Monday, 8 June 2026
World

‘นาซา’ ลุ้น!! ‘ยานโอไซริส-เร็กซ์’ เตรียมยิงแคปซูล 24 ก.ย.นี้ พร้อมนำตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยเบนนูกลับมาศึกษาต่อที่ดาวโลก

เมื่อวานนี้ (22 ก.ย. 66) สำนักข่าวเอเอฟพีและบีบีซีรายงานว่า แคปซูลของยานสำรวจอวกาศโอไซริส-เร็กซ์ ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐฯ ซึ่งเก็บตัวอย่างฝุ่นจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู เตรียมที่จะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก เพื่อลงจอดที่ทะเลทรายตะวันออก ในรัฐยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันอาทิตย์ที่ 24 กันยายนนี้

นี่ถือเป็นความพยายามครั้งแรกของประเทศสหรัฐฯ ในการเก็บตัวอย่างของดาวเคราะห์น้อย เพื่อนำกลับมาวิเคราะห์บนโลก ยานสำรวจอวกาศโอไซริส-เร็กซ์ ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อปี 2016 และเก็บตัวอย่างฝุ่นบนดาวเคราะห์น้อยเบนนูมาได้เป็นปริมาณราว 250 กรัม เมื่อเดือนตุลาคม 2020 โดยบรรดานักวิทยาศาสตร์หวังว่า ตัวอย่างฝุ่นที่เก็บมาได้จะช่วยให้มนุษยชาติมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับระบบสุริยะของเรา และการที่โลกมีสภาวะที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้ากำหนดการลงจอดในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 24 กันยายน ตามเวลาในสหรัฐประมาณ 4 ชั่วโมง ยานสำรวจอวกาศโอไซริส-เร็กซ์จะทำการปล่อยแคปซูลที่บรรจุตัวอย่างฝุ่นของเบนนูที่ระยะทางห่างจากโลกราว 108,000 กิโลเมตร และพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกด้วยความเร็ว 43,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากนั้น ร่มชูชีพ 2 ชุดจะกางออก เพื่อนำแคปซูลลงจอดบนพื้นโลกอย่างปลอดภัย

โดยคืนก่อนหน้าการลงจอด เจ้าหน้าที่ควบคุมยานสำรวจอวกาศจะมีโอกาสครั้งสุดท้าย ในการล้มเลิกการลงจอดหากปัจจัยต่างๆ ไม่เอื้อ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ยานสำรวจอวกาศจะต้องไปโคจรรอบดวงอาทิตย์ก่อนที่จะมีการลองลงจอดอีกครั้งในปี 2025 แซนดร้า ฟรอยด์ ผู้จัดการโครงการโอไซริส-เร็กซ์ จากล็อกฮีด มาร์ติน บริษัทด้านอากาศยานของสหรัฐ กล่าวว่า ภารกิจนำตัวอย่างฝุ่นที่เก็บได้กลับสู่โลกนั้นยากมากเพราะมีหลายอย่างที่อาจทำให้เกิดความผิดพลาด แต่ทีมงานก็ได้เตรียมการทุกอย่างด้วยความละเอียดเพื่อการลงจอดในครั้งนี้

หากการลงจอดสำเร็จด้วยดี เจ้าหน้าที่จะนำตัวอย่างของฝุ่นที่เก็บได้ไปทำการวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการในศูนย์อวกาศจอห์นสัน เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส และคาดว่าจะมีการแถลงข่าวถึงผลการวิเคราะห์ครั้งแรกในวันที่ 11 ตุลาคมนี้

นาซาจัดให้เบนนูเป็นดาวเคราะห์น้อยที่อันตรายที่สุดในระบบสุริยะ เนื่องจากเบนนู ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 500 เมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์และเข้าใกล้โลกทุกๆ 6 ปี และเป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีโอกาสพุ่งชนโลกมากที่สุด โดยจะมีโอกาส 1 ใน 2,700 ที่เบนนูจะพุ่งชนโลกในปี 2182 ซึ่งนาซากำลังศึกษาวิธีที่จะเปลี่ยนวิถีการโคจรของเบนนู และการมีความเข้าใจที่มากขึ้นถึงส่วนประกอบของเบนนูจะช่วยในเรื่องนี้ได้อย่างมาก

‘สกอตแลนด์’ พัฒนารถออฟโรด EV สำหรับกู้ภัยบนภูเขา มูลค่า 2.6 ล้านบาท คาด!! เปิดให้สั่งซื้อครั้งแรกปี 2024

(23 ก.ย.66) บริษัทสตาร์ตอัปในประเทศสกอตแลนด์พัฒนารถกู้ภัยขับเคลื่อน 4x4 ออฟโรดพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด Munro MK_1 รองรับภารกิจกู้ภัยบนภูเขาและหน่วยดับเพลิงในพื้นที่เมืองของสกอตแลนด์ อังกฤษและเวลส์ โดยรถรุ่นนี้เป็นการสานต่อความสำเร็จจากรถรุ่น MK-1 e-4WD ที่เปิดตัวในปี 2022 ที่ผ่านมา

แนวคิดการออกแบบรถกู้ภัย Munro MK_1 เน้นความสามารถในการบรรทุกสัมภาระที่มากขึ้นด้วยการถอดเบาะแถวที่นั่งด้านหลังออก เปลี่ยนพื้นที่เป็นขนเครื่องมือช่วยชีวิตในพื้นที่ห่างไกล โครงสร้างภายนอกของตัวรถมีความแข็งแกร่งรองรับการขับขี่ในเส้นทางที่ยากลำบาก

ระบบขับเคลื่อนใช้มอเตอร์ฟลักซ์ไฟฟ้าแบบแกนเดียวให้กำลังสูงสุด 375 แรงม้า และแรงบิด 516 ปอนด์-ฟุต ผ่านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมกล่องเกียร์ 2 สปีดและเฟืองท้ายกลาง ทำให้ล้อทั้ง 4 ทำงานร่วมกัน และผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนล้อบนแต่ละเพลาให้เป็นขั้นล็อกได้โดยใช้ระบบล็อกเฟืองท้ายด้านหน้าและด้านหลัง 

รถกู้ภัย Munro MK_1 รองรับการขับขี่ได้ทั้งพื้นที่ลาดเอียงมีความลื่นของพื้นถนน พร้อมขับเคลื่อนผ่านพื้นที่ป่าทึบ ลุยน้ำความลึก 80 เซนติเมตร พร้อมอุปกรณ์ค้นหาและกู้ภัยเต็มรูปแบบ พร้อมกับพื้นที่ด้านหลังที่บรรทุกสินค้าอย่างอื่นเพิ่มเติมได้ ความยาวพอดีกับเปลหามผู้บาดเจ็บและอุปกรณ์ช่วยชีวิตเบื้องต้น รองรับผู้โดยสาร 3 คน 

จุดเด่นของตัวรถกู้ภัย Munro MK_1 อยู่ตรงที่การติดตั้งชุดไฟส่องสว่างภายนอกเพื่อเพิ่มมุมมองในการขับขี่ตอนกลางคืน รวมไปถึงไฟส่องสว่างด้านหลังของตัวรถ เพื่อเพิ่มความสามารถในการกู้ภัยในเวลากลางคืนให้สะดวกมากขึ้น เช่น การขนส่งผู้บาดเจ็บเข้าทางด้านประตูหลังของรถ 

รถกู้ภัย Munro MK_1 แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อยด้วยกันประกอบด้วย

1. รุ่นมอเตอร์กำลัง 295 แรงม้า ชุดแบตเตอรี่ขนาด 82.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระยะทางสูงสุด 306 กิโลเมตร และชาร์จเร็วจาก 15-80% ในเวลาประมาณ 36 นาที 
2. รุ่นอรรถประโยชน์ระดับเริ่มต้น มอเตอร์กำลัง 295 แรงม้าเท่ากัน แต่ใช้ชุดแบตเตอรี่ขนาดเล็ก 61.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง  ระยะทางสูงสุด 227 กิโลเมตร 
3. รุ่นสมรรถนะที่เน้นความสนุกสนาน มอเตอร์ทรงพลังกว่า 375 แรงม้า แบตเตอรี่ขนาด 82.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง เพื่อการวิ่ง 4.9 วินาทีที่ 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง เพิ่มความสามารถในการลากจูงได้ 3,500 กิโลกรัม และระยะทางไกลถึง 305 กิโลเมตร

สำหรับราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 74,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.6 ล้านบาท บริษัทเปิดให้สั่งซื้อครั้งแรกในปี 2024

‘สวีเดน’ เจอดินถล่ม ทำมอเตอร์เวย์เชื่อมกรุงทรุดตัวแตกร้าว รถสัญจรถูกดูดลงหลุมของรอยแยก ปชช.บาดเจ็บหลายราย

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 66 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เกิดเหตุดินถล่มจนสร้างความเสียหายให้กับถนนมอเตอร์เวย์ ซึ่งเชื่อมระหว่างเมืองโกเธนเบิร์ก เมืองใหญ่อันดับ 2 ของสวีเดน กับกรุงออสโล เมืองหลวงของประเทศ ทรุดตัวพังเสียหายเป็นบริเวณกว้าง ตั้งแต่คืนวันศุกร์ (22 ก.ย.) ที่ผ่านมา และยังส่งผลกระทบต่อรถยนต์ประมาณ 10 คันที่กำลังสัญจรไปมา ตลอดจนป่าข้างทาง และพื้นที่ธุรกิจที่ติดกับปั๊มน้ำมันและร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดในบริเวณดังกล่าว ให้ได้รับความเสียหาย โดยมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 3 ราย ซึ่งถูกส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หน่วยกู้ภัยโกเธนเบิร์กแถลงว่า ส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากเหตุดินถล่มมีขนาดประมาณ 150 x 100 เมตร อย่างไรก็ตาม เหตุดินถล่มส่งผลกระทบกินพื้นที่ถึงประมาณ 700 x 200 เมตร สำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากรถของพวกเขาที่ไถลตัวลงไปพร้อมกับถนนที่ทรุดพังลง ด้วยความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและเฮลิคอปเตอร์

ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีรถยนต์หลายคันและรถบรรทุกคันหนึ่งที่ตกลงไปในหลุม และรอยแตกร้าวของถนนที่ทรุดตัวจากเหตุดินถล่มครั้งนี้

‘สาวแมนเชสเตอร์’ ดวงดี!! ซื้อภาพวาดจิตรกรดัง ‘เอ็น.ซี.ไวเอธ’ ราคาเพียง 4 ดอลลาร์ จากร้านมือสอง แต่ขายได้เกือบ 7 ล้าน

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 66 เว็บข่าวต่างประเทศรายงาน ภาพวาดที่ถูกซื้อจากร้านขายของมือสองในเมืองแมนเชสเตอร์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐอเมริกา ในราคา 4 ดอลลาร์ ราว 144 บาท ปรากฎว่าเป็นภาพวาดของ เอ็น.ซี.ไวเอธ จิตรกรเอกชาวรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกาที่ทำราคาประมูลได้สูงถึง 191,000 ดอลลาร์ ราว 6,856,900 บาท

ข่าวระบุภาพวาดดังกล่าวมีชื่อว่า ‘ราโมนา (Ramona)’ เป็นผลงานภาพวาด 1 ใน 4 ภาพที่ไวเอธ วาดสำหรับหนังสือนิยายเรื่องราโมนา ของ เฮเลน ฮันต์ แจ็กสัน ฉบับปี 1939 ขณะที่ฉบับแรกตีพิมพ์ปี 1884 โดยภาพวาดดังกล่าวเป็นภาพของเด็กสาวกำพร้ำกำลังทะเลาะกับแม่บุญธรรมของเธอ

สำนักประมูลบอนแฮมส์ สกินเนอร์ อ้างผู้เชี่ยวชาญผลงานของไวเอธ ให้ความเห็นว่าภาพวาดดังกล่าวคาดว่าเป็นภาพวาดของไวเอธที่หายไปนานมาก แต่ต่อมาตกอยู่ในมือของหญิงชาวเมืองแมนเชสเตอร์ รัฐนิว แฮมป์เชียร์ ที่ซื้อภาพวาดนี้มาจากร้านเซฟเวอร์ (Savers) ร้านขายของมือสองแถวบ้านในราคา 4 ดอลลาร์ (ประมาณ 143 บาท) และแขวนภาพวาดนี้บนฝาผนังที่บ้านสักพัก ก่อนจะนำไปเก็บไว้ตู้เสื้อผ้า

ข่าวระบุภาพวาดดังกล่าวมีชื่อว่า ‘ราโมนา (Ramona)’ เป็นผลงานภาพวาด 1 ใน 4 ภาพที่ไวเอธ วาดสำหรับหนังสือนิยายเรื่องราโมนา ของ เฮเลน ฮันต์ แจ็กสัน ฉบับปี 1939 ขณะที่ฉบับแรกตีพิมพ์ปี 1884 โดยภาพวาดดังกล่าวเป็นภาพของเด็กสาวกำพร้ำกำลังทะเลาะกับแม่บุญธรรมของเธอ

สำนักประมูลบอนแฮมส์ สกินเนอร์ อ้างผู้เชี่ยวชาญผลงานของไวเอธ ให้ความเห็นว่าภาพวาดดังกล่าวคาดว่าเป็นภาพวาดของไวเอธที่หายไปนานมาก แต่ต่อมาตกอยู่ในมือของหญิงชาวเมืองแมนเชสเตอร์ รัฐนิว แฮมป์เชียร์ ที่ซื้อภาพวาดนี้มาจากร้านเซฟเวอร์ (Savers) ร้านขายของมือสองแถวบ้านในราคา 4 ดอลลาร์ (ประมาณ 143 บาท) และแขวนภาพวาดนี้บนฝาผนังที่บ้านสักพัก ก่อนจะนำไปเก็บไว้ตู้เสื้อผ้า

‘ทีมแพทย์สหรัฐฯ’ ปลูกถ่ายหัวใจหมูในมนุษย์ สำเร็จรายที่ 2 ของโลก จุดความหวังใหม่ให้มนุษยชาติ แก้ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะมนุษย์

(24 ก.ย. 66) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจให้กับ ‘นายลอว์เรนซ์ ฟาเซ็ตต์’ ทหารผ่านศึกของกองทัพเรือสหรัฐฯ วัย 58 ปี โดยใช้หัวใจหมูที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม ทำให้เขากลายเป็นคนไข้คนที่ 2 ของโลกที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจหมูในมนุษย์

ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์เคยผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจหมูให้กับคนไข้รายหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม คนไข้คนดังกล่าวเสียชีวิตหลังการผ่าตัด 2 เดือนต่อมาเนื่องจากหลายปัจจัย ซึ่งรวมถึงสุขภาพของคนไข้ที่ไม่ดีก่อนหน้าการผ่าตัด

ทั้งนี้ การปลูกถ่ายหัวใจหมูในมนุษย์ครั้งล่าสุดได้มีขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (20 ก.ย.) ให้แก่นายฟาเซ็ตต์ ผู้ไม่สามารถเข้ารับการบริจาคหัวใจมนุษย์ได้ เนื่องจากป่วยด้วยโรคหลอดเลือดและมีอาการแทรกซ้อนจากการเลือดออกภายใน หากเขาไม่ได้เข้ารับการปลูกถ่ายหัวใจดังกล่าว นายฟาเซ็ตต์อาจมีอาการหัวใจล้มเหลวในอนาคตอันใกล้

ฟาเซ็ตต์กล่าวก่อนหน้าการผ่าตัดว่า “ความหวังสุดท้ายที่ผมมี คือ การใช้หัวใจหมูในการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสปีชีส์ หรือที่เรียกในทางการแพทย์ว่า ‘Xenotransplantation’ แต่อย่างน้อยตอนนี้ผมก็มีหวังแล้ว” ภายหลังจากการผ่าตัด มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ระบุว่า นายฟาเซ็ตต์สามารถหายใจได้ด้วยตนเองและหัวใจใหม่ของเขากำลังทำงานได้ดี โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือต่างๆ ช่วยเหลือ รวมถึงสามารถนั่งบนเก้าอี้และหยอกล้อกับคนอื่นๆ ได้แล้ว โดยขณะนี้เขากำลังรับยาต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายของเขาทำลาย หรือต่อต้านอวัยวะใหม่การผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสปีชีส์นั้น อาจสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะมนุษย์อย่างรุนแรง

โดยขณะนี้มีชาวอเมริกันกว่า 1 แสนคน กำลังรอเข้ารับการปลูกถ่ายอวัยวะ อย่างไรก็ดี การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสปีชีส์นั้นมีความท้าทายมาก เพราะระบบภูมิคุ้มกันของคนไข้จะโจมตีอวัยวะใหม่ที่เพิ่งได้รับการปลูกถ่าย

‘จีน’ เปิดทดลองเดินรถ บนถนนทางหลวงเอเชียสายใหม่  เชื่อมต่อการคมนาคม 3 ประเทศ ‘จีน-มองโกเลีย-รัสเซีย’

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 66 สำนักข่าวซินหัว, อุรุมชี รายงาน การทดลองเส้นทางขนส่งทางถนนระหว่างประเทศ ซึ่งเชื่อมต่อจีน มองโกเลีย และรัสเซีย บนทางหลวงเอเชีย สาย 4 (AH4) เริ่มต้นที่นครอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ (22 ก.ย.) ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า ขบวนรถบรรทุกของจีน มองโกเลีย และรัสเซีย จำนวน 9 คัน วิ่งออกจากศูนย์ขนส่งหลายรูปแบบในเขตด่านบกระหว่างประเทศอุรุมชี โดยรถบรรทุกจะออกจากจีนผ่านด่านบกถ่าเค่อสือเขิ่น วิ่งผ่านมองโกเลียและรัสเซีย ก่อนถึงเมืองโนโวซีบีรสค์ของรัสเซีย

เส้นทางวิ่งระยะทดลองทั้งหมดยาวราว 2,253 กิโลเมตร แบ่งเป็นในจีนราว 577 กิโลเมตร ในมองโกเลีย 758 กิโลเมตร และในรัสเซีย 918 กิโลเมตร โดยจะมีการจัดพิธีต้อนรับขบวนรถบรรทุกที่เมืองโนโวซีบีรสค์ ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สุดอันดับสามของรัสเซีย ในวันที่ 28 ก.ย. ด้วย

‘เซวียนเติงเตี้ยน’ เจ้าหน้าที่กระทรวงคมนาคมของจีน กล่าวว่าเส้นทางใหม่นี้เป็นช่องทางขนส่งทางถนนระหว่างประเทศที่เชื่อมต่อจีน มองโกเลีย และรัสเซีย ลำดับที่ 2 ต่อจากเส้นทางบนทางหลวงเอเชีย สาย 3 ซึ่งจะส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรอย่างเป็นระเบียบ การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการบูรณาการตลาดในภูมิภาค รวมถึงมีบทบาทนำร่องในการสร้างระเบียงเศรษฐกิจจีน-มองโกเลีย-รัสเซีย

อนึ่ง ซินเจียงตั้งอยู่ใจกลางทวีปยูเรเซีย ถือเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาคหลักของแถบเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม

ปัจจุบันจีนมีส่วนร่วมการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศกับ 21 ประเทศ และมีท่าด่านในจีน 68 แห่ง ที่เปิดบริการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศ

ผลโพลสหรัฐฯ ชี้ 'ทรัมป์' มีคะแนนนิยมเหนือ 'ไบเดน' 10% ด้านคนอเมริกัน 75% มอง 'ไบเดน' แก่เกินไปที่จะนั่งเก้าอี้สมัย 2

ในผลสำรวจที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ (23 ก.ย.66) พบว่า 52% ของผู้ตอบแบบสอบถาม จะเลือก ทรัมป์ ส่วนที่บอกว่าจะเลือก ไบเดน มีอยู่ราวๆ 42% ส่วนที่เหลือระบุว่ายังไม่ตัดสินใจหรือไม่ก็จะไม่ไปลงคะแนน ทั้งนี้ในผลสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำโดยวอชิงตันโพสต์/เอบีซีนิวส์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ในตอนนั้นพบว่า ไบเดน มีคะแนนนิยมนำหน้า ทรัมป์ เพียง 4 จุด ที่ 48% ต่อ 44%

อย่างไรก็ตามผลสำรวจของวอชิงตันโพสต์/เอบีซีนิวส์ ค่อนข้างจะสวนทางกับผลโพลอื่นๆ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่เกือบทั้งหมดให้ ทรัมป์ และ ไบเดน มีคะแนนนิยมสูสีกันอย่างมาก ในนั้นรวมถึงผลสำรวจของสำนักข่าวเอ็นบีซีนิวส์ ที่พบว่า ทรัมป์ กับ ไบเดน มีคะแนนนิยมเท่ากันที่ 46% ส่วนผลโพลของ ฟ็อกซ์ นิวส์ ที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พบ ทรัมป์ มีคะแนนนิยมนำหน้า ไบเดน 48% ต่อ 46% ขณะที่ผลสำรวจของมหาวิทยาลัย Quinnipiac ให้ ไบเดน มีคะแนนนิยมนำหน้า 47% ต่อ 46%

ก่อนเผชิญหน้ากับ ไบเดน เป็นครั้งที่ 2 ทาง ทรัมป์ จำเป็นต้องเอาชนะกลุ่มผู้ท้าทายจากรีพับลิกัน ที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาก ซึ่งต่างหวังก้าวมาเป็นตัวแทนพรรคลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี อย่างไรก็ตามผลสำรวจแทบทุกสำนัก พบว่า ทรัมป์ มีคะแนนนิยมนำหน้าอย่างแข็งแกร่ง และ ไบเดน บอกกับเหล่าผู้บริจาคในวันพุธ (20 ก.ย.) เขาคิดว่าทรัมป์ ถูกกำหนดล่วงหน้าให้เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันอีกครั้ง

ผลสำรวจของวอชิงตันโพสต์และเอบีซีนิวส์ พบว่า ทรัมป์ มีคะแนนนิยมนำหน้า รอน เดอซานติส ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา คู่แข่งชิงตัวแทนพรรครีพับลิกัน ที่ใกล้เคียงที่สุดของเขา อยู่เกือบ 40 จุด ที่ 54% ต่อ 15% และไม่พบว่ามีผู้ท้าชิงรีพับลิกันรายอื่นๆ รายใดที่มีคะแนนนิยมถึงเลข 2 หลัก ในผลสำรวจเลย

ทั้ง ไบเดน และ ทรัมป์ ต่างเผชิญอุปสรรคสำคัญในแนวโน้มหวนคืนสู่การท้าชิงเก้าอี้ทำเนียบขาว โดย ทรัมป์ จะเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้งในปีหน้า ด้วยการต้องต่อสู้กับข้อกล่าวหาต่างๆ มากกว่า 90 กระทง ใน 4 คดีแยกกัน ไม่ว่าจะเป็น คดีที่เขาถูกกล่าวหาพยายามล้มผลเลือกตั้งปี 2020 บริหารจัดการเอกสารลับผิดพลาด และจ่ายเงินปิดปากดาราหนังโป๊ สตอร์มมีย์ แดเนียลส์

ทรัมป์ ยืนกรานว่าการฟ้องร้องเอาผิดกับเขานั้น มีแรงจูงใจทางการเมือง และกระทรวงยุติธรรมภายใต้ไบเดน มีส่วนเกี่ยวข้องกับความพยายาม "สลานิตส์" ที่มุ่งหมายเขี่ยเขาพ้นจากศึกชิงชัยเก้าอี้ประธานาธิบดี 2024

สำหรับ ไบเดน บรรดาผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งต่างมีความกังวลว่าเขามีสุขภาพแข็งแรงพอสำหรับดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่ออีกสมัยหรือไม่ โดยในผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุด ไม่พิจารณาแนวโน้มทางการเมือง พบว่ามีถึง 75% ที่มองว่า ไบเดน นั้นแก่เกินไปที่จะนั่งเก้าอี้สมัย 2

‘ไบเดน’ ซุ่มเจรจาค้าอาวุธครั้งใหญ่กับ ‘เวียดนาม’ อาจทำข้อตกลงปีหน้า คาด!! ‘จีน-รัสเซีย’ มีเคือง

เมื่อวานนี้ (24 ก.ย. 66) สำนักข่าวรอยเตอร์ อ้างอิงแหล่งข่าว รายงานเมื่อวันเสาร์ (23 ก.ย.) ว่า รัฐบาลไบเดนกำลังหารือกับรัฐบาลเวียดนามเกี่ยวกับข้อตกลงซื้ออาวุธครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ระหว่างอดีตศัตรูในยุคสงครามเย็น ซึ่งอาจสร้างความไม่พอใจให้จีนและกีดกันซัพพลายอาวุธรัสเซีย

ข้อตกลงดังกล่าวที่อาจมีขึ้นในปีหน้า อาจช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลวอชิงตัน และรัฐบาลฮานอย ด้วยการขายเครื่องบินรบ F-16 ของสหรัฐ เนื่องจากเวียดนามเผชิญความตึงเครียดกับรัฐบาลปักกิ่ง ในข้อพิพาททะเลจีนใต้

แหล่งข่าวรายหนึ่ง เผยว่า ข้อตกลงนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น และยังมีเงื่อนไขไม่แน่นอน หรือไม่อาจบรรลุสัญญา แต่ถือเป็นประเด็นสำคัญในการพูดคุยอย่างเป็นทางการระหว่างสหรัฐ-เวียดนาม ในกรุงฮานอย, นิวยอร์ก และกรุงวอชิงตันเมื่อเดือนก่อน

แหล่งข่าวอีกรายบอกว่า รัฐบาลวอชิงตันกำลังพิจารณาเงื่อนไขโครงสร้างทางการเงินแบบพิเศษของอาวุธราคาแพง เพื่อช่วยฮานอยหลีกเลี่ยงการพึ่งพาอาวุธต้นทุนต่ำของรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของทำเนียบขาวและรัฐมนตรีต่างประเทศของเวียดนาม ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นใด ๆ

‘ซาอุฯ’ กร้าว!! หาก ‘อิหร่าน’ มี ‘อาวุธนิวเคลียร์’ ซาอุฯ ก็จำเป็นต้องหามาประดับกองทัพเช่นกัน

หากอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง เมื่อนั้น ซาอุดีอาระเบียก็จำเป็นต้องทำแบบเดียวกัน จากคำเตือนของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ระหว่างให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ ซึ่งบางช่วงบางตอนได้มีการเผยแพร่เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

"ประเทศใดก็ตามที่กำลังมีอาวุธนิวเคลียร์ มันเป็นความเคลื่อนไหวที่แย่ๆ" มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียกล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่า ริยาดจะตอบโต้อย่างไร หากว่า เตหะรานกลายเป็นมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ 

"ถ้าหากอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ ประเทศใดที่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ นั่นหมายความว่าพวกเขากำลังทำสงครามกับที่เหลือของโลกใบนี้"

เจ้าชายกล่าวต่อว่า “เหล่ามหาอำนาจโลกจะมาพร้อมกับมาตรการตอบโต้ร่วมกัน เพราะว่าโลกไม่อาจเห็นอีกหนึ่งฮิโรชิมา ถ้าว่าโลกเห็นประชาชน 100,000 คนต้องตาย คุณจะทำสงครามกับทั้งโลก” 

ทั้งนี้ มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย อ้างถึงกรณีสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่น ในเดือนสิงหาคม 1945 ใน 2 เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นห่างกัน 4 วัน และจนถึงปัจจุบัน ยังเป็นแค่การใช้อาวุธนิวเคลียร์เพียงครั้งเดียวของโลกในความขัดแย้งหนึ่ง ๆ

ผู้สื่อข่าวฟ็อกซ์นิวส์ ขอคำตอบตรงกว่านี้จากเจ้าชาย โดยถามว่า “ถ้าอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ แล้วท่านล่ะ?” ซึ่งในเรื่องนี้ มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ตอบว่า “ถ้าพวกเขามี เราก็จำเป็นต้องมีเช่นกัน”

อิหร่านซึ่งยังคงอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา ปฏิเสธซ้ำ ๆ ต่อคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ อิสราเอลและประเทศอื่น ๆ ว่าพวกเขากำลังหาทางพัฒนาอาวุธปรมาณู

ระหว่างปราศรัยกับสหประชาชาติเมื่อวันอังคาร (19 ก.ย.) ประธานาธิบดีเอบราฮิม ไรซี แห่งอิหร่าน เน้นย้ำว่าเตหะรานจะไม่มีวันสละสิทธิในการมี ‘พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ’ อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้อยู่ในหลักการด้านการป้องกันตนเองและหลักการทางทหารของอิหร่านแต่อย่างใด

ไรซี บอกด้วยว่าประเทศของเขากระตือรือร้นในการคืนสู่ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 หรือ แผนปฏิบัติการร่วมที่ครอบคลุม (Joint Comprehensive Plan for Action หรือ JCPOA) ซึ่งเสนอยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรแลกกับการที่เตหะรานจำกัดกิจกรรมทางนิวเคลียร์ พร้อมเน้นย้ำว่าการถอนตัวฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ จากข้อตกลงนี้ ภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นการตอบโต้ที่ไม่เหมาะสม ในขณะที่อิหร่านได้ทำตามพันธสัญญาต่าง ๆ ส่วนหนึ่งในข้อตกลง JCPOA ทุกประการ

เสียงเตือนของมกุฎราชกุมารบิน ซัลมาน มีขึ้นแม้ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน 2 ชาติที่เป็นคู่อริกันมานาน ปรับท่าทีเข้าหากัน และได้รื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตที่ตัดขาดกันไปนานกว่า 7 ปี เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผ่านการมีจีนเป็นคนกลาง

จีนจัดหลักสูตรใหม่ให้เด็กประถม-ม.ต้น เรียน 'ทำอาหาร-ปลูกผัก-เลี้ยงสัตว์' ส่วนไทยวางแผนจะแจกแทบเล็ตนักเรียน เพื่อให้เข้าถึงเฟกนิวส์ได้ง่ายขึ้น

(25 ก.ย. 66) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'ธีร์ธารา กสิกรรมไร้สารพิษ' ได้โพสต์ข้อความ ว่า...

ขณะที่จีนวางแผนสอนให้เด็กมีทักษะในการดำรงชีวิต เอาตัวรอดได้ ช่วยเหลือครอบครัวได้ ไทยกำลังวางแผนจะแจกแทบเล็ตนักเรียน เพื่อให้เข้าถึงเฟกนิวส์ได้ง่ายขึ้น ผ่าง!

วิชาการจ๋าหลบไป !’ จีนจัดหลักสูตรใหม่ให้เด็กประถม - ม.ต้น เรียน ‘วิชาแรงงาน’ ทำอาหาร ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ งานนี้ทำเอาบรรดาผู้ปกครองแตกตื่นมึนตึ้บกันทั่วโซเชียล นับจากเดือน ก.ย.ปีนี้เป็นต้นไป เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นในจีน จะต้องหุงข้าวทำกับข้าวกับปลากินเองเป็น หัดทำสารพัดเมนูทั้งผัด เคี่ยว นึ่ง ต้ม ตุ๋น ทำงานบ้านเองได้ ทั้งยังต้องเรียนปลูกผัก เลี้ยงสัตว์

สืบเนื่องจากเมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการจีนประกาศหลักสูตรใหม่สำหรับการเรียนการสอนระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น โดยเพิ่ม ‘วิชาแรงงาน’ เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตเด็ก ๆ โดยจัดให้มีการสอนทำอาหาร โภชนาการ ทำความสะอาดบ้าน ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ และซ่อมแซมเครื่องใช้ไม้สอยอุปกรณ์ไฟฟ้า ตลอดจนฝึกความรับผิดชอบและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

ด้วยสภาพสังคมที่มีการแข่งขันสูง บรรดาผู้ปกครองจึงสนับสนุนให้ลูก ๆ สนใจเรื่องเรียนวิชาการเพียงอย่างเดียว ห้ามสนใจเรื่องอื่น เรียกว่า งานบ้านก็ไม่ได้จับ งานใช้แรงงานอื่น ๆ ก็ไม่ต้องแตะ ขอแค่ลูกตั้งใจเรียนและสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ให้ได้ก็พอ ซึ่งการตีกรอบชีวิตการเรียนแบบนี้ ทำให้เด็ก ๆ ไม่เป็นอิสระต้องคอยพึ่งพิงคนอื่น ไม่มีทักษะในการดำรงชีวิตและอาจกลายเป็นปัญหาในอนาคต

“เป็นเรื่องปกติที่ผู้ปกครองชาวจีนจะให้ความสำคัญกับการศึกษาที่เน้นความรู้วิชาการหรือภาคทฤษฎีมากกว่าทักษะขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต” สงปิ่งฉี (熊丙奇) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Education Research Institute) กล่าว พร้อมเสริมว่า การทำอาหาร เป็นทักษะพื้นฐานที่เด็กๆ ควรได้มีโอกาสเรียนรู้ ซึ่งการเรียนทำอาหารในวิชาแรงงานจะช่วยเสริมทักษะการใช้ชีวิตให้เด็ก ๆ ที่ถูกผู้ปกครองเลี้ยงดูแบบประคบประหงมไม่ให้แตะงานบ้านเพื่อใช้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการท่องอ่านตำราเรียนอย่างเดียว

หลักสูตรใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่เดือน ก.ย.เป็นต้นไป นักเรียนในระดับชั้นประถมและมัธยมศึกษาตอนต้น จะต้องเข้าเรียนวิชาแรงงานอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ โดยรายละเอียดของ การเรียนทำอาหาร มีดังนี้...

- นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2 ต้องเรียนรู้การเลือกผัก การล้างผักและการปอกผลไม้
- นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-4 ต้องเรียนรู้การหั่น การปรุงรส การต้ม การนึ่งและการทำออเดิร์ฟเย็น

- นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 ต้องเรียนรู้การทอด การผัด การเคี่ยว การตุ๋น และทำอาหารเมนูทั่ว ๆ ไป 2-3 เมนูได้ เช่น ซุป มะเขือเทศผัดไข่ ไข่ดาว ซึ่งจะต้องจัดเตรียมวัตถุดิบและดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมดด้วยตนเอง

- นักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ต้องเรียนรู้การออกแบบมื้ออาหารทั้ง 3 มื้อ สำหรับครอบครัวของตนเอง โดยคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมกับสมาชิกในครอบครัว และต้องทำอาหารได้ 3-4 เมนู

ทั้งนี้ จีนมีการเรียนการสอนเนื้อหาที่เกี่ยวกับวิชาแรงงานกันอยู่ก่อนแล้ว แต่หลักสูตรใหม่นี้กำหนดให้มีการจัดตั้งวิชาแรงงานแยกออกจากวิชากิจกรรมโดยเฉพาะ เนื่องจากชั้นเรียนวิชาดังกล่าวมักถูกแทนที่ด้วยวิชาอื่น ๆ นอกจากนี้ เนื้อหาของหลักสูตรใหม่ยังมีความเข้มข้นยิ่งขึ้นอีกด้วย

หลังข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป กลายเป็นที่ฮือฮาไปทั่ว จนติดฮอตเสิร์ชอันดับ 1 บนเวยปั๋ว จากข้อมูลนับถึงช่วงสุดสัปดาห์มีผู้อ่าน 780 ล้านครั้ง โดยผู้ปกครองที่เห็นด้วยกับหลักสูตรใหม่นี้ต่างสนับสนุนและตั้งตารอที่จะได้ชิมอาหารที่ลูก ๆ ทำ พร้อมคอมเมนต์ เช่น “ในอนาคตพ่อแม่คงไม่ต้องกลัวว่า ลูกจะอดอยากอีกแล้ว แถมยังประหยัดเงินซื้ออาหารนอกบ้านได้อีก” / “ช่วงแรกของชีวิตมีแม่ทำกับข้าวให้ บั้นปลายชีวิตมีลูกทำกับข้าวให้ ไม่คิดเลยว่า คนเกิดหลังปี 80 อย่างเราจะได้รับ ‘สวัสดิการ’ ที่ดีแบบนี้! มีความสุขสุดๆ ไปเลย” / “การเรียนทำอาหารไม่เพียงส่งเสริมพัฒนาการ แต่เด็ก ๆ ยังจะได้เรียนรู้ทักษะชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีจริง ๆ…สนับสนุนสุดขีด!”

ส่วนผู้ปกครองที่ไม่เห็นด้วย ต่างมองว่าวิชานี้จะเพิ่มภาระให้พวกเขาเสียมากกว่า รวมทั้งการที่เด็กตัวเล็ก ๆ ต้องมาเรียนทำอาหารก็ดูจะเสี่ยงอันตรายเกินไป พร้อมคอมเมนต์ เช่น “จะขอบคุณมาก ถ้าวิชานี้เรียนแล้วจบในห้องเรียน อย่าให้ผู้ปกครองต้องมาถ่ายรูปภาคปฏิบัติที่บ้านแล้วส่งให้ครูเลยนะ” / “พูดได้เลยว่า ความทุกข์ของพ่อแม่ในแต่ละวันได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่างแล้ว ดูแลตัวเองกันด้วยนะ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top