Saturday, 6 June 2026
World

‘ทรัมป์’ ตัดเกรดหลังคุยกับ ‘สี จิ้นผิง’ มอบให้เลย 12 คะแนน จากเต็ม 10 และหวังให้ ‘จีน’ ช่วยจัดการสงคราม ระหว่าง ‘ยูเครน-รัสเซีย’ ที่ยืดเยื้อ

(31 ต.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชน หลังเสร็จสิ้นการประชุมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ว่าการพบปะครั้งนี้ ในประเด็นร่วมมือยุติสงครามยูเครน และแก้ปัญหาแร่แรร์ เอิร์ธ “ยอดเยี่ยมมาก” พร้อมเปรียบเทียบว่า “ถ้าให้คะแนนเต็ม 10 ผมให้ 12 เลย” 

อย่างไรก็ตาม คำพูดต่อมาของทรัมป์กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อเขากล่าวถึงสงครามรัสเซีย–ยูเครนว่า “บางครั้งคุณก็ต้องปล่อยให้พวกเขาสู้กันไปเอง” พร้อมเผยว่า สี จิ้นผิงรับปากจะ “ช่วยจัดการเรื่องยูเครน” แต่ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราทำอะไรได้ไม่มากนักในตอนนี้”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังพูดถึงศักยภาพทางทหารของสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า “อเมริกามีอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก แต่เราไม่เคยทดสอบมันเลย” ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่จุดกระแสกังวลในหมู่ชาติตะวันตกว่า “ผมว่ามันถึงเวลาที่จะเริ่มทดสอบได้แล้ว เพราะประเทศอื่นเขาก็ทำกันอยู่”

จากวิกฤติ!! สู่การพลิกเกมคว่ำบาตร ‘อิหร่าน - รัสเซีย’ เอาตัวรอด ด้วยการพึ่งพาตนเอง เติบโต!! ด้วยความแข็งแกร่ง ท่ามกลางแรงกดดัน!! จากโลกตะวันตก

(2 พ.ย. 68) อาจารย์ ดร. รุสตั้ม หวันสู อาจารย์ประจำสังกัดภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘อิหร่าน - รัสเซีย’ โดยมีใจความว่า ...

หนึ่งในเป้าหมายการเดินทางมามอสโก คือมาดูให้เห็นกับตาว่ารัสเซียจะเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักหน่วงของสหรัฐฯและพันธมิตร 

คำตอบที่ได้ก็คือ ไม่ใช่เพียงเอาตัวรอดได้ แต่กลับเติบโตอย่างน่าทึ่ง เห็นการก่อสร้างทั่วมอสโก เห็นตึกระฟ้าไปทั่ว เห็นปั๊มน้ำมันที่ขายน้ำมันถูกกว่าหลายประเทศ ไม่ได้ขาดแคลนน้ำมันตามที่เป็นข่าว เห็นผู้คนจับจ่ายใช้สอยกันครึกครื้นในซุปเปอร์มาร์เก็ต เห็นอัตราการว่างงานที่ 2.2% น้อยกว่าเยอรมนี สามเท่าตัว น้อยกว่าอังกฤษ สองเท่าตัว เห็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แม้จะลดลงมาก แต่ก็ยังมีตัวเลขสูงกว่าประเทศแกนนำยุโรปอย่างเยอรมนี แน่นอนว่าอัตราเงินเฟ้อในรัสเซียสูงเป็นประวัติการณ์แต่พวกเขาก็ยังเอาตัวรอดได้

เราเห็นอะไรเบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านี้..

มาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯและพันธมิตรใช้กับรัสเซียนั้นมีจุดมุ่งหมายให้รัสเซียเผชิญวิกฤติทางเศรษฐกิจจนไม่มีงบประมาณไปใช้ในการต่อสู้ในยูเครน หรือทำให้ต้นทุนในการต่อสู้ต่อไปนั้นสูงเกินรัสเซียจะจ่ายไหว ผู้คนจะไม่ทนและออกมาล้มรัฐบาล แต่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ในตะวันตกคิดนั้นล้วนผิดคาด 
ในปี 2025 นี้ ผมเดินทางไปสำรวจประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างหนักสองประเทศคือ 'อิหร่าน' และ 'รัสเซีย' พบว่าทั้งสองประเทศกลับเอาตัวรอดได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งสองประเทศนี้ไม่ได้มีมนต์วิเศษใด ๆ แต่ประเทศที่สามารถเอาตัวรอดจากการคว่ำบาตรได้นั้น ผมพบว่าพวกเขามีปัจจัยร่วมกันบางประการดังนี้

หนึ่ง...พวกเขาพึ่งพาตัวเองได้ โดยเฉพาะเรื่องอาหาร พลังงาน เทคโนโลยี ยารักษาโรคและอาวุธฯ คนเราหากมีข้าวขนมปังกิน โอกาส-อดตายนั้นแสนยากเย็น 

สอง...พวกเขามีเพื่อนแท้ในยามยาก ที่พร้อมเสี่ยงไปด้วยกัน แม้จะถูกโดดเดี่ยวในเวทีโลกโดยเฉพาะจากชาติตะวันตก แต่เพื่อนจากชาติตะวันออกที่เป็นชาติมหาอำนาจอย่างจีน อินเดีย พร้อมให้ความช่วยเหลือ ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังมีมิตรประเทศอีกมากมายในอาเซียน แอฟริกา อดีตชาติโซเวียต และลาตินอเมริกา 

สาม...พวกเขามีคนที่รักชาติรักแผ่นดิน แน่นอนว่าอาจมีคนที่ไม่ชอบรัฐบาล แต่เมื่อต้องเผชิญกับศัตรู คนในชาติจะเลือกสู้กับภัยคุกคามที่หมายให้พวกเขาสิ้นชาติ ดังนั้นประเทศต้องรอด นี่คือ mindset ของผู้คนในประเทศอย่างรัสเซียหรืออิหร่าน

สี่...พวกเขายืดหยุ่นและปรับตัวได้อย่างน่าทึ่ง ภายหลังถูกคว่ำบาตรรอบแรกในปี 2014 รัสเซียปรับตัวขนานใหญ่ด้านการเกษตร ลดการนำเข้า เน้นการผลิตภายในทำให้รัสเซียสามารถผลิตสินค้าหลักด้านการเกษตรจนเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ เมื่อรัสเซียถูกตัดออกจากระบบ SWIFT พวกเขาหันมาใช้การโอนเงินระหว่างประเทศด้วยคริปโตแทน อิหร่านหันมาพัฒนาอุตสาหกรรม ชีวะเภสัชกรรม และเครื่องมือทางการแพทย์ภายในประเทศ ทำให้ความมั่นคงด้านสุขภาพยังคงอยู่ ในอิหร่านสินค้าที่เป็นบริการสาธารณะราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้คน ในรัสเซียผมได้ไปดูโรงงานตัดแผ่นเหล็กด้วยหุ่นยนต์ วิศวกรบอกว่า พวกเขาเคยนำเข้าหุ่นยนต์จากยุโรป แต่เมื่อถูกคว่ำบาตรพวกเขาใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น ในการผลิตหุ่นยนต์เหล่านั้นด้วยตนเองทดแทนการนำเข้า

ความบีบคั้นทางเศรษฐกิจไม่ได้นำมาซึ่งความล่มสลายทางการเมือง แต่กลายเป็นเตาหลอมที่หล่อหลอมให้เกิดนวัตกรรมและความสามัคคี เมื่อทางออกเดียวคือการสู้... ชาติที่มีความมุ่งมั่นจะไม่รอความช่วยเหลือจากใคร แต่จะสร้างเครื่องมือเอาตัวรอดขึ้นมาเอง

 

‘ทรัมป์’ เผยสหรัฐอเมริกา อาจกลายเป็นประเทศ ‘โลกที่สาม’ หากศาลสูงสุดตัดสินประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจใช้มาตรการรีดภาษี

(3 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ใน Truth Social เตือนว่า “สหรัฐอเมริกาอาจตกต่ำจนกลายเป็นประเทศโลกที่สาม” หากศาลสูงสุดตัดสินว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจใช้มาตรการภาษีศุลกากรได้โดยตรง โดยคดีดังกล่าวจะเริ่มพิจารณาในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ทรัมป์ระบุว่าเป็น “หนึ่งในคดีที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ”

ทรัมป์ย้ำว่า มาตรการภาษีศุลกากรในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งช่วยสร้าง “ความมั่งคั่งมหาศาลและความมั่นคงของชาติ” โดยระบุว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคยทำสถิติสูงสุดหลายครั้งในช่วงเวลาสั้น ๆ ของรัฐบาลตน และแทบไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากการเจรจาการค้ากับจีนและอีกหลายประเทศ ที่เขาเชื่อว่ามาจาก “อำนาจต่อรองด้วยภาษีศุลกากรของรัฐบาลตนเอง”

ทรัมป์เตือนเพิ่มเติมว่า หากประธานาธิบดีไม่สามารถใช้อำนาจด้านภาษีได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น “ประเทศจะไร้การป้องกัน” และอาจนำไปสู่ “ความล่มสลายของชาติ” โดยชี้ว่า ผู้ที่คัดค้านเรื่องนี้มีเพียง “ประเทศที่เคยเอาเปรียบสหรัฐฯ มานาน ผู้ที่เกลียดชังประเทศ และพรรคเดโมแครต”

นอกจากนี้ ทรัมป์ระบุว่าเขาจะไม่เดินทางไปศาลในวันพุธ เพื่อไม่ให้การปรากฏตัวของตนบดบังความสำคัญของคดี พร้อมกล่าวปิดท้ายว่า “หากเราชนะ เราจะเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมั่นคงที่สุดในโลก แต่หากเราแพ้ ประเทศของเราอาจตกต่ำ ขอให้พระเจ้าช่วยไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น”

ปัดส่ง ‘โทมาฮอว์ก’ ให้ยูเครน หลัง ‘ปูติน’ เตือนพร้อมตอบโต้รุนแรง ย้ำยังตั้งเป้ายุติความขัดแย้ง และรักษาสมดุลรัสเซีย–ยูเครน

(3 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาส่งขีปนาวุธ “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน โดยกล่าวสั้น ๆ กับผู้สื่อข่าวว่า “ยังไม่คิดจะทำเช่นนั้น” หลังถูกถามถึงท่าทีของรัฐบาลต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางทหารให้กับยูเครน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกคำเตือนว่า หากมีการโจมตีรัสเซียด้วยขีปนาวุธโทมาฮอว์ก การตอบโต้ของรัสเซียจะ “รุนแรงและน่าตกตะลึง” พร้อมระบุว่าการถกเถียงเรื่องการส่งขีปนาวุธดังกล่าวเป็น “การยั่วยุให้สถานการณ์บานปลาย”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CBS ว่ายังคงเชื่อว่าจะสามารถยุติสงครามรัสเซีย–ยูเครนได้ภายในไม่กี่เดือน ส่วนรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ย้ำว่าสหรัฐฯ ยังพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับทั้งรัสเซียและยูเครน เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งอย่างสันติ

นำแสงสว่างสู่โลกดิจิทัล ยกโมเดล AI มีจริยธรรม เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง พัฒนาเมืองอัจฉริยะ–พลังงานสีเขียว

(3 พ.ค. 68) ชีค โมฮัมเหม็ด อัล-ซาบาห์ ประธานสมาคมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แห่งคูเวต (AAIOT) กล่าวชื่นชมจีนว่า เป็นผู้นำในการผลักดัน “เทคโนโลยี AI ที่มีความรับผิดชอบโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” พร้อมระบุว่าจีนไม่ได้เพียงสร้างโรงงานหรือเทคโนโลยี แต่กำลัง “สร้างปรัชญาใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร” ผ่านการวาง AI ไว้ในยุทธศาสตร์ชาติอย่างมีจริยธรรมและหลักวิทยาศาสตร์

เขาย้ำว่า จีนได้กลายเป็น “เสาหลักในการกำหนดอนาคตดิจิทัลของโลก” ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาวและความมุ่งมั่นทางนวัตกรรม พร้อมชี้ว่าจีนไม่ได้เพียงแข่งขันในสมรภูมิเทคโนโลยี แต่กำลัง “นำทางโลกสู่การใช้ AI อย่างมีสติและมีความรับผิดชอบ”

สำหรับคูเวต ชีค โมฮัมเหม็ดระบุว่า ประเทศกำลังเร่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “New Kuwait 2035” โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การศึกษาอัจฉริยะ และพลังงานยั่งยืน แม้จะยังเผชิญข้อจำกัดเรื่องบุคลากรและกฎระเบียบข้อมูล แต่ถือเป็น “โอกาสในการร่วมมือกับจีน” เพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะด้วยระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง และมาตรฐานจริยธรรมด้าน AI

นอกจากนี้ เขายังยก “โครงการเส้นทางสายไหมดิจิทัล” ของจีนว่าเป็น “สะพานแห่งแสงเชื่อมเอเชียกับอ่าวเปอร์เซีย” และแสดงความมั่นใจว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า ความร่วมมือจีน–คูเวตจะเติบโตสู่ยุคใหม่ โดยมีเมืองอัจฉริยะ “Silk City” และ “Gateway Smart City” เป็นสัญลักษณ์ของการจับมือกันในโลกดิจิทัล

ชีวิตการทำงานจากยุค ‘มนุษย์ทองคำ’ ยุคที่บริษัทขยายตัว เฟืองเล็กในองค์กรใหญ่ ไม่จำเป็นต้องดีกว่า เฟืองใหญ่ในองค์กรเล็ก ขออย่ากลัวเริ่มใหม่ ถ้ากลัดกระดุมเม็ดแรกผิด

(3 พ.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า…สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังจะเรียนจบ หรือกำลังจะเปลี่ยนงาน ผมมีเรื่องอยากเล่าให้ฟังสักนิด

ย้อนไปตอนที่ผมเรียนจบใหม่ ๆ นั้น เป็นช่วงที่คนรุ่นผมเรียกกันว่า “ยุคมนุษย์ทองคำ” ครับ เศรษฐกิจดี บริษัทขยายตัวแทบทุกวัน ใครจบมาก็มีงานทำแทบจะทันที

แต่ในขณะที่เพื่อนหลายคนมุ่งไปสมัครงานกับองค์กรใหญ่ บริษัทต่างชาติชื่อดัง ผมกลับเลือกไปเริ่มต้นที่ “บริษัทขนาดกลาง” แห่งหนึ่ง

เหตุผลไม่ซับซ้อนเลยครับ ผมรู้ตัวดีว่าผมไม่ใช่คนหัวดีอะไรนัก เป็นแค่ “คนหัวปานกลาง” ที่ถ้าไปอยู่ในองค์กรใหญ่ เราคงได้เป็นเพียงเฟืองเล็ก ๆ ในเครื่องจักรอันมหึมา

แต่ในองค์กรเล็ก เรามีโอกาสได้เป็น “เฟืองใหญ่” ที่หมุนพร้อมทั้งระบบ ได้ลองผิดลองถูก ได้แสดงฝีมือในแทบทุกด้าน และนั่นก็กลายเป็นโรงเรียนชีวิตที่สำคัญที่สุดในโลกการทำงานของผม

เพราะที่นั่น ผมได้เรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่การผลิต การตลาด การขาย การบริหารคน ไปจนถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน แต่กลับเป็นรากฐานที่ทำให้ผมอยู่รอดในโลกจริงได้

แต่แน่นอนครับ ว่ากระดุมเม็ดแรกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

เพื่อนคนหนึ่งของผม จบจากสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ แต่เลือกไปเป็น “เฟืองเล็กในองค์กรใหญ่” ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับซัพพลายเออร์และดีลเลอร์ในบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย

ฟังดูเหมือนเป็นงานธรรมดา แต่ใครจะคิดว่านั่นคือ “คลังข้อมูลและเน็ตเวิร์ค” ที่ต่อยอดให้เขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองในเวลาต่อมา เพราะตอนที่เขาเริ่มทำธุรกิจ เขาไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ เขามีทั้งซัพพลายเออร์ที่ไว้ใจ และลูกค้าที่รู้จักกันมานานอยู่ในมือหมดแล้ว

หรืออีกคนหนึ่ง ที่ผมยังจำได้ดี เขาจบสายคอมพิวเตอร์ในยุครุ่งเรืองที่ใคร ๆ ก็บอกว่ามีอนาคตแน่นอน แต่เขากลับทิ้งปริญญาไว้บนหิ้ง แล้วออกไปตาม passion ของตัวเองในฐานะ “ช่างภาพ”

ผมเป็นคนหนึ่งที่คัดค้านเขาอย่างรุนแรง แต่ดีที่เขาไม่เชื่อ เพราะไม่นานเขาก็กลายเป็นช่างภาพแฟชั่นแถวหน้าของไทย ก่อนจะต่อยอดไปเป็นเจ้าของบริษัทด้านครีเอทีฟและธุรกิจสายกรีนที่ประสบความสำเร็จมาก ถ้าเจ้าตัวอ่านเจอ ผมอยากบอกว่า “เพื่อนภูมิใจมากนะ ที่กล้าเดินในเส้นทางของตัวเองตั้งแต่วันนั้น”

แต่บางครั้ง… กระดุมเม็ดแรก มันก็ “ถอดออกได้” ถ้าใส่แล้วไม่สบาย

เพื่อนอีกคนหนึ่งของผม จบอักษรศาสตร์ ทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ตามสายที่เรียนมา แต่หลังจากทำอยู่หลายปี เขากลับพบว่าตัวเองหลงใหลในตัวเลขและการวิเคราะห์ด้านการเงินมากกว่า

เขาตัดสินใจลาออกจากงานที่มั่นคง แล้วไปฝึกงานในต่างประเทศโดยไม่รับเงินเดือน เพื่อเรียนรู้ระบบการลงทุนจากศูนย์ จนวันนี้เขากลายเป็น hedge fund manager ที่หลายคนรู้จักชื่อดี เพราะกล้าที่จะถอดกระดุมเม็ดแรกออก แล้วกลัดใหม่ในที่ที่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ

และสุดท้าย… ก็มีเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่ผมเชื่อว่าหลายคนคงเห็นตัวเองในนั้น

เขาเป็น “มนุษย์ทองคำตัวจริง” ตั้งแต่สมัยเรียน เป็นตัวแทนคณะ เด่นทั้งกิจกรรมและวิชาการ พอเรียนจบก็ได้งานในสถาบันการเงินใหญ่ใจกลางกรุงเทพทันที

ใคร ๆ ก็คิดว่าเขา “ชนะชีวิต” แล้ว แต่เจ้าตัวกลับรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ปลายทางที่ต้องการ เขาจึงเลือกกลับบ้านไปดูแลธุรกิจครอบครัว เพื่อจะมีเวลาอยู่กับลูกและครอบครัวอย่างใกล้ชิด

ทุกวันนี้ ลูกของเขาทั้งสองคนเรียนจบจากสถาบันชั้นนำ เก่งทั้งกีฬา วิชาการ และเป็นเด็กที่มีความสุขมาก จนผมรู้สึกเลยว่าภาพความสำเร็จของเพื่อนสะท้อนอยู่ในตัวลูกของเขาทั้ง 2 คนนี้เอง ซึ่งนั่นอาจเป็น “ผลตอบแทน” ที่มีค่ามากกว่าตำแหน่งใหญ่โตใด ๆ ทั้งหมด

โลกการทำงานมันไม่มีกระดุมเม็ดเดียวที่ถูกสำหรับทุกคนหรอกครับ บางคนกลัดเม็ดแรกถูกตั้งแต่ต้นแล้วไปได้ไกล บางคนต้องกลัดใหม่กลางทาง

แต่สิ่งสำคัญคือ “อย่าปล่อยให้ใครมาช่วยกลัดแทนเรา”

เพราะสุดท้าย ไม่ว่ากระดุมเม็ดแรกนั้นจะอยู่ที่ไหน เราคือคนเดียวที่จะต้องใส่เสื้อตัวนี้ไปทั้งชีวิต

 

ทรัมป์ยก ‘ปูติน–สี จิ้นผิง’ เป็นผู้นำที่แข็งแกร่งและฉลาด ชี้ไม่ใช่คนที่ควรเล่นด้วย ต้องให้ความเคารพทางการเมือง เตรียมหารือเรื่องการลดอาวุธนิวเคลียร์

(4 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CBS โดยกล่าวถึง วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ว่าเป็น “ผู้นำที่ฉลาดและแข็งแกร่ง” พร้อมระบุว่า “ทั้งสองไม่ใช่คนที่ควรเล่นด้วย พวกเขาเป็นผู้นำที่จริงจัง ต้องให้ความเคารพอย่างมาก.”

ทรัมป์เปิดเผยว่าได้หารือกับทั้งปูติน และสีจิ้นผิงเกี่ยวกับแนวทาง “การลดอาวุธนิวเคลียร์” โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องหาทางแก้ปัญหาร่วมกันในประเด็นนี้ เพื่อป้องกันความตึงเครียดที่อาจลุกลามในระดับโลก เขายังปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าสหรัฐฯ อาจทำสงครามกับเวเนซุเอลา โดยยืนยันว่า “ไม่น่าจะเกิดขึ้น” แต่ยอมรับว่ามีความไม่พอใจต่อท่าทีของรัฐบาลเวเนซุเอลาในเรื่องยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่ายังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการส่งกองกำลังสหรัฐฯ ไปยังไนจีเรีย เพื่อ “กวาดล้างผู้ก่อการร้ายอิสลาม” พร้อมขู่ระงับความช่วยเหลือทุกประเภทหากการสังหารชาวคริสต์ยังคงดำเนินต่อไป โดยกล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า “พวกเขาฆ่าชาวคริสต์เป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

สำหรับถ้อยแถลงของทรัมป์ครั้ง นี้สะท้อนท่าทีที่แข็งกร้าวและเน้นภาพ “ผู้นำโลกที่ต้องจริงจังต่อกัน” ซึ่งต่างจากสำนวนการทูตแบบดั้งเดิม ทั้งยังตอกย้ำแนวคิดการต่างประเทศของเขาที่เน้นการใช้พลังอำนาจและการป้องกันผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก

ฟีฟ่าปัดอุทธรณ์ปมโอนสัญชาตินักเตะ กลายเป็นบทเรียนใหญ่วงการลูกหนัง ที่ต้องอ่านเกมกฎ–ขั้นตอน–เอกสาร ปิดประตู ‘ไมคอน คาร์โดโซ่’ ติดธงไทย??

การโอนสัญชาตินักฟุตบอลทีมชาติมาเลเซีย : บทเรียนถึงไทยในเส้นทางของ “ไมคอน ดักลาส คาร์โดโซ่” กับทัพช้างศึก?? 

หลังจากฟีฟ่ายืนยันปัดคำอุทธรณ์ของสมาคมฟุตบอลมาเลเซีย (FAM) ในคดีใช้ “เอกสารปลอม” ยืนยันสิทธิ์ลงเล่นของผู้เล่นต่างชาติ 7 ราย และคงบทลงโทษเดิมทั้งหมด ส่งสัญญาณชัดว่า “งานเอกสาร–กระบวนการ” สำคัญพอ ๆ กับฟอร์มในสนาม

ต้นเหตุเกิดจากที่ มาเลเซีย ส่งรายชื่อผู้เล่นต่างชาติ 7 ราย ที่ได้รับอนุญาตให้ลงเล่นทีมชาติมาเลเซีย ในเกมที่ถล่มเวียดนาม 4–0 (คัดเอเชียนคัพ 2027) แต่ถัดจากนัดนั้น (10 มิ.ย.) มีคำร้องเรียนอย่างเป็นทางการถึงฟีฟ่าให้สอบสวนถึงเรื่องการโอนสัญชาติที่อาจผิดกฎ

ส่งผลให้ ปลาย ก.ย. 2025 ฟีฟ่าชี้ผิดตามกฎวินัย มาตรา 22 : ใช้เอกสารปลอม ลงโทษ FAM และแบนผู้เล่นทั้งหมด 7 คน เชื้อสายลาตินอเมริกา ประกอบด้วย กาเบรียล พัลเมโร่, ฟาคุนโด้ การ์เซส, โรดริโก้ โฮลกาโด้, อิมานอล มาชูก้า, เจา ฟิเกเรโด้, ฆอน อิราซาบัล และเอคตอร์ เฮเวล

ทั้งหมดถูกปรับคนละ 2,000 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 80,500 บาท และแบนกิจกรรมฟุตบอลทุกระดับ 12 เดือน ส่วนสมาคมฟุตบอลมาเลเซียถูกปรับ 350,000 ฟรังก์สวิส (ราว 14 ล้านบาท)

ทัพเสือเหลืองมีสิทธิ์ไปต่อในการขอ “เหตุผลคำวินิจฉัย” ภายใน 10 วัน และมีอีก 21 วัน เพื่อยื่นต่อศาลกีฬาโลก (CAS) ในการอุทธรณ์

“นี่เป็นครั้งแรกที่ FAM ต้องเจอสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งทั้งทีมกฎหมายและผู้บริหารต่างรู้สึกแปลกใจกับคำตัดสิน อย่างไรก็ตาม FAM จะเดินหน้าต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของนักเตะ และเพื่อเกียรติของฟุตบอลมาเลเซียบนเวทีนานาชาติอย่างเต็มที่” ยุซอฟ มาฮาดี รักษาการนายกสมาคม ระบุ

เปิดบทเรียนสำหรับทุกชาติอาเซียน
1. แยก “สัญชาติ” ออกจาก “Eligibility” – ได้สัญชาติไม่พอ ต้องผ่านเกณฑ์ฟีฟ่าด้วย

2. ทำให้ครบทั้งเรื่องกฎหมายสัญชาติของรัฐ + กระบวนการฟีฟ่า (รวมถึงเรื่องการโอนสัญชาติถ้าเคยเล่นให้กับทีมชาติอื่น)

3. เอกสารเวอร์ชันเดียวกันทั้งองค์กร – ตั้ง Eligibility Data Room และ เช็กลิสต์ 3 ชั้น (ครบ–ตรง–ส่งให้ทันเส้นตาย)

4. ต้องมีแผนสำรองในสนาม – พร้อมโรเตชัน/บทบาทของนักเตะเชื้อสายตรงไม่โอนสัญชาติ เพื่อรองรับความเสี่ยง

เทียบสั้น ๆ กับชาติเพื่อนบ้าน
• อินโดนีเซีย : ทำครบเป็นระบบ เน้นนักฟุตบอลที่มีเชื้อสายดัตช์-อินโดนีเซีย ตัวอย่าง: มาร์เทน เพส์ (Maarten Paes), เจย์ อิดเซส (Jay Idzes), แซนดี วอลช์ (Sandy Walsh), คัลวิน เวอร์ดองค์ (Calvin Verdonk) และราฟาเอล สตรู๊ค (Rafael Struick)  

• ไทย : แนวทางลูกครึ่งใช้สิทธิ์เชื้อสายตรง (พ่อ/แม่เป็นคนไทย) เช่น นิโคลัส มิคเคลสัน (Nicholas Mickelson) ไทย-นอร์เวย์ คุณแม่เป็นคนไทย จากจังหวัดพิษณุโลก, โจนาธาน เข็มดี (Jonathan Khemdee) ไทย-เดนมาร์ก คุณแม่เป็นคนไทย จากจังหวัดสุรินทร์ และ เบนจามิน เดวิส (Benjamin Davis) ไทย-อังกฤษ-สิงคโปร์ มีคุณแม่เป็นคนไทย

• เวียดนาม : แนวคัดน้อย–ตรวจเข้ม : ตัวอย่างเช่น เหงียน ซวน เซิน (Rafaelson Bezerra Fernandes) นักเตะบราซิลแท้ แต่ทำตามกฎฟีฟ่า โอนสัญชาติได้ หลังลงเล่นให้ทีมในเวียดนามเกิน 5 ปี และ ฟิลิปส์ เหงียน (Filip Nguyen) ผู้รักษาประตูที่มีพ่อเป็นชาวเวียดนาม (ไฮฟอง) แม่เป็นชาวเช็ก 

เคสที่แฟนไทยจับตา: “ไมคอน ดักลาส คาร์โดโซ่” เหตุผลที่ยังติดทีมชาติไทยไม่ได้

ประวัติย่อของ ไมคอน คาร์โดโซ่ นักเตะบราซิลหัวใจไทย

• เกิดที่บราซิล ย้ายมาไทยตามคุณพ่อ (ดักลาส คาร์โดโซ่ ตำนานนักเตะสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด) ตั้งแต่ 2 ขวบ เติบโตในจังหวัดราชบุรี และเข้าฝึกทักษะระบบลูกหนังโรงเรียนท้องถิ่น

• แจ้งเกิดกับ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน : โดดเด่นทั้งทักษะ–ทัศนคติในทัวร์นาเมนต์นักเรียน

• โด่งดังจากรายการทีวีด้านฟุตบอลบนช่อง WorkPoint ทำให้เป็นที่รู้จักวงกว้าง

• ติดทีม STP (สตาร์ ทรานซิชัน โปรเจกต์/สโมสรเยาวชน): ได้เวทีจริงจังระดับอะคาเดมี พัฒนาความฟิต–แท็กติก

• เข้าตาแมวมอง–คัดตัวผ่าน จนได้เซ็นเข้าสู่ บาเยิร์น มิวนิค U17 ปัจจุบันอายุ 16 ปี ลงซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของทัพเสือใต้ ร่วมกับดาวเตะระดับโลกอย่าง แฮร์รี่ เคน, หลุยส์ ดิอาซ, ไมเคิล โอลิเซ่ และมานูเอล นอยเออร์

ทำไม “ยัง” ติดทีมชาติไทยไม่ได้??

• กฎหมายไทยเรื่องแปลงสัญชาติเคร่ง (โดยทั่วไปต้องพำนักต่อเนื่อง/ภาษาไทย /เกิดที่ไทย/ ฯลฯ) 

• ยกตัวอย่างโค้ชเช (ชเวยองซอก) ได้สัญชาติไทยเพราะเขาได้อุทิศตนทำงานเป็นผู้ฝึกสอนเทควันโดทีมชาติไทยมานานกว่า 20 ปี และมีความผูกพันกับประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง จนสุดท้ายได้ตัดสินใจสละสัญชาติเกาหลีใต้เพื่อรับสัญชาติไทยอย่างเป็นทางการ 

• กฎฟีฟ่าเรื่องพำนัก/สายเลือด – หากไม่มีพ่อแม่/ปู่ย่าตายายเป็นคนไทย ต่อให้ถือพาสปอร์ตไทยในอนาคต ก็มักต้องผ่านเกณฑ์พำนักระยะยาวตามข้อกำหนดฟีฟ่า

“ตอนเด็กๆ ผมก็บอกเสมอว่าอยากเล่นให้ทีมชาติไทย แต่มันเป็นไปไม่ได้เพราะผมไม่มีสัญชาติไทย… ตอนนี้ไปเล่นที่เยอรมัน ก็มีทีมชาติโปรตุเกส, ทีมชาติบราซิลมาคุยแล้วครับ… แต่ผมก็รักประเทศไทยเหมือนเดิม ตลอดครับ” ไมคอน คาร์โดโซ่ กล่าว 

สรุปบทเรียนจากมาเลเซีย

คดีมาเลเซียบ่งบอกว่า “เอกสาร–ขั้นตอน” คือเส้นเลือดใหญ่ของฟุตบอลทีมชาติ อยากโอนเร็วก็ได้ แต่ต้องเป๊ะ และควรเดินหน้าด้วย เอกสารที่ทางกรรมการจะใช้พิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัคร + Data Room + เช็กลิสต์ 3 ชั้น + ที่ปรึกษากฎหมายกีฬา ควบคู่แผนพัฒนาโฮมโกรว์นนักฟุตบอลสายเลือดแท้ในประเทศต่อไป

ทำความรู้จัก Zhipu AI สตาร์ทอัพปัญญาประดิษฐ์ ยักษ์ใหญ่ของจีน ดังไกลทั่วโลก ผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 10 เท่า!! ในปีเดียว สัญญาณบ่งชี้ AI แดนมังกรมาแรง

ในช่วงปีที่ผ่านมา ชื่อของ Zhipu AI (智谱AI) กลายเป็นที่จับตาของวงการเทคโนโลยีระดับโลก บริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์จากกรุงปักกิ่งรายนี้ เป็นหนึ่งในผู้นำของคลื่น “AI Made in China” ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการขับเคี่ยวกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง OpenAI และ Google DeepMind

จุดเริ่มต้น ?
Zhipu AI ก่อตั้งในปี 2019 โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University) หนึ่งในสถาบันวิศวกรรมชั้นนำของจีน และเป็นผู้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ชื่อว่า GLM (General Language Model) ซึ่งมีศักยภาพใกล้เคียงกับ GPT ของสหรัฐฯ 

ปัจจุบันบริษัทเปิดให้บริการแชตบอต “ChatGLM” ที่รองรับทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่มีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในรอบปีที่ผ่านมา

เป้าหมาย ?
ความสำเร็จของ Zhipu AI สะท้อนแนวโน้มว่าเทคโนโลยี AI จากจีนเริ่มได้รับความเชื่อมั่นในระดับโลก ทั้งด้านคุณภาพของโมเดล ความเร็วในการอัปเดต และความสามารถในการประยุกต์ใช้งานในภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นงานวิเคราะห์ข้อมูล การสื่อสาร หรือการสร้างคอนเทนต์อัตโนมัติ

มุมมองรัฐบาล ?
รัฐบาลจีนเองก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมองว่า AI คือหนึ่งในเสาหลักของยุทธศาสตร์ “Made in China 2025” และเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนอย่าง Baidu, Alibaba และ SenseTime ต่างเร่งพัฒนาโมเดลแข่งขันกัน แต่ Zhipu AI โดดเด่นด้วยภาพลักษณ์ของ “สตาร์ทอัพสายวิจัย” ที่เน้นคุณภาพและการใช้งานเชิงลึกมากกว่าการตลาด

แนวคิด CEO ?
“อนาคตของปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกันที่ประสิทธิภาพของโมเดลเท่านั้น แต่คือการปฏิวัติรูปแบบการผลิตและการสร้างคุณค่าใหม่อย่างสิ้นเชิง” จางเผิง (Zhang Peng) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Zhipu AI กล่าว

คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ Zhipu AI ที่ไม่ได้มองเพียงด้านเทคโนโลยี แต่ยังมองถึงการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและการทำงานในอนาคต ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทได้รับความสนใจจากทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

บทสรุป
การเติบโตของ Zhipu AI และกระแสตอบรับจากต่างประเทศจึงเป็นสัญญาณชัดเจนว่า โลกกำลังเข้าสู่ “ยุคใหม่ของ AI จีน” ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำร่วมในเวทีเทคโนโลยีระดับโลกอย่างแท้จริง

'ฉงชิ่ง' เมืองเศรษฐกิจ มหานครพิเศษทางตะวันตกเฉียงใต้ เศรษฐกิจโตแซงค่าเฉลี่ยประเทศ GDP ขึ้นอันดับ 4 ของจีน แซงกวางโจวขึ้นแท่นเมืองมาแรง

📍 ภาพรวม
ฉงชิ่ง ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นหนึ่งในมหานครใหญ่โดยตรงภายใต้การปกครองของรัฐบาลกลางจีน (municipality) แยกตัวออกจากมณฑลเสฉวนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1997

มีพื้นที่ประมาณ 82,403 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าสมาชิกของบางประเทศ และมีประชากรราว 32 ล้านคน (ตามสำมะโนในปี 2020) เป็นเมืองที่มีภูมิประเทศโดดเด่น — ตั้งอยู่ที่จุดบรรจบของแม่น้ำ Yangtze River และ Jialing River พร้อมยังล้อมรอบด้วยภูเขาและเนินเขา ซึ่งทำให้เมืองมีลักษณะ “ชั้นๆ” หรือหลายระดับ (multi-level urbanism) ในการวางผังเมืองและถนนอาคารต่างๆ

🚀 จุดเด่นของการเติบโต
ฉงชิ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดของจีน ด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าเฉลี่ยประเทศ โดยในปี 2024 ก้าวขึ้นเป็นเมืองอันดับ 4 ของจีนจากมูลค่า GDP รวม (แซงหน้าเมืองใหญ่อย่าง Guangzhou) เศรษฐกิจของเมืองถูกผลักดันโดยภาคการผลิต (automotive, อิเล็กทรอนิกส์) และอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ภาพยนตร์ การท่องเที่ยวฯลฯ อยู่ภายในยุทธศาสตร์ “Chengdu–Chongqing Economic Circle” ที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าให้เป็นหนึ่งใน “ขั้วการเติบโต” ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งรวมเมือง Chengdu และพื้นที่โดยรอบไว้ด้วย

🏙 ลักษณะเมืองที่น่าสนใจ

เนื่องจากภูมิประเทศที่สูง-ต่ำและสลับซับซ้อน ฉงชิ่งจึงมีการก่อสร้างแบบหลายระดับ (vertical urbanism) อาคารหลายหลังอาจมีทางเข้า “ground floor” อยู่ที่ชั้นต่างๆ ขึ้นอยู่กับระดับถนนในแต่ละด้าน ระบบโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมมีความทันสมัยและใหญ่โต เช่น รถไฟระบบโมโนเรล/รถไฟฟ้าที่เชื่อมโยงหลายชั้น และสะพานข้ามแม่น้ำหลายแห่ง

🎯 ทำไมควรสนใจเมืองนี้
ถ้าคุณสนใจเรื่อง เมืองที่เติบโตเร็ว หรือ การพัฒนาเมืองในภูมิภาคที่ไม่ใช่ชายฝั่ง ฉงชิ่งคือกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เป็นตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างภูมิศาสตร์ท้าทาย + นโยบายรัฐ + การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหญ่

สำหรับนำเสนอ: สามารถใช้ภาพของเมืองที่แสดงภูมิประเทศภูเขา + แม่น้ำ + ตึกสูง เพื่อสื่อถึง “การเติบโตในภูมิประเทศท้าทาย” ได้อย่างทรงพลัง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top