Sunday, 7 June 2026
World

ไทยติดโผ!! เที่ยวเซี่ยงไฮ้ครึ่งปีแรก ทะลุ 2.5 แสนคน โตกระฉูด 140% รั้งอันดับ 3 นักท่องเที่ยวต่างชาติมากสุด เป็นรองเพียง ‘เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น’

(22 ก.ค. 68) สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวนครเซี่ยงไฮ้ของจีนรายงานว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าเยือนเมืองเซี่ยงไฮ้ประมาณ 3.12 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 53.3 จากปีก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปถึง 2.54 แสนคน ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 140 เมื่อเทียบปีต่อปี ทำให้ชาวไทยกลายเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เติบโตเร็วที่สุดและใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเซี่ยงไฮ้

ขณะที่ นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ยังคงยืนหนึ่งมีจำนวนมากที่สุดในเซี่ยงไฮ้ด้วยจำนวน 4.24 แสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 130.7 ตามด้วยญี่ปุ่น 2.91 แสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 58.5 ส่วนนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ 1.47 แสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.3 และจากมาเลเซีย 2.01 แสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.6 ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ รัสเซีย และออสเตรเลียก็เพิ่มจำนวนอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลาเดียวกัน

รายงานเปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า การบริการที่ดีขึ้น ความสะอาดของเมือง ระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ อย่างเลโก้แลนด์ และบรรยากาศที่หลากหลาย 

ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เซี่ยงไฮ้ได้ดำเนินโครงการ 'นี่คือเซี่ยงไฮ้' ซึ่งประกอบด้วยภาพยนตร์โฆษณา คู่มือการเดินทาง และกิจกรรมพิเศษต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์วัฒนธรรมอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลกที่น่าหลงใหลและมีมนต์เสน่ห์อย่างแท้จริง

อิหร่านยืนยันไม่ยอมถอย โครงการนิวเคลียร์คือ ‘ศักดิ์ศรีชาติ’ ‘ทรัมป์’ ไม่สน!! ลั่นพร้อมบอมบ์ฐานนิวเคลียร์อีก ถ้าจำเป็น

(22 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่า หากจำเป็น สหรัฐฯ จะโจมตีฐานนิวเคลียร์ของอิหร่านอีก หลังอับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยอมรับว่าไซต์สำคัญ 3 แห่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีเมื่อเดือนที่แล้ว โดยทรัมป์โพสต์ใน Truth Social ว่า “เราจะทำอีก ถ้าจำเป็น!”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังวิจารณ์สื่อ CNN ว่านำเสนอข่าวบิดเบือน ที่อ้างว่าความเสียหายจากการโจมตีเป็นเพียงการถ่วงเวลาพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านให้ล่าช้าลง ซึ่งทรัมป์ระบุว่าการโจมตีของนักบินสหรัฐฯ ด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 นั้น ได้ทำลายล้างฐานดังกล่าวไปหมดแล้ว และสื่อควรยอมรับความจริง

ขณะที่ อารักชีให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตี และขณะนี้ทางองค์การพลังงานปรมาณูกำลังประเมินความเสียหายอยู่ แต่เขายืนยันว่าอิหร่านจะไม่ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เพราะถือเป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์ในประเทศ และเป็นเรื่องของ 'ศักดิ์ศรีชาติ'

ทั้งนี้ ท่ามกลางความตึงเครียด การเจรจารอบใหม่ระหว่างอิหร่านกับกลุ่มประเทศ E3 ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี มีกำหนดจัดขึ้นที่ตุรกีในวันศุกร์นี้ โดยก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้เปิดการเจรจาผ่านตัวกลางจากโอมาน แต่แผนการพูดคุยรอบล่าสุดต้องล่มลงหลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา

‘รัฐบาลมาเลเซีย’ ขอลดภาษีทรัมป์จาก 25% เหลือ 20% แต่ปัดเงื่อนไขลดภาษี EV นำเข้าจาก USA และถือหุ้นต่างชาติ

(22 ก.ค. 68) รัฐบาลมาเลเซียกำลังเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อขอลดภาษีนำเข้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะปรับขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 ส.ค. เหลือราว 20% ใกล้เคียงกับเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม โดยทีมของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) พยายามหาจุดสมดุลที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้

อย่างไรก็ตาม มาเลเซียปฏิเสธข้อเรียกร้องหลายด้านจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะการลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าของอเมริกา การลดข้อจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติในธุรกิจพลังงานและการเงิน รวมถึงการตัดเงินอุดหนุนชาวประมง ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศ

นายกฯ อันวาร์ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า นโยบายบางอย่าง เช่น การให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมาเลย์และชนพื้นเมือง จะไม่ถูกนำมาเจรจา ส่วนสหรัฐฯ มองว่านโยบายฮาลาลและกฎเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นแบบชาวพื้นเมือง (Bumiputera) เป็นอุปสรรคทางการค้า และเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่ภาษีนำเข้า 24% ตั้งแต่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา 

การเจรจาครั้งนี้มีความสำคัญต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของมาเลเซียที่ตั้งไว้ 4.5–5.5% ในปีนี้ โดยยังมีประเด็นใหญ่เรื่องการไหลเวียนของชิป AI จากตะวันตกไปจีนผ่านมาเลเซียที่สหรัฐฯ กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด

ฟิลิปปินส์ปิดดีล 'ภาษีทรัมป์' สำเร็จในอัตรา 19% แลกยกเลิกภาษีสินค้าสหรัฐฯ 0% บวกพันธมิตรด้านทหาร

(23 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากฟิลิปปินส์ในอัตรา 19% จากเดิม 20% โดยระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการค้าที่เพิ่งเจรจากับผู้นำฟิลิปปินส์ที่ทำเนียบขาว แลกกับการให้ฟิลิปปินส์ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ  และการร่วมมือทางทหารระหว่างสองประเทศ

ทรัมป์ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “เป็นการเยือนที่งดงาม และเราได้ข้อสรุปของข้อตกลงทางการค้าแล้ว” ขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังไม่ยืนยันข้อตกลงดังกล่าว และสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ในกรุงวอชิงตันก็ยังไม่ออกแถลงการณ์ใด ๆ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ระบุว่า การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าฟิลิปปินส์เป็น 19% มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ประเทศต่าง ๆ ยกเลิกนโยบายการค้าที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นธรรม โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยขู่ว่าจะเก็บแค่ 17% เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ทรัมป์เตรียมขึ้นภาษีกับประเทศอื่น ๆ เช่น สหภาพยุโรปและแคนาดาในวันที่ 1 สิงหาคม หากยังเจรจากันไม่สำเร็จ

‘ทรัมป์’ เซ็นข้อตกลงการค้ากับญี่ปุ่นครั้งใหญ่ ลดภาษีสินค้านำเข้าเหลือ 15% แต่ญี่ปุ่นต้องลงทุนมโหฬาร

(23 ก.ค. 68) สหรัฐฯ และญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงทางการค้าใหม่ เพื่อลดภาษีนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นจากเดิมที่ทรัมป์ขู่ไว้ 25% เหลือ 15% โดยญี่ปุ่นตกลงจะลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 550,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 19.8 ล้านล้านบาท) ข้อตกลงนี้ถือเป็นดีลใหญ่ที่สุดในชุดข้อตกลงที่รัฐบาลทรัมป์พยายามเร่งปิดก่อนเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งจะมีการขึ้นภาษีรอบใหม่

นอกจากภาษีสินค้านำเข้าทั่วไป ทั้งสองฝ่ายยังตกลงลดภาษีนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่นจาก 25% เหลือ 15% ซึ่งถือเป็นข่าวดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น โดยหุ้นของบริษัทโตโยต้า ฮอนด้า และนิสสันพุ่งขึ้นทันที ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นถึง 2.6% สูงสุดในรอบปี

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์สหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจกับข้อตกลงนี้ โดยมองว่าไม่เป็นธรรม เพราะสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นที่มีชิ้นส่วนผลิตนอกสหรัฐฯ กลับเสียภาษีน้อยกว่าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกที่ใช้ชิ้นส่วนจากอเมริกาเป็นหลัก

ญี่ปุ่นถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 5 ของสหรัฐฯ โดยในปี 2024 มีมูลค่าการค้ารวมเกือบ 230,000 ล้านดอลลาร์ (8.28 ล้านล้านบาท) และญี่ปุ่นยังเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ด้วยเงินลงทุนโดยตรงกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 43.2 ล้านล้านบาท ล่าสุด ทรัมป์ยังเผยว่า ญี่ปุ่นเตรียมร่วมทุนโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติในอะแลสกา ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ผลักดันมานาน

ยูเครนขอเงินพันธมิตร NATO-EU เพิ่มงบกลาโหม 120,000 ล้านดอลล์!! ในปี 2026 มาเสริมทัพสู้สงครามรัสเซีย

(23 ก.ค. 68) รัฐมนตรีกลาโหมยูเครน เดนิส ชมีฮาล (Denys Shmyhal) เปิดเผยว่า ยูเครนจำเป็นต้องใช้งบประมาณด้านการป้องกันประเทศอย่างน้อย 120,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.38 ล้านล้านบาท) ในปี 2026 โดยตั้งเป้าหาเงินครึ่งหนึ่งจากความช่วยเหลือของพันธมิตรต่างชาติ ทั้งจากชาติสมาชิก NATO และสหภาพยุโรป

ชมีฮาลระบุว่า เป้าหมายสำคัญของกองทัพคือเพิ่มการจัดซื้ออาวุธจากผู้ผลิตในยูเครนให้ได้ครึ่งหนึ่งของทั้งหมด พร้อมส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน ตั้งโรงงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีในยูเครน รวมถึงขอความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์จากประเทศเป็นกลาง โดยเฉพาะระบบป้องกันภัยทางอากาศที่สามารถสกัดขีปนาวุธได้

ยูเครนต้องการเงินเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมกลาโหม โดยเน้นผลิตโดรน FPV, โดรนระยะไกล และอาวุธดักสกัด ‘ชมีฮาล’ ระบุเพิ่มเติมว่ายูเครนพร้อมแบ่งปันประสบการณ์และเทคโนโลยีทางทหารให้กับพันธมิตรเพื่อสร้างความร่วมมือในระยะยาว

ทั้งนี้ รัฐบาลยูเครนยังคาดการณ์ว่า งบความมั่นคงจะยังคงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยปี 2026 จะใช้งบ 1.817 ล้านล้านฮริฟเนีย หรือประมาณ 1.78 ล้านล้านบาท แต่จะลดลงในปี 2027 และ 2028 ตามสถานการณ์ความมั่นคงที่คาดว่าจะคลี่คลายลง

‘เซินเจิ้น’ โกยยอดการค้าต่างแดนแซงทุกเมืองในจีน แค่ครึ่งปีแรกฟันไปเกือบ 10 ล้านล้านบาท

(23 ก.ค. 68) นครเซินเจิ้นของจีนทำยอดการค้าระหว่างประเทศช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2025 ได้สูงถึง 2.17 ล้านล้านหยวน (ราว 9.76 ล้านล้านบาท) ครองอันดับ 1 เมืองที่มียอดการค้าต่างแดนมากที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่

ในจำนวนนี้คิดเป็นการส่งออกถึง 1.31 ล้านล้านหยวน (5.89 ล้านล้านบาท) และนำเข้า 8.58 แสนล้านหยวน (3.86 ล้านล้านบาท) สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน

โดยมีภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนถึง 69.8% ของการค้าทั้งหมด หรือราว 1.51 ล้านล้านหยวน ประมาณ 6.79 ล้านล้านบาท

เมืองเซินเจิ้น (Shenzhen) มีคู่ค้าหลักอย่างอาเซียน ฮ่องกง และไต้หวัน ขณะที่คู่ค้ารายสำคัญอื่นๆ ยังรวมถึงสหภาพยุโรป (EU) สหรัฐฯ อินเดีย สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเม็กซิโก

ทั้งนี้ สินค้าส่งออกเด่นของเซินเจิ้นคือคอมพิวเตอร์ วงจรรวม และแบตเตอรี่ ส่วนการนำเข้าส่วนใหญ่ก็อยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรรวม (IC) 

ผู้บริหารธนาคาร Wells Fargo ถูกห้ามออกจากจีน รัฐบาลจีนย้ำเป็น ‘คดีรายบุคคล’ ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

(23 ก.ค. 68) นางเฉินเยว่ เหมา (Chenyue Mao) ผู้บริหารธนาคาร Wells Fargo ชาวจีน-อเมริกัน ถูกทางการจีนห้ามเดินทางออกนอกประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนคดีอาญาที่อยู่ระหว่างดำเนินการ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเธอเกี่ยวข้องกับคดีใด 

เฉินเยว่ เหมา ทำงานกับ Wells Fargo มาตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้นำแฟคตอริ่ง (Factoring) ระหว่างประเทศ และเป็นประธานองค์กร FCI ซึ่งเป็นเครือข่ายธุรกิจระดับโลกที่ให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์เงินทุนข้ามพรมแดน โดยมีถิ่นพำนักในเมืองแอตแลนตา สหรัฐฯ แต่เกิดที่เซี่ยงไฮ้ 

Wells Fargo ออกแถลงการณ์ว่า “กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้พนักงานสามารถเดินทางกลับสหรัฐฯ ได้โดยเร็ว” พร้อมทั้งสั่งระงับการเดินทางไปจีนของพนักงานทุกคนในทันที

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ 1 ราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ถูกสั่งห้ามออกจากจีนเช่นกัน หลังไม่เปิดเผยสถานะการทำงานกับรัฐบาลในแบบฟอร์มวีซ่า 

หลายฝ่ายมองว่าจีนจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าเหตุใดบุคคลหนึ่งจึงถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านธุรกิจ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนย้ำว่าเป็น “คดีรายบุคคล” และทุกคนในจีนต้องเคารพกฎหมายของประเทศอย่างเท่าเทียมกัน

ชาวยูเครนลุกฮือ!! ออกมาชุมนุมประท้วงกลางกรุงเคียฟ หลัง ‘เซเลนสกี’ เซ็นรับรองกฎหมายควบคุมหน่วยงานต้านโกง

(23 ก.ค. 68) ประชาชนหลายร้อยคนออกมาชุมนุมประท้วงกลางกรุงเคียฟ หลังประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ลงนามรับรองกฎหมายฉบับใหม่ที่เพิกถอนความเป็นอิสระของหน่วยงานต่อต้านการทุจริตหลักของประเทศ 2 แห่ง ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (NABU) และสำนักงานอัยการพิเศษปราบปรามการทุจริต (SAPO)

กฎหมายใหม่นี้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาด้วยคะแนน 263 ต่อ 13 เสียง โดยส่วนใหญ่เป็นเสียงจากพรรครัฐบาล และจะทำให้หน่วยงานต่อต้านการทุจริตทั้งสองแห่งอยู่ภายใต้การควบคุมของอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งโดยตรง

แม้เซเลนสกียืนยันว่า การปรับโครงสร้างดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้การปราบปรามคอร์รัปชันมีประสิทธิภาพมากขึ้น และปลอดอิทธิพลจากรัสเซีย แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นความพยายามรวมศูนย์อำนาจ และอาจใช้เพื่อแทรกแซงการสอบสวนคดีของคนใกล้ชิดรัฐบาล

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันในยูเครนเตือนว่า กฎหมายนี้อาจทำให้หน่วยงานอิสระกลายเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐบาล ขณะที่ผู้ประท้วงบางคนชี้ว่า ร่างกฎหมายถูกรีบผลักดันโดยไม่มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างโปร่งใส

ด้านสหภาพยุโรป (EU) แสดงความกังวลต่อกฎหมายฉบับนี้ พร้อมระบุว่าเป็น “ก้าวถอยหลังที่ร้ายแรง” ในช่วงเวลาที่ยูเครนยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากต่างประเทศ ทั้งในด้านการเงินและการเมือง ท่ามกลางสงครามที่ยังไม่ยุติลง

อินเดียไฟเขียววีซ่าท่องเที่ยว เตรียมเปิดประตูรับชาวจีน หลังจากหยุดไปตั้งแต่ช่วงโควิด-19 และปมขัดแย้งชายแดน

(23 ก.ค. 68) สถานทูตอินเดียประจำกรุงปักกิ่งประกาศว่า ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมนี้ รัฐบาลอินเดียจะกลับมาออกวีซ่าท่องเที่ยวให้กับพลเมืองจีนอีกครั้ง นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีหลังจากที่หยุดไปตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ระบาดและเกิดเหตุการณ์ปะทะกันที่หุบเขากัลวานในปี 2020

โดยชาวจีนที่ต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวในอินเดีย ต้องกรอกใบสมัครออนไลน์ นัดวันยื่นเอกสาร และนำหนังสือเดินทางพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยื่นด้วยตนเองที่ศูนย์ขอวีซ่าในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หรือกว่างโจว โดยหากต้องการขอคืนหนังสือเดินทาง ต้องแนบจดหมายร้องขออย่างเป็นทางการ

ขณะที่ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอยู่ในช่วงตึงเครียดตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังเหตุปะทะในพื้นที่พรมแดนแถบลาดักห์ แต่ทั้งสองฝ่ายเริ่มทยอยถอนทหารออกจากจุดขัดแย้ง และกลับมาเจรจาในหลายระดับเพื่อลดความตึงเครียด

อินเดียและจีนมีแผนที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนมากขึ้น เช่น การเตรียมกลับมาเปิดเที่ยวบินตรง และการเดินทางแสวงบุญไปยังภูเขาไกรลาศและทะเลสาบมานัสโรวาร์ ซึ่งถูกระงับตั้งแต่ช่วงโควิด

รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียระบุเมื่อต้นปีว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับจีนกำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางบวก แต่ยังต้องมีความพยายามร่วมกันเพื่อให้กลับสู่ภาวะปกติอย่างเต็มที่ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top