Sunday, 7 June 2026
World

อินเดียโต้ ‘ทรัมป์’ ขู่ขึ้นภาษีน้ำมันรัสเซีย ชี้ไร้เหตุผล!! สหรัฐเองก็ยังค้าขายกับมอสโก

(5 ส.ค. 68) รัฐบาลอินเดียออกแถลงการณ์ตอบโต้คำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ข่มขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย หากยังซื้อ “น้ำมันรัสเซีย” ต่อไป โดยอินเดียระบุว่า คำขู่นี้ “ไร้เหตุผลและไม่ยุติธรรม" พร้อมเผยว่าสหรัฐเองก็ยังค้าขายกับรัสเซียอยู่

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์โพสต์บน Truth Social กล่าวหาว่าอินเดียไม่สนใจผู้คนในยูเครนที่เสียชีวิตจาก “เครื่องจักรสงครามรัสเซีย” พร้อมประกาศว่าจะขึ้นภาษี “มากที่สุด” ต่อสินค้านำเข้าจากอินเดีย โดยก่อนหน้านี้เขาเพิ่งประกาศเก็บภาษี 25% จากสินค้าอินเดียไปหมาด ๆ

กระนั้น กระทรวงการต่างประเทศอินเดียโต้ว่า สหรัฐเคยสนับสนุนให้อินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียในช่วงเริ่มต้นสงคราม เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานโลก และที่อินเดียต้องหันไปซื้อจากรัสเซีย ก็เพราะยุโรปแย่งซื้อจากแหล่งเดิมหลังสงครามเริ่ม อินเดียย้ำว่าการตัดสินใจซื้อน้ำมันเป็นเรื่องของโรงกลั่นเอกชน ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล

นักวิเคราะห์อินเดียมองว่า ทรัมป์ให้ข้อมูลบิดเบือน เพราะการค้าน้ำมันระหว่างอินเดียกับรัสเซียมีความโปร่งใส และช่วยไม่ให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุเพดาน ส่วนที่ว่าขายน้ำมันต่อทำกำไรนั้นเป็นเรื่องปกติในกลไกตลาด

แม้ทรัมป์จะอ้างว่า “อินเดียเป็นมิตร” แต่ก็วิจารณ์เรื่องภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐว่า “สูงเกินไป” พร้อมขู่จะลงโทษเพิ่มเติม ล่าสุดยังได้ขู่จะเล่นงานรัสเซียด้วยภาษี หากไม่ยอมตกลงหยุดยิงในยูเครนภายใน 8 สิงหาคมนี้ ขณะเดียวกันผู้แทนสหรัฐเตรียมเยือนมอสโกเพื่อหารือกับปูตินในสัปดาห์นี้

กัมพูชาเปลี่ยนชื่อปั๊ม ปตท. เป็น PEACE Petroleum หวังสะท้อนสันติภาพ-ชูอัตลักษณ์ชาติเขมร

(5 ส.ค. 68) สื่อกัมพูชารายงานว่า นายเตีย เสียม (ลูกชายของ เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา) ผู้ถือสิทธิ์เปิดสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในกัมพูชา ประกาศเปลี่ยนชื่อแบรนด์ใหม่เป็น “PEACE Petroleum Cambodia - PPC” ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดด้านชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย โดยหวังใช้ภาพลักษณ์ใหม่นี้เป็นเครื่องมือส่งเสริมความสันติ

การเปลี่ยนชื่อเกิดขึ้นหลังการหารือกับผู้ร่วมลงทุนหลายวัน ก่อนจะมีการเปิดเผยชื่อ สี และสัญลักษณ์ใหม่ของปั๊มเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย PEACE จะมาแทนที่แบรนด์ ปตท. เดิมในทุกสถานีที่ นายเตีย เสียม ถือสิทธิ์ดำเนินการ

โดยชื่อและดีไซน์ของแบรนด์ใหม่เน้นสื่อถึง “ความเป็นเขมร” ผ่านการใช้สีในธงชาติ เช่น สีแดงแทนผืนแผ่นดิน สีน้ำเงินแทนความมั่นคง สีขาวแทนความบริสุทธิ์ พร้อมใช้ นกพิราบ เป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพ และสีทองเพื่อสะท้อนความรุ่งโรจน์ของชาวกัมพูชา

นายเตีย เสียม ยืนยันว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่เป็นการสร้างแบรนด์ที่สะท้อนอุดมการณ์ของชาติ โดยหวังว่าจะสร้างความภูมิใจแก่ชาวเขมร และลดแรงกดดันทางการเมืองที่อาจเชื่อมโยงกับแบรนด์ต่างชาติในสถานการณ์ปัจจุบัน 

ตำรวจกัมพูชาสรุปแล้ว ‘ลิซ่า’ สาวฝรั่งเศส เสียชีวิตเพราะวิ่งมากเกิน ยันไม่เกี่ยวอาชญากรรม!! หลังพบศพใกล้วัดตาโสม นอกเมืองเสียมราฐ

(5 ส.ค. 68) หลังจากที่ ลิซ่า ชิราร์ด (Lisa Girard) อาสาสมัครหญิงชาวฝรั่งเศส ที่หายตัวไปนาน 2 วัน ถูกพบเสียชีวิตในพื้นที่ป่าใกล้วัดตาโสม นอกเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เมื่อวานนี้ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเธอหายตัวไปตั้งแต่เช้าวันเสาร์ ขณะวิ่งบริเวณระหว่างทะเลสาบสระสรงและถนนด้านใต้ของนครวัด

ล่าสุด พล.ต.ต. ตัช โสกุน รองผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดเสียมราฐ เปิดเผยว่า จากรายงานชันสูตร ระบุชัดว่า ผู้เสียชีวิตหมดแรงจากการวิ่งระยะทางไกล โดยไม่มีร่องรอยของการถูกทำร้ายหรืออาชญากรรม พร้อมย้ำว่า “นี่ไม่ใช่คดีฆาตกรรม” แต่อย่างใด

หลังการตรวจสอบเสร็จสิ้น ศพของเธอถูกส่งมอบให้สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสเพื่อดำเนินพิธีศพ โดยองค์กรต้นสังกัดกล่าวแสดงความเสียใจ พร้อมระบุว่าเธอเป็นอาสาสมัครที่ทุ่มเทและรักเด็กกัมพูชาอย่างแท้จริง 

สำหรับ ลิซ่า เป็นอาสาสมัครขององค์กร "Pour un Sourire d’Enfant" ซึ่งทำงานด้านการศึกษาและช่วยเหลือเด็กยากจนในกัมพูชา เธอกำลังฝึกซ้อมเพื่อเข้าร่วมวิ่งมาราธอนระยะทาง 21 กิโลเมตร ที่เมืองเสียมราฐ

‘กองทัพแคนาดา’ ส่งของทางอากาศช่วย ‘กาซา’ ประกาศเตรียมรับรอง ‘รัฐปาเลสไตน์’ อย่างเป็นทางการ

(5 ส.ค. 68) กองทัพแคนาดาทำภารกิจช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในกาซาครั้งแรก ด้วยการส่งอาหาร ยารักษาโรค และอื่นๆ ผ่านทางอากาศกว่า 9,800 กิโลกรัม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยใช้เครื่องบินทหารจากฐานทัพในจอร์แดน ร่วมกับอีก 5 ประเทศ คือ จอร์แดน, อียิปต์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เยอรมนี และเบลเยียม เพื่อบรรเทาวิกฤตความอดอยากที่กำลังลุกลามในเขตกาซา

แม้จะเป็นความช่วยเหลือจากนานาชาติ แต่ชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่เผยว่ารู้สึกแย่กับการแย่งอาหารที่หล่นจากฟ้า โดยระบุว่าบางคนได้รับอาหารกระป๋องที่ถูกเบียดจนบุบเสียหาย เด็กๆ ต้องปีนข้ามผู้คนเพื่อเข้าไปหยิบของ ส่วนบางพาเลท (กล่องไม้บรรจุอาหาร) ตกในทะเล และมีอย่างน้อยหนึ่งกรณีที่พาเลทพลาดตกใส่คนจนเสียชีวิต

แคนาดาระบุว่าเข้าใจดีว่าการทิ้งของทางอากาศยังไม่ใช่หนทางที่ดีพอ แต่เป็นมาตรการสุดท้ายที่จำเป็นต้องทำ เพราะอิสราเอลยังคงจำกัดการขนส่งสิ่งของช่วยเหลือผ่านทางบกอย่างเข้มงวด ขณะที่เสียงเรียกร้องจากภาคประชาชนและองค์กรช่วยเหลือต่างต้องการให้เปิดด่านให้รถขนของเข้าได้ตามปกติ

ในเวลาเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ของแคนาดาประกาศว่า เตรียม “รับรองรัฐปาเลสไตน์” อย่างเป็นทางการ โดยมีเงื่อนไขว่าทางการปาเลสไตน์ต้องจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปีหน้า หลังจากเว้นว่างมากว่า 20 ปี ซึ่งถือเป็นการเร่งเดินหน้าสู่ “ทางออกสองรัฐ” ท่ามกลางสงครามที่ยังคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วกว่า 60,000 คน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 

‘รัสเซีย’ ยืนยันสังหารทหาร ‘ยูเครน’ จำนวนกว่า 385 นาย หลังใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ‘คินซาล’ ถล่มหลายจุด

(5 ส.ค. 68) เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 สิงหาคม กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนด้วยปฏิบัติการทางอากาศขนาดใหญ่ โดยใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง “คินซาล” (Kinzhal) และโดรนโจมตีระยะไกลพุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินทหารยูเครนหลายแห่ง พร้อมระบุว่า “ภารกิจประสบผลสำเร็จตามเป้า”

ด้านยูเครนยืนยันผ่านกองทัพอากาศว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดเป้าหมายได้เกือบทั้งหมด จากโดรนรัสเซียทั้งหมด 162 ลำ ยูเครนยิงตกหรือขัดขวางได้ถึง 161 ลำ แต่ก็ยังมีบางลูกหลุดรอดไปสร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ เช่น เขตโบรีสปิลของกรุงเคียฟ และเมืองโอเดซา ซึ่งมีบ้านเรือนเสียหายอย่างน้อย 6 หลัง

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบป้องกันภัยจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รัสเซียยังอ้างว่าสามารถสังหารทหารยูเครนได้กว่า 385 นาย และทำลายยุทโธปกรณ์หลายรายการ พร้อมทั้งยังคงยิงโจมตีซ้ำในช่วงเช้าวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยขีปนาวุธ Kinzhal พุ่งเป้าไปที่แคว้นคเมลนิตสกี สร้างแรงระเบิดรุนแรงท่ามกลางการแจ้งเตือนภัยทางอากาศทั่วยูเครน

ขณะที่ยูเครนยังคงต้องรับมือกับการโจมตีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากเศษซากโดรนในหลายเมือง ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศยังคงไม่มีท่าทีผ่อนคลายลงในระยะใกล้นี้ 

เบื้องหลังที่มาภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯเก็บเมียนมา 40% อาจส่งสัญญาณเลิกคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมา

(5 ส.ค. 68) หลายคนคงเห็นข่าวที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเรื่องเก็บภาษีนำเข้าประเทศนั้น ประเทศนี้ แต่เอย่ามาสะดุดคำว่า เมียนมา 40%

รู้หรือไม่ว่า รัฐบาลทหารเมียนมา ดีใจและขอบคุณทางรัฐบาลสหรัฐฯมากเพราะนี่คือหลักฐานที่ออกมาอย่างเป็นทางการว่า สหรัฐ อเมริกาเลิกคว่ำบาตรเมียนมาแล้วอย่างเป็นทางการ อันหมายรวมถึงการยอมรับรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นรัฐบาลโดยชอบธรรมของเมียนมาด้วย

กระดาษใบนี้นั่นเองจะเป็นตัวที่เปิดให้ประเทศที่กีดกันทางการค้ากับเมียนมาหันกลับมาทำธุรกิจและลงทุนในเมียนมาอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่างานนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่นอน

ดูเหมือนที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาน่าจะได้ไตร่ตรองแล้วว่าการอัดฉีดรัฐบาลเงาและกองทัพของชนกลุ่มน้อยในเมียนมาให้ทำสงครามเพื่อแบ่งแยกดินแดนนั้นไม่เป็นผล  แต่ยิ่งกลับเป็นการผลักเมียนมาให้ไปซบอกประเทศที่เป็นคู่กรณีอย่างจีนและรัสเซียมากขึ้น 

ดังนั้นภายใต้การเปิดไมตรีโดยการประกาศภาษีนี้ถามว่ากระทบอะไรกับเมียนมาไหม เอย่าบอกเลยว่าน้อยมากจนถึงกับไม่กระทบเลย เพราะตลอดมาที่เมียนมาถูกโดดเดี่ยวจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไร

ถามว่าการเปิดไมตรีครั้งนี้ เมียนมามองออกหรือไม่เอย่าคาดว่าทางผู้นำอย่างมิน อ่อง หล่าย ไม่ได้เป็นคนโง่ที่จะมองอะไรไม่ออก แต่ก็อย่างว่าเมื่อศัตรูยื่นไมตรีให้เขาก็รับ แต่อย่างไรก็ดี  ตลอดเวลาที่สหรัฐฯสร้างบาดแผลให้เมียนมาก็ทำให้ทางรัฐบาลทหารเมียนมาจำเหมือนกันว่าใครได้ทำอะไรกับตนไว้

จากนี้คงต้องมาดูความจริงใจของฝั่งสหรัฐฯว่าจะยังสนับสนุนฝั่งรัฐบาลเงาของเมียนมาอยู่ไหมหรือจะกวาดทิ้งมาให้เมียนมาเพื่อสร้างแต้มต่อความพึงพอใจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการขยายอำนาจของจีนและรัสเซียในอ่าวเบงกอลหรือไม่อย่างไร

สถานทูตจีนปฏิเสธ ไม่ได้ส่งโดรนให้กัมพูชา แจงเป็นภาพเก่าจากการสาธิต ไม่เกี่ยวปัญหาชายแดนไทย-เขมร

(6 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ตอบคำถามสื่อกรณีมีรายงานข่าวว่า จีนบริจาคโดรนให้กัมพูชาเพื่อใช้ในปฏิบัติการตามแนวชายแดน โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง” พร้อมยืนยันว่าภาพที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงนั้นเป็นภาพจากการสาธิตการบินของบริษัท CATIC ที่จัดขึ้นในกัมพูชาเมื่อเดือนมกราคม 2567 ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทางสถานทูตจีนเน้นย้ำว่า ตั้งแต่เกิดความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จีนในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของทั้งสองฝ่าย ได้พยายามมีบทบาทในการลดความรุนแรงตามแนวทางของตนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียวหรือแทรกแซงทางการทหาร

จีนยังแสดงการสนับสนุนต่อบทบาทของอาเซียนในการอำนวยความสะดวก เพื่อหาทางออกทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้แนวทางของอาเซียน พร้อมให้คำมั่นว่าจะเคารพการตัดสินใจของประเทศในภูมิภาค และไม่ใช้วิธีการกดดันหรือบีบบังคับ

สุดท้าย จีนยืนยันว่าพร้อมจะรักษาการสื่อสารใกล้ชิดกับไทย กัมพูชา มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เพื่อมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการสนับสนุนการหยุดยิง และเร่งฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่โดยเร็วที่สุด 

รัฐ-ประชา..พิพากษา เมื่อหมอดูกลายเป็นหมอเดา ถึงเวลาจัดการพวกหากินกับความเชื่อไร้ความรับผิดชอบ

ไม่นานมานี้ผู้อ่านหลายท่านคงได้ทราบเรื่องที่มีหมอดูท่านหนึ่งได้ทำนายเรื่องว่าจะเกิดสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้นอีกและจะมีความรุนแรงกว่าเดิมในเร็ววันนี้ คำทำนายนี้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจนเป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งอินฟลูฯ เอยหรือแม้กระทั่งทนายออกมาแจ้งความเพราะสร้างความตื่นตระหนกให้เกิดขึ้นในสังคม

กรณีนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกที่มีหมอดูมาทำนายแล้วพยายามโยงนั่นโยงนี่ แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นหมอเดาที่แค่จับเอาสถานการณ์ที่มีความเป็นไปว่าจะเกิดขึ้นมาทำนายเป็นตุเป็นตะจนสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนในสังคม  ซึ่งเคสแบบนี้น่าแปลกที่ในประเทศอื่นหากมีเรื่องที่เกี่ยวกับอินฟลูฯสร้างกระแสจนเป็นผลกระทบด้านลบต่อสังคมในวงกว้าง ทางการโดยเฉพาะในต่างประเทศมักจะไม่รอให้ผู้เสียหายมาเป็นคนแจ้งความกล่าวโทษแต่จะออกตัวเป็นเจ้าภาพแทนในงานเช่นนี้  

อย่างเคสที่เคยเกิดขึ้นกับหมอดูโซเชียลในเมียนมาที่ทำนายว่าจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา จนทำให้ในวันที่ 21 เมษายน ผู้คนที่อยู่ในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวต่างออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านนอกอาคาร หลับนอนกันนอกตัวบ้านไม่กล้าเข้าไปอยู่ภายใต้อาคารเพราะเชื่อในคำทำนายนั้น  จนเมื่อเวลาผ่านไปไม่มีแผ่นดินไหวรุนแรงตามที่กล่าวอ้าง รัฐบาลเมียนมาก็ไม่รอช้ารีบจับกุมหมอดูรายนี้ทันทีในข้อหาสร้างความตื่นตระหนกในสังคม

เอย่ามองว่าการที่รัฐบาลออกมาทำเองเพราะนี่คือประเด็นอ่อนไหวและเป็นประเด็นที่เปราะบางไม่ได้มีใครเดือดร้อนจากคำทำนายของหมอดูคนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็แค่ผู้คนไม่กล้าใช้ชีวิตในอาคารในวันนั้นก็แค่เท่านั้น แต่ในทางกลับกันรัฐบาลเมียนมากลับมองว่านี่เป็นการชี้นำสังคมอย่างรุนแรงแม้จะไม่เกิดผลเสียแต่ควรได้รับผลว่าการโพสต์อะไรลงในโซเชียลมีเดียโดยไม่มีการรับผิดชอบต่อสังคมย่อมต้องได้รับการลงโทษ และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการจับกุมหมอดูรายนี้ขึ้น

กลับมามองในประเทศไทย หมอดูในประเทศไทยไม่ได้สร้างแค่การเกิดความตื่นตระหนกในสังคมเพียงแค่ครั้งนี้ แต่ที่ผ่านมามีการทำนายที่เขย่าความเชื่อมั่นของผู้คนในสังคมมาตลอดไม่ว่าจะเรื่องการยึดอำนาจ โรคระบาดยังไม่จบ พิบัติภัย ไปจนล่าสุดที่มีการมาโหนกระแสเรื่องสงคราม ซึ่งพอเอาคำทำนายของหมอดูแต่ละคนไปเทียบกับช่วงเวลาจริงที่เกิดขึ้นก็พบว่าในช่วงดังกล่าวหลายครั้งหลายหนไม่ได้เป็นไปตามคำทำนาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือหมอดูคนนั้นได้เครดิตไปแล้วหลังจากพูด หลังจากเป็นกระแส ได้เงินได้ทองไปแล้วแต่ไม่เคยต้องมารับผิดชอบอะไรก็ตามที่ตนเองได้พูดออกมาแม้มันจะไม่ได้เกิดอะไรขึ้นก็ตาม

ระบบกฎหมายของประเทศไทยเป็นระบบที่ต้องมีผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษต่อศาล ในกรณีล่าสุดนี้แม้จะมีทนายดังเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่เอย่าเชื่อได้ว่าเนื่องจากทนายดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้เสียหายจากคำทำนายนั้น ดังนั้นสุดท้ายเรื่องราวนี้ก็จะจบลงไปอย่างเงียบ ๆ เช่นเคย แต่ถ้าหากรัฐบาลเป็นคนร้องทุกข์กล่าวโทษหมอดูดังกล่าวเองในข้อหาสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนในสังคม แม้จะไม่ได้ด้วยคดีอาญา แต่คดีแพ่งย่อมมีสิทธิ์ที่น่าจะฟ้องได้เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นจากที่รัฐบาลต้องมาแบกภาระดูแลผู้คนจากคำทำนายที่บิดเบือนและสร้างความตื่นตระหนกพวกนี้ก็มีราคามากพอที่จะทำให้หมอดูโหนกระแสเหล่านี้ หลาบจำว่าหากคุณอยากโหนกระแสเข้าหาแสงมันก็มีราคาที่ต้องจ่ายหากคำทำนายนั้นไม่รับผิดชอบต่อสังคม

‘คิมกอนฮี’ อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ โผล่พบอัยการ หลังถูกกล่าวหาปั่นหุ้น-รับสินบน-ล็อบบี้การเมือง

(6 ส.ค. 68) คิม กอนฮี (Kim Keon Hee) ภรรยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล (Yoon Suk Yeol) เดินทางไปยังสำนักงานอัยการพิเศษ ณ กรุงโซล เพื่อรับการสอบสวนคดีทุจริตหลายประเด็น โดยนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ที่อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งต้องเข้ารับการไต่สวนอย่างเปิดเผยในฐานะผู้ต้องสงสัยทางอาญา

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งกล่าวเพียงสั้น ๆ ต่อสื่อมวลชนว่า “ขออภัยประชาชนที่ทำให้เกิดความกังวล ดิฉันเป็นแค่คนธรรมดา และจะให้ความร่วมมือในการสอบสวนอย่างเต็มที่” โดยการสอบสวนภายใต้การนำของอัยการพิเศษ มิน จองกี จะครอบคลุมข้อกล่าวหากว่า 16 ประเด็น ตั้งแต่ปั่นหุ้น แทรกแซงการเมือง ไปจนถึงใช้อิทธิพลทางศาสนา

ข้อกล่าวหาสำคัญคือ คดีปั่นหุ้นบริษัทดีลเลอร์รถยนต์ 'Deutsch Motors' ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งคิมกอนฮีถูกกล่าวหาว่าเปิดบัญชีร่วมกับแม่ แล้วมอบให้เทรดเดอร์มืออาชีพดำเนินการซื้อขาย โดยมีผู้เกี่ยวข้องอีก 9 คนถูกตัดสินโทษไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยเรื่องแทรกแซงการเสนอชื่อผู้สมัครในพรรคพลังประชาชน (PPP) ระหว่างการเลือกตั้งปี 2020 และ 2024

ทั้งนี้ อัยการยังสอบสวนข้อกล่าวหาที่ว่า คิมอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มศาสนา Unification Church หรือชื่อเต็มว่า “สมาคมครอบครัวเพื่อสันติภาพและเอกภาพโลก” ในการวิ่งเต้นทางการเมือง รวมถึงกรณีเครื่องประดับหรูที่ไม่แจ้งในบัญชีทรัพย์สิน และคำให้การของอดีตประธานาธิบดียุนที่อาจเข้าข่ายให้ข้อมูลเท็จช่วงหาเสียง ปัจจุบันยุนเองก็กำลังถูกควบคุมตัวจากกรณีประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024

อินเดียเบรกซื้อเครื่องบิน Boeing P-8I Poseidon ของสหรัฐฯ กระทบดีล 3.6 พันล้านดอลลาร์ ตอบโต้ภาษีทรัมป์เก็บ 50%

(7 ส.ค. 68) อินเดียตัดสินใจชะลอแผนจัดซื้อเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Boeing P-8I Poseidon จำนวน 6 ลำ มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 131,400 ล้านบาท) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% จากการซื้อน้ำมันรัสเซีย ซึ่งจะมีผลในวันที่ 27 สิงหาคมนี้

มีการเปิดเผยอีกว่า กองทัพอินเดียซึ่งมี P-8I อยู่แล้ว 12 ลำ ต้องการเพิ่มอีก 6 ลำ เพื่อรับมือการขยายอิทธิพลทางทะเลของจีนในมหาสมุทรอินเดีย โดยสหรัฐฯ เคยอนุมัติในปี 2021 ที่ราคา 2.42 พันล้านดอลลาร์ แต่ราคาพุ่งขึ้นเกือบ 50% จากปัญหาซัพพลายเชน ทำให้การเจรจาล่าช้า ก่อนจะมาสะดุดเพราะมาตรการภาษีล่าสุด

รัฐบาลนิวเดลีมองว่าภาษีดังกล่าวเป็นความพยายามกดดันให้อินเดียซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะเครื่องบินรบ F-35 ซึ่งเจ้าหน้าที่อินเดียระบุว่า “น่าตกใจ” และย้ำว่าการตัดสินใจทางทหารต้องอยู่บนพื้นฐานด้านความมั่นคง ไม่ใช่แรงกดดันทางการค้า

การชะลอดีลนี้สะท้อนการปรับสมดุลใหม่ในนโยบายกลาโหมของอินเดีย ทั้งการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศ เช่น โครงการของ DRDO การจัดงบประมาณอย่างรอบคอบ และโดรนติดอาวุธ ซึ่งการส่งสัญญาณทางการเมืองต่อวอชิงตันครั้งนี้ หากสหรัฐฯ ไม่ลดแรงกดดัน อาจส่งผลให้ Boeing อาจได้รับผลกระทบหนักแม้มีฐานธุรกิจในอินเดีย 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top