Sunday, 7 June 2026
World

หนุ่มจีนดีกรีนักเรียนนอก เรียนจบ ป.ตรี 2 ใบ และ ป.โท 3 ใบ ทิ้งชีวิตหรู!! ขอใช้ชีวิตแบบคนไร้บ้าน ดำรงชีพด้วยเงิน 500 บ. ต่อเดือน

(2 ต.ค. 68) จ้าว เตี้ยน ชายชาวจีนวัย 32 ปี กลายเป็นที่ถกเถียงในสังคม หลังตัดสินใจละทิ้งชีวิตที่เคยมั่งคั่งและการศึกษาสูง เพื่อใช้ชีวิตเป็นคนไร้บ้านในมณฑลยูนนาน โดยดำรงชีพเพียงเดือนละ 100 หยวน (ราว 500 บาท) เขาเลือกกินอาหารตามร้านมังสวิรัติฟรี ใช้หอพักอาบน้ำและซักผ้า เสื้อผ้าส่วนใหญ่เป็นของมือสอง และใช้ชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางถนนหนทางในเมืองต้าหลี่

จ้าว เตี้ยน เติบโตในนครเซี่ยงไฮ้ ก่อนย้ายไปอยู่นิวซีแลนด์เมื่ออายุ 10 ปี และก้าวสู่เส้นทางการศึกษาอันโดดเด่น จบการศึกษา 2 ปริญญาตรี และ 3 ปริญญาโทด้านการเงิน จากเมืองใหญ่ทั้งซิดนีย์ นิวยอร์ก ปารีส และปักกิ่ง อย่างไรก็ตาม เขากลับรู้สึกว่าการศึกษาที่พ่อแม่บังคับให้ไขว่คว้านั้นเป็น “พันธนาการ” โดยความสัมพันธ์ในครอบครัวเต็มไปด้วยบาดแผล ทั้งการถูกพ่อทำโทษเพียงเพราะถนัดซ้าย และแม่ที่ไม่เข้าใจความรู้สึกของลูก

เมื่อกลับจีนในปี 2023 จ้าวเคยทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในงานเทศกาลเบียร์และโรงแรม ก่อนย้ายไปต้าหลี่ในปีถัดมาและตัดสินใจใช้ชีวิตไร้บ้าน ช่วงเวลาที่เขารู้สึกพึงพอใจมากที่สุดกลับเป็นงานเรียบง่าย เช่น การล้างจานที่ร้านอาหารจีนในปารีส ซึ่งทำให้เขาเชื่อว่า “ความสุขไม่จำเป็นต้องมาจากงานในอุดมคติ” นอกจากนั้น เขายังจัดกิจกรรมชมรมหนังสือ และเผยแพร่วิดีโอด้านการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาอีกด้วย

แม้จะตัดขาดความสัมพันธ์กับพ่อแม่ในนิวซีแลนด์ แต่จ้าวเตี้ยนยังโหยหาความใกล้ชิดกับผู้คน เขามีลูกสาววัย 10 ปีจากความสัมพันธ์เก่าในนิวยอร์ก ทั้งสองยังคงติดต่อกันทางออนไลน์ จ้าวเชื่อว่าระบบการศึกษาที่เป็นพิษทำให้เยาวชนจำนวนมากรู้สึกหลงทาง จึงริเริ่มโครงการเปิดประสบการณ์อาชีพ เพื่อช่วยให้เด็กค้นพบสิ่งที่ตนเองรักจริง ๆ

การเลือกเดินออกนอกเส้นทางดั้งเดิมของจ้าวได้รับทั้งเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ บางคนมองว่าเขากำลังเยียวยาบาดแผลจากวัยเด็ก และค้นหาความหมายชีวิตในแบบของตน ขณะที่อีกฝ่ายตำหนิว่าเขาเป็นคนไม่รับผิดชอบต่อครอบครัว และละทิ้งการลงทุนมหาศาลที่พ่อแม่ทุ่มเทให้มาตลอด แต่สำหรับจ้าว การใช้ชีวิตแบบพอเพียงกลับทำให้เขารู้สึกเติมเต็มและมีอิสรภาพมากกว่าเดิม

กองเรือซูมูด 31 ลำ!! มุ่งสู่ ‘กาซา’ ไม่หวั่นการสกัดกั้นจาก ‘อิสราเอล’

(2 ต.ค. 68) กองเรือมนุษยธรรม Global Sumud Flotilla ที่ออกเดินทางจากสเปนเมื่อ 31 สิงหาคม กำลังมุ่งหน้าสู่ฉนวนกาซา โดยล่าสุดเข้าสู่ “เขตเสี่ยงสูง” ซึ่งที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุเรือถูกโจมตีและสกัดกั้นจากอิสราเอลมาแล้วกว่า 10 ครั้ง รายงานจากสื่ออิสราเอลระบุว่า กองทัพกำลังเตรียมใช้หน่วยคอมมานโดทางเรือเข้าควบคุมกองเรือกว่า 50 ลำ พร้อมแผนจมเรือบางลำกลางทะเล และจับกุมนักกิจกรรมหลายร้อยคนไปสอบสวนและเนรเทศ

กองเรือซูมูดถือเป็นภารกิจทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีตัวแทนจาก 44 ประเทศเข้าร่วม จุดประสงค์คือการท้าทายการปิดล้อมทางทะเลของอิสราเอลและนำความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่กาซา อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (UNCLOS) เรือที่อยู่ในน่านน้ำสากลไม่สามารถถูกควบคุมหรือยึดได้โดยประเทศอื่น ยกเว้นกรณีละเมิดร้ายแรง เช่น พบเป็นเรือโจรสลัด

ในอดีต อิสราเอลเคยโจมตีและยึดเรือในน่านน้ำสากลหลายครั้ง ที่ร้ายแรงที่สุดคือกรณีเรือ Mavi Marmara ปี 2010 ซึ่งทำให้นักกิจกรรมชาวตุรกีเสียชีวิต 10 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นั้นสร้างความโกรธแค้นไปทั่วโลกและทำให้ความสัมพันธ์อิสราเอล–ตุรกีตึงเครียดยาวนาน 

ทั้งนี้ กองเรือซูมูดยืนยันว่า แม้เรือบางลำถูกขัดขวาง แต่เรือที่เหลือ 31 ลำยังคงมุ่งหน้าสู่กาซาโดยไม่ยอมถอย คาดว่าจะถึงภายใน 5–8 ชั่วโมงข้างหน้า ภายใต้การปกป้องของข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับ รวมถึงมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ระบุชัดว่า ต้องเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถึงมือชาวกาซาโดยไม่มีอุปสรรค ผู้จัดภารกิจย้ำว่า “พวกเขาจะไปต่อ เพื่อเสรีภาพ และไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้”

‘ทรัมป์’ อนุมัติข่าวกรอง-อาวุธจัดเต็ม!! ให้ยูเครน โจมตีเป้าหมายหลัก ‘โครงสร้างพลังงาน’ ของรัสเซีย

(2 ต.ค. 68) สหรัฐฯ อนุมัติให้หน่วยข่าวกรองและกองทัพสหรัฐฯ ส่งข้อมูลข่าวกรองให้ยูเครน เพื่อนำไปใช้โจมตีเป้าหมายสำคัญด้านพลังงานของรัสเซียที่อยู่ลึกเข้าไปในประเทศ โดยรายงานของ The Wall Street Journal อ้างคำให้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า วอชิงตันยังประสานกับประเทศสมาชิกนาโตให้สนับสนุนข้อมูลข่าวกรองในลักษณะเดียวกันด้วย

นอกจากนี้ สหรัฐฯ กำลังพิจารณาจัดหาอาวุธให้ยูเครนเพิ่มเติม เช่น ขีปนาวุธ Tomahawk และ Barracuda รวมถึงขีปนาวุธอื่นที่มีระยะยิงประมาณ 500 ไมล์ (804 กิโลเมตร) เพื่อเพิ่มความสามารถในการโจมตีเป้าหมายสำคัญของรัสเซียในระยะไกล

อย่างไรก็ตามทางฝั่งรัสเซียระบุว่า การส่งอาวุธให้ยูเครนจะทำให้ความขัดแย้งบานปลาย และถือว่าประเทศสมาชิกนาโตเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เตือนว่า ทุกภารกิจขนส่งอาวุธไปยังยูเครนจะถือเป็นเป้าหมายที่รัสเซียมีสิทธิ์โจมตีได้ตามกฎหมายสงคราม

ประชาชนฮ่องกงนับหมื่น!! ต่อคิวแน่นในสภาพอากาศร้อนจัด เพื่อยลโฉมเรือรบจีน Qi Jiguang–Yimengshan

(2 ต.ค. 68) ประชาชนฮ่องกงจำนวนมากเข้าชมเรือรบจีน ฉี จี้กวง (Qi Jiguang) และ อี้เหมิงซาน (Yimengshan) ที่จอดประจำฐานทัพเรือ Stonecutters Island Naval Base ในฮ่องกง ภายใต้กิจกรรมเปิดเรือให้ประชาชนเข้าชม เชื่อมความสัมพันธ์กับกองทัพเรือจีน โดยตั๋วทั้ง 11,000 ใบ ถูกจองเต็มหมดอย่างรวดเร็ว แม้ในสภาพอากาศร้อนอบอ้าว แต่ผู้เข้าชมก็ยังมุ่งมั่นรอคิวเข้าชมอย่างไม่ลดละ

บรรยากาศบนเรือ Qi Jiguang คึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า เมื่อเจ้าหน้าที่และนักศึกษาวิชาทหารเรือ 4 นาย ให้สัมภาษณ์สื่อถึงประสบการณ์และความแตกต่างระหว่างการเป็นนักศึกษาวิชาทหารกับนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วไป นอกจากนี้ผู้เข้าชมหลายคนได้ชื่นชมคำอธิบายจากเจ้าหน้าที่ ที่ทำให้เข้าใจอุปกรณ์และโครงสร้างของเรือได้ง่ายขึ้น

นักท่องเที่ยวจำนวนมากรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ชมอาวุธยุทโธปกรณ์และความสามารถในการป้องกันประเทศอย่างใกล้ชิด เช่น เมเบล ชุ่ย (Mabel Chui) กล่าวว่า นี่ถือเป็นโอกาสพิเศษในการเรียนรู้ “เห็นความทันสมัยของอุปกรณ์และความแข็งแกร่งทางทหารของประเทศอย่างใกล้ชิด” แม้อากาศจะร้อนมาก แต่ผู้คนยังต่อแถวเข้าชมไม่ขาดสาย ทำให้ฐานทัพกลายเป็น “ห้องเรียนลอยน้ำ” สร้างความรู้และความตื่นตาตื่นใจ

นอกจากนี้ นางสาวเซ่ (Ms. Sze) ที่พาบุตรเข้าชมเนื่องในวันชาติ และ ชาน เสี่ยว-หาง (Chan Siu-hang) ผู้สนใจด้านทหารกล่าวว่า “ความสามารถทางทหารของประเทศแข็งแกร่งขึ้นจนติดอันดับโลก ตนรู้สึกภูมิใจมากๆ” กิจกรรมนี้จึงไม่เพียงเปิดโอกาสเรียนรู้ แต่ยังเสริมสร้างความรู้สึกปลอดภัยและภูมิใจในความก้าวหน้าของประเทศ

ศาลมาเลเซีย ปรับชายชาวกัมพูชา 900 ริงกิต ทำตัวป่วน!! เทน้ำราดหัวพนักงานสายการบิน

(2 ต.ค. 68) ศาลมาเลเซียตัดสินปรับชายชาวกัมพูชา นายหลิน เว่ยต้า (Lin Weida) วัย 42 ปี เป็นเงินรวม 900 ริงกิต (ราว 7,200 บาท) หลังใช้ความรุนแรงและพูดคำหยาบใส่พนักงานสายการบิน Batik Air โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา

จากคำฟ้อง ระบุว่านาย หลิน เว่ยต้า ใช้กำลังกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของ Batik Air ที่อาคารผู้โดยสาร KLIA เวลาประมาณ 19.50 น. ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญามาเลเซีย มาตรา 352 โทษสูงสุดคือจำคุก 3 เดือนหรือปรับ 1,000 ริงกิต ศาลจึงสั่งปรับ 800 ริงกิต หรือจำคุก 1 เดือนแทนได้

นอกจากนี้ เขายังถูกกล่าวหาว่าพูดคำหยาบใส่พนักงานต้อนรับบนเครื่องเที่ยวบิน OD606 จากฮ่องกงมายัง KLIA เมื่อเวลาประมาณ 17.20 น. ซึ่งความผิดนี้เข้าข่ายกฎหมายความผิดเล็กน้อย กำหนดโทษปรับสูงสุด 100 ริงกิต ศาลจึงสั่งปรับ 100 ริงกิต หรือจำคุก 1 เดือนแทนได้

ทั้งนี้ นายหลิน ยอมรับผิดและชำระค่าปรับทั้งสองกระทงในทันที 

สหรัฐฯ จัดกัมพูชา อยู่ในเทียร์ 3 ระดับต่ำสุด!! 4 ปีซ้อน จากปัญหารัฐเอี่ยวค้ามนุษย์-แก๊งคอลฯ และขัดขวางการสืบสวน

(2 ต.ค. 68) สหรัฐฯ เผยรายงานประจำปี Trafficking in Persons 2025 จัดให้กัมพูชายังอยู่ในระดับ Tier 3 ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 เหตุรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรายงานชี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ คุกคามเหยื่อและพยาน รวมถึงปกป้องผู้กระทำผิด 

รายงานยังระบุว่า เจ้าหน้าที่บางรายให้ข้อมูลล่วงหน้าก่อนเข้าตรวจค้น ทำให้ขบวนการมีเวลาย้ายเหยื่อออกจากพื้นที่ ขณะที่คอมพาวด์ที่ถูกสั่งปิดกลับเปิดใหม่ได้ภายในไม่กี่วัน หลังมีการจ่ายเงินจำนวนมหาศาลให้ผู้มีอำนาจ ซึ่งรัฐบาลกัมพูชายังไม่สามารถจับกุมหรือดำเนินคดีต่อผู้ต้องสงสัยรายใหญ่ได้ รวมถึงที่ปรึกษาระดับสูงที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร

แม้กัมพูชาจะมีมาตรการ เช่น การจับกุมครั้งใหญ่ การจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) และความร่วมมือกับต่างประเทศ แต่รายงานชี้ว่าความพยายามเหล่านี้มักเกิดขึ้นเพียงภายใต้แรงกดดันจากนานาชาติ ขณะที่เหยื่อจำนวนมากยังถูกกักขัง และการช่วยเหลือยังไม่ทั่วถึง บางครั้งเหยื่อกลับถูกลงโทษจากการกระทำที่เกิดขึ้นเพราะถูกบังคับ

ด้านองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ประเมินว่ามีแรงงานกว่า 150,000 คน ติดอยู่ในคอมพาวด์ราว 350 แห่งทั่วกัมพูชา ซึ่งกำลังย้ายฐานจากเมืองใหญ่และพื้นที่ชายแดน ไปยังพื้นที่ชนบทเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบปัญหาคอร์รัปชัน และการรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐถูกชี้ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายไร้ประสิทธิภาพ และยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของประเทศกัมพูชา

ชำแหละบทความใส่ร้ายจีน ช่วยกัมพูชาจริง!! หรือแค่ข่าวปลอม

(3 ต.ค. 68) ล่าสุดมีนักข่าวท่านหนึ่งที่เป็นระดับหัวหน้าประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เขียนบทความว่าได้รับข้อมูลจากข่าวกรองของไทยว่าจีนส่งอาวุธให้ฝ่ายกัมพูชา 1 เดือนก่อนเกิดสงคราม เรื่องนี้ทำให้เอย่าหูผึ่งถึงขั้นต้องนัดทานกาแฟกับพี่หน่วยข่าวกรองของไทยบางคนที่เอย่ารู้จัก ทางพี่เขาก็ตบเข่าฉาดใหญ่บอกว่ายัยนี่นั่งเทียนเขียนข่าว ไม่มีข่าวกรองคนไหนออกมาเปิดเผยข้อมูลให้คนนอกโดยเฉพาะสื่อให้ทราบกันง่ายๆ หรอกหากไม่ได้รับการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา และนี่เองทำให้เอย่ากลับมาอ่านบทความอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งรวมถึงหลายๆ บทความของฝั่งอเมริกาในช่วงนี้ เพราะสิ่งหนึ่งที่พี่เขาบอกมาก็คือ จีนบอกมาแล้วว่าเขาไม่ได้เลือกข้างฝ่ายไหนเลย เพราะถ้าเขาเลือกข้างกัมพูชาจริง กัมพูชาจะกล้าทิ้งจีนไปจูบก้นอเมริกาถึงขั้นจะโปรโมทให้ ทรัมป์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเลยเชียวหรือ

ในเนื้อหาของบทความระบุว่านักข่าวรายนี้ได้เห็นรายงานข่าวกรองของฝ่ายไทยว่า “เครื่องบิน Y-20 ซึ่งจีนเรียกว่า Chubby Girls เนื่องจากลำตัวกว้างและสามารถบรรทุกสินค้าหนักได้ เครื่องบินเหล่านี้บินหกเที่ยวมายังเมืองสีหนุวิลล์ทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยบรรทุกจรวด กระสุนปืนใหญ่ และปืนครก ตู้คอนเทนเนอร์ 42 ตู้ ส่งให้แก่รัฐบาลกัมพูชา โดยระบุต่อว่าอาวุธดังกล่าวจัดเก็บไว้ที่ฐานทัพเรือเตรียมเพื่อเตรียมส่งต่อไปทางเหนือเพื่อกระจายไปตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา” ประเด็นคือเอกสารข่าวกรองได้เห็นกันง่ายๆ ขนาดนั้นเลยหรือ

นักข่าวรายนี้อ้างต่อว่าจากแหล่งข่าวผู้สังเกตการณ์อิสระระบุว่าอาวุธที่โจมตีไทยเป็นอาวุธจากจีน  แต่พอทางเอย่าเช็คกลับไปยังแหล่งข่าวที่เป็นผู้เชี่ยวชาญอาวุธจากจีนตอนนี้ได้คำตอบว่า อาวุธที่กัมพูชาใช้ของจีนนั้นเป็นอาวุธที่จีนผลิตและใช้เมื่อประมาณสัก 10-20 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันทางกองทัพจีนยกเลิกการใช้อาวุธเหล่านี้ไปหมดแล้ว 

ยกเว้นแต่โดรนทิ้งระเบิดที่เอย่าได้ข่าวมาจากแหล่งข่าวอีกสายว่าได้มาจากกลุ่มจีนเทาซื้อโดรนเกษตรกรรมแล้วนำมาดัดแปลงเป็นโดรนทิ้งระเบิดแบบเดียวกับกลุ่มกองกำลังกะเหรี่ยงที่ใช้โจมตีกองทัพเมียนมา และยิ่งทำให้สงสัยมากขึ้นเมื่อในภาพโพสต์รูปกองกำลังของกัมพูชาโดยระบุว่า “ทหารกัมพูชาบรรจุกระสุนใหม่ให้กับเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 สมัยโซเวียตในจังหวัดพระวิหารเมื่อเดือนกรกฎาคม เอกสารของไทยระบุว่าระหว่างวันที่ 21 ถึง 23 มิถุนายน จีนส่งกระสุนเกือบ 700 นัดเพื่อติดตั้งเครื่องยิงจรวดดังกล่าว” ประเด็นคือ เครื่องยิงจรวดสมัยโซเวียตอย่าง BM-21 แม้จีนจะยังมีการผลิตจรวดที่ใช้กับเครื่องยิงจรวดรุ่นนี้อยู่แต่ต้องอย่าลืมว่าบริษัทที่เป็นผู้ผลิตนั้นเป็นบริษัทเอกชนและเช่นกันการซื้อขายสินค้าประเภทอาวุธยังเป็นการค้าขายผ่านระบบนายหน้าไม่ใช่จีทูจี และนั่นก็น่าจะเป็นสิ่งที่จีนออกมาปฏิเสธได้อย่างเต็มปากว่ารัฐบาลจีนไม่ได้ขายแต่ถ้าเอกชนซื้อขายกันเองอันนี้ไม่รับรู้

รายงานระบุต่อว่า “เจ้าหน้าที่อาวุโสจากกองทัพไทยที่ได้รับการติดต่อจากเดอะไทม์ ยืนยันความถูกต้องของเอกสาร โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าวรวบรวมโดยเครือข่ายข่าวกรองข้ามเหล่าทัพ เจ้าหน้าที่อีกสองนายยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวถูกเปิดเผยภายในกองทัพ ทั้งสามท่านขอไม่เปิดเผยชื่อเพื่อหารือเกี่ยวกับเอกสารที่พวกเขาอ้างว่าเป็นเอกสารลับ” จากประโยคนี้คงต้องตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของหน่วยถึงการรักษาความลับทางการทหารแบบนี้ให้หลุดมาถึงสื่อต่างประเทศได้อย่างไร พร้อมทั้งควรสืบหาเจ้าหน้าที่อาวุโสผู้ให้ข่าวพร้อมสอบสวนถึงจรรยาบรรณการทำงานของกองทัพไทยด้วยหรือไม่

เอาเป็นว่าเอย่าจะพักเรื่องนี้มาดูอีกข่าวดีกว่าในขณะที่อเมริกาใช้สื่อโจมตีจีนอยู่นั้น วันนี้มีข่าวมาว่าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า สหรัฐฯ เตรียมสนับสนุนเงิน 675,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 22 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกัมพูชาในโครงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ตั้งแต่เดือน พ.ย.2025 ไปจนถึงเดือน เม.ย.2026 ประเด็นคือการช่วยเหลือเรื่องการเก็บกู้ระเบิดในแต่ละปีมีเม็ดเงินที่ใช้มากกว่า 30 ล้านเหรียญ  คำถามคือเม็ดเงินทั้งหมดนั้นถูกเอาไปใช้เก็บกู้จริงหรือ ทำไมกู้ไม่หมดเสียที หรือที่แท้จริงนั้นคือการให้เงินสนับสนุนการทำสงครามแก่กัมพูชาผ่านระบบ NGO ตามโมเดลที่ชาติตะวันตกชอบใช้อย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วในเมียนมาและอีกหลายประเทศ

รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นรู้ทันจนต้องปิดสำนักงานไป นี่คงเป็นคำถามคำใหญ่ๆที่ควรจะถูกตรวจสอบถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้ได้ถูกใช้ไปอย่างถูกต้องหรือไม่

สรุปแล้วใครเป็นคนเลวในเกมนี้ไม่รู้แต่ที่รู้ๆ คนเลวบางคนที่แสร้งทำตัวเป็นคนดีแล้วหาผลประโยชน์เข้าชาติตัวเองเหมือนนักการเมืองโกงกินของสยามประเทศบางคนที่ชอบเอาประชาชนมาอ้างนั้นมีอยู่จริง

‘คิม จอง อึน’ เชิญ ‘ทองลุน’ ผู้นำลาวเยือนเกาหลีเหนือ เพื่อกระชับสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฉลอง 50 ปีการทูต

เมื่อวันที่ (2 ต.ค. 68) สื่อลาวรายงานว่า นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จะเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 7–8 ตุลาคม 2568 ตามคำเชิญของ คิม จอง อึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี โดยครั้งนี้ประธานประเทศลาวจะนำคณะผู้แทนระดับสูงของพรรคและรัฐบาลเดินทางร่วมด้วย

การเยือนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ กระชับความสัมพันธ์มิตรภาพและความร่วมมือ ที่ยาวนานระหว่างลาวกับเกาหลีเหนือ รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสองพรรคการเมือง สองรัฐบาล และประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การเยือนยังถือเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญ ได้แก่ ครบรอบ 60 ปี การพบปะสุดยอดครั้งแรกระหว่างประธานไกสอน พมวิหาน กับประธานคิม อิล ซุง ที่กรุงเวียงจันทน์ในปี 1965, ครบรอบ 80 ปี การก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลีในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 และครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างลาวกับเกาหลีเหนือ

‘คิวบา-เวเนซุเอลา’ ประณามสหรัฐฯ จี้เคารพน่านฟ้า-หยุดสร้างความตึงเครียด

(3 ต.ค. 68) รัฐบาลคิวบาออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐฯ หลังเครื่องบินรบสหรัฐฯ ล้ำเข้าน่านฟ้าเวเนซุเอลา โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และถือเป็นภัยต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคลาตินอเมริกาแคริบเบียน พร้อมย้ำว่าพื้นที่ดังกล่าวควรเป็น “เขตแห่งสันติภาพ”

ด้าน พล.อ.วลาดิมีร์ ปาดริโน โลเปซ (Vladimir Padrino Lopez) รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลา เปิดเผยว่ากองทัพตรวจพบเครื่องบินขับไล่จำนวน 5 ลำ คาดว่าเป็นรุ่น F-35 ของสหรัฐฯ บินเข้ามาในน่านฟ้าเวเนซุเอลา โดยยังมีนักบินสายการบินพาณิชย์ยืนยันการพบเห็นเครื่องบินดังกล่าวบริเวณชายฝั่งทะเลแคริบเบียน ซึ่งถือเป็นการยั่วยุและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ขณะที่สื่อ Semafor รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า วอชิงตันยังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายบางแห่งในเวเนซุเอลา ภายใต้ภารกิจต่อต้านแก๊งค้ายาเสพติด ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดมากยิ่งขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top