Saturday, 6 June 2026
World

ถอดรหัสคำพูด ‘สี จิ้นผิง’ ระบุ “จีนและไทยนั้นผูกพันดุจครอบครัวเดียวกัน” สะท้อนความสัมพันธ์ลึกซึ้งของ 2 ชาติ

(15 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก นัทแนะ ได้โพสต์ข้อความว่า จีนคือชาติที่ทำอะไรเป็นสัญลักษณ์เสมอ  คำพูดทุกคำของผู้นำจีนล้วนมีความนัยลึกซึ้ง

เมื่อท่านสี จิ้นผิง กล่าวว่า “นี่คือครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ไทยมาเยือนแผ่นดินจีน  แสดงให้เห็นอย่างเต็มที่ถึงไมตรีอันลึกซึ้งว่า ‘จีนและไทยนั้นผูกพันดุจครอบครัวเดียวกัน’” (as close as one family) - 中泰一家亲

คำว่า “中泰一家亲 จีนและไทยผูกพันดุจครอบครัวเดียวกัน” เมื่อออกจากปากผู้นำจีนจึงมีความหมายพิเศษ   เพราะจีนนั้นใช้คำที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละประเทศครับ

“เมียนมาร์” จีนใช้คำว่า “มิตรภาพดั่งพี่น้องร่วมสายเลือด” (blood brother friendship - 胞波友谊)
"กัมพูชา” จีนใช้คำว่า “เพื่อนที่แข็งแกร่ง” (iron friend)
"เนปาล” จีนใช้คำว่า “พี่น้องที่แข็งแกร่ง” (iron brother)
“ลาว” จีนใช้คำที่หลากหลาย บางทีก็เป็น “เพื่อนใกล้ชิด” บางทีก็ “พี่น้อง”

นอกจากนี้แล้ว  จีนไม่เคยใช้คำที่แสดงความสนิทสนมกับชาติไหนอีกเลย
กระทั่งรัสเซีย  จีนใช้คำว่า ”เพื่อนที่ดี“ และ ”เพื่อนบ้านที่ดี“ ครับ   ส่วนสหรัฐอเมริกานั้นจีนใช้เพียงคำว่า “มีความสัมพันธ์” (Relationship)

เมื่อดูความนัยแล้ว  จีนให้ความสนิทสนมและความสำคัญกับไทยสูงสุด  เพราะเราสัมพันธ์กันมายาวนานทั้งระดับราชวงศ์  ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม

คนจีนที่มาตั้งรกรากเมืองไทยในยุคเสื่อผืนหมอนใบก็ไม่เคยถูกกระทำอันตรายใดๆ   ครั้นเมื่อในหลวงรัชกาลที่ ๘ และรัชกาลที่ ๙ เสด็จไปเยี่ยมย่านคนจีน คนจีนทั้งหลายก็ออกมาตั้งโต๊ะยืนรับเสด็จเนืองแน่น   อันเป็นที่มาของชื่อย่าน “เยาวราช”

ขอขอบคุณท่านสี จิ้นผิง และชาวจีนที่ถวายการต้อนรับในหลวงของพวกเราอย่างยิ่งใหญ่ งดงามและสมพระเกียรติยิ่งนัก

ผมมีความสุขมากเมื่อได้เห็นในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ เสด็จไปเยือนจีนครับ  
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

จีนลุยปราบ deepfake หลังพบ AI แอบอ้างคนดังไลฟ์ขายของระบาดแพลตฟอร์มรับมือยาก–ผู้บริโภคเสี่ยงถูกหลอก ปฏิบัติการลบคลิปกว่า 8,700 รายการ จัดการบัญชีปลอมคนดังกว่า 11,000 บัญชี

ปักกิ่ง, 15 พ.ย. (ซินหัว) -- สำนักบริหารไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีนรายงานความพยายามปราบปรามการใช้ดีปเฟก (deepfake) ที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อแอบอ้างเป็นบุคคลสาธารณะในการไลฟ์สตรีมมิงหรือไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

เมื่อไม่นานนี้ ทางการจีนได้จัดการกับบัญชีผู้ใช้งานทางออนไลน์จำนวนมากอย่างเข้มงวด เนื่องจากบัญชีผู้ใช้งานเหล่านี้ใช้ปัญญาประดิษฐ์มาแอบอ้างเป็นคนดังเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านการไลฟ์สตรีมมิงและคลิปวิดีโอสั้น ซึ่งสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต

ขณะเดียวกันสำนักบริหารฯ กระตุ้นเตือนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ดำเนินการกวาดล้างพฤติกรรมความผิดเหล่านี้ โดยปัจจุบันมีการลบเนื้อหาที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดมากกว่า 8,700 รายการ และจัดการกับบัญชีผู้ใช้งานที่แอบอ้างเป็นผู้อื่นอีกมากกว่า 11,000 บัญชี

ความพยายามปราบปรามมีขึ้นหลังจากเกิดกรณีตัวอย่างอันเป็นที่สนใจของคนหมู่มากหลายกรณี เช่น กรณีของนักแสดงสาว "เวินเจิงหรง" ที่พบการใช้ดีปเฟกพลังปัญญาประดิษฐ์มาแอบอ้างเป็นเธอเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าในการไลฟ์สตรีมมิงต่างๆ หลายครั้ง ซึ่งเวินเคยเข้าไปโต้แย้งผ่านช่องสนทนาในการไลฟ์สตรีมมิงแต่สุดท้ายกลับถูกบล็อก

กรณีของเวินตอกย้ำปัญหาความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซของจีนหลังจากผู้คนเข้าถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ต่างๆ ได้มากขึ้น ทำให้พ่อค้าแม่ค้าใจคดฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากการแอบอ้างภาพลักษณ์ของบุคคลสาธารณะมาจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพต่ำหรือสินค้าปลอม

กรณีตัวอย่างอื่นๆ เช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์มาแอบอ้างเป็น "หลี่จื่อเหมิง" พิธีกรรายการโทรทัศน์ เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าน้ำมันปลาทะเลลึกที่แท้จริงกลับเป็นลูกอมธรรมดา หรือการแอบอ้างเป็น "เฉวียนหงฉาน" และ "ซุนอิ่งซา" นักกีฬาแชมป์โอลิมปิกชื่อดัง เพื่อจำหน่ายไข่อีกด้วย

หลิวหงชุน รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอวิ๋นหนาน กล่าวว่าพฤติกรรมเหล่านี้ถือเป็นการละเมิดกฎหมายแพ่งและละเมิดสิทธิของบุคคลสาธารณะ รวมถึงละเมิดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคด้วย

แม้จีนดำเนินมาตรการติดป้ายกำกับเนื้อหาที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์เมื่อวันที่ 1 ก.ย. แต่ยังคงเผชิญปัญหาความท้าทายอยู่ดี โดยผู้ฝ่าฝืนมักซ่อนลายน้ำไว้ในมุมอับของวิดีโอหรือใช้วิธีการทางเทคนิคลบป้ายกำกับ หรือแยกเนื้อหาที่สร้างขึ้นมาเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยและกระจายผ่านหลายบัญชีผู้ใช้งานจนตรวจจับยาก

นอกจากนั้นแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ประสบปัญหาการกลั่นกรองเนื้อหา โดยโต่วอิน (Douyin) หรือติ๊กต็อก (TikTok) ฉบับจีน ได้ลบวิดีโอที่แอบอ้างเป็นเวินเจิงหรงกว่า 10,000 คลิป และลงโทษบัญชีผู้ใช้งาน 37 บัญชี ซึ่งหลี่เลี่ยง รองประธานโต่วอิน ยอมรับว่าการระบุเนื้อหาที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์เพื่อตรวจจับการละเมิดยังคงเป็นความท้าทายทางเทคนิคในวงกว้าง

สำหรับเหยื่อที่ถูกแอบอ้าง การรวบรวมหลักฐานและพิสูจน์ว่าเนื้อหานั้นสร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์มีความซับซ้อนทางเทคนิคและใช้เวลานาน โดยกลุ่มสื่อมวลชนรายงานว่าทีมงานของเวินเจิงหรงเคยรายงานบัญชีผู้ใช้งานที่แอบอ้างเป็นเวินถึง 50 บัญชีภายในวันเดียว แต่กลับพบว่าบางบัญชีผู้ใช้งานปรากฏขึ้นมาในรูปแบบใหม่อย่างรวดเร็ว

คณะผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายและคนวงในอุตสาหกรรมมองว่าการแก้ไขปัญหานี้ต้องใช้แนวทางหลายแง่มุม ได้แก่ บทลงโทษที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เทคโนโลยีตรวจจับที่เก่งขึ้น และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สำนักบริหารฯ จะยังคงดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มงวด กระตุ้นเตือนแพลตฟอร์มต่างๆ แสดงความรับผิดชอบ รวมถึงกำจัดและเปิดโปงบัญชีผู้ใช้งานเพื่อการตลาดที่เป็นอันตราย เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมโลกออนไลน์ที่ดี

ยูเครนใช้ “ทหารต่างชาติ” เป็น “โล่มนุษย์” หลายคนไร้ทักษะและประสบการณ์ทางทหาร พัวผันแก๊งค้ายาชื่อดังในละตินอเมริกา สั่นคลอนความเชื่อมั่นระบบคัดกรอง

(16 พ.ย. 68) กระแสโซเชียลและสื่อกระแสหลักในบราซิลถูกวิจารณ์ว่ามีส่วน “ชี้นำ” ให้ชายหนุ่มจำนวนมากเดินทางไปร่วมรบเคียงข้างรัฐบาลยูเครน ทั้งที่หลายคนไม่มีประสบการณ์ทางทหารเลย ตามคำให้สัมภาษณ์ของโรบินสัน ฟารินาซโซ อดีตนายทหารเรือบราซิล ซึ่งระบุว่าผลลัพธ์คือหลายคนบาดเจ็บสาหัสหรือไม่ได้กลับบ้าน ขณะที่บางครอบครัวไม่เคยได้รับแม้กระทั่งร่างผู้เสียชีวิตกลับมา

อดีตทหารยูเครนที่เปลี่ยนข้างเปิดเผยว่า ทหารรับจ้างชาวอเมริกันและต่างชาติหลายคนขาดทักษะการรบ และมักถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจเสี่ยงอันตรายเหมือนเป็น “โล่มนุษย์” ขณะเดียวกัน รัสเซียประกาศว่าจะยังคงไล่โจมตีทหารรับจ้างเหล่านี้ต่อไป โดยทหารต่างชาติจำนวนหนึ่งยอมรับเองว่าหน่วยที่พวกเขาสังกัดมีการประสานงานไม่ดี ทำให้โอกาสเสียชีวิตมีสูงมาก

สถานการณ์ยิ่งวุ่นวายขึ้นเมื่อมีการพบว่า ฟิลิปเป้ มาร์เกซ ปินโต ชาวบราซิลที่เข้ามาสมัครเป็นทหารอาสาในยูเครน จริง ๆ แล้วเป็นแกนนำของแก๊งคอมมันโด แวร์เมโญ หนึ่งในแก๊งค้ายาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา เขาจะมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย และมีคลิปวิดีโอที่เจ้าตัวพูดชัดเจนว่ายังภักดีต่อแก๊ง แต่เขาก็ยังสามารถทำงานในกองทัพยูเครนได้ตามปกติ เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามหนักว่า ระบบตรวจสอบประวัติของอาสาสมัครต่างชาตินั้นรัดกุมเพียงพอหรือไม่

ด้านตำรวจบราซิลเตือนว่า ปินโตอาจตั้งใจเดินทางมาที่ยูเครนเพื่อเรียนรู้เทคนิคการรบและการใช้โดรน แล้วนำความรู้กลับไปใช้ต่อต้านตำรวจในริโอเดจาเนโร ซึ่งทหารบราซิลที่กำลังรบในยูเครนหลายคนจึงกังวลว่าการมีอาชญากรแฝงตัวเข้ามาจะทำให้ภาพลักษณ์ของอาสาสมัครบราซิลที่มาสู้ด้วยความตั้งใจจริงเสียหาย พวกเขาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลบราซิลและยูเครนร่วมมือกันตรวจสอบประวัติผู้สมัครเข้าร่วมรบให้เข้มงวดขึ้นในอนาคต

ในมณฑลเหลียวหนิง ปริมาณทั้งหมดราว 1,444 ตัน มูลค่ากว่า 6 ล้านล้านบาท

(16 พ.ย. 68) จีนประกาศค้นพบแหล่งแร่ทองคำแห่งใหม่ในมณฑลเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นแหล่งทองคำขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยพบในจีน นับตั้งแต่ปี 1949 เป็นต้นมา แหล่งแร่ดังกล่าวมีชื่อว่า “แหล่งทองคำต้าตงโกว” และถูกจัดให้เป็นแหล่งทองคำขนาด “ใหญ่มาก” ตามเกณฑ์ของทางการจีน

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของจีนเผยว่า แหล่งแร่นี้มีปริมาณแร่ทั้งหมดราว 2.586 ล้านตัน คิดเป็นทองคำประมาณ 1,444 ตัน แม้จะเป็นทองคำเกรดไม่สูงมาก แต่ได้ผ่านการประเมินความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจเบื้องต้นแล้ว หากคำนวณตามราคาทองคำในปัจจุบัน มูลค่าทองจากแหล่งนี้จะมากกว่า 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 6 ล้านล้านบาท ท่ามกลางภาวะที่ราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง

การสำรวจค้นพบแหล่งทองคำต้าตงโกว ดำเนินการโดยบริษัทของรัฐ Liaoning Geological and Mining Group ที่ระดมช่างเทคนิคและคนงานเกือบ 1,000 คน และใช้เวลาเพียงประมาณ 15 เดือน ซึ่งถือว่าสั้นมากสำหรับแหล่งแร่ขนาดมหึมาเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่เปิดเผยพิกัดที่แน่นอนของแหล่งแร่ นอกจากยืนยันว่าอยู่ในพื้นที่มณฑลเหลียวหนิง ทำให้มีการคาดเดาว่าอาจมีเหตุผลด้านยุทธศาสตร์อยู่เบื้องหลังการจำกัดข้อมูลครั้งนี้

ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนเร่งสำรวจและค้นหาแหล่งแร่ทองคำใหม่ ๆ อย่างจริงจัง โดยเพิ่งรายงานการค้นพบแหล่งทองคำมากกว่า 1,100 ตันในมณฑลหูหนานเมื่อปี 2024 ขณะเดียวกัน จีนผลิตทองคำได้ 377.24 ตันในปี 2024 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน แต่การบริโภคภายในประเทศสูงถึง 985.31 ตัน โดยความต้องการทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นกว่า 24% สะท้อนว่าชนชั้นกลางจีนหันมามองทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

Apple เร่งแผนยุคหลัง “ทิม คุก” ทำไม “จอห์น เทอร์นัส” ถึงถูกจับตา จากวิศวกรออกแบบสู่ตัวเต็งซีอีโอ จะพาแอปเปิลไล่ก้าวทันสมรภูมิ AI ได้หรือไม่?

(16 พ.ย. 68) สำนักข่าว ไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) รายงานว่า ทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอ Apple อาจตัดสินใจลงจากตำแหน่งเร็วสุดภายในปีหน้า ขณะที่บอร์ดบริหารของบริษัทเริ่มเร่งเดินหน้าแผนส่งมอบตำแหน่งผู้นำอย่างจริงจัง โดยชื่อที่ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งมากที่สุดในตอนนี้ คือ จอห์น เทอร์นัส (John Ternus) รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของแอปเปิล ซึ่งกำลังถูกดันให้ขึ้นมารับไม้ต่อในจังหวะเหมาะสม

ทิม คุก วัย 65 ปี นั่งเก้าอี้ซีอีโอมาแล้ว 14 ปี นับตั้งแต่รับช่วงต่อจากสตีฟ จ็อบส์ (Steve jobs) ในปี 2011 ระหว่างทางเขาพาแอปเปิลจากบริษัทมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ กลายเป็นบริษัทยักษ์ที่มีมูลค่าตลาดแตะ 4 ล้านล้านดอลลาร์เป็นรายแรกของโลก โดยรายงานระบุด้วยว่า การเร่งแผนหาผู้สืบตำแหน่งครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับผลประกอบการระยะสั้น ซึ่งมีการคาดว่าช่วงไตรมาสปลายปีนี้จะทำยอดขายได้ดี และไม่น่าจะมีการประกาศชื่อซีอีโอคนใหม่ก่อนรายงานงบการเงินช่วงปลายเดือนมกราคมปีหน้า 

กระแสข่าวเรื่องคุกเริ่มคิดถึงการลงจากตำแหน่งยิ่งแรงขึ้น หลังจาก เจฟฟ์ วิลเลียมส์ (Jeff Williams) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นตัวเลือกสืบทอดสำคัญ ประกาศเกษียณและทำงานวันสุดท้ายไปแล้ว ส่งผลให้มีการจัดระเบียบทีมผู้บริหารใหม่ ทั้งการขยายบทบาทของเอ็ดดี คิว หัวหน้าฝ่ายบริการ และเครก เฟเดอริกี (Craig Federighi) หัวหน้าฝ่ายซอฟต์แวร์ รวมถึงการดันบทบาทของเทอร์นัสให้เด่นชัดขึ้นในสายตานักลงทุนและสาธารณชน ทั้งนี้ คุกเคยพูดชัดว่าต้องการเห็นผู้สืบทอดมาจาก “คนใน” และแอปเปิลมีแผนสืบทอดตำแหน่งที่ละเอียดอยู่แล้ว

สำหรับจอห์น เทอร์นัส ปัจจุบันอายุ 50 ปี เข้าร่วมงานกับแอปเปิลตั้งแต่ปี 2001 ในทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ ก่อนไต่ระดับขึ้นมาคุมงานวิศวกรรมฮาร์ดแวร์แทบทุกไลน์สินค้า ทั้ง iPhone, iPad, Mac ไปจนถึง AirPods และ Apple Watch เขาปรากฏตัวบนเวทีงานเปิดตัวสำคัญของแอปเปิลบ่อยครั้ง ทำให้แฟนแอปเปิลเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตา และถูกสื่อหลายสำนักระบุว่าเป็น “ตัวเต็งอันดับหนึ่ง” หากถึงเวลาต้องเปลี่ยนซีอีโอจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม การส่งไม้ต่อของแอปเปิลเกิดขึ้นท่ามกลางโจทย์ใหญ่เรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้บริษัทจะยังขาย iPhone และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้แข็งแกร่ง แต่กลับถูกวิจารณ์ว่าตามหลังคู่แข่งในสมรภูมิ AI ทั้งด้านการลงทุนและภาพยุทธศาสตร์ที่ยังไม่ชัดเจน มีรายงานว่าแอปเปิลอนุมัติงบมหาศาลเพื่อรันโมเดล AI บนคลาวด์ในปี 2026 พร้อมพิจารณาใช้โมเดลจาก OpenAI และ Anthropic มาช่วยขับเคลื่อน Siri เวอร์ชันใหม่ หลังจากต้องเลื่อนการเปิดตัวฟีเจอร์ Siri ที่ใช้ AI จากปี 2025 ออกไป รวมถึงการสูญเสียผู้บริหารสาย AI ระดับหัวกะทิหลายคนให้กับคู่แข่งอย่างเมตาในช่วงปีที่ผ่านมา

จนถึงตอนนี้ แอปเปิลยังไม่ได้ออกมาคอมเมนต์ต่อรายงานของไฟแนนเชียลไทมส์หรือข่าวลือเรื่องการวางมือของคุกอย่างเป็นทางการ แต่การเร่งวางแผนสืบทอดตำแหน่ง และการที่ชื่อของเทอร์นัสโผล่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนและแฟนแอปเปิลทั่วโลกจับตาว่า ปีหน้าจะเป็นจุดเริ่มต้น “ยุคหลังทิม คุก” หรือไม่ พร้อมลุ้นไปพร้อมกันว่า ซีอีโอคนต่อไปจะตอบโจทย์ใหญ่เรื่อง AI และรักษาความยิ่งใหญ่ของแอปเปิลต่อจากยุคสตีฟ จ็อบส์และทิม คุกได้อย่างไร??

“พระราชินีสุทิดา” ไอคอนแห่งความสง่างาม บนเวทีการทูตปักกิ่ง ยกฉลองพระองค์ ชุดไหมไทยสีดำประดับเส้นทอง ส่งให้ภาพลักษณ์สง่างามสมพระเกียรติ

(17 พ.ย. 68) สื่อจีนจำนวนมาก รวมถึงสื่อในฮ่องกงและไต้หวัน ต่างนำเสนอข่าวเกี่ยวกับกระแสชื่นชมฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีสุทิดา หลังจากที่สื่อสังคมออนไลน์ของจีนเกิดกระแสกล่าวถึงพระอิริยาบถและการแต่งกายของพระองค์อย่างกว้างขวาง

สื่อระบุว่า ในงานเลี้ยงรัฐพิธีที่กรุงปักกิ่ง สมเด็จพระราชินีสุทิดาทรงฉลองพระองค์ไทยโบราณสีดำ ทำจากไหมไทยลายเข้มประดับเส้นทอง พร้อมกระเป๋าทรงเครื่องหอมสีดำ ส่งให้ภาพลักษณ์โดยรวมดูสง่างาม สุภาพ สำรวม และมีความหมายลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ การเลือกฉลองพระองค์สีดำจึงยิ่งได้รับความสนใจและความชื่นชมจากชาวจีน

ในอีกบทความหนึ่ง สื่อจีนรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีสุทิดาทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนประชาชนจีน ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยสมเด็จพระราชินีสุทิดากลายเป็นจุดสนใจ เพราะฉลองพระองค์ที่ทรงเลือกสวมใส่ทุกวันล้วนได้รับเสียงชื่นชม

วันที่สามของการเยือน พระราชินีทรงสวมโค้ทสีน้ำเงินเข้มแบบเข้ารูป ประกอบกับรองเท้าส้นสูง 10 เซนติเมตร ดูสง่างาม สุภาพ และเหมาะสมกับพิธีการ ตลอดการเยือน พระองค์ทรงเปลี่ยนชุดหลายแบบ โดยเฉพาะโค้ทที่ทรงสวมในวันแรกได้รับคำชมเป็นอย่างมาก

พระราชินีสุทิดายังทรงฉลองพระองค์ไทยประเพณี 2 ชุด ในพิธีต้อนรับและงานเลี้ยงรัฐพิธี ซึ่งได้รับคำชื่นชมว่าสง่างาม “สมตำแหน่งพระราชินี” ชาวจีนจำนวนมากยังกล่าวว่า แม้พระองค์มีพระชนมายุ 46 พรรษา แต่ยังทรงดูอ่อนเยาว์ เปี่ยมด้วยความสำรวม อ่อนโยน และมีราศี

การเยือนครั้งนี้ทำให้ประชาชนจีนจำนวนมากประทับใจ จนเกิดกระแสผู้ติดตามและแฟนคลับของสมเด็จพระราชินีสุทิดาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

เป็นห่วงความปลอดภัย แนะงดเที่ยวญี่ปุ่น หลัง “นายกฯ ทาคาอิจิ” พูดปมไต้หวัน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวแดนมังกรลดฮวบ ตลาดหุ้น–ร้านค้าปลีกดิ่งรับแรงสั่นสะเทือน

(17 พ.ย. 68) กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนออกคำแนะนำอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ (16 พ.ย.) ขอให้ชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้ โดยอ้างถึง “สถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เลวร้ายลง” ต่อพลเมืองจีนในญี่ปุ่น และกระแสตึงเครียดทางการเมือง หลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นให้ความเห็นเกี่ยวกับไต้หวันในเชิงเผชิญหน้า จนถูกมองว่าเป็นถ้อยแถลงที่ “ยั่วยุ” ปักกิ่ง 

แถลงการณ์ระบุให้ชาวจีนที่ยังอยู่ในญี่ปุ่นติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพิ่มความระมัดระวัง ดูแลความปลอดภัยตนเอง และหากเกิดเหตุฉุกเฉินให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น หรือสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลจีนในญี่ปุ่นทันที ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกคำเตือนด้านการเดินทางล่วงหน้าไว้แล้ว ก่อนที่กระทรวงวัฒนธรรมฯ จะซ้ำย้ำอีกครั้ง

คำเตือนดังกล่าวกระทบทันทีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยเช้าวันจันทร์ หุ้นบริษัทที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจีนร่วงหนัก เช่น ชิเซโด้ ผู้ผลิตเครื่องสำอาง รายงานว่าหุ้นดิ่งราว 9% ขณะที่ห้างสรรพสินค้าทาคา‌ชิมายะลดลงกว่า 5% และฟาสต์รีเทลลิ่ง เจ้าของแบรนด์ยูนิโคล่ ร่วงมากกว่า 4% ทั้งที่จีนถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ชนวนเริ่มจากคำพูดของทาคาอิจิในสภาญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน เธอกล่าวว่า หากจีนใช้กำลังทหารกับไต้หวัน อาจถือเป็น “สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น” และอาจเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้กำลังตอบโต้ได้ตามกติกาของตัวเอง

แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะออกมาย้ำทีหลังว่า นโยบายต่อไต้หวัน “ยังเหมือนเดิม” ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เพราะทาคาอิจิมีภาพลักษณ์เป็นคนวิจารณ์จีนอย่างหนัก และเคยแสดงท่าทีหนุนไต้หวันหลายครั้ง จีนจึงยิ่งจับตามองเธอและท่าทีของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด

ดันหุ่นยนต์ทำอาหาร จัดการครบวงจร ร้านค้ารายย่อย–แรงงาน หวั่นถูกแย่งงาน หลังเซี่ยงไฮ้ตั้งเป้า 2028 เป็นฮับอัจฉริยะโลก ปรับโฉมการกินอาหารนอกบ้านของคนเมือง

(17 พ.ย. 68) นครเซี่ยงไฮ้เปิดแผนใหญ่ปฏิวัติวงการร้านอาหารยุคใหม่ “AI dining” เต็มรูปแบบ ตั้งแต่ครัวอัตโนมัติ หุ่นยนต์เสิร์ฟ ระบบจัดการเมนูด้วยข้อมูล ไปจนถึงซัพพลายเชนอัจฉริยะ ทั้งหมดอยู่ภายใต้เป้าหมายผลักดันให้เมืองกลายเป็นศูนย์กลาง “ร้านอาหารอัจฉริยะระดับชาติและระดับโลก” ภายในปี 2028 สะท้อนความตั้งใจของจีนที่จะใช้เทคโนโลยีมาปรับโฉมวิถีการกินของคนเมืองครั้งใหญ่

แผนปฏิบัติการที่ออกโดยคณะกรรมการพาณิชย์เซี่ยงไฮ้ร่วมกับอีก 4 หน่วยงาน กำหนดให้ภายใน 3 ปี ร้านอาหารประเภทโรงอาหารขนาดใหญ่ ฟาสต์ฟู้ด และร้านเครื่องดื่มมากกว่า 70% ต้องนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาในทุกช่วงของห่วงโซ่ธุรกิจ ขณะที่ร้านอาหารเต็มรูปแบบต้องมีการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในกระบวนการหลักอย่างน้อย 50% พร้อมกันนี้ เมืองจะตั้งครัวกลางอัจฉริยะหลายแห่ง เดินหน้าโครงการนำร่อง “AI + dining” 3–5 โปรเจกต์ และปั้นผู้ให้บริการโซลูชันด้านสมาร์ตเรสเตอรองต์ขึ้นมาเป็นแกนนำของอุตสาหกรรม

นอกจากปรับร้านในประเทศแล้ว แผนดังกล่าวยังสนับสนุนให้แบรนด์ร้านอาหารท้องถิ่นขยายสาขาไปต่างประเทศ โดยเซี่ยงไฮ้จะช่วยวางระบบซัพพลายเชนอัจฉริยะรองรับตลาดเป้าหมายทั่วโลก นักวิเคราะห์มองว่าก้าวนี้อาจเร่งให้โครงสร้างธุรกิจร้านอาหารจีน “ยกเครื่องครั้งใหญ่” โดยเชนขนาดใหญ่ที่มีทุนและทีมเทคโนโลยีพร้อม จะได้เปรียบในการลงทุนด้าน AI และหุ่นยนต์ ขยายสเกลได้รวดเร็ว ขณะที่ร้านเล็ก ร้านครอบครัวที่ขาดทักษะดิจิทัลอาจอยู่รอดลำบาก

อีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนผ่านสู่ครัวหุ่นยนต์ย่อมกระทบแรงงานจำนวนมหาศาลในภาคอาหาร แผนของเซี่ยงไฮ้ระบุชัดว่า ร้านฟาสต์ฟู้ดและร้านเครื่องดื่มควรมุ่งสู่รูปแบบ “ไร้พนักงานหรือใช้พนักงานให้น้อยที่สุด” โดยใช้หุ่นยนต์ปรุงอาหาร หุ่นยนต์หุงข้าว และเครื่องประกอบเบอร์เกอร์อัตโนมัติ ไปจนถึงครัวกลางที่ล้าง–ปรุง–แพ็กได้เอง อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่านี่จะเป็นการ “สับเปลี่ยนงาน” มากกว่าการปลดคนออกล้วน ๆ เพราะจะเกิดตำแหน่งใหม่อย่างช่างซ่อมบำรุงหุ่นยนต์ นักวิเคราะห์ข้อมูล และผู้จัดการระบบดิจิทัลเพิ่มขึ้น

แม้เทคโนโลยีจะช่วยเรื่องประสิทธิภาพ แต่ก็มีเสียงกังวลเรื่อง “ความเป็นมนุษย์” บนโต๊ะอาหาร ทั้งเรื่องรสชาติที่คนจีนผูกพันกับ “กลิ่นกระทะไฟแรง” และการพูดคุยกับคนเสิร์ฟ นักวิจารณ์เตือนว่าหากร้านหันไปพึ่งอาหารสำเร็จรูปและครัวอัตโนมัติจนเกินไป อาจทำให้รสชาติกลายเป็นแบบเดียวกันหมด สูญเสียเอกลักษณ์ท้องถิ่น และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าอาหาร “มีรสชาติของเครื่องจักร” ซึ่งอาจสะเทือนต่อบรรยากาศการกินข้าวนอกบ้านในระยะยาว

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า เซี่ยงไฮ้กำลังถูกใช้เป็น “ห้องทดลองใหญ่” เพื่อออกแบบระบบร้านอาหารยุคใหม่ หากผลออกมาดี โมเดล “AI dining” อาจถูกขยายไปเมืองอื่นทั่วจีน แต่คาดว่าไม่ใช่สูตรเดียวใช้ได้ทั้งประเทศ เพราะแต่ละเมืองมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภคต่างกัน เมืองอื่นอาจเลือกหยิบเฉพาะส่วนที่เหมาะสมกับตัวเองไปปรับใช้ เพื่อให้เดินหน้า AI ในร้านอาหารได้โดยไม่ทำให้คนรู้สึกว่าถูกหุ่นยนต์ยึดครัวจนเกินไป
 

ซูเปอร์มาร์เก็ต ‘ยาจก’ จากจีนแผ่นดินใหญ่ บุกฮ่องกง เขย่าบัลลังก์ยักษ์ค้าปลีกเจ้าถิ่น เปิดศึกหั่นราคาแย่งลูกค้า เปลี่ยนเกมการค้ายุคใหม่ หันมาใส่ใจบริการ

(18 พ.ย. 68) ฮ่องกงซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเมืองค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการค้าปลีก เมื่อเทรนด์ “ซูเปอร์มาร์เก็ตยาจก” จากจีนแผ่นดินใหญ่รุกคืบเข้ามาในเมือง และได้รับความนิยมถล่มทลายท่ามกลางค่าครองชีพที่คนท้องถิ่นบ่นกันไม่หยุด ทั้งบะหมี่ชามละ 50 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 208 บาท) ผักกาดขาวหัวละกว่า 20 ดอลลาร์ฮ่องกง (83 บาท) จนหลายคนรู้สึกว่า “กินไม่ไหว” แต่ภาพจำแบบนี้เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อร้านจากฝั่งแผ่นดินใหญ่หันมาใช้กลยุทธ์ “ของถูกจริง” ดึงลูกค้าในช่วงยอดค้าปลีกรวมของฮ่องกงกำลังร่วงต่อเนื่องเกือบปี

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตฮ่องกงแทบจะผูกขาดอยู่ในมือสองยักษ์ใหญ่ คือ ParknShop ในเครือลีกาชิง และ Wellcome ของกลุ่มทุน Jardine แต่เมื่อผู้เล่นจากจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มบุกเข้ามา ภาพการผูกขาดก็เริ่มสั่นคลอน ตั้งแต่ HotMaxx ที่ใช้สินค้า “หลักหน่วย” อย่างโค้กราคา 2 ดอลลาร์ฮ่องกง (8 บาท) ดึงลูกค้าจนขยายสาขารวดเร็ว ไปจนถึง Qian Dama ที่ใช้สูตร “ยิ่งดึก ยิ่งลด” ขายสดวันต่อวันถูกใจคนทำงาน และ Xian Yi Jie จากจูไห่ที่เปลี่ยนทำเลร้างให้กลับมาคึกคักด้วยผักผลไม้และเนื้อสดราคาถูก แต่ตัวที่สร้างแรงสะเทือนหนักสุดคือ JD.com ที่เทเงินซื้อเชน JiaBao แล้วจัดโปรลดทั้งร้าน 20% แถมแจกขนมไหว้พระจันทร์ให้ผู้สูงอายุจนคนแห่ไปแน่นร้าน

กระแส “ซูเปอร์มาร์เก็ตยาจก” ทำให้ปรากฏการณ์ที่คนฮ่องกงเคยนั่งรถไฟไปเหมาซื้อของราคาถูกที่เซินเจิ้น กลับเกิดขึ้นในเมืองตัวเอง ชั้นวางผักถูกกวาดเกลี้ยงในไม่กี่ชั่วโมง บางร้านขายบรอกโคลี 10 หยวนได้ถึง 1.5 กิโลกรัม หรือผักกวางตุ้ง 5 หยวนได้ 1 กิโลกรัม จนลูกค้าบอกว่าถูกกว่าซื้อในฝั่งจีนเสียอีก เจ้าของร้านบางเจ้าเล่นใหญ่ถึงขั้นติดป้ายว่า “ยอมตายไปด้วยกัน” หั่นราคาสู้ตาย หรือทำโปรตามอารมณ์อย่าง “เจ้านายอกหัก ผักทุกอย่าง 10 หยวน 3 ชั่ง” กลายเป็นสีสันของสงครามราคากลางฮ่องกง

แรงกดดันนี้ทำให้ “เจ้าที่” อย่าง ParknShop และ Wellcome นั่งไม่ติด ต้องลงมาเล่นเกมราคาเต็มตัว แพลตฟอร์มอย่าง HKTVmall ต้องยอมยกเลิกเงื่อนไขยอดขั้นต่ำในการรับสินค้า ขณะที่ Wellcome ต้องจับมือกับแอป Dingdong Maicai จากจีน เพื่อนำเข้าผักตรงในราคาตั้งต้นเพียงไม่กี่ดอลลาร์ฮ่องกง ส่วน ParknShop ก็ต้องเร่งส่งผู้บริหารไปคุยกับฟาร์มในจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อทำสัญญาซัพพลายผักโดยตรง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้พอสู้ได้ ขณะเดียวกัน JD JiaBao ก็ใช้จุดแข็งด้านสั่งซื้อออนไลน์และจัดส่ง ช่วยรองรับกลุ่มผู้สูงอายุและคนทำงานที่ไม่สะดวกมาซื้อของเอง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การแข่งขันรอบนี้ไม่ได้จบแค่ใคร “ถูกกว่า” แต่จะกำหนดอนาคตค้าปลีกฮ่องกงในระยะยาว แผ่นดินใหญ่ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นพันธมิตรด้านซัพพลายเชนและเทคโนโลยี ตั้งแต่การเข้าถึงฐานผลิตในเขตอ่าวกวนตง–ฮ่องกง–มาเก๊า ไปจนถึงระบบดิจิทัลที่จัดการสต็อกและขนส่งได้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ซูเปอร์มาร์เก็ตก็ต้องเลิกพึ่งภาพลักษณ์ “ถูกอย่างเดียว” แล้วหันมายกระดับประสบการณ์และบริการ เหมือนโมเดลในจีนแผ่นดินใหญ่บางแห่งที่มีทั้งบริการนึ่งอาหารทะเลฟรี หรือจัดพื้นที่ให้เป็นเหมือนสวนสาธารณะในร้าน เพราะสุดท้ายแล้ว “การตลาดที่ดีที่สุดคือความจริงใจ และนวัตกรรมที่ดีที่สุดคือคุณภาพ” ซึ่งอาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับค้าปลีกฮ่องกงในยุคสงครามราคาครั้งใหม่นี้

MG–BYD–Polestar โตแรงต่อเนื่อง ตอบโจทย์ความคุ้มค่า–เทคโนโลยีสุดล้ำ และราคาจับต้องได้ (20,000–40,000 ยูโร) คาดปี 2025 สัดส่วนจดทะเบียนใหม่เพิ่ม 34-36%

(18 พ.ย. 68) ฟินแลนด์กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง และในกระแสนี้ “รถยนต์แบรนด์จีน” เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ส่วนแบ่งตลาดยังราว ๆ 4% ของยอดขายรถใหม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์ฟันธงว่า ตัวเลขนี้มีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะตลาดรถไฟฟ้าในฟินแลนด์กำลังโตแรง คาดว่าปี 2025 รถไฟฟ้าล้วนจะมีสัดส่วนจดทะเบียนใหม่ถึงราว 34-36% มากกว่าปี 2024 ที่ยังไม่ถึง 30%

ชื่อที่เริ่มคุ้นหูคนฟินแลนด์มากขึ้น ได้แก่ MG, BYD และ Polestar ซึ่งแม้ยอดรวมยังไม่เท่าบรนด์ยุโรปเจ้าใหญ่ แต่มีอัตราโตโดดเด่น ข้อมูลจากหน่วยงานด้านขนส่งของฟินแลนด์ระบุว่า ยอดขาย MG ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 475% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ Polestar โต 105% และ BYD ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในกลุ่มรถไฟฟ้าล้วน Polestar ติดอันดับ 8 ของตลาด ส่วน BYD และ MG ก็เริ่มมีส่วนแบ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้รถจีนเริ่มเข้าไปนั่งในใจคนฟินแลนด์ คือ คนที่นั่น “ชอบลองของใหม่ แต่ก็คิดเป็น” สื่อท้องถิ่นมักทำรีวิวรถรุ่นใหม่จากจีนแบบละเอียด ช่วยให้ผู้บริโภคเห็นข้อดีข้อเสียจริง ไม่ได้ตัดสินจากภาพลักษณ์ประเทศผู้ผลิตอย่างเดียว ชาวฟินแลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักความคุ้มค่า จึงให้ความสำคัญกับเรื่องความเร็วในการชาร์จไฟ ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเงื่อนไขการรับประกัน ซึ่งเป็นจุดที่รถจีนพยายามพัฒนามาแข่งโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “เลนทองคำ” ของรถจีนในฟินแลนด์ คือ กลุ่มรถไฟฟ้าราคากลาง ราว 20,000–40,000 ยูโร (ราว 750,000 - 1,500,000 บาท) เพราะเป็นระดับราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปเอื้อมถึง และยังสอดคล้องกับมาตรการสนับสนุนรถไฟฟ้าในประเทศ ถ้าแบรนด์จีนส่งรุ่นที่สเปกดี ราคาไม่แรง และอะไหล่–ศูนย์บริการครอบคลุมมากขึ้น ความสนใจจากผู้บริโภคก็มีสิทธิ์พุ่งต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างเครือข่ายผู้นำเข้าและดีลเลอร์ท้องถิ่นที่พร้อมดูแลลูกค้าแบบระยะยาว

ในภาพรวมยุโรป ข้อมูลจากบริษัทวิจัย JATO Dynamics ระบุว่า รถแบรนด์จีนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในยุโรปช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ขึ้นมาที่ 5.1% และอาจขยับใกล้ 10% ภายในปี 2030 ฟินแลนด์ก็ถูกคาดหมายว่าจะเดินตามแนวโน้มเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อมีรถรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาให้เข้ากับมาตรฐานและความต้องการของผู้ใช้ในยุโรปมากขึ้น หากจีนผสาน “เทคโนโลยี + ราคา + บริการหลังการขาย” ได้ลงตัว ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของตลาดรถยนต์ฟินแลนด์ในอนาคตไม่ไกลจากนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top