Friday, 5 June 2026
TodaySpecial

7 พฤษภาคม 2419 วันประวัติศาสตร์แห่งพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางศิลาฤกษ์ “พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท” หมุดหมายสำคัญแห่งสถาปัตยกรรมสยามยุคใหม่

7 พฤษภาคม พ.ศ. 2419 รัชกาลที่ 5 ทรงวางศิลาฤกษ์ “พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท” หมุดหมายสำคัญแห่งสถาปัตยกรรมสยามยุคใหม่

วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2419 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อสร้างพระที่นั่งสำคัญซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์เด่นที่สุดของพระราชสำนักสยามและกรุงเทพมหานครยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงกลาง

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทไม่ได้มีความสำคัญเพียงในฐานะอาคารหลวง แต่เป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่สะท้อน “ยุคเปลี่ยนผ่าน” ของสยามอย่างชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปสามชั้น แต่หลังคาเป็นยอดปราสาทแบบไทย ทำให้เกิดภาพลักษณ์เฉพาะตัวที่คนไทยคุ้นกับคำเรียกว่า “ฝรั่งสวมชฎา” และกลายเป็นตัวแทนของการผสมผสานความเป็นตะวันตกกับความเป็นไทยอย่างทรงพลังในสมัยรัชกาลที่ 5

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทขึ้นบนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นสถานที่ประสูติและที่ประทับในวัยเยาว์ของพระองค์ โดยมี มิสเตอร์จอห์น คลูนิส สถาปนิกชาวอังกฤษเป็นผู้ควบคุมงานออกแบบและก่อสร้าง แนวคิดนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างอาคารใหม่ แต่ยังมีนัยเชิงพระราชประวัติและความทรงจำส่วนพระองค์แฝงอยู่ด้วย

ในเชิงสถาปัตยกรรม พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเป็นอาคารแบบยุโรปที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะเรอเนสซองส์ เห็นได้จากช่องโค้ง หน้าต่าง และเสาแบบคอรินเธียน แต่ในเวลาเดียวกันกลับสวมทับด้วยหลังคายอดปราสาทไทย 3 ยอด ซึ่งทำให้สัดส่วนและภาพรวมของอาคารแตกต่างจากพระมหาปราสาทไทยดั้งเดิม และแตกต่างจากอาคารยุโรปแท้ด้วยเช่นกัน จึงนับเป็นงานสถาปัตยกรรมลูกผสมที่โดดเด่นมากในประวัติศาสตร์ไทย

เบื้องหลังรูปแบบอาคารอันโดดเด่นนี้ ยังสะท้อนการถกเถียงเรื่อง “ความเป็นสยาม” ในยุคใหม่ด้วย แหล่งข้อมูลร่วมสมัยที่สรุปประวัติพระที่นั่งองค์นี้ระบุว่า เดิมรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้อาคารออกมาในรูปแบบตะวันตกเต็มตัว แต่ภายหลังมีการเสนอให้เปลี่ยนหลังคาเป็นยอดปราสาทไทย จึงเกิดรูปแบบประนีประนอมที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในเวลาต่อมา

ความสำคัญของการวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2419 จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเริ่มต้นก่อสร้างอาคารหลังหนึ่ง แต่เป็นการประกาศวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 5 ต่อสยามยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือ สยามสามารถเปิดรับความรู้และศิลปกรรมจากตะวันตกได้ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งรากฐานและอัตลักษณ์ของตนเอง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทจึงเปรียบเสมือนภาษาเชิงสถาปัตยกรรมที่สื่อสารแนวคิด “ความทันสมัยแบบไทย” ได้อย่างชัดเจนมาก

อีกด้านหนึ่ง พระที่นั่งองค์นี้ยังมีความสำคัญอย่างมากในเชิงราชพิธีและพระราชสำนัก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า หมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทประกอบด้วยพระที่นั่งเชื่อมต่อกันหลายองค์ และพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเป็นองค์ประธานของกลุ่ม ภายในท้องพระโรงกลางประดิษฐาน พระที่นั่งพุดตานถมภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ใช้เป็นสถานที่สำหรับออกมหาสมาคม รับพระราชอาคันตุกะ และประกอบพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ ของแผ่นดิน

ชั้นบนของพระที่นั่งยังใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ชั้นสูงหลายพระองค์ ยิ่งตอกย้ำว่าอาคารนี้มิใช่เพียงท้องพระโรงรับรองแขกเมือง แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงทั้งพระราชอำนาจ พระราชพิธี ความทรงจำของราชวงศ์ และความศักดิ์สิทธิ์ในเชิงราชสำนักเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง
เมื่อพิจารณาในบริบทของรัชสมัยรัชกาลที่ 5 พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทจึงสอดคล้องกับการปฏิรูป
ประเทศในภาพใหญ่ของพระองค์อย่างมาก ช่วงเวลานั้นสยามกำลังเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจตะวันตก และจำเป็นต้องแสดงให้โลกเห็นถึงความสามารถในการปรับตัวสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ ทั้งในด้านการปกครอง กฎหมาย การทหาร การศึกษา และศิลปกรรม อาคารหลังนี้จึงไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่เป็น “คำประกาศเชิงสัญลักษณ์” ว่าสยามสามารถก้าวทันโลก โดยยังยืนอยู่บนฐานวัฒนธรรมของตนเองได้

ความน่าสนใจอีกประการคือ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทไม่ได้โดดเดี่ยว หากเป็นส่วนหนึ่งของหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทซึ่งเชื่อมต่อกันเป็นกลุ่มใหญ่ รูปแบบผังอาคารและการจัดวางพื้นที่สะท้อนการใช้งานที่ซับซ้อน ทั้งด้านราชพิธี การรับรองแขกเมือง การประดิษฐานสิ่งสำคัญ และการเชื่อมต่อพื้นที่ภายในพระบรมมหาราชวัง นี่ทำให้อาคารกลุ่มนี้เป็นทั้งงานสถาปัตยกรรมและเครื่องมือเชิงอำนาจของราชสำนักในเวลาเดียวกัน

ทุกวันนี้ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทยังคงเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญที่สุดของพระบรมมหาราชวัง และมักถูกกล่าวถึงในฐานะตัวอย่างเด่นของงานสถาปัตยกรรมไทยสมัยใหม่ตอนต้นที่กล้าผสมผสานโลกตะวันตกกับขนบไทยอย่างสง่างาม การวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2419 จึงควรถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะเหตุการณ์วันนี้ในอดีต แต่เป็นจุดตั้งต้นของอาคารที่สะท้อนทั้งพระราชนิยม พระวิสัยทัศน์ และการเปลี่ยนผ่านของสยามในยุครัชกาลที่ 5 ได้อย่างเด่นชัดที่สุดแห่งหนึ่ง

ที่มา : https://www.nationtv.tv/news/social/378943481?

8 พฤษภาคม 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ก้าวสำคัญสู่การบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่ของไทย เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย

8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ก้าวสำคัญสู่การบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่ของไทย

วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” หรือ Council of State ขึ้นอย่างเป็นทางการ นักวิชาการด้านการเมืองการปกครองไทยมักยกให้สภานี้เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นต้นแบบของระบบคณะรัฐมนตรีกับสถาบันการเมืองสมัยใหม่ของไทยในเวลาต่อมา แม้ในทางเทคนิคจะยังไม่ใช่ “คณะรัฐมนตรี” ในความหมายแบบหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ก็ตาม

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดคือ ในปี พ.ศ. 2417 ไทยยังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น การใช้คำว่า “คณะรัฐมนตรีชุดแรกของไทย” จึงอาจทำให้คลาดเคลื่อนทางประวัติศาสตร์ได้ หากจะใช้ถ้อยคำที่แม่นที่สุด ควรเรียกว่า “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ซึ่งเป็นสภาที่ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาแด่พระมหากษัตริย์ในกิจการบ้านเมือง และเป็นก้าวแรกของการจัดวางโครงสร้างอำนาจฝ่ายบริหารแบบมีที่ปรึกษาและการแบ่งงานเป็นระบบมากขึ้น

การก่อตั้งสภานี้เกิดขึ้นในบริบทที่สยามกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งแรงกดดันจากชาติตะวันตก การขยายตัวของระบบราชการ และความจำเป็นในการปรับปรุงการบริหารประเทศให้ทันสมัยขึ้น รัชกาลที่ 5 จึงทรงริเริ่มการปฏิรูปหลายด้านอย่างต่อเนื่อง และการมี “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการปฏิรูปนั้น เพราะช่วยให้การตัดสินใจด้านนโยบายและราชการแผ่นดินไม่ยึดโยงกับระบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มขยับไปสู่รูปแบบที่มีการพิจารณาและอภิปรายอย่างเป็นระบบมากขึ้น
.
ฐานข้อมูลของสถาบันพระปกเกล้าระบุว่า สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในระยะแรกมีสมาชิก 12 คน ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาเกี่ยวกับราชการแผ่นดินและกฎหมาย โดยเป็นกลไกใหม่ที่เกิดขึ้นควบคู่กับการตั้ง องคมนตรีสภา ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน การจัดตั้งสองสภานี้จึงสะท้อนว่ารัชกาลที่ 5 มิได้มองการปฏิรูปเป็นเพียงเรื่องรายกระทรวงหรือรายหน่วยงาน แต่ทรงมองถึงระดับ “โครงสร้างการใช้อำนาจ” ของรัฐสยามโดยรวมแล้ว

หากมองในเชิงแนวคิด สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นครั้งแรก ๆ ที่สยามพยายามวางระบบให้การบริหารบ้านเมืองดำเนินไปบนหลักของ การปรึกษาหารืออย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพียงการมีขุนนางถวายคำแนะนำตามธรรมเนียมเดิม แต่เป็นการตั้ง “องค์กร” ขึ้นมารองรับการให้คำปรึกษาอย่างชัดเจน มีชื่อ มีหน้าที่ และมีสถานะในทางราชการ สิ่งนี้เองที่ทำให้นักวิชาการจำนวนมากมองว่าสภาดังกล่าวเป็นรากฐานของระบบคณะรัฐมนตรีและสถาบันแบบรัฐธรรมนูญไทยในเวลาต่อมา
ความสำคัญอีกด้านหนึ่งคือ สภานี้สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงตระหนักว่า การรักษาเอกราชของสยามในโลกศตวรรษที่ 19 ไม่อาจอาศัยแต่กำลังทหารหรือการทูตเท่านั้น แต่ต้องสร้าง “ความทันสมัยของรัฐ” ให้เกิดขึ้นจริงด้วย รัฐที่มีระบบบริหารชัดเจน มีกระบวนการพิจารณาราชการเป็นขั้นตอน และมีการจัดองค์กรทางการเมืองอย่างเป็นสัดส่วน ย่อมช่วยเสริมภาพลักษณ์ของสยามในสายตาชาติตะวันตกว่าเป็นรัฐที่ปกครองตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงวันตั้งหน่วยงานใหม่ในราชสำนัก แต่คือวันสำคัญที่แสดงให้เห็นการเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านระบบการเมืองการปกครองไทย จากโครงสร้างแบบดั้งเดิมไปสู่การบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่มากขึ้น แม้จะยังไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในเวลานั้น แต่ก็เป็นก้าวสำคัญที่ปูพื้นให้ประเทศไทยค่อย ๆ พัฒนาองค์กรทางการเมืองและระบบบริหารแบบใหม่ในศตวรรษต่อมา

ในแง่นี้ “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” จึงมีความหมายเกินกว่าตำแหน่งหรือโครงสร้างในเอกสารราชการ เพราะมันคือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นคิดใหม่เรื่องรัฐ การบริหาร และการใช้อำนาจในสยามยุครัชกาลที่ 5 เป็นจุดที่ชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูปประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลันในยุคหลังเท่านั้น แต่มีรากที่ลึกและยาวนานมาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 แล้วอย่างชัดเจน

ที่มา : https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&utm

9 พฤษภาคม 2472 ปัตตานีในวันฟ้ามืดกลางวัน ‘พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว’ เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ปัตตานี หมุดหมายประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ไทย

9 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 รัชกาลที่ 7 เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ปัตตานี หมุดหมายสำคัญของดาราศาสตร์ไทย

วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พร้อม สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จทอดพระเนตร สุริยุปราคาเต็มดวง ณ บริเวณ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ของสยามที่อยู่ในแนวคราสเต็มดวงพอดี เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกยกให้เป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ไทย และสะท้อนพระราชนิยมด้านวิทยาศาสตร์ของรัชกาลที่ 7 อย่างเด่นชัด

สุริยุปราคาครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 1929 ตามปฏิทินสากล และเป็น สุริยุปราคาเต็มดวง ที่เส้นทางคราสพาดผ่านบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสยามในขณะนั้น โดยข้อมูลทางดาราศาสตร์สากลระบุว่าแนวคราสเต็มดวงพาดผ่านพื้นที่ของสยาม ทำให้จังหวัดปัตตานีเป็นจุดสังเกตการณ์สำคัญระดับนานาชาติในวันดังกล่าว

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่แค่การที่พระมหากษัตริย์เสด็จทอดพระเนตรปรากฏการณ์ธรรมชาติหายาก แต่ยังอยู่ที่บริบทของ “วิทยาศาสตร์สมัยใหม่” ในสยามด้วย สำนักบรรณสารสนเทศ มสธ. ระบุว่า รัชกาลที่ 7 เสด็จถึงปัตตานีเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2472 โดยเรือพระที่นั่ง และในวันนั้นทรงเสด็จเยี่ยมสถานที่สำรวจสุริยุปราคา 3 แห่ง ได้แก่ คณะนักดาราศาสตร์อังกฤษ คณะนักดาราศาสตร์เยอรมัน และสถานสำรวจของกรมแผนที่กับกรมชลประทานของสยาม ก่อนจะเสด็จไปประทับยังจุดสังเกตการณ์ของคณะอังกฤษในวันจริง

รายละเอียดนี้สะท้อนชัดว่า การทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงการเสด็จประพาสธรรมชาติ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์นานาชาติอย่างแท้จริง เนื่องจากมีคณะนักดาราศาสตร์จากต่างประเทศเดินทางเข้ามาตั้งค่ายและติดตั้งเครื่องมือเฉพาะทางในพื้นที่ปัตตานี เพื่อศึกษาคราสครั้งนี้อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการถ่ายภาพ การวัดเชิงดาราศาสตร์ และการติดตามข้อมูลเกี่ยวกับโคโรนาของดวงอาทิตย์

สถาบันพระปกเกล้ายังบันทึกไว้ว่า รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรทั้งสถานที่และเครื่องมือของนักวิทยาศาสตร์หลายคณะ และมีพระราชดำริเรื่องการไปเยี่ยมทุกคณะ แต่ในช่วงเวลาของการเกิดสุริยุปราคาจริง ทรงเลือกประทับทอดพระเนตร ณ จุดของคณะอังกฤษที่อัญเชิญเสด็จก่อนชาติอื่น รายละเอียดนี้แสดงให้เห็นถึงทั้งพระราชไมตรีต่อคณะวิทยาศาสตร์ต่างประเทศ และความสนพระราชหฤทัยในตัววิทยาการดาราศาสตร์เองอย่างจริงจัง

อีกมิติที่สำคัญคือ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการที่สยามในช่วงปลายทศวรรษ 2470 เปิดรับองค์ความรู้และความร่วมมือจากต่างประเทศในทางวิทยาศาสตร์อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้รับชม แต่ในฐานะ “เจ้าภาพ” ของการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ระดับสากล ปัตตานีจึงไม่ได้เป็นเพียงจังหวัดชายแดนใต้ในทางภูมิศาสตร์เท่านั้น หากยังกลายเป็นจุดนัดพบของนักวิทยาศาสตร์โลกในวาระสำคัญครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สถาบันพระปกเกล้าระบุด้วยว่า แม้จะเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงและมีการเตรียมการอย่างดี แต่ในเวลาที่เกิดคราสจริง ทัศนวิสัยไม่ดีนัก ทำให้การทอดพระเนตรไม่ชัดเจนเท่าที่คาดหวังไว้ นี่เป็นรายละเอียดที่ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้มีมิติความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะแม้จะคำนวณตำแหน่งและเวลาได้แม่นยำเพียงใด การสังเกตการณ์ยังคงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและปัจจัยธรรมชาติอยู่เสมอ
ในเชิงประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ งานวิชาการยังระบุว่าสุริยุปราคา 9 พฤษภาคม 1929 เป็น สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งที่ 3 ที่สังเกตได้จากสยามในยุครัตนโกสินทร์ ต่อจากคราสที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อปี 1868 และในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี 1875 จึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์ที่ปัตตานีในปี 2472 เป็นส่วนหนึ่งของสายธารประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ไทยที่เชื่อมโยงระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับการสังเกตการณ์ปรากฏการณ์บนท้องฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง
หากมองให้ลึกกว่าปรากฏการณ์คราส เหตุการณ์วันที่ 9 พฤษภาคม 2472 ยังสะท้อนบุคลิกของรัชกาลที่ 7 ในฐานะพระมหากษัตริย์ที่ทรงสนพระราชหฤทัยในวิทยาการสมัยใหม่ และทรงให้คุณค่ากับการเรียนรู้เชิงประจักษ์ การเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาในครั้งนั้นจึงไม่ใช่เพียงพิธีการตามราชประเพณี หากแต่เป็นการมีส่วนร่วมโดยตรงกับโลกของวิทยาศาสตร์ในระดับที่น่าสนใจมากสำหรับยุคสมัยนั้น

ดังนั้น วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของทั้งประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ปัตตานี ท่ามกลางการรวมตัวของนักดาราศาสตร์นานาชาติ และเป็นวันที่ทำให้ปัตตานีกลายเป็นพื้นที่สำคัญบนแผนที่ดาราศาสตร์โลกชั่วขณะหนึ่งอย่างสง่างาม

ที่มา : https://library.stou.ac.th/2022/05/kingprajadhipok-looks-solar-eclipse/?utm_source=chatgpt.com

 

10 พฤษภาคม 2536 โศกนาฏกรรมไฟไหม้ ‘โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์’ บทเรียนที่ไทยไม่มีวันลืม วันที่เปลวไฟฝากบาดแผลไว้ในประวัติศาสตร์แรงงานไทย ที่ทำให้ไทยมี “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ”

10 พฤษภาคม พ.ศ. 2536 โศกนาฏกรรมไฟไหม้ “โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์” บทเรียนราคาแพงที่ทำให้ไทยมี “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ”

วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2536 เป็นหนึ่งในวันที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์แรงงานไทย เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ จังหวัดนครปฐม จนคร่าชีวิตคนงาน 188 ราย และทำให้มีผู้บาดเจ็บอีก 469 ราย เหตุการณ์ครั้งนั้นถูกจดจำในฐานะโศกนาฏกรรมโรงงานอุตสาหกรรมครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของโลก และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยหันกลับมาตระหนักอย่างจริงจังว่า “ความปลอดภัยในการทำงาน” ไม่ใช่เรื่องรอง แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานทุกคน

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 เหตุการณ์นี้ครบรอบ 33 ปี ไม่ใช่ 31 ปี และยังคงเป็นบาดแผลสำคัญในประวัติศาสตร์แรงงานไทย เพราะหลังโศกนาฏกรรมครั้งนั้น รัฐบาลไทยได้นำวันที่ 10 พฤษภาคมของทุกปี มากำหนดเป็น “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ” ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2540 เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้เคเดอร์ และใช้เป็นวันเตือนใจให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการคุ้มครองชีวิตแรงงานอย่างจริงจัง

โรงงานที่เกิดเหตุคือ Kader Industrial (Thailand) Co., Ltd. ซึ่งผลิตของเล่นและตุ๊กตาส่งออก โดยเฉพาะสินค้าสำหรับแบรนด์ต่างประเทศหลายราย โรงงานตั้งอยู่บนถนนพุทธมณฑลสาย 4 ในพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในวันเกิดเหตุมีคนงานจำนวนมากกำลังปฏิบัติงานอยู่ภายในอาคาร ก่อนที่ไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็วจากวัสดุไวไฟภายในโรงงาน จนกลายเป็นหายนะที่ไม่มีใครยับยั้งได้ทัน.
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงอย่างยิ่ง ไม่ได้มีเพียงตัวเพลิงเท่านั้น แต่รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของโรงงานด้วย งานศึกษาของ ILO ระบุว่าเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจอย่างจริงจังต่อเรื่อง มาตรฐานอาคารอุตสาหกรรม การป้องกันอัคคีภัย และการบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัย เพราะความสูญเสียครั้งใหญ่เกิดขึ้นจากทั้งการลุกลามของไฟ วัสดุที่ติดไฟง่าย การอพยพที่ไร้ประสิทธิภาพ และสภาพอาคารที่ไม่พร้อมรองรับเหตุฉุกเฉิน

โศกนาฏกรรมโรงงานเคเดอร์ยังสะเทือนใจสังคมไทยอย่างหนัก เพราะผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็น แรงงานหญิงวัยหนุ่มสาว ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงข่าวอุบัติเหตุในโรงงาน แต่เป็นภาพสะท้อนความเปราะบางของแรงงานไทยในระบบอุตสาหกรรม ที่มักอยู่ปลายสุดของห่วงโซ่การผลิต แต่กลับต้องแบกรับความเสี่ยงสูงสุดในยามเกิดภัย

หลังเหตุไฟไหม้เคเดอร์ รัฐไทยเริ่มขยับเรื่องความปลอดภัยในการทำงานอย่างจริงจังมากขึ้น กระทรวงแรงงานและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานใช้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญในการผลักดันมาตรการด้าน อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้เข้มข้นขึ้น พร้อมทั้งใช้วันที่ 10 พฤษภาคมเป็นวันรณรงค์ระดับชาติ เพื่อย้ำว่าอุบัติเหตุจากการทำงานไม่ใช่ “เรื่องที่ยอมรับได้” และไม่ควรถูกมองเป็นต้นทุนปกติของระบบการผลิต

ความหมายของ “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ” จึงลึกซึ้งกว่าการจัดนิทรรศการหรือกิจกรรมรณรงค์ประจำปี เพราะมันเกิดจากความสูญเสียจริงของผู้คนจริง วันที่ 10 พฤษภาคมในแต่ละปีจึงเป็นทั้งวันรำลึกผู้เสียชีวิตจากเหตุเคเดอร์ และวันเตือนใจว่า สถานประกอบการทุกแห่งมีหน้าที่ต้องสร้างระบบทำงานที่ปลอดภัย มีทางหนีไฟที่ใช้ได้จริง มีการฝึกซ้อม มีการควบคุมความเสี่ยง และมีการคุ้มครองแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงบนกระดาษ

แม้เวลาจะผ่านมากว่าสามทศวรรษ แต่ชื่อของ “เคเดอร์” ยังถูกพูดถึงซ้ำทุกปี เพราะโศกนาฏกรรมครั้งนี้ทำให้สังคมเรียนรู้ว่า ความประมาทเพียงครั้งเดียวในโรงงานอาจแลกมาด้วยชีวิตของคนจำนวนมหาศาล และเมื่อระบบกำกับดูแลอ่อนแอ คนงานย่อมเป็นกลุ่มแรกที่ต้องรับผลร้ายที่สุด จึงไม่แปลกที่หลายองค์กรแรงงานยังคงใช้เคเดอร์เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของผู้ใช้แรงงานในไทย

ดังนั้น วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2536 จึงไม่ใช่เพียงวันเกิดเพลิงไหม้โรงงานครั้งใหญ่ แต่เป็นวันแห่งบทเรียนราคาแพงของประเทศ เป็นวันที่ทำให้คนไทยต้องหันกลับมาถามอย่างจริงจังว่า ชีวิตของแรงงานได้รับการคุ้มครองมากพอหรือยัง และเป็นจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้เกิด “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ” เพื่อย้ำเตือนว่าทุกชีวิตในสถานประกอบการต้องไม่ถูกปล่อยให้เสี่ยงตายจากความบกพร่องที่ป้องกันได้

12 พฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันพยาบาลสากล” รำลึก ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ผู้ก่อกำเนิดวิชาชีพพยาบาล ย้ำบทบาทพยาบาลแนวหน้า ผู้แบกภาระระบบสุขภาพโลก

12 พฤษภาคม “วันพยาบาลสากล” รำลึก ‘ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล’ ผู้วางรากฐานวิชาชีพพยาบาลสมัยใหม่

วันที่ 12 พฤษภาคมของทุกปี ตรงกับ วันพยาบาลสากล หรือ International Nurses Day วันที่โลกทั้งใบร่วมยกย่องบทบาทของพยาบาลในฐานะกำลังสำคัญของระบบสุขภาพ และร่วมรำลึกถึง ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล หญิงผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานการพยาบาลสมัยใหม่ โดยสภาการพยาบาลนานาชาติ หรือ International Council of Nurses (ICN) ระบุชัดว่า วันพยาบาลสากลจัดขึ้นทุกวันที่ 12 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของไนติงเกลโดยตรง

ความสำคัญของวันพยาบาลสากลจึงไม่ได้อยู่ที่การเป็นวันเฉลิมฉลองของบุคลากรสายสุขภาพเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นวันที่สังคมหันกลับมามองว่า “พยาบาล” คือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยมากที่สุดในหลายช่วงเวลาของชีวิต ตั้งแต่การดูแลผู้ป่วยทั่วไป ผู้ป่วยหนัก เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ ไปจนถึงผู้ป่วยระยะท้าย ICN ใช้วันนี้เป็นเวทีรณรงค์ระดับโลกเพื่อเน้นบทบาทของพยาบาลต่อระบบสุขภาพ พร้อมเผยแพร่เอกสารและข้อเสนอเชิงนโยบายทุกปี เพื่อย้ำว่าการดูแลพยาบาลอย่างเหมาะสมคือการดูแลอนาคตของสาธารณสุขทั้งระบบ

บุคคลที่ทำให้วันที่ 12 พฤษภาคมมีความหมายระดับโลกคือ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 1820 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี แม้ภายหลังจะใช้ชีวิตและสร้างผลงานในอังกฤษ Britannica อธิบายว่าเธอเป็นทั้งพยาบาล นักสถิติ และนักปฏิรูปสังคม ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักปรัชญาพื้นฐานของการพยาบาลสมัยใหม่” และยังเป็นผู้ทำให้การพยาบาลพัฒนาจากงานดูแลทั่วไปไปสู่วิชาชีพที่มีระบบความรู้และมาตรฐานชัดเจน

ชื่อของไนติงเกลเริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากบทบาทของเธอในช่วง สงครามไครเมีย เมื่อเธอได้รับมอบหมายให้ดูแลทหารบาดเจ็บของอังกฤษและฝ่ายพันธมิตรในตุรกี ภาพของเธอที่เดินตรวจผู้ป่วยยามค่ำคืนพร้อมตะเกียงในมือ ทำให้เธอได้รับฉายา “Lady with the Lamp” แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าภาพจำเชิงสัญลักษณ์ คือการที่เธอผลักดันให้การดูแลผู้ป่วยยึดหลักสุขอนามัย ความเป็นระเบียบ การเก็บข้อมูล และการจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงอย่างมีนัยสำคัญ

หลังสงคราม ไนติงเกลไม่ได้หยุดอยู่แค่ชื่อเสียงส่วนบุคคล แต่ใช้ประสบการณ์ของตนในการปฏิรูประบบสุขภาพและการศึกษาพยาบาล Britannica ระบุว่า เธอเป็นผู้ก่อตั้ง Nightingale School of Nursing ที่โรงพยาบาลเซนต์โทมัสในลอนดอน ซึ่งเปิดในปี 1860 และถือเป็นโรงเรียนพยาบาลที่ตั้งอยู่บนฐานวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงแห่งแรก ๆ ของโลก นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้ “การพยาบาล” กลายเป็นวิชาชีพที่ต้องอาศัยการฝึกอบรม ความรู้ และจริยธรรม ไม่ใช่เพียงงานดูแลตามสัญชาตญาณหรือความเมตตา

เหตุนี้เอง วันที่ 12 พฤษภาคมจึงเป็นมากกว่าวันระลึกถึงบุคคลสำคัญคนหนึ่ง แต่เป็นวันที่โลกยอมรับร่วมกันว่า วิชาชีพพยาบาลมีคุณค่าต่อมนุษยชาติอย่างลึกซึ้ง พยาบาลไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ช่วยแพทย์” ในความหมายแคบ หากเป็นผู้ประเมินอาการ ดูแลต่อเนื่อง ประสานการรักษา ให้คำแนะนำกับครอบครัว และเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ระบบบริการสุขภาพเดินหน้าต่อได้จริง ทั้งในยามปกติและยามวิกฤต

ในโลกปัจจุบัน ความหมายของวันพยาบาลสากลยิ่งชัดขึ้นกว่าเดิม เพราะหลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรพยาบาล ภาระงานสูง และภาวะเหนื่อยล้าสะสม ICN ระบุในเอกสารและแคมเปญช่วงหลังว่า การดูแลสุขภาวะ ความปลอดภัย และพลังในการทำงานของพยาบาล เป็นเงื่อนไขสำคัญของการรักษาระบบสุขภาพให้เข้มแข็ง โดยธีมในช่วงปี 2025–2026 ก็ยังคงย้ำเรื่องอนาคตของวิชาชีพ การดูแลพยาบาล และการเสริมพลังให้พยาบาลช่วยชีวิตผู้คนได้เต็มศักยภาพ

สำหรับสังคมทั่วไป วันพยาบาลสากลจึงเป็นวันที่ชวนให้มองเห็น “คุณค่าของการดูแล” ในความหมายที่ลึกกว่าการรักษาโรค เพราะในทุกโรงพยาบาล ทุกหอผู้ป่วย และทุกชุมชน พยาบาลคือคนที่อยู่แนวหน้าของความเจ็บป่วย ความหวัง และการฟื้นคืนของผู้คน พวกเขาเป็นทั้งกำลังความรู้ กำลังใจ และกำลังมนุษยธรรมในเวลาเดียวกัน

ดังนั้น 12 พฤษภาคม วันพยาบาลสากล จึงไม่ใช่เพียงวันรำลึกถึง ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ผู้บุกเบิกวิชาชีพพยาบาลสมัยใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่โลกทั้งใบร่วมกันยืนยันว่า วิชาชีพพยาบาลคือหนึ่งในรากฐานสำคัญที่สุดของระบบสุขภาพ และเป็นวันที่สังคมควรกล่าวคำขอบคุณต่อผู้ที่อุทิศแรงกาย แรงใจ และความรู้เพื่อดูแลชีวิตผู้อื่นอย่างไม่หยุดยั้ง

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Florence-Nightingale

14 พฤษภาคม ของทุกปี กำหนดเป็น “วันอนุรักษ์ควายไทย” รำลึกสัตว์คู่บ้านคู่ทุ่ง วันที่สังคมไทยหันกลับมามองคุณค่าสัตว์คู่ชีวิตชาวนา รากเหง้าเกษตรไทยที่ไม่ควรถูกลืม

14 พฤษภาคม “วันอนุรักษ์ควายไทย” รำลึกคุณค่าควายไทย สัตว์คู่บ้านคู่ทุ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมายาวนาน

วันที่ 14 พฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันอนุรักษ์ควายไทย” โดยคณะรัฐมนตรีได้กำหนดวันสำคัญนี้ขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักให้สังคมไทยเห็นคุณค่าและความสำคัญของควายไทย พร้อมส่งเสริมการอนุรักษ์และการเลี้ยงควายให้อยู่คู่กับวิถีเกษตรกรรมไทยสืบไป แหล่งข้อมูลของภาครัฐระบุตรงกันว่า เหตุผลสำคัญมาจากจำนวนควายไทยและผู้เลี้ยงควายที่ลดลงต่อเนื่อง จนจำเป็นต้องยกระดับการอนุรักษ์อย่างจริงจัง

ความสำคัญของวันอนุรักษ์ควายไทยไม่ได้อยู่เพียงการยกย่องสัตว์เลี้ยงพื้นบ้านชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการรำลึกถึง “ควายไทย” ในฐานะสัตว์ที่เคยเป็นแรงงานหลักของสังคมเกษตรไทยมาอย่างยาวนาน ก่อนยุคเครื่องจักร คนไทยใช้ควายไถนา ลากเกวียน ขนของ และช่วยงานในไร่นาแทบทุกขั้นตอน ทำให้ควายกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจชนบท วิถีชีวิต และความทรงจำร่วมของสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง

หากมองย้อนกลับไปในอดีต ควายไทยไม่ได้เป็นเพียง “สัตว์ใช้งาน” แต่เป็นเหมือนสมาชิกของครอบครัวเกษตรกร หลายชุมชนเติบโตมาพร้อมกับภาพควายลงนาในฤดูเพาะปลูก ใช้แรงกายแทนเครื่องยนต์ และมีบทบาทสำคัญต่อการผลิตอาหารของประเทศในยุคที่ยังไม่มีเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ ความอดทนของควายไทยต่อแดด ร้อน และสภาพงานหนัก ทำให้มันเป็นกำลังสำคัญของชนบทไทยมาเป็นเวลาหลายชั่วคน

อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคเกษตรเครื่องจักร บทบาทของควายไทยก็ค่อย ๆ ลดลงตามไปด้วย ภาครัฐระบุว่า ความต้องการใช้ควายไทยลดน้อยลง ขณะที่การเลี้ยงควายก็ไม่ได้รับการเอาใจใส่มากเท่าที่ควร ส่งผลให้จำนวนควายไทยลดลงอย่างมาก การกำหนดวันอนุรักษ์ควายไทยจึงมีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งการลดลงนี้ และปลุกให้สังคมกลับมาเห็นว่าควายไทยยังมีคุณค่า ทั้งในฐานะทรัพยากรชีวภาพและในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ.

อีกประเด็นสำคัญคือ เหตุผลที่เลือกวันที่ 14 พฤษภาคม แหล่งข้อมูลของ ONEP และกรมปศุสัตว์ระบุตรงกันว่า วันที่นี้เกี่ยวเนื่องกับวันที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชกระแสรับสั่งเรื่องหลักการดำเนิน โครงการธนาคารโค-กระบือ เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2523 ซึ่งต่อมากลายเป็นหลักคิดสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรและอนุรักษ์โค-กระบือไทยควบคู่กันไป

ในแง่นี้ วันอนุรักษ์ควายไทยจึงไม่ได้มีความหมายแค่การระลึกถึงอดีต แต่ยังเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องการพัฒนาชนบทและการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรด้วย เพราะโครงการธนาคารโค-กระบือมีเป้าหมายให้เกษตรกรที่ขาดแคลนได้มีสัตว์ใช้งานหรือสัตว์เลี้ยงเพื่อการประกอบอาชีพ เป็นทั้งมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการรักษาทรัพยากรพื้นถิ่นไปพร้อมกัน

ควายไทยยังมีความสำคัญในอีกมิติหนึ่ง คือด้าน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการอนุรักษ์พันธุกรรมสัตว์พื้นเมือง ภาครัฐชี้ว่า การลดลงของควายไทยไม่เพียงกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน แต่ยังหมายถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพยากรชีวภาพที่มีเอกลักษณ์ของประเทศ การอนุรักษ์ควายไทยจึงเป็นทั้งการรักษาพันธุ์สัตว์ท้องถิ่น การคงสมดุลของระบบนิเวศบางส่วน และการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางการเกษตรที่ผูกพันกับควายมาอย่างยาวนาน

ทุกวันนี้ แม้ควายไทยจะไม่ใช่กำลังหลักในนาเหมือนอดีต แต่วันอนุรักษ์ควายไทยยังมีบทบาทสำคัญในการทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ลืมว่า สัตว์ชนิดนี้เคยมีคุณูปการอย่างมหาศาลต่อการสร้างฐานอาหารและเศรษฐกิจชนบทของประเทศ หลายหน่วยงานจึงใช้วันที่ 14 พฤษภาคมในการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ รณรงค์ให้คนเห็นคุณค่าของควายไทย และสนับสนุนการเลี้ยงควายอย่างยั่งยืนในระดับชุมชน

ดังนั้น 14 พฤษภาคม “วันอนุรักษ์ควายไทย” จึงไม่ใช่เพียงวันสำคัญเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นวันที่เตือนให้คนไทยหันกลับมามอง “ควายไทย” ในฐานะสัตว์คู่บ้านคู่ทุ่ง ผู้เคยเป็นแรงหลักในการดำรงชีพของสังคมเกษตรไทย และเป็นวันที่ย้ำว่า การอนุรักษ์ควายไทยไม่ใช่เรื่องของอดีตเพียงอย่างเดียว หากคือการรักษาทั้งมรดกทางวัฒนธรรม ทรัพยากรชีวภาพ และรากฐานทางประวัติศาสตร์ของชนบทไทยไว้ให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต

ที่มา : https://www.onep.go.th/14-%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2/

15 พฤษภาคม 2394 จุดเริ่มต้นของสยามในโลกยุคใหม่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่สยามเริ่มต้นรัชสมัยแห่งการเรียนรู้และการเปลี่ยนผ่าน

15 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เปิดรัชสมัยสำคัญแห่งการเปลี่ยนผ่านของสยาม

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงประกอบ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก อย่างเป็นทางการ ภายหลังเสด็จขึ้นครองราชย์ในปีเดียวกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพระราชพิธีสำคัญตามราชประเพณีเท่านั้น แต่ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของรัชสมัยที่มีผลอย่างลึกซึ้งต่อการเปลี่ยนผ่านของสยามในศตวรรษที่ 19 ทั้งด้านการเมือง การทูต ศาสนา วิทยาศาสตร์ และความสัมพันธ์กับโลกตะวันตก

รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระราชประวัติแตกต่างจากกษัตริย์หลายพระองค์ก่อนหน้าอย่างมาก เพราะก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชนานถึง 27 ปี และระหว่างเวลานั้นได้ทรงศึกษาพระพุทธศาสนา ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และองค์ความรู้จากโลกตะวันตกอย่างกว้างขวาง ทำให้เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ทรงมีพระราชวิสัยทัศน์กว้างไกลและพร้อมนำสยามให้ปรับตัวเข้ากับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2394 จึงมีความสำคัญในฐานะ “พิธีเปิดรัชสมัย” ของกษัตริย์ผู้จะกลายเป็นหนึ่งในผู้วางรากฐานความทันสมัยให้สยาม กรมศิลปากรอธิบายว่า พระราชพิธีดังกล่าวเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ และสัมพันธ์กับพระราชพิธีตามโบราณราชประเพณีซึ่งสืบทอดมายาวนาน ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในบ้านเมืองภายใต้พระราชอำนาจของพระองค์

หากมองในบริบทของโลกช่วงนั้น สยามกำลังเผชิญแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกอย่างหนัก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายแห่งเริ่มตกอยู่ภายใต้อำนาจของอังกฤษและฝรั่งเศสโดยตรง การขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 4 จึงเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่สยามจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาเอกราชของบ้านเมือง พระองค์ทรงเลือกแนวทางที่สำคัญมาก คือการเปิดรับความรู้สมัยใหม่ การเจรจากับต่างชาติ และการแสดงให้โลกเห็นว่าสยามเป็นรัฐที่มีอารยธรรม มีระบบ และพร้อมพัฒนาให้ทัดเทียมนานาประเทศ

หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญที่สุดของรัชกาลที่ 4 หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คือการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างยืดหยุ่นและมีเหตุผล พระองค์ทรงเปิดประตูให้สยามมีความสัมพันธ์กับตะวันตกมากขึ้น และทรงใช้การทูตเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเอกราชของราชอาณาจักร เหตุการณ์สำคัญอย่างการทำ สนธิสัญญาเบาว์ริง กับอังกฤษในปี 2398 แม้มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจและกฎหมายของสยาม แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ทำให้สยามสามารถประคองตนอยู่ท่ามกลางแรงกดดันของจักรวรรดินิยมได้

ในอีกด้านหนึ่ง รัชกาลที่ 4 ยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในเรื่อง วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ พระองค์ทรงศึกษาวิชาดาราศาสตร์อย่างจริงจัง และต่อมาได้รับการยกย่องจากนานาชาติจากการคำนวณและพยากรณ์สุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำ เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า รัชกาลที่ 4 มิได้ทรงมององค์ความรู้ตะวันตกเป็นภัยคุกคาม แต่ทรงเลือกเรียนรู้และใช้วิทยาการเหล่านั้นเพื่อยกระดับบ้านเมืองและยืนยันศักยภาพของสยามในสายตาชาวโลก

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในด้านพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการวางรากฐาน คณะธรรมยุติกนิกาย และการเน้นการศึกษาพระไตรปิฎกอย่างเคร่งครัด ความรู้ทางศาสนาที่พระองค์สั่งสมมาตลอดช่วงเวลาที่ทรงผนวช ทำให้รัชกาลของพระองค์ไม่ใช่เพียงยุคแห่งการเปิดรับตะวันตก แต่ยังเป็นยุคที่มีการจัดระเบียบและทบทวนพุทธศาสนาในสยามอย่างจริงจังด้วย

ดังนั้น พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 จึงไม่ใช่แค่พิธีตามราชประเพณีเพื่อรับรองสถานะพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ แต่คือการเปิดฉากของรัชสมัยที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งต่อทิศทางของประเทศ รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นผู้วางสะพานเชื่อมระหว่าง “สยามแบบเดิม” กับ “สยามในโลกสมัยใหม่” และหลายสิ่งที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ก็ได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญให้การปฏิรูปประเทศขยายผลอย่างเด่นชัดยิ่งขึ้นในรัชกาลที่ 5 ต่อมา

เมื่อมองย้อนกลับจากปัจจุบัน “วันนี้ในอดีต 15 พฤษภาคม 2394” จึงเป็นวันที่คนไทยควรรำลึกในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเริ่มต้นรัชสมัยซึ่งนำสยามให้รู้จักการปรับตัว การเรียนรู้ และการยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรีท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ที่มา : https://www.finearts.go.th/pranakornkeereemuseum/view/36369-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A9%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%94?

16 พฤษภาคม 2558 “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” ละสังขาร ปิดฉากตำนาน “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” พระเถระผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทย แต่ศรัทธาของผู้คนยังไม่เลือนหาย

16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” ละสังขาร ปิดฉากตำนาน “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” พระเถระผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทย

วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 เป็นอีกหนึ่งวันแห่งความอาลัยของคนไทย เมื่อ พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) หรือที่ประชาชนรู้จักกันทั่วประเทศในนาม “หลวงพ่อคูณ” ละสังขารอย่างสงบที่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เวลา 11.45 น. สิริอายุ 92 ปี การจากไปของท่านไม่เพียงเป็นข่าวใหญ่ของวงการพระพุทธศาสนา แต่ยังสะเทือนใจประชาชนทั่วประเทศ เพราะหลวงพ่อคูณคือพระเถระผู้เป็นที่รักและศรัทธาของผู้คนมาหลายทศวรรษอย่างแท้จริง

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 การละสังขารของหลวงพ่อคูณครบรอบ 11 ปี และชื่อของท่านยังคงถูกกล่าวถึงเสมอในฐานะพระเกจิผู้ยิ่งใหญ่แห่งภาคอีสาน ผู้ได้รับสมญาจากสื่อและประชาชนว่า “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” คำเรียกนี้สะท้อนศรัทธาอันมหาศาลที่ผู้คนมีต่อท่าน โดยเฉพาะชาวจังหวัดนครราชสีมาและลูกศิษย์จากทั่วประเทศที่ผูกพันกับชื่อของวัดบ้านไร่และหลวงพ่อคูณมาอย่างยาวนาน

หลวงพ่อคูณเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2466 ที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ในครอบครัวชาวไร่ชาวนา และอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2487 ได้รับฉายาว่า “ปริสุทฺโธ” ก่อนจะเติบโตขึ้นเป็นพระผู้มีชื่อเสียงอย่างสูงจากทั้งการปฏิบัติธรรม วิชาคาถาอาคม และการเป็นพระนักพัฒนาที่ลงมือช่วยเหลือชุมชนอย่างจริงจังตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ

สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อคูณแตกต่างจากพระเกจิทั่วไป คือท่านไม่ได้เป็นเพียงพระที่ผู้คนเคารพบูชาทางจิตใจ แต่ยังเป็นพระผู้มีบทบาทเด่นในด้าน สาธารณประโยชน์ อย่างกว้างขวาง หลวงพ่อคูณมีชื่อเสียงในการบริจาคทรัพย์เพื่อสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล อาคารเรียน อาคารแพทย์ กุฏิ ศาลา และสาธารณูปโภคจำนวนมากทั่วประเทศ จนหลายคนจดจำท่านในฐานะพระที่ “ให้” อย่างไม่เลือกยากดีมีจน.
ชื่อเสียงของหลวงพ่อคูณยังขยายกว้างจากคำสอนที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และเข้าถึงคนธรรมดาได้ง่าย ท่านกลายเป็นพระที่ไม่ได้มีอิทธิพลเฉพาะในหมู่ชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังได้รับความเคารพจากคนทุกชนชั้น ทั้งนักธุรกิจ ข้าราชการ นักการเมือง ศิลปิน นักกีฬา และประชาชนทั่วไป ทำให้วัดบ้านไร่กลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาใหญ่ของประเทศในยุคหนึ่งอย่างแท้จริง

เมื่อท่านละสังขารในวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 บรรยากาศทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและทั่วประเทศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า สื่อไทยรายงานตรงกันว่ามีประชาชนจำนวนมากติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดและหลั่งไปร่วมแสดงความอาลัย เพราะการจากไปของหลวงพ่อคูณถูกมองว่าเป็นการสิ้นสุดยุคของพระเถระผู้ยิ่งใหญ่รูปหนึ่ง ที่ยืนอยู่กลางความศรัทธาของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การละสังขารของหลวงพ่อคูณมีความหมายมาก คือท่านไม่เพียงเป็นพระผู้มีชื่อเสียง แต่เป็น “สัญลักษณ์” ของความหวังและแรงใจของผู้คนจำนวนมหาศาล ในสายตาของศิษยานุศิษย์ หลวงพ่อคูณคือพระที่เข้าถึงง่าย เมตตา พูดตรง ทำจริง และใช้ชื่อเสียงที่มีเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง จึงไม่น่าแปลกที่แม้หลังท่านละสังขาร ชื่อของท่านยังคงถูกกล่าวถึงด้วยความอาลัยและศรัทธาอย่างสม่ำเสมอ

ในทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาไทย หลวงพ่อคูณจึงเป็นมากกว่าพระเกจิผู้โด่งดัง แต่เป็นพระเถระที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับสังคมไทยยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน ท่านเป็นทั้งพระนักพัฒนา พระนักเมตตา และพระผู้มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมอย่างสูง ชีวิตของท่านแสดงให้เห็นว่า ศรัทธาของประชาชนสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังเพื่อการศึกษา การแพทย์ และการพัฒนาสาธารณะได้จริง

ดังนั้น วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 จึงไม่ใช่เพียงวันละสังขารของพระรูปหนึ่ง แต่เป็นวันแห่งการปิดฉากตำนานของ “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” พระเถระผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” และเป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทยทั้งประเทศ แม้ร่างกายของท่านจะล่วงลับไป แต่คุณูปการ คำสอน และความทรงจำที่ผู้คนมีต่อท่านยังคงอยู่ในสังคมไทยอย่างไม่เสื่อมคลาย

ที่มา : https://www.bangkokpost.com/thailand/general/563319/luang-phor-khoon-dies-at-92?

17 พฤษภาคม 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทรงเปิด “เขื่อนภูมิพล” อย่างเป็นทางการ จุดเริ่มต้นพลังงานน้ำไทย หมุดหมายสำคัญของการพัฒนาพลังงานและแหล่งน้ำไทย

วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก อย่างเป็นทางการ พร้อมทรงกดปุ่มขนานเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ 1 เข้าระบบ นับเป็นหมุดหมายสำคัญของทั้งการผลิตไฟฟ้า การจัดการน้ำ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยในยุคสมัยใหม่

เขื่อนภูมิพลมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยระบุว่าเป็น เขื่อนอเนกประสงค์ขนาดใหญ่แห่งแรกของไทย และเดิมมีชื่อว่า “เขื่อนยันฮี” ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานพระปรมาภิไธยให้ใช้ชื่อว่า “เขื่อนภูมิพล” ซึ่งเป็นชื่อที่คนไทยรู้จักมาจนถึงปัจจุบัน

ความสำคัญของการเสด็จฯ เปิดเขื่อนในวันที่ 17 พฤษภาคม 2507 จึงไม่ได้อยู่แค่พิธีเปิดอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการเปิดใช้งานโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่มีผลต่อชีวิตผู้คนอย่างกว้างขวาง เขื่อนภูมิพลถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับทั้ง การผลิตกระแสไฟฟ้า, การชลประทาน, การบรรเทาอุทกภัย, การผลักดันน้ำเค็ม, การประมง, และ การคมนาคมทางน้ำ ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งหมายความว่าเขื่อนแห่งนี้มีบทบาททั้งทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในหลายจังหวัด

ในเชิงประวัติศาสตร์พลังงาน เขื่อนภูมิพลถือเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ของไทย ข้อมูลของ กฟผ. ระบุว่า หลังพิธีเปิดและการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ 1 เขื่อนภูมิพลก็เริ่มทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อจ่ายพลังงานให้ภาคเหนือและภาคกลาง และกลายเป็นฐานสำคัญของระบบไฟฟ้าประเทศในช่วงที่ไทยกำลังขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

หากมองในภาพใหญ่ เขื่อนภูมิพลสะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐไทยในยุคนั้นที่มอง “น้ำ” เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นฐานของการเกษตร พลังงาน และความมั่นคงของบ้านเมือง เขื่อนแห่งนี้ตั้งอยู่บนลำน้ำปิง ซึ่งเป็นสาขาหลักสายหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา จึงมีผลโดยตรงต่อการบริหารน้ำของพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางในระยะยาว

ในด้านการเกษตร เขื่อนภูมิพลช่วยเก็บกักน้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกในพื้นที่ชลประทานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวสำคัญของประเทศ บทบาทนี้ทำให้เขื่อนไม่ได้เป็นเพียงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเสถียรภาพด้านอาหารและรายได้ของเกษตรกรไทยในระยะยาวด้วย

ในด้านการป้องกันภัยพิบัติ เขื่อนภูมิพลยังมีหน้าที่สำคัญในการชะลอและควบคุมปริมาณน้ำหลากในฤดูฝน ลดผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะเดียวกันในฤดูแล้ง เขื่อนก็ช่วยระบายน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม และสนับสนุนการอุปโภคบริโภคของประชาชน จึงอาจกล่าวได้ว่าเขื่อนแห่งนี้เป็นทั้ง “แหล่งพลังงาน” และ “กลไกบริหารความเสี่ยงของประเทศ” ในเวลาเดียวกัน

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญคือ เขื่อนภูมิพลกลายเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาแบบสมัยใหม่ของไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่รวมทั้งวิศวกรรม การบริหารจัดการน้ำ และการผลิตไฟฟ้าเข้าไว้ด้วยกัน การเปิดเขื่อนโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในปี 2507 จึงเป็นภาพแทนของยุคที่ไทยกำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของประเทศอย่างจริงจัง

เมื่อมองย้อนกลับจากปัจจุบัน เหตุการณ์วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 จึงไม่ใช่เพียงวันเปิดเขื่อนแห่งหนึ่ง แต่เป็นวันประวัติศาสตร์ของการพัฒนาทรัพยากรน้ำและพลังงานไทย วันที่เขื่อนภูมิพลเริ่มทำหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบในฐานะเขื่อนอเนกประสงค์ขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศ และกลายเป็นมรดกสำคัญของการพัฒนาไทยที่ยังคงส่งผลต่อชีวิตผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้

ที่มา : https://www.egat.co.th/home/en/bhumibol-dm/?

19 พฤษภาคม 2466 พระเกียรติคุณไม่สิ้นสูญ วันสิ้นพระชนม์ “กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” ชาวไทยถือว่าวันนี้ของทุกปีเป็นวัน “วันอาภากร” วันแห่งการรำลึกถึงพระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย

19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 วันสิ้นพระชนม์ “กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” วันอาภากร วันแห่งการรำลึกถึงพระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย

วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 เป็นวันสิ้นพระชนม์ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ได้รับการเทิดทูนอย่างสูงในฐานะ “องค์บิดาของทหารเรือไทย” และเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย ด้วยเหตุนี้ กองทัพเรือและประชาชนไทยจึงถือเอาวันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปีเป็น “วันอาภากร” เพื่อรำลึกถึงพระเกียรติคุณและพระกรณียกิจของพระองค์

พระองค์ทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2423 ในพระบรมมหาราชวัง เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 28 ในรัชกาลที่ 5 และเป็นพระโอรสองค์แรกในเจ้าจอมมารดาโหมด กองทัพเรือระบุว่าพระองค์ทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่สำเร็จการศึกษาวิชาทหารเรือจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้พระองค์นำองค์ความรู้ด้านการทหารเรือสมัยใหม่กลับมาพัฒนากองทัพเรือไทยในเวลาต่อมา

สิ่งที่ทำให้กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้รับการยกย่องสูงสุด ไม่ได้อยู่เพียงพระอิสริยยศ หากแต่อยู่ที่พระราชกรณียกิจด้านการวางรากฐานกิจการทหารเรือของไทยอย่างจริงจัง กองทัพเรือระบุว่าพระองค์ทรงมีพระประสงค์แน่วแน่ที่จะฝึกให้ทหารเรือไทยสามารถเดินเรือทะเลได้อย่างชาวต่างประเทศ และสามารถรบทางเรือได้ด้วยตนเอง เพราะในอดีตสยามยังต้องพึ่งชาวต่างชาติในหลายตำแหน่งสำคัญ พระองค์จึงทรงทุ่มเทกำลังพระวรกายและสติปัญญาเพื่อยกระดับทัพเรือไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากล

หนึ่งในพระกรณียกิจที่โดดเด่นที่สุดคือการพัฒนาการศึกษาทหารเรือ พระองค์ทรงปรับปรุงโรงเรียนนายเรืออย่างจริงจัง ทั้งด้านหลักสูตร วินัย และการฝึกภาคปฏิบัติ กองทัพเรือบันทึกว่า พระองค์ทรงเป็นครูสอนนักเรียนนายเรือด้วยพระองค์เอง และทรงริเริ่มระบบการบังคับบัญชาแบบเรือรบ โดยให้นักเรียนชั้นสูงบังคับบัญชาชั้นรองลงมา นอกจากนี้ยังทรงเพิ่มวิชาสำคัญสำหรับชาวเรือ เช่น การเดินเรือ ดาราศาสตร์ ตรีโกณมิติ อุทกศาสตร์ เรขาคณิต และพีชคณิต เพื่อให้ทหารเรือไทยสามารถเดินเรือไกลในทะเลน้ำลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพการเดินเรือจริงของกองทัพเรือไทย กองทัพเรือระบุว่าในปี พ.ศ. 2462 พระองค์ทรงนำ เรือหลวงพระร่วง จากประเทศอังกฤษเข้ามายังกรุงเทพฯ ด้วยพระองค์เอง นับเป็นครั้งแรกที่นายทหารเรือไทยสามารถเดินเรือไกลข้ามทวีปได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นบทพิสูจน์ว่าทหารเรือไทยสามารถก้าวพ้นการพึ่งพาต่างชาติและยืนหยัดด้วยความสามารถของตนเองได้แล้ว

อีกพระกรณียกิจสำคัญคือการผลักดันให้ พระราชวังเดิม กลายเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 ซึ่งกองทัพเรือยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่แสดงถึงพระวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาและการสร้างกำลังพลของทหารเรือไทยอย่างเป็นรูปธรรม พระองค์มิได้เพียงวางหลักการ แต่ทรงผลักดันให้เกิดโครงสร้างที่จำเป็นต่อการพัฒนาทัพเรือในระยะยาว

นอกจากบทบาทด้านการทหารแล้ว พระองค์ยังได้รับความเคารพจากประชาชนอย่างกว้างขวางในอีกสถานะหนึ่ง คือการเป็นผู้มีความรู้ด้านการแพทย์แผนโบราณและการช่วยเหลือประชาชนยามเจ็บป่วย จนผู้คนเรียกขานกันอย่างใกล้ชิดว่า “หมอพร” และ “เสด็จเตี่ย” กองทัพเรือระบุชัดว่าพระองค์ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พระองค์ไม่เพียงเป็นบุคคลสำคัญของกองทัพเรือ แต่ยังเป็นที่รักของประชาชนทั่วไปอย่างลึกซึ้ง

ด้วยพระเกียรติคุณและพระกรณียกิจที่กว้างขวางเช่นนี้ วันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี จึงถูกกำหนดให้เป็น วันอาภากร เพื่อเทิดทูน เผยแพร่พระเกียรติคุณ และแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ กองทัพเรือใช้วันนี้เป็นวันสำคัญในการประกอบพิธีวางพวงมาลา บำเพ็ญกุศล อ่านประกาศพระเกียรติคุณ และจัดกิจกรรมรำลึกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นสถานที่สิ้นพระชนม์และเป็นพื้นที่สำคัญในความทรงจำของประชาชนที่เคารพศรัทธาพระองค์

หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ “วันอาภากร” จึงไม่ใช่เพียงวันรำลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของเจ้านายพระองค์หนึ่ง แต่เป็นวันแห่งการระลึกถึง ผู้วางรากฐานกองทัพเรือไทยสมัยใหม่ ผู้ทำให้ทัพเรือไทยมีระเบียบแบบแผน มีการศึกษา มีการฝึกกำลังพล และมีศักดิ์ศรีทัดเทียมอารยประเทศ พระองค์ทรงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างกองทัพเรือแบบดั้งเดิมกับกองทัพเรือสมัยใหม่อย่างแท้จริง

ในอีกด้านหนึ่ง ความที่ประชาชนจำนวนมากเรียกพระองค์ว่า “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” หรือยกย่องอย่างสูงในฐานะสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ สะท้อนว่าอิทธิพลของพระองค์ไม่ได้จำกัดอยู่ในกรอบของราชการหรือทหารเรือเท่านั้น แต่ขยายไปสู่ระดับความศรัทธาทางสังคมและวัฒนธรรมด้วย ชื่อของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์จึงมีความหมายทั้งในฐานะบุคคลประวัติศาสตร์และในฐานะสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ความเมตตา และความเสียสละ

ดังนั้น วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 จึงเป็นมากกว่าวันสิ้นพระชนม์ หากเป็นวันที่คนไทยร่วมกันน้อมรำลึกถึง กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย ผู้ทรงวางรากฐานสำคัญให้ทัพเรือไทยก้าวสู่ความทันสมัย และผู้ยังคงได้รับการเทิดทูนในหัวใจของทหารเรือและประชาชนไทยตราบจนทุกวันนี้

ที่มา : https://www.acdc.navy.mi.th/ulhrlepia6vj?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top