Saturday, 13 June 2026
World

‘ยุโรป’ ป่วน!! ‘มิวนิก’ สั่งปิดสนามบิน หลังพบ!! โดรนปริศนา บินรุกน่านฟ้า

(4 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

สนามบินนานาชาติมิวนิกใน #เยอรมนี ถูกสั่งปิดทำการเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา โดยมีเที่ยวบินหลายสิบเที่ยวถูกยกเลิกและงดออกบิน ขณะเดียวกันมีเที่ยวบินขาเข้ามากกว่า 15 เที่ยวที่ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินในเมืองชตุทท์การ์ท นูเรมเบิร์ก และแฟรงก์เฟิร์ตของเยอรมนี รวมถึงกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย หลังจากมีการพบเห็นโดรนไม่ทราบฝ่ายบินอยู่ในน่านฟ้าเหนือกรุงมิวนิก 

โดยการพบเห็นครั้งแรกมาจากหอบังคับการบินและต่อมาได้รับการยืนยันจากเฮลิคอปเตอร์ตำรวจ 
เหตุการณ์นี้ดูเหมือนจะคล้ายกับการพบเห็นโดรนที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เหนือสนามบินและสถานที่สำคัญอื่น ๆ ในประเทศเดนมาร์กและแถบยุโรปเหนือ

‘สวีเดน’ ย้ำ!! ‘ยูเครน’ อยากได้ ต้องจ่าย Gripen บินได้ ถ้ามีเงิน ดับฝัน!! ‘เซเลนสกี’ ของฟรีไม่มีในโลก อย่าหวังแต่ของบริจาค

(4 ต.ค. 68) Gripen ไม่ใช่ของฟรี!! สวีเดนส่งสัญญาณถึงยูเครน “สนใจยินดี หลังสงครามมาคุยกัน แต่คุณต้องจ่าย”

สวีเดนทำเอายูเครน “ยิ้มค้าง” หลังนายกฯ อัลฟ์ คริสเตอร์สัน ประกาศกลางที่ประชุม European Political Community Summit ที่เดนมาร์กว่า เรื่อง Gripen 

"ใช่…เราคุยกันแล้วกับเซเลนสกี แต่บอกตรง ๆ เลยว่า ไม่ใช่ของฟรี ต้องจ่ายเงินนะครับ"

โพสต์บน X ของคริสเตอร์สันเมื่อ 2 ต.ค. ชัดเจน: สวีเดนพร้อมหารืออนาคตการป้องกันอากาศของยูเครน รวมถึงความสนใจใน JAS 39 Gripen ของ Saab แต่ย้ำ “หลังสงครามสิ้นสุด” เท่านั้น และต้องซื้อ ไม่บริจาคฟรีเหมือนหลายชาติที่โยน F-16 หรือ Mirage 2000 ให้ พูดง่าย ๆ คือ สวีเดนเล่นบทพ่อค้าอาวุธเต็มตัว เดินสาย NATO แบบเท่ ๆ บอกยูเครนว่า “เราเห็นใจนะ แต่ถ้าอยากบิน Gripen ต้องควักตังค์” สะท้อนนโยบายใหม่ของ NATO ที่เน้นให้ยูเครนลงทุนสร้างกองทัพถาวร ไม่ใช่หวังพึ่งแต่การบริจาคจนติดนิสัย

Gripen เองไม่ใช่เครื่องเล็ก ๆ ถูก ๆ ที่ใครก็หยิบมาขับได้ รุ่น E ที่สวีเดนโปรโมตมีเรดาร์ AESA ยิง PL-15 ได้ 200 กม. พิสัยบิน 4,000 กม. และบำรุงรักษาง่ายกว่าพวก F-16 ยุโรปบางชาติยังชมว่าเป็น “เครื่องบินรบของประเทศเล็ก แต่ใจมันใหญ่”

ยูเครนเองก็อยากได้มาก เพราะ F-16 ที่เพิ่งเริ่มรับจากเดนมาร์กกับเนเธอร์แลนด์ไม่พอจะสกัดโดรนชาฮิดที่รัสเซียส่งมาเดือนละพันลำ เซเลนสกีถึงขั้นบอกใน UNGA ว่า “Gripen และ Eurofighter คือสิ่งที่เราต้องการเพื่อป้องกันพลเรือน”

แต่ปัญหาคือ…สวีเดนไม่อยากเสี่ยงโดนรัสเซียเล่นงานตอนนี้ จึงวางเงื่อนไขชัด ต้องคุยหลังสงครามสงบ และถ้าอยากฟื้นกองทัพอากาศก็ต้องจ่ายค่าตั๋วเข้าคลับ Gripen แบบเต็มราคา (แม้จะถูกกว่า F-16 ครึ่งหนึ่งก็เถอะ)

คำถามคือ ยูเครนจะหาเงินจากไหน? ในเมื่อเศรษฐกิจพังจากสงคราม GDP หายไปเป็นสิบ ๆ เปอร์เซ็นต์ ต้องรอเงินกู้ตะวันตกมาอุ้มอีกทอดหนึ่ง กลายเป็นว่าถ้าอยากได้ Gripen จริง ๆ ยูเครนอาจต้องยอมเป็น “ลูกหนี้บินได้” ของ NATO ไปอีกหลายสิบปี

สรุปสั้น ๆ : Gripen คือความหวังใหม่ของยูเครน แต่ไม่ใช่ของฟรี! สวีเดนบอกชัดเจน “ยินดีเจรจาหลังสงคราม แต่คุณต้องจ่ายเองนะ” งานนี้เซเลนสกีคงได้แค่ฝันถึงการบินบนท้องฟ้า จนกว่าจะมีเงินมาซื้อปีกให้ตัวเอง

อนาคตยูเครน สะเทือน!! ‘เช็กเกีย’ อาจถอนตัวช่วยรบ หลัง ANO ชนะเลือกตั้ง ล้มดีล!! กระสุนกว่า 1.8 ล้านนัด

(5 ต.ค. 68) พรรค ANO นำโดยอดีตนายกฯ Andrej Babis กวาดคะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย 35% จากการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อวันที่ 3-4 ตุลาคม ทิ้งห่างคู่แข่งพรรครัฐบาล Spolu ที่ได้เพียง 23% นับเป็นชัยชนะที่อาจเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของเช็กเกียและยูเครน จากพันธมิตรสนิท สู่ปริศนาใหม่

ท่ามกลางการนับคะแนนกว่า 98% พรรค ANO คว้า 81 ที่นั่งจากสภาล่าง 200 ที่นั่ง แม้จะไม่ได้เสียงข้างมาก แต่ Babis กำลังเจรจาตั้งรัฐบาลกับฝ่ายขวาจัดและต่อต้าน NATO ส่งสัญญาณที่น่าวิตกสำหรับกรุง Kyiv เช็กเกียเคยเป็นนายแบกของยูเครน ส่งรถถัง จรวด เฮลิคอปเตอร์ รับผู้ลี้ภัยหลายแสนคน และที่สำคัญ ผ้าป่ากระสุนปืนใหญ่ที่จะส่งกระสุน 1.8 ล้านนัดภายในปี 2025

แต่ตอนนี้ทุกอย่างอาจพลิกผัน

Babis ไม่เพียงวิพากษ์โครงการนี้อย่างรุนแรง เขายังประกาศจะ “ยกเลิกมัน!” ชื่นชม Viktor Orban พันธมิตร Kremlin และกล่าวว่ายูเครนเข้า EU เป็น “หายนะสิ้นเชิง”

เมื่อถูกถาม Babis ตอบสั้นๆ ว่า “เรายังไม่พร้อมรับยูเครน… จบสงครามก่อน… โครงการกระสุนควรให้ NATO ดูแล”

คำถามที่หลายคนหวาดกลัวคือ เช็กเกียจะเปลี่ยนจากผู้ช่วยเหลือ เป็นอุปสรรคต่อยูเครนหรือไม่?

ความช่วยเหลือจาก Prague อาจหมดลงพร้อมกับชัยชนะของ Babis - คำถามคือ ยูเครนจะรับมือกับพายุที่กำลังมาถึงได้อย่างไร?

นักเคลื่อนไหวตุรกี แฉ!! การปฏิบัติที่เลวร้าย ถูกบังคับ!! ‘จูบธงชาติอิสราเอล’ กดขี่ทารุณ

(5 ต.ค. 68) เออร์ซิน เชลิก นักเคลื่อนไหวชาวตุรกีซึ่งอยู่บนเรือ Global Sumud Flotilla เปิดเผยว่า กองกำลังอิสราเอลได้ทรมานเกรตา ธันเบิร์ก นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดนอย่างรุนแรง หลังจากเรือถูกยึดในน่านน้ำสากล

เชลิกซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกควบคุมตัวและเพิ่งเดินทางถึงอิสตันบูลเมื่อวันเสาร์ (4 ต.ค. 68) ให้สัมภาษณ์กับ CNN Turk ว่า ธันเบิร์ก วัย 22 ปี ถูกทหารอิสราเอลปฏิบัติอย่างน่าหยามเกียรติในระหว่างการควบคุมตัว

“พวกเขาทรมานเกรตาอย่างหนักต่อหน้าต่อตาเรา” เชลิกกล่าว “พวกเขาข่มเหงเธอ เกรตาเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ พวกเขาบังคับให้เธอคลานและจูบธงชาติอิสราเอล พวกเขาทำในสิ่งเดียวกับที่นาซีเคยทำ”

เชลิกระบุเพิ่มเติมว่า “พวกเขาแสดงเธอต่อสาธารณะ และเพราะเธอเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง พวกเขาจึงตั้งใจพุ่งเป้าไปที่เธอโดยเฉพาะ”

‘สหรัฐฯ–G7’ กดดัน ‘ตุรกี’ หยุดซื้อพลังงานรัสเซีย ‘แอร์โดอัน’ ไม่สน!! ยืนกรานซื้อน้ำมันและก๊าซเครมลินต่อไป

(6 ต.ค. 68) สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศ G7 กำลังเพิ่มแรงกดดันให้ตุรกีหยุดนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงขั้นกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) ระหว่างพบกันที่ทำเนียบขาว แต่ก็ตามมาด้วยเงื่อนไขสำคัญ คือขอให้ตุรกีเลิกพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ตุรกีก็ยังคงไม่แสดงท่าทีตอบสนองต่อข้อเรียกร้องนี้

ความจริงแล้ว ตุรกีเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียในระดับสูงมาก โดยปีที่ผ่านมา 66% ของน้ำมันนำเข้าและ 41% ของก๊าซธรรมชาติมาจากรัสเซีย ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการที่ตุรกีได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง หลังรัสเซียถูกสหภาพยุโรปคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน การหยุดซื้อพลังงานจากรัสเซียจึงเสี่ยงต่อทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนทางเศรษฐกิจของตุรกี

ถึงอย่างนั้น แอร์โดอันก็กำลังใช้กลยุทธ์ “กระจายความเสี่ยง” โดยรัฐวิสาหกิจ BOTAS เพิ่งลงนามสัญญาระยะยาวกับบริษัท Mercuria ของสหรัฐฯ และ Woodside Energy ของออสเตรเลีย รวมทั้งมีข้อตกลงกับอียิปต์ แอลจีเรีย กาตาร์ และไนจีเรีย เพื่อเพิ่มสัดส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานในประเทศ แม้ปัจจุบันเชื้อเพลิงฟอสซิลยังครองสัดส่วนกว่า 80%

นอกจากน้ำมันและก๊าซ ตุรกียังพึ่งพารัสเซียในด้านพลังงานอื่น เช่น เหมาถ่านหินลิกไนต์ (Lignite) กว่า 40% และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Akkuyu ที่รัสเซียเป็นผู้สร้าง แม้โครงการล่าช้าเพราะถูกคว่ำบาตร แต่คาดว่าจะเปิดเดินเครื่องบางส่วนได้ในปีหน้า ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าตุรกีกำลังเดินเกม “สมดุล” ระหว่างการรักษาความมั่นคงทางพลังงานในราคาที่คุ้มค่า และแรงกดดันจากชาติตะวันตกที่ต้องการบีบให้แยกห่างจากรัสเซีย

‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ ว่าที่ นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น อาจทำสัมพันธ์กับจีนปะทุเดือด!! จากประเด็นหนุนไต้หวัน

(6 ต.ค. 68) ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คนใหม่ เตรียมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น หลังเอาชนะคู่แข่ง ชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการชูจุดยืนอนุรักษ์นิยมอย่างแข็งกร้าว โดยเฉพาะในประเด็นไต้หวันและประวัติศาสตร์สงคราม ถูกมองว่าอาจทำให้ความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

ตลอดเส้นทางการเมือง ทาคาอิจิมีท่าทีสนับสนุนไต้หวันอย่างเปิดเผย ทั้งการพบปะผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในไทเป รวมถึงการผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงและเทคโนโลยี ซึ่งจีนแสดงความไม่พอใจต่อการเคลื่อนไหวเหล่านี้ และมองว่าเป็นการแทรกแซงในกิจการภายใน อีกทั้งท่าทีของทาคาอิจิต่อการเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง ก็เป็นประเด็นอ่อนไหวที่กระทบความสัมพันธ์กับจีนและเกาหลีใต้มาหลายครั้ง

ด้านรัฐบาลจีนเรียกร้องให้โตเกียว “เคารพพันธกรณีทางการเมือง” โดยเฉพาะเรื่องไต้หวันและประวัติศาสตร์ พร้อมเตือนว่าการกระทำใด ๆ ที่ไปแตะต้องประเด็นเหล่านี้จะสร้างอุปสรรคต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่า แม้จะมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่สร้างแรงเสียดทาน แต่จีนและญี่ปุ่นยังคงต้องพึ่งพากันทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

ความท้าทายของทาคาอิจิหลังขึ้นสู่อำนาจ จึงไม่เพียงแต่การจัดการกับปัญหาภายในประเทศ แต่ยังรวมถึงการรักษาสมดุลระหว่างการยืนหยัดในอุดมการณ์ทางการเมืองของตนเอง กับการประคับประคองความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีน ที่ยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่และมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออก

กุนซือแมนซิตี้ไม่ทน!! ‘เป๊ป’ หนุนการชุมนุมทั่วโลกรวมพลังหยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา

(6 ต.ค. 68) เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการชุมนุมเรียกร้องหยุดสงครามกาซา ที่จะจัดขึ้นในบาร์เซโลนา เมืองบ้านเกิดของเขา ซึ่งจัดไปแล้วเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยในวิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียลมีกว่ายอดเข้าชม 5 ล้านครั้ง กวาร์ดิโอลากล่าวว่า “เรากำลังเห็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า เด็กนับพันถูกสังหาร และอาจมีอีกมากที่จะต้องตาย”

เป๊ปเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในฉนวนกาซาเต็มไปด้วยผู้คนไร้ที่อยู่อาศัย ขาดอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค พร้อมเรียกร้องให้สังคมพลเมืองออกมากดดันรัฐบาลทั่วโลกเพื่อยุติความรุนแรง “เราจะลงถนนเพื่อเรียกร้องให้หยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” กวาร์ดิโอลากล่าว พร้อมชี้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์การเมือง แต่เป็นเรื่องของ “ความรักในชีวิตและเพื่อนมนุษย์”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ออกมาพูดถึงประเด็นกาซา ก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวระหว่างรับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในกาซามันเจ็บปวดเหลือเกิน ไม่ใช่แค่เพราะเด็ก ๆ ที่ถูกสังหาร แต่เพราะเราทุกคนอาจเป็นรายต่อไป” ซึ่งเขาเผยว่าเมื่อเห็นเด็กกาซา เขามักนึกถึงลูก ๆ ของตัวเองเสมอ

ทั้งนี้ เป๊ป เป็นหนึ่งในบุคคลแวดวงฟุตบอลที่ออกมาสนับสนุนปาเลสไตน์ เช่นเดียวกับนักกีฬาอาชีพกว่า 50 คน ที่ร่วมลงนามจดหมายเรียกร้องให้ยูฟ่าแบนอิสราเอลจากการแข่งขัน ขณะที่หลายสโมสรฟุตบอลในสเปนก็ร่วมแสดงจุดยืน ทั้งการเปิดสนามต้อนรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ และแฟนบอลร่วมประท้วงระหว่างเกมลีก ท่ามกลางสงครามที่ทำให้ชาวกาซาเสียชีวิตแล้วกว่า 60,000 คน

นักลงทุนหวั่น ‘ฟองสบู่ AI’ อาจซ้ำรอยวิกฤตดอทคอม ชี้การใช้จ่ายหลายล้านล้าน!! เสี่ยงผลตอบแทนไม่คุ้มค่า

(6 ต.ค. 68) กระแสความร้อนแรงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังถูกตั้งคำถามถึงความยั่งยืน โดยสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า บริษัทยักษ์เทคโนโลยีต่างทุ่มเงินมหาศาลหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลและลงทุนในชิปขั้นสูง แต่ยังไม่ชัดเจนว่ารายได้จาก AI จะเพียงพอคุ้มค่าการใช้จ่ายหรือไม่ หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าอาจกำลังเข้าสู่ “ฟองสบู่ AI” ที่คล้ายกับวิกฤตดอทคอม (Dot-com Bubble) ในอดีตช่วงปี 1995-2000

ขณะที่ บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น OpenAI, Meta และ Nvidia ถูกจับตาจากแผนลงทุนระดับ “ล้านล้านดอลลาร์” เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่ง แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ซีอีโอ OpenAI ได้เปิดตัวโครงการ Stargate มูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ และระบุว่าบริษัทอาจใช้เงินถึง “หลายล้านล้านดอลลาร์” ขณะที่ Meta ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็ประกาศทุ่มงบสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำถามว่าการทุ่มลงทุนนี้ มากเกินไปหรือไม่

ด้าน นักวิเคราะห์เตือนว่า รายได้จาก AI อาจไม่สามารถชดเชยต้นทุนได้จริง รายงานของ Bain & Co. คาดว่า ภายในปี 2030 บริษัทด้าน AI ต้องทำรายได้ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี แต่มีแนวโน้มขาดเป้ากว่า 800 พันล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน งานวิจัยจาก MIT และ Harvard ชี้ว่าองค์กรจำนวนมากยังไม่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนใน AI แถมยังเกิดปัญหา “Workslop” หรือเนื้อหาที่ดูเหมือนงานคุณภาพแต่ไร้สาระสำคัญจริง

แม้ผู้บริหารเทคโนโลยีหลายรายยอมรับความเสี่ยงของฟองสบู่ แต่ก็ยังเชื่อว่า AI จะเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการใช้จ่ายที่ร้อนแรงเกินจริง และการแข่งขันจากจีนที่นำเสนอโมเดล AI ราคาถูกกว่า อาจทำให้บริษัทยักษ์เทคฯ ต้องเจอกับแรงกดดันมหาศาล นักวิเคราะห์บางรายเปรียบเทียบว่า แม้ AI จะมีอนาคต แต่เส้นทางสู่ผลตอบแทนอาจเต็มไปด้วย “ความเจ็บปวดจากฟองสบู่แตก” อีกครั้ง

เมื่อปี 2015 ‘ดร.ถู โหย่วโหย่ว’ กลายเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่คนแรก คว้ารางวัลโนเบล สาขาวิทย์ฯ จากผลงานคิดค้นยารักษามาลาเรีย

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2558 องค์การโนเบลที่ประเทศสวีเดน ประกาศมอบรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ประจำปี 2015 ให้กับ ดร.ถู โหย่วโหย่ว (Tu Youyou) นักเภสัชศาสตร์ชาวจีน พร้อมกับวิลเลียม ซี. แคมป์เบลล์ นักวิทยาศาสตร์ชาวไอริช และซาโตชิ โอมูระ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น จากผลงานวิจัยด้านการรักษาโรคติดเชื้อปรสิต 

สำหรับ ดร.ถู โหย่วโหย่ว ได้รับรางวัลจากการค้นพบยารักษามาลาเรียชนิดใหม่ “อาร์ทีมิซินิน” (Artemisinin) ถือเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ได้รับรางวัลโนเบลด้านวิทยาศาสตร์ สร้างประวัติศาสตร์สำคัญให้กับวงการแพทย์และการแพทย์แผนจีน

โดยในทศวรรษ 1960–1970 ถู โหย่วโหย่วและทีมงานได้แรงบันดาลใจจากตำราแพทย์แผนจีนโบราณ และสามารถพัฒนายาจากสมุนไพรจนกลายเป็นการรักษาที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยมาลาเรียนับร้อยล้านคนทั่วโลก ซึ่งทุกวันนี้องค์การอนามัยโลกได้บรรจุอาร์ทีมิซินินเป็นยาจำเป็นขั้นพื้นฐานของโลกแล้ว

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับมาตรฐานการแพทย์ของจีน แต่ยังเป็นจุดเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาตะวันออกและวิทยาศาสตร์ตะวันตก ดร.ถู โหย่วโหย่ว กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของนักวิจัยหญิง และเป็นแรงบันดาลใจให้วงการแพทย์ทั่วโลกเดินหน้าต่อสู้กับโรคร้ายด้วยความหวังใหม่

นายกฯ เยอรมนี ยกหูหา ‘ทรัมป์’ ชงแผนยึดทรัพย์รัสเซีย จำนวน 1.4 แสนล้านยูโร ปล่อยกู้ ‘ยูเครน’ เสริมกำลังรบ

(6 ต.ค. 68) นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ทซ์ (Friedrich Merz) ของเยอรมนี ได้โทรศัพท์หารือกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่ออธิบายแผนการใช้ทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดในยุโรป มูลค่าประมาณ 140,000 ล้านยูโร มอบให้ยูเครนในรูปแบบเงินกู้ดอกเบี้ยศูนย์ เพื่อสนับสนุนกองทัพยูเครน โดยก่อนหน้านี้ แมร์ทซ์ได้เผยแพร่ข้อเสนอนี้ผ่านบทความใน Financial Times ของอังกฤษ

โฆษกรัฐบาลเยอรมนีระบุว่า ผู้นำทั้งสองยังได้หารือถึงสถานการณ์ในยูเครน และเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันหาทางยุติความขัดแย้งต่อไป นอกจากนี้ยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตในฉนวนกาซา โดยย้ำว่าจำเป็นต้องเร่งเจรจาเพื่อปล่อยตัวตัวประกัน ยุติการสู้รบ และปลดอาวุธฮามาสในการประชุมที่อียิปต์เร็ว ๆ นี้

ปัจจุบัน สหภาพยุโรปและชาติกลุ่ม G7 ได้อายัดทรัพย์สินรัสเซียไว้เกือบ 300,000 ล้านยูโร ซึ่งมากกว่า 200,000 ล้านยูโรถูกเก็บในระบบการเงิน Euroclear ของเบลเยียม ขณะเดียวกัน รัสเซียตอบโต้ด้วยการแช่แข็งสินทรัพย์ของนักลงทุนจากประเทศไม่เป็นมิตร และประกาศว่า หากตะวันตกยึดทรัพย์สินรัสเซียจริง มอสโกก็พร้อมใช้มาตรการตอบโต้เช่นกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top