Saturday, 6 June 2026
World

คดีฆาตกรรม!! ซีอีโอ UnitedHealthcare ผู้ต้องสงสัยอาจโดน!! ‘โทษประหาร’ เหตุแค้น!! ระบบประกันสุขภาพสหรัฐฯ เผย!! ระบบสุขภาพไทย ดีกว่า สหรัฐอเมริกา

(25 ต.ค. 68) คดีการสังหาร ไบรอัน ทอมป์สัน ซีอีโอของบริษัทประกันสุขภาพยักษ์ใหญ่ UnitedHealthcare ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2024 ได้ทวีความตึงเครียดขึ้น 

เมื่อมีรายงานว่า ลุยจิ แมงจิโอนี ผู้ต้องสงสัยหลัก อาจเผชิญกับ โทษประหารชีวิต

คดีนี้เป็นที่จับตาของทั่วโลก ไม่เพียงเพราะเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงต่อผู้นำธุรกิจ แต่ยังเป็นเพราะแรงจูงใจที่ถูกระบุว่าเชื่อมโยงกับการต่อต้านระบบประกันสุขภาพของสหรัฐฯ ซึ่งถูกตอกย้ำด้วยประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ต้องหาขณะเดินทางในประเทศไทยโดยการถูกทำร้ายต้องเข้ารักษาตัวในไทยถูกอ้างเป็นแรงจูงใจ

จากรายงานของ The New York Times, Fox News เผยว่า Mangione ได้แชร์ข้อความทาง WhatsApp กับเพื่อน โดยเล่าว่าเขาเคยถูก ladyboys 7 คน ทำร้ายร่างกายที่กรุงเทพฯ พร้อมแนบรูปแขนมีรอยข่วน เมื่อเดือนมีนาคม 2024

เหตุการณ์นี้ทำให้เขามีประสบการณ์ในระบบสุขภาพไทย โดยเขาเปรียบเทียบว่า ค่า MRI ในประเทศไทยถูกมาก เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้เกิดทัศนคติเชิงลบอย่างรุนแรงต่อระบบประกันสุขภาพอเมริกันที่แสวงหากำไรเหนือชีวิตผู้คน

อย่างไรก็ตาม Fox News รายงานว่า เหตุการณ์นั้น เป็นแค่เรื่องที่เขาเล่าในแชต หรือเป็นส่วนให้คิดก่อเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังตรวจสอบ
การสังหารซีอีโอและการจับกุม

ไบรอัน ทอมป์สัน ซีอีโอ UnitedHealthcare ถูกยิงเสียชีวิตด้วยปืนพก 9 มม. ติดที่เก็บเสียง กลางย่าน Midtown Manhattan ขณะกำลังไปร่วมการประชุมนักลงทุน

แมงจิโอนี ถูกจับกุมในอีก 5 วันต่อมา (9 ธันวาคม 2024) ที่ร้าน McDonald’s ใน Altoona รัฐเพนซิลเวเนีย

แรงจูงใจและข้อหา
แมงจิโอนี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม การครอบครองอาวุธ โดยการติดตามเหยื่อ โดยตำรวจพบเอกสารที่ แมงจิโอนี เขียนด้วยลายมือ 262 คำ ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์อุตสาหกรรมประกันสุขภาพของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง และระบุว่าการสังหาร Thompson เป็น “สัญลักษณ์” ที่มีเป้าหมายเพื่อจุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบสุขภาพในสหรัฐ

ลุ้นระทึก! โทษประหารชีวิตจากรัฐบาลกลาง

ปัจจุบันแมงจิโอนี ยังคงถูกคุมขัง และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม คดีนี้ได้เข้าสู่การพิจารณาในระดับรัฐบาลกลาง ซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) จะเรียกร้องให้ศาลพิจารณา โทษประหารชีวิต (Death Penalty) ซึ่งเป็นโทษสูงสุดตามกฎหมายของรัฐบาลกลางสำหรับอาชญากรรมบางประเภท การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับโทษนี้จะขึ้นอยู่กับการดำเนินคดีในศาลและพยานหลักฐานที่นำเสนอต่อไป

ย้อนดู!! ‘อังกฤษ’ เข้าสู่ช่วง!! ไว้อาลัยแห่งชาติ หลัง!! ควีนเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคต ลดความรื่นเริง พร้อมเพรียงกันทั้งประเทศ แม้รัฐไม่ได้ห้าม แต่ทุกคนก็ให้ความร่วมมือ

(25 ต.ค. 68) เมื่ออังกฤษหยุดความรื่นเริง หลังสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคต

เวลาจะเทียบอะไรกับต่างประเทศ ควรดูบริบทและเทียบให้หมด อย่าเทียบเฉพาะที่ตัวเองถูกใจ

หลังจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคตในเดือนกันยายน ปี 2022 อังกฤษก็เข้าสู่ช่วง “ไว้อาลัยแห่งชาติ” (National Mourning) ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งประเทศร่วมกันแสดงความอาลัยต่อพระองค์

ในช่วงนั้น หลายกิจกรรมที่เป็นความบันเทิงหรือรื่นเริงต่าง ๆ ก็ถูก ยกเลิกหรือเลื่อนออกไป เพื่อให้เหมาะกับบรรยากาศ เช่น ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและ EFL หยุดแข่งทั้งสุดสัปดาห์ เทศกาลดนตรีใหญ่ ๆ อย่าง BBC Proms ก็ยกเลิกการแสดงสองวันสุดท้าย งานประกาศรางวัลดนตรี Mercury Prize ถูกเลื่อนไปก่อน แม้แต่ การนัดหยุดงานของสหภาพแรงงาน ยังขอหยุดไว้ชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอังกฤษไม่ได้สั่งบังคับให้ทุกคนต้องยกเลิกกิจกรรมหรือปิดสถานที่

เค้าให้เป็น เรื่องของแต่ละองค์กรว่าจะทำตามหรือไม่ เพราะบางที่ก็ยังเปิดบริการต่อ แต่โดยรวมแล้วส่วนใหญ่เลือก “ลดความรื่นเริงลง” เพื่อแสดงความเคารพ

ถ้าเทียบกับประเทศไทย เราเองก็คงไม่แปลก เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์สูญเสียของพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศ์ชั้นสูง เราก็มักจะเห็นบรรยากาศคล้าย ๆ กัน 

กิจกรรมบันเทิงงดออกอากาศ คอนเสิร์ตเลื่อนถ่าย รัฐบาลและเอกชนช่วยกันรักษาความสงบและความเหมาะสม

มันเป็นประเพณีของประเทศ ที่ปฏิบัติมาช้านาน ก่อนบรรพบุรุษของใครจะย้ายมา แล้วอยากจะมาเปลี่ยนตามใจชอบ มันคงไม่ได้ ทุกวันนี้สถาบันปรับตัวตามยุคสมัยมากแล้ว ทุกอย่างควรมีขอบเขต!!

พบ!! โควิดสายพันธุ์ใหม่ ‘Stratus’ ระบาด!! ในอังกฤษ อาการ ‘เจ็บคอ–เพลีย’ แพทย์ย้ำ!! อย่าตื่นตระหนก

(26 ต.ค. 68) ช่วงนี้ถ้าใครรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอ หรือไม่สบายเล็กน้อย อาจเป็นอาการจากโควิดสายพันธุ์ใหม่ชื่อ “XFG” หรือ “Stratus” ซึ่งกำลังแพร่กระจายอยู่หลายพื้นที่ในสหราชอาณาจักร  

แพทย์ยืนยันว่า

 สายพันธุ์นี้ ไม่ได้รุนแรงกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า
แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมเล็กน้อย
ทำให้ ติดง่ายขึ้นเล็กน้อย และมีอาการต่างจากเดิม เช่น
เจ็บคอ / คอแห้ง
รู้สึกเพลียหรือป่วย ๆ แต่ไม่มีไข้สูง

ยังไม่มีหลักฐานว่าสายพันธุ์ Stratus ทำให้เกิดอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตมากขึ้น
แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ระวังสุขภาพช่วงอากาศเปลี่ยน — โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนภูมิต่ำ

 สรุปสั้น:
> โควิดสายพันธุ์ “Stratus” ระบาดใน UK
อาการหลัก: เจ็บคอ–เพลีย แต่ไม่รุนแรง
แพทย์ย้ำ ยังไม่ต้องตื่นตระหนก แค่ดูแลสุขภาพและสวมหน้ากากในที่แออัด

‘ฮุน เซน’ เคลื่อนไหวทันที หลังดีลสันติภาพไทย–กัมพูชา โพสต์ยกย่องลูกชาย ‘ฮุน มาเนต’ ใช้กลยุทธ์ ‘เงียบแต่ไม่เฉย’ สู่สันติ

(27 ต.ค. 68) หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามใน “ถ้อยแถลงสันติภาพไทย–กัมพูชา” ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน เป็นสักขีพยาน โดยล่าสุด สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภากัมพูชา ก็ออกมาเคลื่อนไหวทันทีผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแบบทันที

ฮุน เซน โพสต์ข้อความพร้อมภาพ ระบุว่า นี่คือผลลัพธ์จาก “กลยุทธ์เงียบแต่ไม่อยู่นิ่งเฉย” ของลูกชาย ฮุน มาเนต ซึ่งนำไปสู่การลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างสองประเทศ ภายใต้การอำนวยความสะดวกของผู้นำมาเลเซียและสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่า “การรักษาสันติภาพทั้งภายในประเทศและกับประเทศเพื่อนบ้าน คือภารกิจสูงสุดของเรา”

ก่อนหน้านี้ ฮุน เซน เคยกล่าวในพิธีเปิดสนามบินเตโชเมื่อ 20 ตุลาคม ตอบโต้เสียงวิจารณ์ที่มองว่ารัฐบาลกัมพูชานิ่งเฉยต่อปัญหาชายแดน โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้อยู่นิ่ง แต่ดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลาม พร้อมใช้กลไกทางกฎหมายและช่องทางสันติในการแก้ปัญหา

ขณะที่ สำนักข่าว Kampuchea Thmey Daily รายงานว่า กลยุทธ์ “เงียบแต่ไม่เฉย” ของฮุน มาเนต ได้พิสูจน์ผลสำเร็จ ผ่านการสร้างความร่วมมือกับไทยจนเกิดข้อตกลงสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้งสหรัฐฯ และมาเลเซีย ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์สองชาติในรอบหลายทศวรรษ

ตร.แดนน้ำหอม จับ 2 ผู้ต้องหา ปล้นเพชรในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ฝรั่งเศส ขณะหนีขึ้นเครื่องไปแอลจีเรียและมาลี มูลค่าความเสียหายทะลุ 3,700 ล้าน

(27 ต.ค. 68) ตำรวจฝรั่งเศสจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย จากคดีปล้นอัญมณีครั้งใหญ่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ กรุงปารีส หลังทั้งคู่พยายามหลบหนีออกนอกประเทศ โดยรายแรกถูกจับที่สนามบินชาร์ล เดอ โกล ขณะเตรียมขึ้นเครื่องไปแอลจีเรีย ส่วนอีกรายถูกควบคุมตัวก่อนเดินทางไปมาลีในแอฟริกาตะวันตก เจ้าหน้าที่ระบุว่าทั้งคู่เป็นชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแอฟริกันจากย่านแซ็ง-แซ็ง-เดอนี และเคยมีประวัติคดีลักทรัพย์มาก่อน

การจับกุมเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบดีเอ็นเอจากหมวกกันน็อกที่ถูกทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ ตรงกับหนึ่งในผู้ต้องสงสัย ทำให้ตำรวจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและออกหมายจับได้ทันก่อนหลบหนี โดยทั้งสองเชื่อว่ามีส่วนร่วมโดยตรงกับเหตุปล้นเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ซึ่งคนร้ายบุกเข้าไปในห้องแสดง “Apollo Gallery” ของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ และขโมยเครื่องเพชรพลอยรวม 8 ชิ้น รวมถึงมงกุฎที่ประดับเพชรและอัญมณีกว่า 1,000 เม็ด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการตามล่าผู้ร่วมก่อเหตุอีก 2 ราย และตรวจสอบว่ามี “คนใน” ของพิพิธภัณฑ์มีส่วนช่วยเหลือหรือไม่ โดยอัญมณีที่ถูกขโมยไปนั้นมีมูลค่ารวมราว 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,700 ล้านบาท) ซึ่งรวมถึงเครื่องประดับของ นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoléon Bonaparte) จักรพรรดิองค์แรกของฝรั่งเศส

ด้าน รัฐมนตรีมหาดไทยฝรั่งเศส โลรองต์ นูนเญซ (Laurent Nuñez) กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ผู้สืบสวนที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้สำเร็จ พร้อมย้ำว่าการสอบสวนจะดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น เพื่อจับตัวผู้หลบหนีและติดตามของกลางกลับคืน โดยระบุว่า “เราจะไม่หยุดจนกว่าจะได้ทุกอย่างกลับมา — ทั้งผู้ร้ายและมรดกทางประวัติศาสตร์ของชาติ”

‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ พร้อมยกย่องพระราชกรณียกิจ ส่งเสริมมิตรภาพจีน–ไทย ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 68 สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปยังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในนามของรัฐบาลจีนและประชาชนชาวจีน ประธานาธิบดีแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชนชาวไทย

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงกล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นที่เคารพรักอย่างสูงยิ่งในหมู่ราชวงศ์และประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงส่งเสริมมิตรภาพจีน-ไทยอย่างแข็งขัน และเสด็จฯ เยือนจีนในพระนามพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีคุณูปการอันใหญ่หลวงในการส่งเสริมมิตรภาพ “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” เราจะรำลึกถึงพระองค์ตลอดไป

 

‘ฟีฟ่า’ ลดธงชาติไทย และธงทุกสมาพันธ์ ลงครึ่งเสา เพื่อร่วมอาลัยต่อการสวรรคตของ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

(27 ต.ค. 68) สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) แจ้งต่อ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ถึงการร่วมแสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยการลดธงชาติไทย รวมถึงธงของสหพันธ์ของทุกทวีปลงครึ่งเสา ณ สำนักงานใหญ่ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ณ เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ส่งหนังสือแจ้งต่อ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และ สมาคมสมาชิกทั้ง 211 ประเทศ ถึงการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ก่อนที่ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) จะร่วมแสดงความอาลัย ต่อเหตุการณ์โศกเศร้าครั้งนี้ ของประเทศไทย และ ของปวงชนชาวไทย ด้วยการลดธงชาติไทย และ ธงของทั้ง 6 สหพันธ์ลงครึ่งเสา 

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ นำโดย “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ และ คณะผู้บริหารทั้งหมด ขอขอบคุณ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ด้วยใจจริง ที่นำโดย จานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ต่อการแสดงออกถึงความอาลัยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ยังขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘อินเดีย’ กลับมาเปิดเที่ยวบินตรงสู่จีนอีกครั้ง พร้อมให้บริการเส้นทาง ‘โกลกาตา–กว่างโจว’ ช่วยกระชับสัมพันธ์–หนุนเศรษฐกิจสองประเทศ หลังระงับไปกว่า 5 ปี ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 กระหน่ำ

(27 ต.ค. 68) เจ้าหน้าที่ทางการอินเดียเปิดเผยว่าอินเดียกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงสู่แผ่นดินใหญ่ของจีนอีกครั้งเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา หลังระงับไปนานกว่า 5 ปี โดยกลับมาเริ่มให้บริการที่ท่าอากาศยานนานาชาติเนตาชี สุภาษ จันทระ โพส ในเมืองโกลกาตา รัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งมีเที่ยวบินมุ่งหน้าไปยังเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน

ทางท่าอากาศยานฯ รายงานว่าเที่ยวบินดังกล่าวหมายเลข 6อี1703 (6E1703) ให้บริการโดยสายการบินอินดิโก (IndiGo) มีผู้โดยสารเดินทาง 176 คน 

โดยในช่วงก่อนหน้านี้ช่วงเดือนตุลาคม ปีเตอร์ เอลเบอร์ส (Pieter Elbers) ซีอีโอของอินดิโก เปิดเผยว่า การกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงครั้งนี้จะช่วยให้การเดินทางของผู้คน สินค้า และแนวคิดเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมทั้งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และมีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ เที่ยวบินตรงระหว่างอินเดียกับแผ่นดินใหญ่ของจีนเคยเปิดให้บริการจนถึงช่วงต้นปี 2020 ก่อนจะถูกระงับเนื่องจากการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

 

สหรัฐฯ ส่อค้างเงินเดือนทหาร จากเหตุรัฐบาล ‘ชัตดาวน์’ ยืดเยื้อ อาจยาวไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน ‘ทรัมป์’ สบโอกาสลดคน–ตัดงบประมาณ

(27 ต.ค. 68) สหรัฐฯ อาจไม่สามารถจ่ายเงินเดือนทหารได้ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 หากสถานการณ์ “ชัตดาวน์รัฐบาล” ยังยืดเยื้อ ตามคำเตือนของนายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ที่ระบุว่า “เราอาจยังพอจ่ายได้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน แต่หลังจากนั้น ทหารและเจ้าหน้าที่ที่เสี่ยงชีวิตเพื่อประเทศจะไม่ได้รับเงินเดือน”

ด้าน นางแอนนา พอลลินา ลูนา (Anna Paulina Luna) สมาชิกสภาคองเกรส ระบุว่า วิกฤตชัตดาวน์ครั้งนี้อาจยาวไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากสภาคองเกรสยังไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณประจำปีได้ ทำให้หน่วยงานรัฐบาลหลายแห่งต้องหยุดดำเนินงานชั่วคราว

ทั้งนี้ ปีงบประมาณใหม่ของสหรัฐฯ เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ยังไร้งบประมาณที่ผ่านความเห็นชอบ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า อาจใช้สถานการณ์ชัตดาวน์ครั้งนี้ในการปรับลดเจ้าหน้าที่และงบประมาณ โดยโยนความรับผิดชอบให้กับพรรคเดโมแครตที่เป็นฝ่ายคัดค้านในสภา



 

‘อนุทิน’ แจงเซ็น MOU แร่หายาก ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ย้ำทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมายไทย เผยขอ ‘ทรัมป์’ ช่วยพิจารณาลดภาษีเพิ่มเติม

(27 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา เรื่องความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลก และส่งเสริมการลงทุน เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี

นายอนุทิน ชี้แจงว่า MOU แรร์เอิร์ธ หมายถึงแร่ธาตุที่หายาก แต่ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวล เพราะเป็นการร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อสินค้าต่าง ๆ ของไทย โดยทุกกิจกรรมจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย หลักธรรมาภิบาล และรัฐธรรมนูญ ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายที่บังคับให้ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง

นายกรัฐมนตรีระบุว่า MOU เป็นเพียงบันทึกความเข้าใจ ไม่ใช่สนธิสัญญาที่ผูกมัด หากฝ่ายใดไม่ต้องการทำต่อสามารถยกเลิกได้ทันที จุดประสงค์หลักคือสร้างความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างสองประเทศ เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยเรื่องอื่น ๆ ในอนาคต โดยไม่จำกัดการร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ

นอกจากนี้ นายอนุทินเผยอีกว่า หลังลงนามได้หารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการลดภาษี (Tariff) เพื่อสนับสนุนการค้าไทย-สหรัฐ ซึ่งถือเป็นโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและส่งเสริมประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยเน้นย้ำว่าการลงนาม MOU ครั้งนี้ไม่มีผลเสียต่อประเทศ แต่เป็นการจุดประกายความร่วมมือในระยะยาว

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top