Saturday, 6 June 2026
World

ติ๊กต็อก–เมตา–สแน็ป ยอมทำตามกฎหมายใหม่ออสเตรเลีย ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียล เริ่มมีผล 10 ธันวาคม 2568 ฝ่าฝืนอาจถูกปรับ 1 พันล้านบาท

(4 ต.ค. 68) ไบต์แดนซ์ (ByteDance) บริษัทแม่ของติ๊กต็อก (TikTok), เมตา (Meta) เจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม รวมถึงสแน็ป (Snap) ผู้ให้บริการสแน็ปแชต (Snapchat) ประกาศต่อรัฐสภาออสเตรเลียว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลกในลักษณะนี้ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

บริษัททั้งสามระบุว่าจะปิดบัญชีของผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีทันทีเมื่อกฎหมายมีผล โดยกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบตั้งแต่ปี 2024 และมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเยาวชนในโลกออนไลน์

เจนนิเฟอร์ สเตาท์ (Jennifer Stout) รองประธานอาวุโสฝ่ายนโยบายระดับโลกของสแน็ป แสดงความกังวลว่าการแบนอาจทำให้วัยรุ่นหันไปใช้บริการส่งข้อความอื่นที่ขาดระบบป้องกันความปลอดภัยเท่าที่ควร แม้จะไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้ แต่บริษัทจะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเต็มที่ 

ขณะที่เมตาเตรียมติดต่อผู้ใช้ออสเตรเลียอายุต่ำกว่า 16 ปีราว 450,000 คน เพื่อให้เลือกว่าจะลบบัญชีหรือเก็บข้อมูลไว้จนกว่าจะมีอายุครบตามกำหนด

ทั้งนี้ กฎหมายใหม่กำหนดโทษปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1.05 พันล้านบาท) สำหรับบริษัทที่ไม่ดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเหมาะสม เพื่อห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์มของตน ถือเป็นก้าวสำคัญในการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียของเยาวชนในระดับโลก

สตาร์บัคส์จับมือโปยู่!! ตั้งบริษัทร่วมทุน ขยายธุรกิจสินค้าปลีกที่จีน บุกเมืองรอง–เร่งสเกล ขยายสาขาในจีน 20,000 แห่ง

(5 พ.ย. 68) สตาร์บัคส์ประกาศตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Boyu Capital ในจีน เพื่อขยายธุรกิจกาแฟอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าขยายสาขารวมเป็น 20,000 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีราว 8,000 สาขา พร้อมตั้งสำนักงานใหญ่ร่วมที่นครเซี่ยงไฮ้

ไบรอัน นิคโคล ซีอีโอ สตาร์บัคส์กล่าวว่า “ความเชี่ยวชาญและเครือข่ายในพื้นที่ของโปยู่จะช่วยให้เราขยายสู่เมืองระดับรองและภูมิภาคใหม่ๆ ได้รวดเร็วขึ้น” ขณะที่อเล็กซ์ หว่อง หุ้นส่วน Boyu Capital ระบุว่า “แบรนด์สตาร์บัคส์มีสายสัมพันธ์แข็งแกร่งกับผู้บริโภคจีนตลอด 26 ปี การร่วมทุนครั้งนี้จะต่อยอดนวัตกรรมและความสอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น”

ข้อตกลงนี้เปิดทางให้ Boyu Capital ถือหุ้นได้สูงสุด 60% ในกิจการค้าปลีกของสตาร์บัคส์ในจีน ขณะที่สตาร์บัคส์ถือ 40% และยังคงควบคุมสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมด เพื่อรักษาคุณภาพแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้า

มูลค่ากิจการค้าปลีกสตาร์บัคส์ในจีนได้รับการประเมินที่ราว 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยความร่วมมือครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการปรับโครงสร้างเจ้าของเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการแข่งขันและกฎระเบียบเฉพาะของจีน นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบร้านที่ตอบโจทย์ตลาดท้องถิ่น รวมถึงบริการดิจิทัลเพื่อรองรับผู้บริโภคจีน

สตาร์บัคส์เริ่มดำเนินธุรกิจในจีนตั้งแต่ปี 1999 ขณะที่ Boyu Capital ก่อตั้งในปี 2011 ทำหน้าที่เป็นผู้ลงทุนทางเลือกที่มีเครือข่ายแข็งแกร่ง และการร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการผสานแบรนด์สากลกับทุนท้องถิ่นเพื่อเร่งการเติบโตในอนาคต

บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกเริ่มเลิกจ้างคน งานหลังบ้าน–คอลเซ็นเตอร์ โดนก่อน ซีอีโอดังยืนยัน AI คือผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้ยึดครอง แต่บางตำแหน่งงานจะหายไปจริง!!

บริษัทยักษ์ใหญ่ “ลดพึ่งคน หันพึ่ง AI” คลื่นเปลี่ยนงานครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้น ทั่วโลกกำลังขยับจาก “คนทำงานทุกขั้นตอน” ไปสู่ “คนกำกับ แต่ใช้ AI ลงมือ” งานที่โดนก่อนคือหลังบ้าน (เอกสาร การเงิน HR) งานบริการลูกค้า งานสรุปข้อมูล และการเขียนโค้ดบางส่วน เพราะ AI ทำได้เร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง ทำงานได้ 24/7 ไม่มีวันหยุด และยังได้ความสม่ำเสมอของคุณภาพ

ทำไมบริษัทถึงเร่งใช้ AI 
เหตุผลหลักมีทั้งเรื่องประสิทธิภาพและการแข่งขัน โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ทำให้บริษัทขยายบริการได้ทันทีข้ามประเทศ โดยผู้บริหารจำนวนมากยอมรับว่าบางบทบาท “ถูกออกแบบใหม่” หรือ “ถูกแทนที่บางส่วน” แล้ว 

ตัวอย่างชัดคือ IBM บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน ที่ชะลอการจ้างงานหลังบ้านและประเมินว่างานกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งสามารถใช้ AI ทำแทนได้ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

เสียงจากซีอีโอ “AI คือผู้ช่วย…และบางงานจะหายไป”
อาร์วินด์ คริชนา (Arvind Krishna) ประธานและซีอีโอของ IBM เคยให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า “ผมมองเห็นว่างานหลังบ้านราวส่วนหนึ่งจะถูกแทนที่ด้วย AI และระบบอัตโนมัติภายในห้าปี” 

สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Microsoft กล่าวว่า “Copilot (ผู้ช่วย AI ที่ขับเคลื่อนโดย Microsoft) คือหมวดใหม่ของคอมพิวเตอร์…มันจะเปลี่ยนวิธีที่เราทำงานและคุยกับคอมพิวเตอร์โดยตรง แนวคิดคือเพิ่มผลิตภาพทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่ลดคนในทีมใดทีมหนึ่ง”

ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ประธานบริหารของบริษัท Google กล่าวว่า “AI จะยังไม่มาแทนนักพัฒนา มันเป็นแค่ตัวเร่งให้ทีมทำงานได้มากขึ้นดีขึ้น และเรายังต้องจ้างวิศวกรต่อไป”

เจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Nvidia กล่าวว่า “ภาษาที่ใช้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์กำลังกลายเป็น ‘ภาษามนุษย์’…ทุกคนจึงเป็นโปรแกรมเมอร์ได้”

ข้อดี–ข้อเสียที่ต้องรับมือ 
ด้านบวกคือความเร็ว ต้นทุนต่อชิ้นงานที่ลดลง และคุณภาพที่สม่ำเสมอในชิ้นงาน แต่ความเสี่ยงก็ชัด ข้อมูลอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ถ้าไม่มีคนตรวจ ความลับองค์กรมีโอกาสรั่วไหล ตลอดจนแรงงานบางกลุ่มที่ต้อง “รีสกิล” ไปสู่การเพิ่มค่าจ้าง เช่น กำกับคุณภาพโมเดล ออกแบบพร็อมพ์ และวางเวิร์กโฟลว์ที่ปลอดภัย

ผลกระทบกับไทย 
โครงสร้างพื้นฐานมา งานใหม่มา กติกากำลังตาม ไทยกำลังได้ฐานรองรับ AI ระดับโลก 

AWS เปิดรีเจียนในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ (ม.ค. 2025) พร้อมแผนลงทุนมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ และคาดหนุนการจ้างงานช่วยจีดีพีเพิ่มขึ้น

Microsoft ประกาศลงทุนคลาวด์และศูนย์ข้อมูลในไทย พร้อมโครงการอัปสกิลคนไทยกว่า 100,000 คน (พ.ค. 2024)

Google ประกาศลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์รีเจียนในไทยวงเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ (ก.ย. 2024) เสริมความสามารถด้าน AI ของประเทศ

TikTok เตรียมลงทุนโครงการโฮสติงข้อมูลในไทยราว 126.8 พันล้านบาท หนุนดีมานด์ดาต้า–AI เพิ่มขึ้นอีกระลอก (อนุมัติโดยบีโอไอ ม.ค. 2025)

ผลลัพธ์คือ องค์กรไทยเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้ง่ายขึ้น เห็นการนำไปใช้จริงในธนาคาร โทรคมนาคม อีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับเร่งวางแนวทางใช้ AI อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและข้อมูลสำคัญ

มองไปข้างหน้า 
ทิศทางที่เป็นจริงที่สุดตอนนี้คือ “คนกับ AI ทำงานร่วมกัน” บริษัทที่ได้เปรียบคือบริษัทที่เลือกโจทย์ถูก (งานรูทีน วัดผลได้เร็ว) วางรั้วกำกับตั้งแต่วันแรก และลงทุนรีสกิลทีมให้สั่งงาน–ตรวจทาน–เชื่อม AI เข้ากับเวิร์กโฟลว์เดิม เมื่อโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกกำลังลงหลักในไทย หน้าต่างโอกาสก็เปิดกว้าง—คำถามจึงไม่ใช่ “จะใช้ AI ไหม” แต่คือ “จะเริ่มตรงไหนและกำกับอย่างไรให้เกิดผลลัพธ์ไวที่สุด”

วัฒนธรรมร่วมไทย–ลาว–กัมพูชา พิธีกรรมจากศาสนาฮินดูสู่อุษาคเนย์ แต่ไม่มีในประเพณีของเมียนมา สะท้อนรากแห่งความศรัทธาที่แตกต่าง

หลายคนคงคิดแค่ว่าประเพณีลอยกระทงเดิมน่าจะเป็นของไทยและอาจจะรวมถึงลาวด้วย วันนี้เอย่าจะเอาเรื่องราวมาเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบกันนะคะ ในไทยของเราเทศกาลลอยกระทงในอดีตก็คือ 'พิธีจองเปรียง' หรือ 'ลอยพระประทีป' นั่นเอง โดยว่ากันว่า พิธีจองเปรียงนั้น คือ พิธีบูชาไฟที่จัดขึ้นในเดือนสิบสองสมัยโบราณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอขมาต่อดินและน้ำ และเป็นการเฉลิมฉลอง พิธีนี้มีต้นแบบจากพิธี 'ดิวาลี' ของศาสนาฮินดู แต่ไทยก็มีการพัฒนามาเป็นการลอยพระประทีปหรือลอยกระทงนั่นเอง แต่นี่อาจจะยังทำให้ผู้อ่านสงสัยว่าเราจากพิธีจองเปรียงกลายมาเป็นลอยกระทงได้อย่างไร

มีบันทึกระบุไว้ถึงพิธีจองเปรียงนั้นมี 2 กิจกรรมกล่าวคือ

พิธีจองเปรียง : เป็นการจุดประทีปหรือโคมไฟที่ทำจากน้ำมันเนยเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยนำโคมไฟไปแขวนตามเสา ระเบียง ชายคา หรือตั้งเรียงกันตามช่องกำแพงเมืองและกำแพงวัง

พิธีลดชุดลอยโคม : เป็นกิจกรรมที่ลดขนาดของชุดประทีป แล้วลอยลงในแม่น้ำ ซึ่งตรงกับความหมายของพิธีลอยกระทงในปัจจุบันนั่นเอง

แล้วในภูมิภาคนี้มีประเทศไหนที่มีพิธีลอยกระทงเหมือนไทยบ้างอีก คำตอบที่ใกล้ตัวเราสุดคือ ประเทศลาวค่ะ โดยพิธีลอยกระทงของลาวจะจัดขึ้นในช่วงออกพรรษามีชื่อว่า 'บุญออกพรรษา' หรือ 'เทศกาลไหลเรือไฟ' โดยจะมีการมีการ ลอยกระทง หรือ ทางลาวเรียกว่า ลอยเฮือ เพื่อบูชาพระแม่คงคา และเพื่อขอขมาแม่น้ำ และการไหลเรือไฟหรือบั้งไฟน้ำในแม่น้ำโขง ส่วนในกัมพูชามีเทศกาลลอยกระทงที่ชื่อว่า 'บอนอ็อมตู๊ก' (Bon Om Touk) โดยในกิจกรรมก็จะมีการแข่งเรือยาวและการลอยกระทงแบบเดียวกับไทยเช่นกัน เอย่าไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ณ วันนี้ชื่อ บอนอ็อมตู๊ก นั้นถูกเปลี่ยนเป็นลอยกระทงไปหรือยัง ในเวียดนามทางเหนือโดยเฉพาะกลุ่ม ไทดำ และ ไทลื้อ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายไท ยังคงมี พิธีลอยกระทง แบบพื้นบ้านใช้ใบตองทำกระทง จุดเทียน แล้วปล่อยในลำธาร เพื่อบูชาน้ำแต่ไม่ได้เป็นประเพณีของประเทศโดยรวม

ส่วนในเมียนมานั้นไม่มีเทศกาลลอยกระทงแบบไทยหรือลาว โดยสาเหตุน่าจะมาจาก รากวัฒนธรรมและพิธีกรรมต่างกัน เพราะทางไทย ลาวและกัมพูชาได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดูมาในขณะที่ฝั่งเมียนมานั้นจะยึดหลักทางพุทธศาสนาจึงทำให้ไม่มีการบัญญัติประเพณีนี้ไว้ แต่ในเมียนมามีเทศกาลใกล้เคียง เรียกว่า “Thadingyut Festival” เป็นเทศกาลออกพรรษาของเมียนมา จัดขึ้นในเดือนเดียวกับลอยกระทงของไทยแต่ต่างกันตรงที่ฝั่งพม่าหรือเมียนมานั้นจุดโคมไฟหรือประดับไฟทั่วเมือง เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า และไม่มีการลอยกระทงในน้ำ รวมถึงเป็นช่วงเวลา “ขอขมาพ่อแม่ ครูบาอาจารย์” คล้าย ๆ กับประเพณีลอยกระทงบางท้องถิ่นของไทย แต่ไม่มีความเชื่อเรื่องพระแม่คงคาเข้ามาปะปนแต่อย่างใด

‘ปูติน’ วางโรดแมป!! พัฒนาเหมืองผลิต ‘แร่แรร์เอิร์ธ’ ดันโลจิสติกส์ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ ปั้นศูนย์การเงินในตะวันออกไกล ยกระดับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมรัสเซีย

(5 พ.ย. 68) รัสเซียเดินหน้าอุตสาหกรรมแร่หายาก เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน สั่งรัฐบาลจัดทำ 'โรดแมป' พัฒนาการทำเหมืองและการผลิตแร่หายากและแร่หายากพิเศษ ภายในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เพื่อยกระดับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ ตามถ้อยแถลงทำเนียบเครมลินที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

คำสั่งดังกล่าวยังมุ่งอัปเกรดโครงข่ายขนส่งในเขตตะวันออกไกล โดยกำชับพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์โลจิสติกส์ตามแนวชายแดนจีน–รัสเซีย และเร่งโครงการเชื่อมต่อที่ด่านสะพานรถไฟ Nizhneleninskoye–Tongjiang และ Blagoveshchensk–Heihe รวมถึงสะพานข้ามแม่น้ำตูมันนายาไปทางเกาหลีเหนือ ซึ่งถูกกำหนดให้เริ่มใช้งานในปี 2026

ในระยะยาว รัฐบาลได้รับมอบหมายให้ผลักดันการตั้งพาร์กอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสำหรับเอสเอ็มอีในตะวันออกไกลและพื้นที่อาร์กติก ภายในกรอบปี 2030 เพื่อรองรับกิจการผลิตที่สอดคล้องกับเป้าหมายเทคโนโลยีระดับชาติและสร้างห่วงโซ่ความร่วมมือทางอุตสาหกรรม ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับทิศทางที่ปูตินเคยประกาศขยายเครือข่ายพาร์กอุตสาหกรรมทั่วประเทศภายในปี 2030

ด้านการเงิน ปูตินยังสั่งให้รัฐบาลร่วมธนาคารกลางรัสเซียจัดทำข้อเสนอพัฒนาศูนย์การเงินในตะวันออกไกล โดยใช้ 'Eastern Exchange' เป็นฐาน ทั้งด้านช่องทางระดมทุน กรอบกำกับดูแล และแรงจูงใจเพื่อดึงดูดเงินทุนและการจดทะเบียนหุ้นของบริษัทในประเทศ

สิงคโปร์ขอนำร่อง!! ส่งเสริม ‘กีฬาทางปัญญา’ เข้าระบบรัฐ เพื่อให้กีฬาเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก หลังได้แรงหนุนจากภาคการศึกษา และประชาชนพร้อมมีส่วนร่วมผลักดัน

สิงคโปร์เดินหน้าส่งเสริม 'กีฬาทางปัญญา' (mind sports) อย่างจริงจัง ทั้งหมากรุก บริดจ์ (เกมไพ่) เว่ยฉี (โกะ) อีสปอร์ต และเซี่ยงฉี (หมากรุกจีน) ซึ่งล่าสุดสิงคโปร์จะเป็นประเทศเจ้าภาพเตรียมจัด “Asian Mind Sports Conference & Festival 2025” ในวันที่ 13–15 พ.ย. 68 ที่ศูนย์ประชุมซันเทค คอนเวนชัน พร้อมเปิดตัวนักกีฬา-สมาพันธ์ระดับเอเชีย เวทีแข่ง-เสวนา เสริมภาพลักษณ์ว่าเกมวางแผนคือ “กีฬา” ที่ต้องอาศัยวินัย สมาธิ และกลยุทธ์ไม่ต่างจากกีฬาทั่วไป

ในเชิงกฎหมาย สิงคโปร์ปรับปรุงกฎหมายที่กำกับระบบกีฬาอย่างต่อเนื่อง โดย “Singapore Sports Council (Amendment) Act 2025” ได้รับการประกาศในปลายปี 2024 ชี้ทิศทางอัปเดตโครงสร้างกำกับดูแลด้านกีฬา ซึ่งถูกมองว่าเป็นฐานรองรับการขยายขอบเขตนโยบายและการสนับสนุนด้านกีฬาในวงกว้างมากขึ้น แม้รายละเอียดการรับรองแต่ละชนิดกีฬายังต้องติดตามจากหน่วยงานกำกับอย่าง Sport Singapore และกระทรวง MCCY

ด้านระบบนิเวศกีฬามวลชน หน่วยงาน Sport Singapore และเครือข่าย ActiveSG สื่อสารต่อเนื่องว่ากีฬาทุกประเภท กีฬาทางปัญญา จะถูกผลักดันให้เข้าถึงได้และปลอดภัย มีสนาม-โปรแกรมฝึกและการแข่งขันในชุมชน ช่วยต่อยอดจากเวทีกีฬาระดับชาติสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วไป

“การลงทุนในกีฬาในโรงเรียนและการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้กับทุกคนเป็นสิ่งสำคัญ เรามีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้กีฬาทางปัญญาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาของสิงคโปร์” นางเกรซ ฟู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ประเทศสิงคโปร์ กล่าว

สำหรับ eSports ปัจจุบันสมาคมอีสปอร์ตสิงคโปร์ (SGEA) ทำหน้าที่เป็น National Sports Association และเปิดคัดตัวทีมชาติสำหรับซีเกมส์ ขณะที่สถานะ “การรับรองเป็นกีฬาอย่างเป็นทางการ” ยังเป็นประเด็นที่สื่อเฉพาะทางระบุว่ายังต้องติดตามท่าทีรัฐต่อไป ทว่าแนวโน้มโดยรวมของประเทศคือการบูรณาการกีฬาดิจิทัลเข้ากับระบบกีฬาเดิมมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลยังผลักดัน “กีฬาเพื่อทุกคน” และแผนแม่บทพารากีฬา (Disability Sport Master Plan) เพื่อให้โรงเรียนและชุมชนเข้าถึงกีฬาหลากหลายประเภทมากขึ้น สะท้อนยุทธศาสตร์สร้างความครอบคลุม-เท่าเทียมในระบบกีฬา ซึ่งเป็นบริบทสำคัญหากจะยกระดับกีฬาทางปัญญาให้ยั่งยืน

“เราต้องเตรียมความพร้อมให้กับนักกีฬาและภาคธุรกิจต่าง ๆ เพื่อที่จะเติบโตไปพร้อมกับกีฬาดิจิทัลในสิงคโปร์ ผ่านการยกระดับมาตรฐานและการสนับสนุนจากภาครัฐ” นายลิม เทค หยิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หน่วยงานกีฬาแห่งสิงคโปร์ (Sport Singapore) กล่าว

ภาพรวมจึงชี้ว่า สิงคโปร์กำลัง “วางหมาก” เพื่อให้กีฬาทางปัญญาและอีสปอร์ตมีพื้นที่ที่ชัดขึ้น ทั้งเวทีแข่งขัน (ผ่านงานระดับเอเชียในสัปดาห์หน้า) โครงสร้างกำกับดูแล (กฎหมายที่อัปเดต) และระบบสนับสนุนในชุมชน (ActiveSG/MCCY) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการยอมรับ “กีฬายุคใหม่” ในทางนโยบายและสังคมกีฬาโดยรวม

บทสรุป
กรณีของสิงคโปร์ในเรื่องของการพัฒนาและส่งเสริมกีฬาทางปัญญา (mind sports) เป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการกีฬากับนโยบายรัฐและการสนับสนุนจากภาคการศึกษาและเอกชน ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากการจัดการและการสร้างความร่วมมือจากภาครัฐ, สมาคมกีฬา, และภาคการศึกษา เพื่อยกระดับกีฬาทางปัญญาให้เป็นที่ยอมรับและมีความยั่งยืนในอนาคต

ปูตินลั่นตอบโต้แน่!! หาก ‘สหรัฐฯ-ชาติตะวันตก’ เริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ย้ำรัสเซียยังยึดสนธิสัญญา ห้ามทดสอบโดยสมบูรณ์ (CTBT)

(6 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ประกาศว่ารัสเซียจะ “ตอบโต้ทันที” หากประเทศใดกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง โดยระบุว่า หากสหรัฐหรือชาติภาคีในสนธิสัญญาเดินหน้าทดสอบนิวเคลียร์ รัสเซียก็จะต้องดำเนินมาตรการตอบสนองอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาดุลทางยุทธศาสตร์

ปูตินได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเตรียมพร้อมทดสอบนิวเคลียร์ เพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ พร้อมย้ำว่ารัสเซียยังคงปฏิบัติตามพันธกรณีใน “สนธิสัญญาห้ามทดสอบนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์” (CTBT) อย่างเคร่งครัด จนกว่าชาติอื่นจะละเมิดข้อตกลงก่อน

คำประกาศของปูตินมีขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งให้กลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า “ประเทศอื่นก็ทำอยู่เช่นกัน” ซึ่งปูตินมองว่าเป็น “เรื่องจริงจัง” และต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ สภาความมั่นคงรัสเซียระบุว่าได้วิเคราะห์ถ้อยคำจากผู้นำสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการทดสอบนิวเคลียร์แล้ว ขณะที่เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตันได้ส่งหนังสือกลับมอสโก เพื่อรายงานและขอคำชี้แจงเพิ่มเติม ย้ำว่ารัสเซียยังคงยึดมั่นในสนธิสัญญา CTBT และจะไม่เริ่มทดสอบก่อนใครอย่างแน่นอน

บริษัทเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของจีน ระดมทุน 2.39 หมื่นล้าน พัฒนาเทคโนโลยี ขยายสู่ตะวันออกกลาง อาเซียน และญี่ปุ่น ตั้งเป้าปล่อยโรบอทแท็กซี่ 10,000 คันทั่วโลก

(6 พ.ย. 68) บริษัทเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของจีน WeRide เดินหน้าปักธงเชิงพาณิชย์เต็มกำลัง หลังระดมทุน 2.39 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 1.12 หมื่นล้านบาท) จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง 

โทนี ฮั่น (Tony Han) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ WeRide ระบุว่าเงินระดมทุนจะใช้เร่งงานวิจัยพัฒนา ขยายสู่ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และญี่ปุ่น พร้อมตั้งเป้าปล่อยโรบอทแท็กซี่ 10,000 คันทั่วโลกในไม่กี่ปี และขยายได้ถึง “หลักแสนคัน” เพื่อมุ่งสู่บริการแท็กซี่อัตโนมัติที่เข้าถึงได้ในทุกที่

WeRide ทำคำเสนอขายหุ้นที่ฮ่องกงควบคู่กับการเป็นหุ้นคู่ (dual listing) หลังจดทะเบียนในแนสแด็กอยู่ก่อน โดยกำหนดราคาเสนอขายที่ 27.10 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น (สูงกว่าราคาปิดในแนสแด็ก ซึ่ง 1 ADS เท่ากับ 3 หุ้นสามัญ) อย่างไรก็ตาม วันเปิดซื้อขายหุ้นฮ่องกงร่วงลง 14% มาอยู่ที่ 23.22 ดอลลาร์ฮ่องกง ชี้แรงกดดันตลาดระยะสั้น ซึ่งไม่เปลี่ยนโรดแมปเติบโตของบริษัท

ปัจจุบัน WeRide มีรถไร้คนขับราว 700 คันทั่วโลก และขายเทคโนโลยีให้ผู้ผลิตรถอย่าง GAC Motor และ Chery โดยยานยนต์ดังกล่าวอยู่ในระดับอัตโนมัติ Level 4 ตามมาตรฐาน SAE ซึ่งโดยทั่วไปไม่ต้องมีมนุษย์แทรกแซงในสภาวะการใช้งานที่กำหนด 

สำรับบริษัทวางโมเดลหลายระดับ ทั้งรถพรีเมียมสำหรับลูกค้ากำลังซื้อสูง และบริการ “คุ้มค่า-ประหยัด” สำหรับคนทำงาน โดยในจีนโรบอทแท็กซี่เก็บค่าโดยสารต่ำสุดได้ราว 10% ของค่าโดยสารเฉลี่ยในพื้นที่ทดลองเดินรถ

ด้านกระแสอุตสาหกรรมหนุนแรงจากชิป AI และการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้า โดย UBS คาดว่าในปี 2030 อาจมีรถไร้คนขับถึง 3 แสนคันใน 4 เมืองระดับท็อปของจีน และแตะ 4 ล้านคันช่วงปลายทศวรรษ 2030 ขณะที่ HSBC ประเมินว่าโรบอทแท็กซี่จะมีสัดส่วน 6% ของตลาดแท็กซี่จีน มูลค่าตลาดอาจเกิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 1.46 ล้านล้านบาทต่อปี) 

ทั้งนี้ WeRide ยังขยายไปยุโรปด้วย โครงการนำร่องในสวิตเซอร์แลนด์ร่วมกับการรถไฟแห่งชาติ (SBB) ให้บริการในเขตเฟิร์ททาล ภายใต้การบริหารจัดการของ Swiss Transit Lab นอกเหนือจากแท็กซี่ บริษัทยังพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถตู้และรถกวาดถนนด้วย 

นักวิเคราะห์มอง WeRide ร่วมกับ Baidu Apollo และสตาร์ทอัพ Pony.ai คือคำตอบของจีนต่อ Waymo ของสหรัฐ โดย Pony.ai ก็เข้าตลาดฮ่องกงในวันเดียวกัน ซึ่ง WeRide เคยระดมทุน 440.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากการทำ IPO และ private placement ในแนสแด็กเมื่อเดือนตุลาคม 2024 เพื่อปูทางสู่การเติบโตระดับโลกต่อไป

ไขข้อสงสัย?? คดีไล่แทงบนรถไฟ LNER สะเทือนอังกฤษ ผู้โดยสาร–พนักงาน เจ็บ 11 ราย ตำรวจถูกตั้งคำถามในการปฏิบัติหน้าที่ หลังมีผู้แจ้งเหตุซ้ำๆ แต่จับไม่ทัน!!

เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เกิดเหตุทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีดบนขบวนรถไฟ LNER เส้นทางดอนคาสเตอร์–ลอนดอน คิงส์ครอส เวลาประมาณ 19:39 น. ทำให้มีผู้บาดเจ็บรวม 11 ราย ในจำนวนนี้มีพนักงานของ LNER ซึ่งพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้โดยสารและถูกยกย่องว่าเป็น “ฮีโร่” ขบวนรถหยุดฉุกเฉินที่สถานีฮันติงดัน มณฑลแคมบริดจ์เชียร์ ของอังกฤษ

เจ้าหน้าที่ติดอาวุธจาก British Transport Police (BTP) และตำรวจแคมบริดจ์เชียร์เข้าควบคุมสถานการณ์และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ทันที ผู้ต้องสงสัยคือ แอนโทนี วิลเลียมส์ (Anthony Williams) อายุ 32 ปี ชาวเมืองปีเตอร์โบโร ถูกตั้งข้อหารวม 13 กระทง ได้แก่…

พยายามฆ่า 11 กระทง (เกี่ยวข้องกับเหตุบนรถไฟ 10 กระทง และที่สถานี Pontoon Dock DLR อีก 1 กระทง), ทำร้ายร่างกาย (ABH) 1 กระทง และครอบครองอาวุธมีคมในที่สาธารณะ 1 กระทง เขาถูกนำตัวขึ้นศาล Peterborough Magistrates’ Court เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 68 และคดีกำหนดขึ้นศาล Cambridge Crown Court ต่อไปในวันที่ 1 ธ.ค. 68 (เป็นการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ใช่วันพิพากษา)

ขณะเดียวกัน เกิดข้อกังขาต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หลังมีรายงานว่ามีการแจ้งเหตุเกี่ยวกับพฤติกรรมต้องสงสัยของชายคนเดิมหลายครั้งก่อนเกิดเหตุจริง เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า คืนวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม มีการแจ้งเหตุแทงเด็กชายวัย 14 ปีในปีเตอร์โบโร แต่ผู้ก่อเหตุหลบหนี อีกทั้งมีผู้พบเห็นชายถือมีดขนาดใหญ่บริเวณร้านตัดผมและแจ้งตำรวจ แต่เมื่อไปถึงพื้นที่ ชายดังกล่าวไม่อยู่แล้ว

ต่อมาเช้าวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 10.00 น. ชายต้องสงสัยกลับมาปรากฏตัวที่ร้านตัดผมแห่งเดิมอีกครั้ง ผู้เห็นเหตุการณ์บางรายเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดพร้อมระบุว่าได้แจ้งตำรวจตั้งแต่ช่วงเช้า และยืนยันว่า “ตำรวจรู้เรื่องเขาตั้งแต่เช้าวันเสาร์แล้ว” ประเด็นนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามว่ามี “โอกาสทอง” ที่ตำรวจอาจสกัดเหตุได้เร็วกว่านี้หรือไม่

หน่วยงานอิสระกำกับดูแลตำรวจ (Independent Office for Police Conduct: IOPC) จึงเริ่มสอบสวนว่าตำรวจแคมบริดจ์เชียร์จัดการรับแจ้งเหตุ ประเมินความเสี่ยง และประสานงานกับ BTP อย่างทันท่วงทีเพียงใด ควบคู่ไปกับกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้บาดเจ็บอยู่ระหว่างรับการรักษา และ LNER ระบุว่าจะสนับสนุนผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

สรุป
เหตุการณ์ไล่แทงบนรถไฟ LNER ในเดือนพฤศจิกายน 2025 เป็นเหตุการณ์อาชญากรรมรุนแรงที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล และมีการสอบสวนคู่ขนานในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจต่อการรับแจ้งเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการโจมตีจริง

แพทย์จีนเจ๋ง!! ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดดวงตา ด้วยหุ่นยนต์ 5G ควบคุมจากนครกวางโจว ให้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในเมืองอุรุมชี โดยมีระยะทางไกลกว่า 4,000 กิโลเมตร

(6 พ.ย. 68) ทีมแพทย์จีนประสบความสำเร็จในการผ่าตัดดวงตาระยะไกลครั้งสำคัญ โดยใช้หุ่นยนต์ที่เชื่อมต่อผ่านเครือข่าย 5G ควบคุมจากนครกวางโจว เพื่อทำ “การฉีดยาใต้จอประสาทตา” ให้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในเมืองอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียง ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 4,000 กิโลเมตร

หุ่นยนต์ที่อุรุมชีทำหน้าที่จัดวางเข็มขนาดจิ๋วจ่อดวงตาผู้ป่วย ก่อนศัลยแพทย์ที่กวางโจวเข้าควบคุมระยะไกล นำเข็มแตะผิวจอประสาทตา ทะลุลงไปตามความลึกที่กำหนด และฉีดยาตามแผนการรักษา การปฏิบัติการทั้งหมดใช้เวลาน้อยกว่า 7 นาที เครือข่ายสัญญาณคงที่ และแขนกลตอบสนองราบรื่นไร้อาการสั่นของแขนกล

กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยความแม่นยำระดับไมครอน และมีเป้าหมายช่วยกอบกู้การมองเห็นในโรคตาบอดรุนแรง เช่น ภาวะเลือดออกใต้จุดภาพ ความสำเร็จครั้งนี้จึงเป็นก้าวย่างสำคัญในการใช้เทคโนโลยีลดช่องว่างทรัพยากรทางการแพทย์ระหว่างเมืองชายฝั่งที่พัฒนาแล้วกับพื้นที่ห่างไกล

หลิน หาวเถียน (Lin Haotian) หัวหน้าโครงการจากศูนย์จักษุวิทยาโจงซาน มหาวิทยาลัยซุนยัตเซ็น ระบุว่า “การผ่าตัดทางคลินิกครั้งนี้ เป็นการก้าวกระโดดจากระดับพิสูจน์ศักยภาพ สู่การใช้งานจริงของศัลยกรรมตาความแม่นยำสูงทางไกลในจีน”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top