Saturday, 6 June 2026
World

Google Maps อัปเกรด ใส่มันสมองและพลังจาก Gemini พูดคุยถามเส้นทางได้จริงแบบไม่ต้องแตะจอ บอกทางด้วยจุดสังเกต ไม่ใช่ตัวเลขระยะทาง เริ่มใช้แล้วในสหรัฐฯ ก่อนขยายสู่หลายประเทศ

Google Maps เปิดตัวระบบใหม่ที่ใช้พลังจาก “Gemini” ปัญญาประดิษฐ์รุ่นล่าสุดของกูเกิล เปลี่ยนประสบการณ์นำทางให้ “พูดคุยได้จริง” แบบไม่ต้องแตะโทรศัพท์ ผู้ใช้สามารถพูดถามได้เลย เช่น “มีร้านกาแฟระหว่างทางไหม” หรือ “แถวนี้มีที่จอดรถไหม” ระบบจะตอบกลับทันทีและเข้าใจคำถามต่อเนื่องแบบเป็นธรรมชาติ

สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือรูปแบบการบอกทาง จากเดิมที่พูดว่า “เลี้ยวซ้ายอีก 500 เมตร” กลายเป็น “เลี้ยวขวาหลังร้านอาหารไทย” ฟังง่ายกว่าและใกล้เคียงภาษาที่คนใช้ในชีวิตจริง อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ใหม่แจ้งเตือนแบบอัตโนมัติ เช่น อุบัติเหตุ น้ำท่วม หรือถนนปิด แม้ผู้ใช้จะไม่ได้เปิดโหมดนำทางก็ตาม ขณะเดียวกัน “Lens with Gemini” ยังให้ผู้ใช้ยกโทรศัพท์ขึ้นส่องอาคารหรือร้านอาหาร แล้วถามได้ทันทีว่า “นี่ที่ไหน ทำไมถึงดัง”

ในสหรัฐฯ ฟีเจอร์นี้จะเริ่มเปิดให้ใช้เดือนนี้ (พ.ย.) และจะเชื่อมต่อกับ Android Auto เร็ว ๆ นี้ โดยทางกูเกิลยืนยันว่าการพูดคุยกับ Gemini ใน Maps จะไม่ถูกนำไปใช้ทำโฆษณาเจาะจงผู้ใช้ ซึ่งถือเป็นประเด็นความเป็นส่วนตัวสำคัญที่หลายคนกังวล

นอกจากนี้ กูเกิลยังเริ่มขยายระบบ Gemini Maps ไปยังอินเดีย โดยปรับให้เข้ากับพฤติกรรมการพูดและการขอเส้นทางของคนท้องถิ่น รองรับ 9 ภาษา พร้อมฟีเจอร์เตือนจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ และแสดงจำกัดความเร็วขณะขับรถ โดยร่วมมือกับหน่วยงานทางหลวงของอินเดียเพื่อรับข้อมูลปิดถนนและซ่อมแซมแบบเรียลไทม์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งคำถามว่า AI ตัวนี้จะแก้ปัญหา “แผนที่ไม่ตรงจริง” ในบางประเทศได้หรือไม่ เช่น แอฟริกา ที่ข้อมูลถนนยังไม่ครบหรือภาพถ่ายล้าสมัย ซึ่งกูเกิลยอมรับว่า Gemini จะทำงานได้ดีขึ้นเมื่อมีข้อมูลพื้นฐานที่แม่นยำ แต่ไม่สามารถสร้างข้อมูลที่ยังไม่มีอยู่จริงได้

สำหรับนักพัฒนา กูเกิลยังเปิดตัวเครื่องมือใหม่ “Builder Agent” และ “MCP Server” ที่ใช้ Gemini ช่วยสร้างโปรเจกต์แผนที่จากคำสั่งข้อความธรรมดา เช่น การสร้างแผนที่จุดท่องเที่ยวหรือเส้นทางปลอดภัยในเมือง พร้อมระบบตกแต่งแผนที่ให้เข้ากับแบรนด์หรือดีไซน์ของผู้ใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Google Maps ก้าวสู่ยุค “แผนที่อัจฉริยะ” ที่เข้าใจคำพูดและคิดตอบได้เหมือนผู้ช่วยส่วนตัว

รัสเซียตั้ง “กองกำลังระบบไร้คนขับ” เป็นทางการ ยูเครนแขวะ แค่ลอกแนวทางความสำเร็จ อ้างทัพโดรนเคียฟยังนำหน้าหลายขุม ในด้านเทคโนโลยี และกำลังพล-ยุทโธปกรณ์

(13 พ.ย. 68) รัสเซียประกาศตั้ง “กองกำลังระบบไร้คนขับ” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยสื่อของรัฐรายงานว่ามีการจัดตั้งกองพันปฏิบัติการและหน่วยต่าง ๆ ขึ้นแล้ว เพื่อควบคุมการใช้โดรนและระบบไร้คนขับในสนามรบแบบรวมศูนย์ ภายใต้แผนการเดียวและทำงานประสานกับหน่วยรบอื่น ๆ

ด้าน ยูเครนชี้ว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นการ “ลอกแนวทางที่ประสบความสำเร็จของเรา” เพราะกองทัพยูเครนได้ตั้งเหล่าทัพด้านระบบไร้คนขับแยกเฉพาะไปก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2024 เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของยูเครน อันดรีย์ โควาเลนโก (Andrii Kovalenko) กล่าวว่าหน่วยโดรนของยูเครนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง แต่รัสเซียกำลังพยายามคัดลอกและเร่งผลิตในเชิงปริมาณ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ต้องจับตา

ยูเครนถือเป็นผู้บุกเบิกการใช้โดรนในสงคราม นำอากาศยานไร้คนขับ และยานภาคพื้นดินไร้คนขับมาใช้ทั้งในภารกิจลาดตระเวนและโจมตีจริง และตั้งเป้าผลิตโดรนให้ได้ถึง 1 ล้านลำภายในปีนี้ นี่ยังไม่รวมโดรนอีกหลายพันลำที่ได้รับจากชาติตะวันตก เพื่อถล่มจุดอ่อนและลดความได้เปรียบด้านจำนวนกำลังพลและยุทโธปกรณ์

ทั้งนี้ รัสเซียเองก็ใช้โดรนอย่างกว้างขวาง ทั้งในแนวหน้าและโจมตีเมือง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โควาเลนโกย้ำว่ายูเครนยังนำหน้ารัสเซียในด้านการพัฒนาโดรน แต่ก็เตือนว่า ศึกเทคโนโลยีไร้คนขับกำลังทวีความรุนแรง และยังเห็นได้ชัดว่า กองทัพยุโรปในนาโต (NATO) ยังตามหลังอยู่มากในสนามรบยุคโดรนนี้

ไปรษณีย์จีนทำลายสถิติ เทศกาลช้อปปิ้ง ‘ดับเบิล 11.11’ ยอดส่งพัสดุเกือบ 14,000 ล้านชิ้น!! สูงกว่าช่วงปกติมากถึง 1.18 เท่า ตอกย้ำพลังจับจ่ายตลาดผู้บริโภคจีน

(13 พ.ย. 68) สำนักงานไปรษณีย์แห่งชาติจีน (State Post Bureau) เปิดเผยว่า ตั้งแต่จีนเข้าสู่ช่วงพีคของเทศกาลช้อปปิ้ง “ดับเบิล 11.11” ปี 2025 และตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. เป็นต้นมา บริษัทไปรษณีย์รวมถึงขนส่งพัสดุทั่วประเทศได้จัดการพัสดุไปแล้วกว่า 13,940 ล้านชิ้น ทำลายสถิติใหม่ด้านปริมาณการขนส่ง

ในช่วงวันที่ 21 ต.ค. จนถึง 11 พ.ย. ที่ผ่านมา ปริมาณพัสดุเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ราว 634 ล้านชิ้น สูงกว่าช่วงปกติถึง 1.18 เท่า โดยมีวันพีกที่ปริมาณพัสดุพุ่งแตะ 777 ล้านชิ้นในวันเดียว สร้างสถิติประวัติการณ์ใหม่ของอุตสาหกรรมขนส่งพัสดุในจีน

สำหรับปี 2025 นี้ อุตสาหกรรมไปรษณีย์และขนส่งของจีนเตรียมรับมือเทศกาล “ดับเบิล 11” อย่างเต็มที่ ทั้งเพิ่มกำลังคน ขยายเครือข่ายคลังสินค้า และอัปเกรดระบบคัดแยกอัตโนมัติ เพื่อลดปัญหาพัสดุตกค้างและทำให้ระบบเดินได้ลื่นไหลขึ้น ส่งผลให้ศักยภาพและประสิทธิภาพในการให้บริการสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ เทศกาลช้อปปิ้ง “ดับเบิล 11” ซึ่งเริ่มจัดครั้งแรกในปี 2009 ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนในจีน หนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลก ยอดพัสดุที่ทะลุเพดานในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังจับจ่ายที่ยังแข็งแกร่งของผู้บริโภคจีน และความเติบโตต่อเนื่องของอีคอมเมิร์ซในประเทศ

จีนปั้นธุรกิจยักษ์เล็ก!! SME “ลิตเติล ไจแอนต์” ระดับชาติ มากกว่า 17,600 บริษัททั่วประเทศ สัดส่วนเพียง 3.5% แต่โกยรายได้-กำไรสูง ชูเป็นหัวรถจักรอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่จีน

(14 พ.ย. 68) กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) เปิดเผยว่า จีนได้บ่มเพาะธุรกิจยักษ์เล็ก “เอสเอ็มอี ลิตเติล ไจแอนต์” (SME Little giants) ในระดับชาติแล้วมากกว่า 17,600 แห่งทั่วประเทศ กลุ่มนี้คือเอสเอ็มอีด้านการผลิตที่เชี่ยวชาญตลาดเฉพาะทาง ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย และมีความโดดเด่นด้านนวัตกรรมเชิงลึก

แม้จะมีสัดส่วนเพียงราว 3.5% ของเอสเอ็มอีอุตสาหกรรมที่อยู่ในระบบทั้งหมด แต่บริษัทลิตเติลไจแอนต์เหล่านี้กลับสร้างรายได้คิดเป็น 9.6% ของรายได้รวมทั้งภาค และทำกำไรถึง 13.7% สะท้อนบทบาทสำคัญของเอสเอ็มอีคุณภาพสูงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของจีน

หลี่ เล่อเฉิง (Li Lecheng) รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและไอที ระบุในที่ประชุมพัฒนาเอสเอ็มอีที่นครฉงชิ่งว่า การพัฒนาเอสเอ็มอีคุณภาพสูงของจีนเดินหน้าอย่างมั่นคง ทั้งในด้านศักยภาพและผลประกอบการ ปัจจุบันจีนได้บ่มเพาะเอสเอ็มอีเชิงวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมแล้วกว่า 600,000 แห่ง และจะเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยุคใหม่ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จีนวางยุทธศาสตร์ชัดเจนว่าจะเสริมบทบาทภาคเอกชนให้เป็นหัวใจของนวัตกรรม ยกระดับขีดความสามารถของบริษัทแนวหน้าที่ช่วยพยุงห่วงโซ่อุตสาหกรรม พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เกื้อหนุนเอสเอ็มอี โดยการผลักดันเอสเอ็มอีที่ “เชี่ยวชาญ เฉพาะทาง และเทคโนโลยีล้ำสมัย” ถูกบรรจุเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) ของจีนแล้ว

‘ปูติน’ ย้ำสัมพันธ์เดินหน้าไร้สะดุด ดันโปรเจกต์มูลค่าหมื่นล้านดอลลาร์ สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับ Rosatom พร้อมขยับค้าขายด้วยเงินท้องถิ่น 100%

(14 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ระบุว่ารัสเซียต้องการพัฒนาความสัมพันธ์กับคาซัคสถานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่าทั้งสองประเทศเป็น “หุ้นส่วน มิตร และพันธมิตรใกล้ชิด” ที่ยกระดับความร่วมมือไปสู่ระดับรัฐต่อรัฐที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างการหารือกับประธานาธิบดีคัสซิม-โจมาร์ต โทคาเยฟ ผู้นำคาซัคสถานที่เดินทางเยือนมอสโก

ปูตินเผยอีกว่า ความร่วมมือระหว่างสองประเทศกำลังเดินหน้าอย่างมั่นคง ทั้งในเวทีระหว่างประเทศและด้านเศรษฐกิจ โดยรัสเซียถือเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของคาซัคสถาน และเกือบ 100% ของการชำระเงินระหว่างกันใช้สกุลเงินประจำชาติ แทนการพึ่งพาเงินสกุลหลักอย่างดอลลาร์ เพิ่มความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจทั้งสองฝ่าย พร้อมเปิดเผยว่ามีโครงการร่วมที่อยู่ระหว่างวางแผนรวมมูลค่า “หลายหมื่นล้านดอลลาร์”

ด้าน โทคาเยฟ ผู้นำคาซัคสถาน ย้ำว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างคาซัคสถานและรัสเซีย “ไม่มีปัญหา” และทุกมิติพัฒนาไปได้ดี ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง เขาเรียกการเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” กับรัสเซียว่าไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่เป็นพันธกรณีที่อัสตานาปฏิบัติจริง พร้อมเชิญปูตินเดินทางเยือนคาซัคสถานในปี 2026

ทั้งนี้ ผู้นำคาซัคสถานยังเปิดเผยว่า ทั้งสองประเทศใกล้บรรลุข้อตกลงสำคัญในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ในคาซัคสถาน ร่วมกับบริษัทพลังงานนิวเคลียร์รัสเซีย “รอสอะตอม” (Rosatom) ซึ่งเขามองว่าไม่ใช่แค่โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า แต่เป็น “โปรเจกต์บุกเบิก” ที่จะสร้างองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ชุดใหม่ให้ประเทศ ขณะที่ปูตินย้ำว่าทั้งคู่จะได้พบกันอีกในการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (CSTO) ที่บิชเคก ในประเทศคีร์กีซสถาน 

รัสเซียเร่งผลิตน้ำมัน!! ต.ค. เพิ่มกำลังผลิตอีก 48,000 บาร์เรลต่อวัน สวนทาง OPEC+ ที่ลดกำลังผลิต โลกจับตา “ดีมานด์–ซัพพลาย” เปิดโอกาสให้ราคาผันผวนต่อเนื่อง

(15 พ.ย. 68) รายงานฉบับล่าสุดของโอเปก (OPEC) ระบุว่า รัสเซียเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในเดือนตุลาคม 2568 ขึ้นอีกราว 48,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ทำให้ตัวเลขการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9.382 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิม 9.334 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะยังอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงร่วมกับกลุ่ม OPEC+ ก็ตาม

ในภาพรวม กลุ่ม OPEC+ กลับมีกำลังการผลิตรวมในเดือนตุลาคมลดลงราว 73,000 บาร์เรลต่อวัน เหลือเฉลี่ย 43.02 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ในกลุ่มประเทศที่ร่วมลดกำลังผลิตโดยสมัครใจ เช่น รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และพันธมิตร ผลิตรวมกันเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 27,000 บาร์เรลต่อวัน และสูงกว่าโควตารวมที่กำหนดไว้ราว 24,000 บาร์เรลต่อวัน สะท้อนความพยายามในการพยุงราคา กับการรักษาส่วนแบ่งตลาดของแต่ละประเทศ

ด้านดีมานด์ โอเปกยังคงมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง โดยประเมินว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นราว 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันแตะระดับเฉลี่ย 105.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากประมาณ 103.84 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2024 และคาดว่าปี 2026 จะยังเติบโตต่ออีกประมาณ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกันยังปรับเพิ่มคาดการณ์การผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ในปี 2025 เป็นเฉลี่ยราว 13.37 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนจะคาดว่าปี 2026 จะลดลงเล็กน้อย

โอเปกระบุด้วยว่า สต็อกน้ำมันเชิงพาณิชย์ของกลุ่มประเทศ OECD ในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 6 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ราว 2.845 พันล้านบาร์เรล แม้จะสูงกว่าปีก่อนหน้า แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีล่าสุดอยู่ระดับหนึ่ง ขณะที่การผลิตจากประเทศนอกกรอบข้อตกลง OPEC+ ถูกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 0.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 ไปแตะเฉลี่ย 54.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดน้ำมันโลกยังต้องจับตาความสมดุล “ดีมานด์–ซัพพลาย” อย่างใกล้ชิด และเปิดโอกาสให้ราคายังผันผวนในระยะถัดไป

คนฟังแยกไม่ออก?? โพลชี้ 97% ให้คำตอบไม่ได้ เพลงไหน AI เพลงไหนคนร้อง ศึกหนัก!! ศิลปินตัวจริงเริ่มแทรกยาก หลังเพลง AI ทะยานขึ้นอันดับ 1 บน Billboard

ผลสำรวจใหม่โดย Ipsos ร่วมกับแพลตฟอร์มสตรีมมิง ดีเซอร์ (Deezer) เผยว่า ถึงยุคที่คนส่วนใหญ่แทบจะแยกไม่ออกแล้วว่าเพลงไหนแต่งโดยมนุษย์ หรือเพลงไหนสร้างจากปัญญาประดิษฐ์ จากการให้กลุ่มตัวอย่าง 9,000 คนฟังเพลง 3 คลิป (2 คลิปเป็นเพลงที่สร้างด้วย AI ล้วน ๆ อีก 1 คลิปเป็นเพลงมนุษย์แต่ง) ผลคือ 97% ระบุไม่ได้ว่าคลิปไหนคือเพลงจาก AI ขณะที่กว่าครึ่งยอมรับว่ารู้สึก “ไม่สบายใจ” กับการที่แยกไม่ออกแบบนี้ และเกินครึ่งกังวลว่า AI จะทำให้เพลงคุณภาพต่ำหลั่งไหลขึ้นแพลตฟอร์ม พร้อมกลัวว่าความคิดสร้างสรรค์จะถูกลดทอน

ดีเซอร์ระบุว่า ทุกวันนี้มีเพลงที่สร้างด้วย AI ถูกอัปโหลดขึ้นแพลตฟอร์มมากขึ้นอย่างชัดเจน และไม่ได้แค่อยู่เฉย ๆ แต่มีคนฟังจริง ๆ ด้วย เดือนมกราคมที่ผ่านมา ประมาณ 1 ใน 10 ของเพลงที่ถูกสตรีมต่อวัน เป็นเพลงที่ใช้ AI สร้างทั้งหมด แต่ผ่านไปเพียงสิบเดือนตัวเลขพุ่งเป็นกว่า 1 ใน 3 หรือราว 40,000 เพลงต่อวัน จน 80% ของคนในโพลบอกตรง ๆ ว่าอยากให้ “เพลงจาก AI ถูกติดป้ายแจ้งชัดเจน” ซึ่งตอนนี้ Deezer เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงรายใหญ่รายเดียวที่ติดป้ายเพลง AI แบบเป็นระบบ หลังเคยมีกรณีวงอินดี้นามว่า The Velvet Sundown โด่งดังใน Spotify ก่อนเจ้าตัวจะยอมรับภายหลังว่าเป็น “โปรเจ็กต์ดนตรีสังเคราะห์” ที่สร้างด้วย AI ทั้งหมด

ฝั่งวงการเพลงกระแสหลักก็เริ่มสะเทือน เมื่อเพลงคันทรี “Walk My Walk” ในนามวง Breaking Rust ซึ่งใช้เสียงนักร้องชายที่สร้างจาก AI ถูกสื่อสหรัฐรายงานว่าขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเจเนอเรทีฟ AI สามารถขึ้นอันดับ 1 ชาร์ต Country Digital Song Sales ของบิลบอร์ดในสหรัฐ ทั้งที่ตัวเพลงเนื้อหาค่อนข้างมาตรฐานแบบสูตรสำเร็จ แต่กลับปั้นฐานแฟนได้เกิน 2 ล้านผู้ฟังต่อเดือนใน Spotify มีหลายเพลงทะลุหลักล้านสตรีม โดยเบื้องหลังมีชื่อ Aubierre Rivaldo Taylor เป็นผู้แต่งและโปรดิวซ์ พร้อมสร้างเพลงแนวดุเดือดด้วย AI ในนาม Defbeatsai อีกชุดหนึ่ง

แนวโน้มนี้ยิ่งชัดเมื่อ บิลบอร์ด (Billboard) ระบุว่า ในทุกสัปดาห์ตลอดเดือนที่ผ่านมา มักมี “ศิลปิน AI หรือศิลปินที่ใช้ AI ช่วย” ติดชาร์ตอย่างน้อยหนึ่งราย ขณะเดียวกันค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ก็ไม่ยอมตกขบวน มีการเซ็นดีลมูลค่ามหาศาลกับแพลตฟอร์ม AI ดนตรี เช่น ดีลลิขสิทธิ์ระหว่าง Universal Music Group กับแอปสร้างเพลง AI อย่าง Udio เพื่อปูทางสู่แพลตฟอร์มคอนเทนต์ใหม่ ด้าน Spotify เองก็โดนจับตาหนักเรื่อง “คลื่นเพลง AI คุณภาพต่ำ” ที่ถาโถมเข้าแพลตฟอร์ม จนต้องออกนโยบายปราบสแปมและการแอบอ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นประกาศแบนเพลงจาก AI โดยตรง

ท่ามกลางกระแสนี้ นักวิชาการด้านดนตรีเตือนว่าศิลปินตัวจริงกำลังลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะต้องแข่งกับ “วง AI” ที่ผลิตเพลงได้ไม่รู้จบในต้นทุนต่ำ เจสัน พาลามารา (Jason Palamara) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเทคโนโลยีดนตรีจากมหาวิทยาลัยอินเดียนา ระบุว่า การมาของวงดนตรีสังเคราะห์จะยิ่งทำให้ศิลปินที่เป็นมนุษย์ “เจาะแพลตฟอร์มสตรีมมิง” อย่าง Spotify หรือ Apple Music ได้ยากขึ้นไปอีก ทั้งในแง่การมองเห็นและรายได้

ขณะเดียวกัน ในด้านกฎหมายก็เริ่มเดือดไม่แพ้กัน เมื่อศาลเมืองมิวนิกในเยอรมนีตัดสินให้ OpenAI เจ้าของ ChatGPT แพ้คดีละเมิดสิทธิผู้ประพันธ์ จากการที่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ใช้เนื้อเพลงยอดนิยมของศิลปินเยอรมันในการฝึก โดยไม่ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์หรือขออนุญาตอย่างถูกต้อง ศาลชี้ว่าการที่ ChatGPT สามารถแสดงเนื้อเพลงได้ตรงกับต้นฉบับหรือใกล้เคียงในระดับสูง “ไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นเพียงความบังเอิญ” และถือเป็นการทำซ้ำเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่ง OpenAI อาจต้องจ่ายค่าเสียหาย แม้จำนวนเงินยังไม่ถูกเปิดเผยก็ตาม

คดีนี้ถูกยื่นโดย GEMA สมาคมที่ดูแลสิทธิผู้ประพันธ์ในเยอรมนี ซึ่งใช้ตัวอย่างเพลงชื่อดัง 9 เพลง รวมถึง “Männer”, “In der Weihnachtsbäckerei” และ “Atemlos” มาเป็นหลักฐาน ศาลอ้างอิงกฎหมายสิทธิผู้ประพันธ์ (Urheberrecht) ของเยอรมนี ที่ให้ความสำคัญกับ “ตัวผู้สร้างสรรค์งาน” มากเป็นพิเศษ และมองว่าสิทธิ์นี้ไม่ใช่สิ่งที่โอนให้ใครง่าย ๆ เหมือนโมเดลลิขสิทธิ์แบบอังกฤษ–อเมริกัน ทนายของ GEMA มองว่าคำตัดสินนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของยุโรปทั้งทวีป เพราะกฎส่วนถูกกลไกสหภาพยุโรปทำให้สอดคล้องกัน

ด้าน OpenAI ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน กำลังพิจารณายื่นอุทธรณ์ และย้ำว่าบริษัทเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมกำลังเจรจากับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อหาทางจัดการเรื่องลิขสิทธิ์ ขณะเดียวกัน สหภาพนักข่าวในเยอรมนีก็ออกมาใช้จังหวะนี้อ้างว่า “การใช้เนื้อหาสื่อและบทความไปฝึก AI โดยไม่จ่ายค่าตอบแทน” เป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเช่นกัน และเรียกร้องให้บริษัท AI ต้องจ่ายค่าชดเชยให้คนทำคอนเทนต์

ภาพรวมจึงกลายเป็นโลกดนตรีที่คนฟัง “แทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือมนุษย์ อะไรคือ AI” ขณะที่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยคำถามเรื่องความโปร่งใส การติดป้ายบอกผู้ฟัง ความเป็นธรรมกับศิลปินตัวจริง และศึกษากฎหมายลิขสิทธิ์ที่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น สงครามเพลงยุคใหม่จึงไม่ได้แข่งกันแค่บนชาร์ต แต่ยังแข่งกันในห้องประชุมทนายและสภานิติบัญญัติทั่วโลกด้วย

แบตฯ EV จีนโตแรง บริษัทยักษ์แดนมังกร ติดท็อป 10 โลกถึง 6 ราย ยอดขายพุ่ง 48.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ดันส่งออกแล่นฉิว ครองส่วนแบ่งแบบทิ้งห่าง สะท้อนความต้องการแบตเตอรี่ EV ในตลาดโลก

(15 พ.ย. 68) อุตสาหกรรมแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าของจีนยังโตแรงต่อเนื่อง ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ยอดขายพุ่งขึ้นถึง 48.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตามข้อมูลที่นำเสนอในงานประชุม World Power Battery Conference 2025 ที่เปิดฉากในเมืองหยีปิน มณฑลเสฉวน โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) 

ด้านการส่งออก จีนส่งแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าชนิด 129 กิโลวัตต์ เพิ่มขึ้น 32.7% เมื่อเทียบรายปี ตอกย้ำบทบาทฐานการผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลก ขณะเดียวกัน รายงานจากศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมอุปกรณ์ ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมและไอทีของจีน ระบุว่า ในปี 2024 บริษัทจีนถึง 6 แห่งติดอันดับท็อป 10 ผู้ผลิตแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าระดับโลก และรวมกันถือส่วนแบ่งการติดตั้งสูงถึง 67.1% เพิ่มขึ้นเกือบ 4 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน

รายงานยังชี้ว่า ปริมาณการติดตั้งแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าทั่วโลกในปีที่แล้วอยู่ที่ 894.4 กิโลวัตต์ เพิ่มขึ้น 27.2% จากปีก่อนหน้า สอดคล้องกับยอดขายและสัดส่วนการใช้รถยนต์พลังงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ สะท้อนว่าความต้องการแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้ายังมีช่องว่างให้เติบโตอีกมากในตลาดโลก

สำหรับการประชุม World Power Battery Conference 2025 ครั้งนี้ มีตัวแทนอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญ และบริษัทชั้นนำทั้งจีนและต่างประเทศเข้าร่วมมากกว่า 100 ราย อาทิ CATL, BYD และ Dassault Systèmes โดยเมืองหยีปิน เจ้าภาพจัดงาน ถือเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่สำคัญที่คิดเป็นราว 16% ของกำลังการผลิตแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าทั้งประเทศ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา เวทีนี้ได้เห็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 600 รายการ และมีการลงนามโครงการลงทุนขนาดใหญ่ถึง 249 โครงการ รวมมูลค่าเกือบ 3 แสนล้านหยวน หรือราว 42.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

จีนแสดงความห่วงใย หลังไทยระงับข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชา เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจ ใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ย้ำพร้อมเป็นสะพานเชื่อมสันติภาพ

กระทรวงการต่างประเทศจีน ออกแถลงการณ์ หลังสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจ

เมื่อวันที่ (13 พ.ย. 68) กระทรวงการต่างประเทศจีน แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังจากที่ไทยประกาศระงับข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชา ภายหลังเหตุการณ์ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการระเบิดของกับระเบิด

โดย นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับประเด็นไทย–กัมพูชาว่า ในฐานะที่เป็นมิตรและประเทศเพื่อนบ้านของไทยและกัมพูชา จีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าไทยและกัมพูชาจะยับยั้งชั่งใจ เดินหน้าเข้าหากัน ยึดมั่นในการปรึกษาหารืออย่างเป็นมิตร ใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เพื่อหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้โดยเร็วที่สุด และหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น 

พร้อมระบุว่า "จีนจะยังคงมีบทบาทสร้างสรรค์เพื่อสันติภาพตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาต่อไป"

CPE กลุ่มทุนจีนปิดดีลหุ้น 83% เบอร์เกอร์คิงจีน อัดฉีด 350 ล้านดอลลาร์ ขยายสาขา 4,000 แห่ง สะท้อนยุทธศาสตร์ใหม่การต่อยอดธุรกิจ ทุนจีนร่วมแบรนด์ต่างชาติบุกตลาดในประเทศ

เมื่อวันที่ (14 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก Jeenthai Business Inside  ได้รายงานว่า ‘เบอร์เกอร์คิงจีน’ ก็ขายแล้ว บ.ที่เคยลงทุนใน Mixue เข้าถือหุ้น 83%

สื่อจีนรายงานว่าหลังจากที่สตาร์บัคส์ (Starbucks) เพิ่งขายหุ้นใหญ่ในธุรกิจจีนไป ล่าสุดธุรกิจของเบอร์เกอร์คิง (BurgerKing) ในจีน ก็ถูกซื้อโดยกลุ่มทุนจีนเช่นกัน

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. CPE源峰 (CPE) (บริษัทไพรเวทอิควิตี้ของจีน) ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับแบรนด์ร้านอาหารสัญชาติอเมริกันอย่าง เบอร์เกอร์คิง โดยทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในชื่อ "เบอร์เกอร์คิง ประเทศจีน"

ก่อนหน้านี้ Restaurant Brands International (RBI) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ถือหุ้นในเบอร์เกอร์คิง ประเทศจีน เกือบ 100%

ในการทำธุรกรรมครั้งนี้ CPE จะอัดฉีดเงินทุนเริ่มต้น 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับเบอร์เกอร์คิง ประเทศจีน เพื่อสนับสนุนการขยายสาขา การตลาด การพัฒนานวัตกรรมเมนู และเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงาน

ภายใต้ข้อตกลงนี้ เบอร์เกอร์คิง ประเทศจีน จะได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาแบรนด์เบอร์เกอร์คิงในประเทศจีนแต่เพียงผู้เดียวเป็นเวลา 20 ปี

หลังจากการซื้อขายเสร็จสิ้น CPE จะถือหุ้นในเบอร์เกอร์คิง ประเทศจีน ประมาณ 83% ในขณะที่ RBI (บริษัทแม่) จะคงเหลือหุ้นไว้ประมาณ 17%

CPE เป็นบริษัทลงทุนสัญชาติจีนที่มุ่งเน้นในกลุ่มธุรกิจบริการและอุปโภคบริโภค โดยได้ลงทุนในกลุ่มนี้ไปแล้วราว 1 หมื่นล้านหยวน บริษัทที่ CPE เคยลงทุนด้วยมีทั้ง มี่เสวี่ย ปิงเฉิง (Mixue Bingcheng), Aier Eye Hospital (爱尔眼科), Laopu Gold (老铺黄金), Pop Mart (泡泡玛特) และอื่นๆ อีกหลายแห่ง

ตามแผนงานที่วางไว้ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าที่จะขยายสาขาเบอร์เกอร์คิงในจีน จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 1,250 แห่ง เพิ่มเป็นมากกว่า 4,000 แห่ง ภายในปี 2035

ดีลนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปี 2026 ขึ้นอยู่กับการอนุมัติตามกฎระเบียบ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ สตาร์บัคส์เพิ่งประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Boyu Capital (博裕投资) เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกในจีน โดย Boyu ถือหุ้น 60% และสตาร์บัคส์ถือ 40%

ในอนาคต รูปแบบการที่ต่างชาติและจีนร่วมทุนกัน เพื่อช่วยให้แบรนด์ต่างประเทศขยายตลาดในจีน อาจกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top