน้นความเป็นเอกภาพของภาพลักษณ์รัฐ

2) เลนส์สายโปรจีน: “สงครามต่อต้านคอร์รัปชันในกองทัพ” เพื่อความพร้อมรบ และความเป็นเอกภาพของพรรคเหนือกองทัพ
ใจความสำคัญของฝั่ง “สื่อทางการ/สื่อใกล้รัฐ” คือการวางกรอบว่า นี่คือการเดินหน้าต่อสู้คอร์รัปชันให้ถึงที่สุดในกองทัพ—ไม่ใช่ดราม่าการเมืองรายคน

บทบรรณาธิการของ PLA Daily (เผยแพร่ผ่าน Xinhua และถูกนำเสนอโดย Global Times และ China Daily) เน้นว่า การสอบสวนครั้งนี้เป็นสัญญาณว่า ‘ไม่มีใครอยู่นอกขอบเขต’ และ ‘ไม่ยอมให้มีความอดทนต่อคอร์รัปชัน’ พร้อมโยงไปถึงเป้าหมาย “ทำให้กองทัพสะอาด เข้มแข็ง และพร้อมรบ”

ประเด็นที่ชัดที่สุดในกรอบทางการคือคำว่า “ระบบความรับผิดชอบสูงสุดอยู่ที่ประธาน CMC” (CMC chairman responsibility system) ซึ่งถูกย้ำว่าเป็นแกนของการคุมวินัยและการบังคับบัญชา—พูดตรงๆ คือ ยืนยันหลักการว่า ‘พรรคต้องนำกองทัพ’ และกองทัพต้องเชื่อฟังศูนย์กลางอย่างเด็ดขาด

3) ทำไมสี จิ้นผิง ‘เงียบ’: ความเงียบแบบปักกิ่งคือการคุมกรอบ ไม่เปิดช่องตีความ
ในกรอบการสื่อสารแบบจีน ผู้นำสูงสุดไม่จำเป็นต้อง ‘แถลงทุกครั้ง’ แต่จะให้ “องค์กร” พูดแทน—กระทรวงกลาโหม, คณะกรรมการวินัย, หนังสือพิมพ์กองทัพ—เพื่อทำให้ข้อความมีน้ำหนักเป็น “ฉันทามติของระบบ” ไม่ใช่ ‘ความเห็นส่วนตัว’

ความเงียบยังมีประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ 3 ชั้น: (1) ปิดช่องทางข่าวกรอง—ไม่ให้คู่แข่งอ่านโครงสร้างรอยรั่ว (2) คุมความเชื่อมั่นภายใน—ลดแรงสั่นสะเทือนในหมู่กำลังพล (3) ล็อกกรอบความหมาย—ให้สังคมตีความไปในทาง “วินัย-ความสะอาด-ความพร้อมรบ” มากกว่าการต่อรองอำนาจ

สื่อทางการยังผูกเรื่องนี้เข้ากับเป้าหมายการพัฒนา ‘กองทัพระดับโลก’ และเส้นทางแผนพัฒนา (เช่น การเดินหน้าตามกรอบแผน 5 ปี) เพื่อทำให้ภาพรวมเป็นเรื่อง “การยกระดับรัฐ” มากกว่าข่าวฉับพลันรายวัน

4) มุมเสริมจากภายนอก: ทำไมข่าวนี้ทำให้โลกจับตา
แม้กรอบสายโปรจีนจะย้ำ ‘ต่อต้านคอร์รัปชัน’ แต่สื่อสากลจำนวนหนึ่งมองว่าการปรับ/ปลดระดับสูงที่ต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างบัญชาการยิ่งลับและรวมศูนย์มากขึ้น และอาจกระทบความต่อเนื่องของการปฏิรูปกองทัพ

Reuters วิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนตัวระดับสูงทำให้คณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) ซึ่งปกติเป็นกลไกบัญชาการหลักมีความ ‘บาง’ ลง และทำให้ต่างชาติติดตามยากขึ้นว่าใครเป็นคนตัดสินใจในประเด็นความมั่นคงสำคัญ

อย่างไรก็ดี ภายใต้เลนส์สายโปรจีน ข้อสรุปจะกลับไปที่ประโยคเดียว: ‘กำจัดปัญหาเพื่อให้กองทัพพร้อมรบ’ และย้ำว่า ความเด็ดขาดของการลงโทษคือหลักประกันความมั่นคงของรัฐ

พลิกโฉมการสร้างสรรค์! Gemini เปิดตัว "Lyria 3" เสกเพลงระดับมืออาชีพจบใน 30 วินาที

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในทุกอุตสาหกรรม วงการดนตรีคือสมรภูมิถัดไปที่กำลังถูกยกระดับ ล่าสุด Gemini ได้ตอกย้ำความก้าวหน้าครั้งสำคัญด้วยการผสานขุมพลังจากโมเดล "Lyria 3" ซึ่งเปลี่ยนวิธีการสร้างสรรค์เสียงเพลงไปอย่างสิ้นเชิง โดยสามารถเนรมิตแทร็กดนตรีคุณภาพสูงความยาว 30 วินาทีได้ในพริบตา

ความน่าสนใจของ Lyria 3 ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่คือ "มิติของการสร้างสรรค์" ที่เปิดกว้างและไร้ขีดจำกัด มาเจาะลึกกันว่าโมเดลตัวนี้มีทีเด็ดอะไรที่ทำให้คนในวงการเทคโนโลยีและครีเอเตอร์ต้องจับตามอง

1. ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยระบบ Multimodal (รับคำสั่งได้มากกว่าแค่ตัวอักษร)
จุดเด่นที่ทำให้ Lyria 3 แตกต่างจาก AI สร้างเสียงดนตรีทั่วไป คือความสามารถในการประมวลผลแบบพหุวิถี (Multimodal) ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การพิมพ์ข้อความ (Text-to-Music) อีกต่อไป
•    Image-to-Music: คุณสามารถอัปโหลดภาพถ่ายทิวทัศน์ยามเย็น หรือภาพงานศิลปะแนว Abstract แล้วให้ AI ตีความอารมณ์ของภาพออกมาเป็นท่วงทำนอง
•    Video-to-Music: สามารถสร้างซาวด์แทร็กที่สอดคล้องกับบรรยากาศในคลิปวิดีโอของคุณได้โดยตรง ถือเป็นเครื่องมือทรงพลังสำหรับนักตัดต่อและคอนเทนต์ครีเอเตอร์

2. คุณภาพระดับสตูดิโอ พร้อมเสียงร้องเสมือนจริง
การสร้างบีตดนตรีอาจเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว แต่ Lyria 3 มาพร้อมกับ การจัดทำดนตรีระดับมืออาชีพ (Professional-grade arrangements) ที่ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องดนตรีชิ้นต่างๆ ไปจนถึงการเขียนเนื้อร้องอัตโนมัติ
•    Realistic Vocal: สิ่งที่ท้าทายที่สุดของ AI สายดนตรีคือ "เสียงร้องของมนุษย์" แต่โมเดลนี้สามารถสร้างเสียงร้องที่มีความเป็นธรรมชาติสูง มีการเอื้อน การหายใจ และใส่อารมณ์ลงไปในน้ำเสียงได้อย่างสมจริง
•    Multiple Languages: รองรับการสร้างเสียงร้องในหลากหลายภาษา เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสร้างผลงานที่เข้าถึงคนได้ในระดับสากล

ดราม่ามิวนิกเดือด!! เวทีความมั่นคงกลายเป็นเวทีปะทะ ‘เซเลนสกี’ แซะ “ออร์บานพุงโต” เครมลินถือโอกาสชูมารยาท ‘ปูติน’ หลัง ‘เซเลนสกี’ เปิดศึกวาจาออร์บานที่มิวนิก

(23 ก.พ. 69) ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลินของรัสเซีย ชี้แจงว่าประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' มักทำตัวอยู่ในกรอบความเหมาะสม ไม่ได้ใช้ถ้อยคำดูหมิ่นหรือก้าวร้าวต่อผู้นำประเทศอื่น

การแถลงนี้มีขึ้นในการออกอากาศรายการ "Moscow. Kremlin. Putin" เมื่อวันอาทิตย์ โดยเปสคอฟถูกสอบถามถึงถ้อยคำที่ 'โวโลดีมีร์ เซเลนสกี' ประธานาธิบดียูเครนใช้กับสื่อมวลชน ซึ่งมีลักษณะเชิงดูหมิ่น

สัปดาห์ก่อนหน้านี้ 'เซเลนสกี' กล่าวพาดพิงและดูถูกนายกรัฐมนตรีฮังการี 'วิกตอร์ ออร์บาน' ว่า "กำลังทำให้พุงใหญ่ขึ้น ไม่ใช่ทำให้กองทัพแข็งแกร่งขึ้น" ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมือง 'ออร์บาน' ตอบโต้โดยย้ำว่ากับถ้อยคำลักษณะนี้ 'ยูเครน' จะไม่สามารถเข้าร่วมสหภาพยุโรปได้

เหตุการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดและความขัดแย้งที่ยังไม่คลี่คลายระหว่างผู้นำระดับโลกในบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปัจจุบัน

ที่มา : Sputnik

พายุหนาวถล่ม!! ซีหลินกัวเล่อเผชิญหิมะตกหนัก อุณหภูมิลดต่ำแตะ -25 องศา รถชนและติดค้างหลายพื้นที่ เจ้าหน้าที่เร่งอพยพคน

(23 ก.พ. 69) หลายพื้นที่ในแคว้นซีหลินกัวเล่อ เขตปกครองตนเองมองโกเลียในทางตอนเหนือของจีน ประสบเหตุหิมะตกหนักและลมแรงอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 22 ก.พ. ส่งผลให้อุณหภูมิลดต่ำถึง -25 องศาเซลเซียส พร้อมลมแรงระดับ 10 และทัศนวิสัยไม่เกิน 10 เมตร

รายงานระบุว่าพายุหิมะครั้งนี้ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนรวมถึงยานพาหนะและประชาชนติดค้างอยู่หลายนาทีในสภาพอากาศเลวร้าย หน่วยกู้ภัยท้องถิ่นได้เร่งเข้าช่วยเหลือเพื่อย้ายผู้ประสบภัยไปสู่พื้นที่ปลอดภัย และปัดกวาดหิมะออกจากถนนเพื่อเปิดการจราจร

เจ้าหน้าที่ได้ชี้แนะให้ยานพาหนะออกจากพื้นที่เสี่ยงเป็นระเบียบเพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ซ้ำ และย้ำว่า "สถานการณ์พายุหิมะยังคงรุนแรง และขอให้ทุกคนระมัดระวัง"

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความท้าทายของแคว้นซีหลินกัวเล่อในการรับมือสภาพอากาศสุดขั้วที่ส่งผลต่อการเดินทางและความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาคนี้เป็นประจำ

ที่มา : Xinhua

วันชาติบรูไน 23 กุมภาพันธ์ ครบรอบ 42 ปี: ประเทศเล็กที่ “เดินนิ่ง” แต่ไปไกล และสิ่งที่ไทยควรเรียนรู้

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ของทุกปีคือ “วันชาติบรูไน” (Hari Kebangsaan) วันที่ชาวบรูไนใช้รำลึกถึงการประกาศเอกราชและการยืนบนขาของตนเองในเวทีโลก ซึ่งปี 2026 นี้เท่ากับครบรอบ 42 ปี (นับจากปี 1984) ของการเป็นรัฐเอกราชอย่างเต็มรูปแบบ

แต่ถ้าเรามองบรูไนแค่มุม “ประเทศน้ำมัน” เราจะพลาดบทเรียนสำคัญที่สุดของเขา…บทเรียนของ “ความต่อเนื่อง” ที่ทำให้ประเทศเล็กสามารถรักษาเสถียรภาพ วางระบบ และต่อรองบนเวทีโลกได้อย่างมีน้ำหนัก

จุดเริ่มต้นของบรูไน: จากอาณาจักรการค้า สู่รัฐสมัยใหม่
บรูไนมีรากทางประวัติศาสตร์ยาวนานในฐานะศูนย์กลางการค้าและอำนาจทางทะเลในเกาะบอร์เนียว ก่อนจะพัฒนาเป็น “สุลต่านแห่งบรูไน” ที่มีบทบาทเด่นในภูมิภาค โดยช่วงรุ่งเรืองสำคัญอยู่ราวศตวรรษที่ 15–16 ซึ่งอิทธิพลแผ่ไปตามชายฝั่งบอร์เนียวและบางส่วนของหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในยุคนั้น

จากนั้นบรูไนเผชิญช่วง “ขาลง” ของอำนาจในศตวรรษที่ 17–19 จากปัจจัยทั้งการแข่งขันของมหาอำนาจตะวันตก ความเปลี่ยนแปลงเส้นทางการค้า และแรงเสียดทานภายใน จนท้ายที่สุดกลายเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษในปี 1888 และถูกจัดระบบบริหารแบบ “Resident” (ที่ปรึกษา/ผู้บริหารอังกฤษ) ในปี 1906

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บรูไนถูกญี่ปุ่นเข้ายึดครอง (เริ่มโจมตีปลายปี 1941) ก่อนจะถูกปลดปล่อยในปี 1945 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญต่อโครงสร้างรัฐและความคิดเรื่องการปกครองสมัยใหม่

หลังสงคราม บรูไนค่อย ๆ ขยับสู่การปกครองตนเองมากขึ้น—มีรัฐธรรมนูญปี 1959 ที่ทำให้การบริหารภายในประเทศเป็นของบรูไนมากขึ้น (ขณะที่อังกฤษยังดูแลต่างประเทศ/ความมั่นคงบางส่วน) และปี 1962 เกิดเหตุการณ์กบฏ/การลุกฮือช่วงสั้น ๆ (Brunei Revolt) ซึ่งถูกปราบลง และส่งผลต่อทิศทางการเมืองของประเทศในระยะยาว

จุดเปลี่ยนใหญ่คือสนธิสัญญากับอังกฤษในปี 1979 ที่ปูทางไปสู่เอกราชเต็มรูปแบบ และในที่สุดบรูไนประกาศเอกราชวันที่ 1 มกราคม 1984 ก่อนจะ “ถือธรรมเนียมฉลองวันชาติ” ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ของทุกปี

หลังเอกราช บรูไนเดินเกมต่างประเทศเร็วและชัด: เข้าร่วม ASEAN เมื่อ 7 มกราคม 1984 และเป็นสมาชิก United Nations ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ซึ่งช่วยให้ประเทศเล็กมีที่ยืนและเครือข่ายค้ำประกันเชิงการทูตมากขึ้น

แล้ว “คนไทยต้องเรียนรู้อะไร” จากบรูไน?
1) เป้าหมายประเทศต้องชัด และต้องทำต่อเนื่อง
บรูไนมีกรอบวิสัยทัศน์ระดับชาติอย่าง Vision 2035 วางเป้าหมายตรงไปตรงมาเรื่องคุณภาพคน คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจที่ยั่งยืน—สำคัญไม่ใช่ชื่อแผน แต่คือ “ความต่อเนื่องของรัฐ”

2) ประเทศเล็กไม่ได้แปลว่าเสียงเบา ถ้าเดินเกมต่างประเทศเป็น
บรูไนรีบ “ปักหมุด” บนเวทีภูมิภาคและโลกทันทีหลังเอกราช—เข้าร่วมอาเซียนและยูเอ็นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศเล็กมีที่ยืนและเครือข่ายค้ำประกันเชิงการทูต

3) ทรัพยากรเป็นทุนตั้งต้นได้ แต่ต้องไม่กลายเป็นกับดัก
บรูไนเติบโตจากน้ำมันและก๊าซ แต่แก่นที่น่าคิดคือการเอารายได้ไปวางระบบรัฐและคุณภาพชีวิต จนรัฐสามารถบริหารแบบ “มั่นคง” ได้ยาว ๆ

4) วิกฤตในประวัติศาสตร์คือบททดสอบความเป็นรัฐ
บรูไนผ่านยุคอารักขา ผ่านสงคราม ผ่านเหตุการณ์ความไม่สงบภายใน—แต่รัฐเลือก “ล็อกทิศทาง” แล้วเดินต่อด้วยความมีระเบียบ

5) ความต่อเนื่องของผู้นำ = ความต่อเนื่องของนโยบาย (แต่ต้องมีระบบรองรับ)
บรูไนถูกนำโดย Sultan Hassanal Bolkiah มายาวนาน ซึ่งสะท้อน “เสถียรภาพแบบสถาบัน” ในบริบทของเขา บทเรียนสำหรับไทยคือควรมี “ระบบ” ที่ทำให้นโยบายสำคัญไม่สะดุดทุกครั้งที่การเมืองเปลี่ยนหน้า

6) อัตลักษณ์ชาติที่ชัดช่วยให้รัฐสื่อสารทิศทางได้ตรงกัน
บรูไนวางกรอบอัตลักษณ์รัฐชัด (เช่นแนวคิด Malay Islamic Monarchy) ทำให้การสื่อสารของรัฐมีแกนเดียวกัน บทเรียนสำหรับไทยคืออัตลักษณ์ควรเป็นพลังรวม ไม่ใช่ชนวนแยก

เกมสื่อระดับรัฐกลับมา? เวที Moscow–Islamabad เชื่อมสัมพันธ์รัสเซีย–ปากีสถาน ยันสร้างสะพานสื่อสารแน่นแฟ้น ผลักดันทูตประชาชนสู่ประชาชน

(24 ก.พ. 69) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน 'ชาห์บาซ ชารีฟ' เตรียมเยือนนครมอสโกอย่างเป็นทางการระหว่าง 3–5 มีนาคม 2569 โดยก่อนวันเยือนจะมีการจัดงาน "Media Forum Moscow–Islamabad" เพื่อสร้างสะพานการสื่อสารระหว่างรัสเซียกับปากีสถานให้เข้มแข็งขึ้น

เวทีนี้ต่อยอดจากการประชุม First Russia–Pakistan Eurasian Forum ที่กรุงมอสโกเมื่อเดือนธันวาคม 2568 โดยมีสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศจากทั้งสองประเทศเป็นผู้จัด งานดังกล่าวย้ำบทบาทของการทูตประชาชนสู่ประชาชน (P2P diplomacy) ซึ่งได้รับการผลักดันโดย ดร. ร็อกโซลานา ซิกอน ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผู้อำนวยการศูนย์วิจัย "diplomacy of the nations, partnership of civilizations"

งานนี้ซึ่งจะจัดขึ้นที่ Rossiya Segodnya Media Group กรุงมอสโก มีผู้แทนสื่อหลักๆ เช่น Associated Press of Pakistan (APP) ร่วมกับนักการทูตและนักวิชาการจากรัสเซียและปากีสถาน หลายเซสชันจะพูดถึงความท้าทายโลก ความสัมพันธ์ทวิภาคี และแนวโน้มวารสารศาสตร์ระหว่างประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงและนักวิเคราะห์ชั้นนำจากทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม

การประชุมได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตปากีสถานประจำรัสเซีย กระทรวงสารสนเทศปากีสถาน รวมทั้งสถาบันวิชาการสำคัญและสถาบันคลังสมอง การประชุมมุ่งหวังให้เกิดการออกแบบวิสัยทัศน์และบทสนทนายุทธศาสตร์ใหม่ระหว่างสองชาติ ช่วยสร้างพื้นฐานความร่วมมือที่มั่นคงและยั่งยืน กลายเป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ในภูมิภาคยูเรเชีย

"เราต้องการสร้างสะพานสื่อสารที่มั่นคงและยั่งยืน เพื่อผลักดันบทสนทนาเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียและปากีสถาน" ดร. ร็อกโซลานา กล่าวในงานแถลงก่อนหน้าเหตุการณ์

ที่มา : Sputnik

จีนเปิดสตูดิโอภาพเสมือน!! สตูดิโอหน้าจอ LED ใหญ่ที่สุด สร้างภาพเรียลไทม์ฟุตบอลฮ่องกง ลดต้นทุนและเวลาในงานถ่ายทำ ยกระดับประสิทธิภาพอุตสาหกรรม

(24 ก.พ. 69) สตูดิโอถ่ายทำภาพเสมือนจริงในมณฑลเจ้อเจียงของจีน เปิดใช้จอ LED โค้งขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เมตร ใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับฉายภาพสนามกีฬาและผู้ชมดิจิทัลแบบเรียลไทม์ ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ฟุตบอลในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผสมผสานภาพเสมือนและองค์ประกอบทางกายภาพเข้าด้วยกัน

'หนิวชง' ผู้ประสานงานโครงการของบริษัท 'เวอร์ซาไทล์ มีเดีย' เปิดเผยว่าฐานการผลิตภาพเสมือนจริงนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการถ่ายทำภาพยนตร์ โดยระบุว่า "การใช้ฐานผลิตภาพเสมือนจริงตอบโจทย์ด้านความคิดสร้างสรรค์และช่วยให้ผู้ผลิตภาพยนตร์หันมาใช้ AI กันมากขึ้น"

นอกจากนี้ สตูดิโอถ่ายฉากน้ำในมณฑลเจียงซูใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะจำลองคลื่นขนาดใหญ่และความลึกในการถ่ายทำได้อย่างสมจริง รวมถึงโรงงานผลิตฉากดิจิทัลในนครฉงชิ่งประยุกต์ระบบอัตโนมัติสลับฉากรวดเร็ว ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์จีนเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนอย่างมาก

สมาคมนักเขียนวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีนชี้ว่า การนำ AI เข้ามาใช้ในงานผลิตภาพยนตร์ไม่เพียงเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังปฏิวัติกระบวนการทำงาน เสริมประสิทธิภาพและความชาญฉลาดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์จีนในอนาคต

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top