Tuesday, 21 July 2026
TodaySpecial

25 มิถุนายน 2459 สถานีรถไฟหัวลำโพงเปิดใช้งานวันแรก มรดกทรงคุณค่าจากรากฐานรถไฟหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 ศูนย์กลางรถไฟไทยแห่งประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์ความทันสมัยของสยาม

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การคมนาคมของไทย เมื่อ “สถานีรถไฟกรุงเทพ” หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ “สถานีหัวลำโพง” เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเป็นวันแรก กลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางด้วยรถไฟของประเทศ และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของกรุงเทพมหานครมายาวนานกว่าศตวรรษ

สถานีหัวลำโพงมิได้เป็นเพียงอาคารสถานีรถไฟ หากเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และการคมนาคมที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสยามสู่ความทันสมัย โดยรากฐานของกิจการรถไฟหลวงไทยเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงวางรากฐานการคมนาคมสมัยใหม่ให้แก่ประเทศ ทั้งเพื่อเชื่อมราชธานีกับหัวเมือง ส่งเสริมเศรษฐกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน

การก่อสร้างสถานีรถไฟกรุงเทพหลังใหม่เริ่มขึ้นในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2453 ก่อนจะแล้วเสร็จและเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 โดยในวันเปิดสถานี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทรงประกอบพิธีกดปุ่มสัญญาณไฟฟ้าให้รถไฟขบวนแรกเดินเข้าสู่สถานีกรุงเทพ

สถานีหัวลำโพงถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของกิจการรถไฟ ซึ่งในเวลานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เพราะรถไฟเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คน สินค้า ข่าวสาร และราชการสามารถเคลื่อนย้ายได้รวดเร็วกว่ายุคก่อนหน้า จากเดิมที่การเดินทางระหว่างเมืองต้องอาศัยเรือ เกวียน หรือการเดินทางที่ใช้เวลานาน รถไฟได้เปลี่ยนระยะทางอันห่างไกลให้ใกล้ขึ้น และทำให้เมืองหลวงเชื่อมต่อกับภูมิภาคต่าง ๆ ได้แน่นแฟ้นกว่าเดิม

ตัวอาคารสถานีหัวลำโพงมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมอย่างโดดเด่น ด้วยรูปแบบโดมสไตล์อิตาเลียนผสมศิลปะเรอเนสซองส์ มีลักษณะคล้ายสถานีรถไฟในยุโรป โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยระบุว่าแบบอาคารมีความคล้ายกับสถานีรถไฟเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และวัสดุบางส่วนเป็นวัสดุสำเร็จรูปจากเยอรมนี

จุดเด่นของสถานีหัวลำโพงยังรวมถึงกระจกสี ช่องระบายอากาศ นาฬิกาขนาดใหญ่บริเวณกึ่งกลางยอดโดม และรายละเอียดงานตกแต่งที่ประณีต โดยเฉพาะเพดานไม้สักสลักลายนูน หินอ่อนบริเวณบันไดและเสาอาคาร ซึ่งสะท้อนรสนิยมทางสถาปัตยกรรมในยุคที่สยามกำลังรับอิทธิพลความทันสมัยจากโลกตะวันตก แต่ยังคงปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของบ้านเมือง

ตลอดเวลากว่าร้อยปี สถานีหัวลำโพงทำหน้าที่เป็นประตูการเดินทางของผู้คนจากทุกภูมิภาคเข้าสู่กรุงเทพฯ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางจากเมืองหลวงไปยังหัวเมืองทั่วประเทศ ทั้งสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ ผู้คนจำนวนมากมีความทรงจำกับสถานีแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางกลับบ้าน การจากลา การเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือการเดินทางเพื่อทำงาน ศึกษา และค้าขาย
หัวลำโพงจึงเป็นมากกว่าสถานีรถไฟ แต่เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำของคนไทยหลายรุ่น เสียงประกาศรถไฟ เสียงล้อเหล็กกระทบราง ภาพผู้โดยสารหิ้วกระเป๋า ภาพครอบครัวมารับส่งกันที่ชานชาลา ล้วนทำให้สถานีแห่งนี้มีชีวิต และกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมเมืองไทย

ในเชิงประวัติศาสตร์ สถานีหัวลำโพงสะท้อนพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 5 ในการวางรากฐานความทันสมัยของสยาม แม้ตัวอาคารสถานีจะเปิดใช้งานในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 แต่กิจการรถไฟหลวงและแนวคิดการพัฒนาระบบรางของประเทศมีรากสำคัญมาจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเห็นความสำคัญของรถไฟในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของรัฐสมัยใหม่
รถไฟช่วยให้สยามสามารถรวมศูนย์การบริหารราชการได้มีประสิทธิภาพขึ้น ส่งเสริมการค้า กระตุ้นเศรษฐกิจในหัวเมือง และทำให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกกว่าเดิม การมีสถานีศูนย์กลางอย่างหัวลำโพงจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเครือข่ายคมนาคมที่เชื่อมทั้งประเทศเข้าด้วยกัน

ต่อมา สถานีหัวลำโพงยังได้รับการยกย่องให้เป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และการคมนาคมขนส่ง สมควรแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกของชาติ การรถไฟแห่งประเทศไทยยังระบุว่า สถานีกรุงเทพเป็นสถานที่สำคัญคู่บ้านคู่เมือง และเป็นศูนย์กลางการขนส่งผู้โดยสารทางรถไฟมายาวนาน

แม้บทบาทของสถานีหัวลำโพงจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยมีการปรับเส้นทางการเดินรถและพัฒนาศูนย์กลางคมนาคมแห่งใหม่ แต่คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของหัวลำโพงยังคงอยู่ เพราะสถานีแห่งนี้เป็นหลักฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากสยามยุคเก่าสู่รัฐสมัยใหม่ เป็นพื้นที่ที่เก็บความทรงจำของผู้คน และเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมที่ควรได้รับการดูแลรักษา

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันเปิดใช้งานสถานีรถไฟหัวลำโพงอย่างเป็นทางการ สถานีที่ถือกำเนิดจากรากฐานการพัฒนารถไฟหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 และเปิดบทบาทสำคัญในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ก่อนจะกลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางของคนไทยตลอดเวลากว่าศตวรรษ

หัวลำโพงจึงไม่ใช่เพียงสถานีรถไฟเก่าแก่กลางกรุงเทพฯ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย ความทรงจำ และการเดินทางของชาติไทย เป็นมรดกทรงคุณค่าที่เชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของการคมนาคมไทยไว้บนรางเหล็กสายประวัติศาสตร์

26 มิถุนายน 2329 วันเกิด พระสุนทรโวหาร หรือ “สุนทรภู่” กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จากพระอภัยมณีสู่นิราศภูเขาทอง ผู้สร้างวรรคทองให้คนไทยจดจำไม่รู้ลืม

26 มิถุนายน วันสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก

"แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด เหมือนเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน" โคลงบทนี้หลายๆ คนคงคุ้นหู หรือเคยได้ท่องกันตอนเด็กๆ มาจากเรื่อง "พระอภัยมณี" ตอน พระฤาษีสอนสุดสาคร เกี่ยวกับเรื่องการไว้ใจคน

วันนี้ (26 มิ.ย.) เป็นวันคล้ายวันเกิดของพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) เจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวัง ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีผลงานประพันธ์มากมาย เฉพาะเรื่อง พระอภัยมณี วรรณกรรมชิ้นเอกของท่าน ก็มีความยาวถึง 12,706 บท ถือได้ว่าเป็นกวีนิพนธ์ที่ยาวที่สุดในโลก ในขณะที่บทประพันธ์เรื่องอีเลียต และโอเดดซี ของฝรั่งที่ว่ายาวที่สุด ยังมีเพียง 12,500 บทเท่านั้น เมื่อปี พ.ศ. 2529 ท่านได้รับยกย่องจากยูเนสโก ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก

ในวาระครบรอบ 200 ปีเกิด เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2529 และในปี พ.ศ. 2530 นายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการจัดตั้งสถาบันสุนทรภู่ขึ้น เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับชีวิตและงานของสุนทรภู่ ให้แพร่หลายในหมู่เยาวชนและประชาชนชาวไทยมากยิ่งขึ้น จึงได้กำหนดให้ วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสุนทรภู่

สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 บิดาของท่านเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตามสันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวง อยู่ในพระราชวังหลัง บิดามารดาเลิกร้างกันตั้งแต่สุนทรภู่เกิด บิดาออกไปบวชที่วัดป่า ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดากลับเข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง และได้ถวายตัวเป็นนางนม ของพระธิดาในกรมฯ นั้น

ในปฐมวัยสุนทรภู่ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระราชวังหลัง และได้อาศัยอยู่กับมารดา สุนทรภู่ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลัง และที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักการแต่งกลอน ยิ่งกว่างานอื่น ครั้นรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานขึ้นไว้

เมื่ออายุราว 20 ปี ได้ลอบรักกับหญิงสาวชาววังชื่อ "จันทร์" จึงต้องเวรจำทั้งชายหญิง เมื่อกรมพระราชวังหลัง ทิวงคตจึงพ้นโทษ ต่อมาจึงได้แม่จันทร์เป็นภรรยา แต่อยู่ด้วยกันไม่นานก็เกิดระหองระแหงคงเป็นเพราะสุนทรภู่เมาสุราอยู่เป็นนิตย์

สมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนได้รับแต่งตั้งเป็นขุนสุนทรโวหาร เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ ใกล้ชิด ระยะนี้สุนทรภู่ได้หญิงชาวบางกอกน้อย ชื่อ นิ่ม เป็นภริยาอีกหนึ่งคน ต่อมาในราว พ.ศ. 2364 สุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุรา อาละวาดและทำร้ายท่านผู้ใหญ่ แต่ติดอยู่ไม่นานก็พ้นโทษ เพราะความสามารถในทางกลอนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

สมัยรัชกาลที่ 3 สุนทรภู่ถูกกล่าวหาด้วยเรื่องเสพสุรา และเรื่อง อื่นๆ จึงถูกถอดออกจากตำแหน่งขุนสุนทรโวหาร ต่อมาสุนทรภู่ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) และเดินทางไปจำพรรษาตามวัดต่างๆ และได้รับการอุปการะจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ จนพระองค์ประชวร สิ้นพระชนม์ สุนทรภู่จึงลาสิกขาบท รวมอายุพรรษาที่บวชได้ 10 พรรษา สุนทรภู่ออกมาตกระกำลำบากอยู่พักหนึ่งจึงกลับเข้าไปบวชอีกครั้ง แต่อยู่ได้เพียง 2 พรรษาก็ลาสิกขาบท และถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ณ พระราชวังเดิม รวมทั้งได้อุปการะ จากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกด้วย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่วังหน้า (พระบวรราชวัง) สุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรโวหาร ตำแหน่งเจ้ากรม พระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวัง ในปี พ.ศ. 2394 และรับราชการต่อมาได้ 4 ปี ก็ถึงแก่มรณกรรม ใน พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 69 ปี

ข้อมูล สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/192535?

27 มิถุนายน 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว สยามมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกอย่างเป็นทางการ จุดเริ่มต้นระบอบรัฐธรรมนูญของสยาม

วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระราชทาน “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยาม ภายหลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังคณะราษฎรได้ยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุดของประเทศ การพระราชทานรัฐธรรมนูญในวันที่ 27 มิถุนายน จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีกรอบทางกฎหมายรองรับ และเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญในสยามอย่างเป็นทางการ

ชื่ออย่างเป็นทางการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มีทั้งหมด 39 มาตรา และใช้บังคับจนถึงวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ฉบับถาวรในเวลาต่อมา

สาระสำคัญที่สุดของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้อยู่ที่มาตรา 1 ซึ่งบัญญัติว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ข้อความดังกล่าวถือเป็นถ้อยคำทางการเมืองที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเปลี่ยนหลักการพื้นฐานของรัฐ จากเดิมที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่พระมหากษัตริย์ มาสู่หลักการที่ยืนยันว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร์

นอกจากนี้ ธรรมนูญฉบับชั่วคราวยังวางโครงสร้างผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรไว้ 4 ส่วน ได้แก่ กษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และศาล ซึ่งเป็นการเริ่มกำหนดโครงสร้างอำนาจรัฐในระบบใหม่ โดยให้มีสภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรสำคัญในการควบคุมกิจการของประเทศ และให้คณะกรรมการราษฎรทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน

ในเชิงประวัติศาสตร์ วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นช่วงต่อสำคัญระหว่าง “การยึดอำนาจ” กับ “การจัดระเบียบการปกครองใหม่” เพราะหลังเหตุการณ์ 24 มิถุนายน ประเทศจำเป็นต้องมีหลักกฎหมายรองรับสถานะของสถาบันการเมืองใหม่ ธรรมนูญฉบับชั่วคราวจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมจากระบอบเดิมไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ

แม้ธรรมนูญฉบับนี้จะถูกเรียกว่า “ฉบับชั่วคราว” และมีระยะเวลาบังคับใช้เพียงไม่กี่เดือน แต่ความสำคัญของมันยิ่งใหญ่อย่างมาก เพราะเป็นเอกสารทางกฎหมายฉบับแรกที่ประกาศหลักอำนาจอธิปไตยของราษฎรในสยาม และเป็นจุดเริ่มต้นของสถาบันการเมืองสมัยใหม่ เช่น สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และการใช้อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนความซับซ้อนของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทย เพราะเป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ขณะที่คณะราษฎรก็พยายามวางกติกาใหม่ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ภายหลังการประกาศใช้ธรรมนูญฉบับชั่วคราว ได้มีการจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมการราษฎรขึ้นตามบทบัญญัติของธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่บริหารและวางรากฐานการเมืองรูปแบบใหม่ ก่อนที่ต่อมาจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และประกาศใช้ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ซึ่งภายหลังกลายเป็นวันรัฐธรรมนูญของไทย

ธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2475 จึงเป็นเอกสารที่มีความหมายทั้งในเชิงกฎหมายและเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญในสังคมไทยว่า อำนาจสูงสุดของประเทศควรอยู่ที่ใคร รัฐควรถูกปกครองด้วยกติกาแบบใด และประชาชนควรมีบทบาทอย่างไรในระบอบการเมืองใหม่
แม้เส้นทางประชาธิปไตยไทยหลังจากนั้นจะไม่ได้ราบรื่น และต้องเผชิญทั้งรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง แต่วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ยังเป็นหมุดหมายที่ไม่อาจมองข้าม เพราะเป็นวันที่หลักการรัฐธรรมนูญถูกประกาศใช้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เป็นวันที่สยามมีธรรมนูญการปกครองฉบับแรก และเป็นวันที่แนวคิดเรื่องอำนาจสูงสุดของราษฎรได้รับการบันทึกไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศเป็นครั้งแรก

เหตุการณ์นี้จึงมิใช่เพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมือง แต่เป็นจุดตั้งต้นของการเมืองไทยยุคใหม่ เป็นวันที่รัฐธรรมนูญเริ่มกลายเป็นหัวใจของการปกครอง และเป็นวันที่สยามก้าวเข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

28 มิถุนายน 2475 วันแรกของรัฐสภาไทย จุดเริ่มต้นเสียงผู้แทนราษฎร เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก วันกำเนิด “รัฐสภาไทย” หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอ

วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะเป็นวันที่มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของประเทศ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475

การประชุมครั้งแรกนี้จัดขึ้นเวลา 14.00 น. ณ ห้องโถงชั้นบนของพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยมีการจัดห้องประชุมในลักษณะครึ่งวงกลมตามระนาบพื้นห้อง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรระบุว่า การประชุมในวันดังกล่าวถือเป็น “วันก่อกำเนิดรัฐสภาไทย” มาจนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เกิดขึ้นเพียง 4 วันหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกจึงเป็นการเริ่มต้นให้โครงสร้างการเมืองแบบใหม่มีสถาบันฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่อย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 ได้บัญญัติให้มี “สภาผู้แทนราษฎร” เป็นองค์กรสำคัญในการใช้อำนาจแทนราษฎร การประชุมสภาครั้งแรกจึงมีความหมายมากกว่าการประชุมตามพิธีการ เพราะเป็นการประกาศให้เห็นว่า ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ระบบการเมืองที่มีสภาเป็นกลไกสำคัญในการออกกฎหมายและบริหารบ้านเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในการประชุมครั้งนั้น หลวงประดิษฐมนูธรรม หรือ ปรีดี พนมยงค์ ได้อ่านรายนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว ซึ่งมาจากการแต่งตั้งจำนวน 70 คน และเป็นผู้นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุม จากนั้น เจ้าพระยามหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร ได้อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาอ่านเปิดประชุม

ที่ประชุมในวันนั้นยังมีมติสำคัญหลายประการ ได้แก่ การเลือกเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรก เห็นชอบให้หลวงประดิษฐมนูธรรมเป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนแรก และมีมติเลือกพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นประธานกรรมการราษฎร ซึ่งถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย
ด้วยเหตุนี้ วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นวันที่สถาบันสำคัญหลายส่วนของการเมืองไทยยุคใหม่เริ่มก่อรูปขึ้นพร้อมกัน ทั้งสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายบริหารในรูปคณะกรรมการราษฎร

พระที่นั่งอนันตสมาคมจึงมีสถานะสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะเป็นสถานที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก และถือเป็นอาคารรัฐสภาแห่งแรกของประเทศไทย สถานที่แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมสำคัญของกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นระบอบรัฐสภาไทย
การเปิดประชุมสภาครั้งแรกยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของระบอบใหม่ว่า อำนาจรัฐไม่ควรถูกใช้โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ควรมีสถาบันที่ทำหน้าที่แทนประชาชน ตรวจสอบ ถ่วงดุล และกำหนดกฎหมายเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง แม้สมาชิกสภาชุดแรกยังมาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกของการสร้างระบบผู้แทนในประเทศไทย

ตลอดเวลาหลังจากนั้น รัฐสภาไทยได้เปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางการเมือง ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยเดินหน้า ช่วงเวลาที่เกิดรัฐประหาร การประกาศใช้รัฐธรรมนูญหลายฉบับ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบสภาหลายยุคหลายสมัย แต่หลักการพื้นฐานของรัฐสภายังคงเป็นการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ออกกฎหมาย ตรวจสอบฝ่ายบริหาร และเป็นเวทีสะท้อนเสียงของประชาชน
วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันกำเนิดรัฐสภาไทย วันที่สภาผู้แทนราษฎรประชุมเป็นครั้งแรก และเป็นวันที่แนวคิดเรื่อง “ผู้แทนราษฎร” เริ่มมีสถานะในโครงสร้างการปกครองของประเทศอย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์นี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญว่า การเมืองในระบอบรัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเพียงวันเดียว แต่ต้องอาศัยสถาบัน กติกา และบุคคลที่ทำหน้าที่ตามระบบอย่างต่อเนื่อง การประชุมสภาครั้งแรกจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางยาวไกลของรัฐสภาไทย ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน

28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงไม่ใช่เพียงวันประชุมสภานัดแรก แต่เป็นวันที่สยามเริ่มมีรัฐสภาเป็นสถาบันหลักของระบอบการเมืองใหม่ เป็นวันที่พระที่นั่งอนันตสมาคมกลายเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐสภาไทย และเป็นวันที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยก้าวเข้าสู่ยุคของผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ

30 มิถุนายน ของทุกปี วันโซเชียลมีเดีย Social Media Day พลังปลายนิ้วในยุคดิจิทัล โลกทบทวนพลังและความรับผิดชอบของการสื่อสารออนไลน์ สะท้อนพลังการสื่อสารที่เชื่อมโลกทั้งใบไว้บนหน้าจอ

วันที่ 30 มิถุนายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันโซเชียลมีเดีย” หรือ Social Media Day เพื่อสะท้อนความสำคัญของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการสื่อสารของผู้คนทั่วโลก ทั้งในด้านการเชื่อมโยงผู้คน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การสร้างชุมชนออนไลน์ การทำธุรกิจ การศึกษา การเมือง วัฒนธรรม และการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม

วันโซเชียลมีเดียเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2010 โดย Mashable เว็บไซต์ข่าวด้านเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล เพื่อยกย่องบทบาทของโซเชียลมีเดียที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีการสื่อสารของมนุษย์ และทำให้ผู้คนจากต่างพื้นที่ ต่างภาษา และต่างวัฒนธรรมสามารถเชื่อมต่อกันได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น

จากเดิมที่การสื่อสารระหว่างผู้คนต้องอาศัยจดหมาย โทรศัพท์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ โซเชียลมีเดียได้เปลี่ยนภูมิทัศน์การสื่อสารไปอย่างสิ้นเชิง เพราะทุกคนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสารอีกต่อไป แต่สามารถเป็นผู้ผลิตเนื้อหา ผู้เผยแพร่ข่าวสาร ผู้แสดงความคิดเห็น และผู้สร้างกระแสสังคมได้ด้วยตนเอง
แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, X, Instagram, TikTok, YouTube, LINE และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมหาศาลทั่วโลก ผู้คนใช้โซเชียลมีเดียในการติดต่อครอบครัว ติดตามข่าวสาร เรียนรู้สิ่งใหม่ สร้างตัวตน ทำธุรกิจ ขายสินค้า สร้างแบรนด์ส่วนตัว และร่วมแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสำคัญของสังคม

ความสำคัญของโซเชียลมีเดียอยู่ที่ความเร็วและการเข้าถึง ข่าวสารที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวันในการแพร่กระจาย ปัจจุบันสามารถส่งต่อไปทั่วโลกได้ภายในไม่กี่วินาที เหตุการณ์สำคัญ ภัยพิบัติ วิกฤตการณ์ หรือประเด็นสาธารณะสามารถถูกเผยแพร่และรับรู้ได้แบบเรียลไทม์ ทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของการสื่อสารยุคใหม่

ในด้านธุรกิจ โซเชียลมีเดียได้เปลี่ยนวิธีการตลาดและการขายอย่างมาก ธุรกิจขนาดใหญ่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสื่อสารกับลูกค้า สร้างแบรนด์ และวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถใช้โซเชียลมีเดียเป็นหน้าร้าน สร้างรายได้ และเข้าถึงลูกค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทุนมหาศาลเหมือนในอดีต

ในด้านสังคม โซเชียลมีเดียเปิดพื้นที่ให้เสียงของคนธรรมดาถูกได้ยินมากขึ้น ผู้คนสามารถรวมตัวกันผ่านแฮชแท็ก แคมเปญออนไลน์ หรือชุมชนดิจิทัล เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หรือผลักดันประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจ

อย่างไรก็ตาม พลังของโซเชียลมีเดียมาพร้อมความท้าทายสำคัญ ทั้งข่าวปลอม การบิดเบือนข้อมูล การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ การละเมิดความเป็นส่วนตัว วาทกรรมเกลียดชัง ภัยหลอกลวงทางไซเบอร์ และผลกระทบต่อสุขภาพจิต การใช้โซเชียลมีเดียจึงต้องอาศัยทั้งวิจารณญาณ ความรับผิดชอบ และความรู้เท่าทันสื่อ

วันโซเชียลมีเดียจึงไม่ใช่เพียงวันเฉลิมฉลองเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่เป็นวันที่ชวนให้ผู้คนทั่วโลกทบทวนว่า เรากำลังใช้สื่อออนไลน์อย่างไร เราแชร์ข้อมูลด้วยความรับผิดชอบหรือไม่ เราเคารพผู้อื่นในพื้นที่ดิจิทัลมากพอหรือยัง และเราสามารถทำให้โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่สร้างสรรค์ ปลอดภัย และมีประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร

ในยุคที่โลกออนไลน์และโลกจริงเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก โซเชียลมีเดียจึงเป็นทั้งเครื่องมือ โอกาส และความรับผิดชอบของผู้ใช้ทุกคน เพราะทุกการโพสต์ ทุกการแชร์ และทุกความคิดเห็น ล้วนมีผลต่อผู้อื่นและต่อสังคมในวงกว้าง

30 มิถุนายน วันโซเชียลมีเดีย จึงเป็นวันที่สะท้อนพลังของการสื่อสารยุคดิจิทัล วันที่โลกทั้งใบสามารถเชื่อมถึงกันได้ผ่านปลายนิ้ว และเป็นวันที่เตือนให้ทุกคนใช้พื้นที่ออนไลน์อย่างมีสติ สร้างสรรค์ และรับผิดชอบต่อสังคม

1 กรกฎาคม 2454 รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา “กิจการลูกเสือไทย” วางรากฐานเยาวชนให้มีวินัย เสียสละ และรับใช้ชาติ เพื่อปลูกฝังวินัยและความรับผิดชอบ จุดเริ่มต้นขบวนการเยาวชนเพื่อชาติ

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาและการพัฒนาเยาวชนไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา “กิจการลูกเสือไทย” ขึ้นอย่างเป็นทางการ นับเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการลูกเสือในประเทศไทย และทำให้วันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี ถูกยึดถือเป็น “วันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ” หรือ “วันลูกเสือไทย”

กิจการลูกเสือไทยถือกำเนิดขึ้นจากพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงเห็นความสำคัญของการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น และพร้อมทำประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมือง พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า การพัฒนาประเทศมิได้ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่หรือข้าราชการเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการสร้างเยาวชนให้มีคุณภาพตั้งแต่วัยเรียน

ก่อนการสถาปนากิจการลูกเสือไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มกิจการ “เสือป่า” เพื่อฝึกอบรมประชาชนผู้ใหญ่ให้มีความรักชาติ มีวินัย และพร้อมป้องกันประเทศ ต่อมาพระองค์ทรงเห็นว่าเด็กชายและเยาวชนก็ควรได้รับการฝึกฝนในแนวทางเดียวกัน เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่มีความรู้ ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม จึงทรงพระราชทานกำเนิดกิจการลูกเสือไทยขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454

ลูกเสือไทยจึงมิใช่เพียงกิจกรรมเสริมในโรงเรียน แต่เป็นระบบการฝึกอบรมเยาวชนที่มุ่งสร้างคุณลักษณะสำคัญของพลเมือง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น หลักของลูกเสือเน้นให้เยาวชนรู้จักพึ่งตนเอง มีระเบียบ เคารพกฎกติกา กล้าหาญ ซื่อสัตย์ อดทน และทำความดีเพื่อประโยชน์ของสังคม

กิจกรรมลูกเสือยังช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านการฝึกทักษะชีวิต การเดินทางไกล การอยู่ค่ายพักแรม การทำงานเป็นหมู่คณะ การช่วยเหลือผู้อื่น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการฝึกความเป็นผู้นำ สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกเสือเป็นมากกว่าการแต่งเครื่องแบบ แต่เป็นกระบวนการสร้างคนให้มีความพร้อมทั้งด้านวินัยและจิตสาธารณะ

ในสมัยเริ่มต้น กิจการลูกเสือไทยได้รับการวางรากฐานให้สอดคล้องกับแนวคิดลูกเสือสากล แต่ก็ปรับให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย โดยเน้นความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความสามัคคี และความเสียสละเพื่อส่วนรวม ลูกเสือจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาไทย และมีบทบาทในการปลูกฝังอุดมการณ์พลเมืองให้แก่เยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง

ตลอดเวลากว่าศตวรรษ กิจการลูกเสือไทยได้ขยายตัวไปทั่วประเทศ ผ่านโรงเรียน สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เด็กและเยาวชนจำนวนมากได้ผ่านการฝึกลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ซึ่งล้วนมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีวินัย รู้จักหน้าที่ และพร้อมช่วยเหลือสังคม

ความสำคัญของลูกเสือยังคงปรากฏในโลกปัจจุบัน แม้สังคมจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล แต่คุณค่าพื้นฐานของลูกเสือ เช่น ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความสามัคคี และการช่วยเหลือผู้อื่น ยังเป็นคุณสมบัติจำเป็นของเยาวชนในทุกยุคสมัย ยิ่งโลกเปลี่ยนเร็วเท่าใด การปลูกฝังหลักคิดเรื่องการพึ่งตนเองและการรับผิดชอบต่อสังคมก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

วันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติ จึงไม่ใช่เพียงวันรำลึกถึงการเริ่มต้นกิจการลูกเสือไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่เตือนให้เห็นถึงบทบาทของการศึกษาในการสร้างพลเมืองที่ดี เพราะอนาคตของชาติไม่ได้เกิดจากความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยคุณธรรม วินัย ความเสียสละ และจิตใจที่พร้อมทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนากิจการลูกเสือไทย อันเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่วางรากฐานการพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม มีระเบียบวินัย และพร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ

กิจการลูกเสือไทยจึงเป็นมรดกทางการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนที่ทรงคุณค่า สืบทอดจากพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 6 มาจนถึงปัจจุบัน และยังคงย้ำเตือนว่า การสร้างชาติที่มั่นคงต้องเริ่มจากการสร้างคนที่มีวินัย มีน้ำใจ และพร้อมรับผิดชอบต่อสังคม

3 กรกฎาคม 2440 รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสรัสเซีย จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ แสดงอำนาจการทูตรักษาเอกราช พระราชไมตรีครองใจจักรพรรดิ์

วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การต่างประเทศของไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินถึงกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก จักรวรรดิรัสเซีย ในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก และการเสด็จฯ ครั้งนี้ได้รับการยึดถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ

การเสด็จประพาสยุโรปของรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2440 เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สยามกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งต่างขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเดินทางเยือนประเทศมหาอำนาจยุโรปจึงมิใช่เพียงการเจริญพระราชไมตรีเท่านั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาเอกราช อธิปไตย และสถานะของสยามบนเวทีโลก

รัสเซียในเวลานั้นเป็นมหาอำนาจสำคัญของยุโรปและเอเชีย การเสด็จฯ เยือนรัสเซียจึงมีความหมายทางการทูตอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงให้ชาติตะวันตกเห็นว่าสยามมีความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่นนอกเหนือจากอังกฤษและฝรั่งเศส และสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างมีดุลยภาพ เพื่อถ่วงดุลแรงกดดันจากเจ้าอาณานิคมในภูมิภาค

ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับราชสำนักรัสเซียมีพื้นฐานจากความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ระหว่างรัชกาลที่ 5 กับสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย โดยก่อนหน้านั้น เมื่อปี พ.ศ. 2434 ขณะยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย พระองค์เคยเสด็จเยือนสยาม และได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญของมิตรภาพระหว่างสองราชสำนัก
แหล่งข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก ระบุว่า ไทยและรัสเซียยึดถือการเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 ระหว่างวันที่ 3–11 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 หรือ ค.ศ. 1897 เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ขณะที่ข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียระบุว่า ระหว่างการเสด็จฯ เยือนรัสเซียในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1897 ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียกับสยามได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ

ในระหว่างการเสด็จฯ เยือนรัสเซีย รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพบสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 และราชสำนักรัสเซียอย่างเป็นทางการ การพบปะครั้งนี้ช่วยเสริมสถานะของสยามในสายตานานาชาติ เพราะสะท้อนให้เห็นว่าสยามมิใช่รัฐเล็กที่ไร้อำนาจต่อรอง หากเป็นประเทศเอกราชที่สามารถเจริญสัมพันธไมตรีกับมหาอำนาจได้ในระดับราชสำนัก

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียยังมีผลต่อเนื่องในเวลาต่อมา โดยรัสเซียแต่งตั้งผู้แทนทางการทูตประจำสยาม และมีการเปิดสถานกงสุลใหญ่รัสเซียในกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2441 ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงมิได้หยุดอยู่เพียงการเสด็จเยือน แต่ขยายไปสู่กลไกทางการทูตอย่างเป็นระบบ
ในเชิงยุทธศาสตร์ การเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวิเทโศบายที่มุ่งรักษาเอกราชของสยามผ่านการทูต พระองค์ทรงตระหนักดีว่าในยุคจักรวรรดินิยม ประเทศขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ ไม่เอนเอียงต่อมหาอำนาจใดมากเกินไป และต้องแสดงให้โลกเห็นว่าสยามเป็นรัฐที่มีอารยธรรม มีการปฏิรูป และสามารถยืนอยู่ในระบบระหว่างประเทศได้อย่างสง่างาม

การเสด็จฯ เยือนรัสเซียยังสะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการใช้พระราชไมตรีส่วนพระองค์เป็นเครื่องมือทางการทูต ความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับจักรพรรดิรัสเซียช่วยให้สยามมีพื้นที่ทางการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของสยามในสายตายุโรป

นอกจากผลทางการเมืองแล้ว ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซียยังนำไปสู่ความสัมพันธ์ด้านการศึกษาและวัฒนธรรมในเวลาต่อมา ตัวอย่างสำคัญคือการที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสด็จไปศึกษาวิชาทหารในรัสเซีย ซึ่งสะท้อนความใกล้ชิดระหว่างสองราชสำนักและความไว้วางใจที่มีต่อกันในยุคนั้น

แม้ภายหลังความสัมพันธ์ไทย–รัสเซียจะผ่านช่วงเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง โดยเฉพาะหลังการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสหภาพโซเวียต แต่จุดเริ่มต้นจากการเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 ยังคงได้รับการยึดถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยไทยและรัสเซียได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2491 หรือ ค.ศ. 1948
วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์การทูตไทย วันที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสรัสเซีย และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบริบทโลกที่สยามต้องรักษาเอกราชด้วยความสุขุม รอบคอบ และพระปรีชาสามารถทางการทูต

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเป็นหลักฐานสำคัญว่า การทูตสามารถเป็นเครื่องมือปกป้องชาติได้ไม่น้อยไปกว่ากำลังทหาร เพราะในยุคที่สยามถูกรายล้อมด้วยแรงกดดันจากจักรวรรดินิยม พระราชวิเทโศบายของรัชกาลที่ 5 ได้ช่วยให้ประเทศสามารถยืนหยัดในเวทีระหว่างประเทศ และรักษาความเป็นเอกราชไว้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการเสด็จเยือนต่างประเทศ แต่เป็นวันที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านการทูตของรัชกาลที่ 5 และเป็นหมุดหมายแห่งมิตรภาพไทย–รัสเซีย ที่สืบเนื่องมาจากพระราชไมตรีของสองราชสำนัก สู่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่ดำรงต่อมาจนถึงปัจจุบัน

5 กรกฎาคม 2503 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จเยือนนิวยอร์ก บรอดเวย์กลายเป็นถนนแห่งมิตรภาพ ชาวอเมริกันนับแสนเฝ้ารับเสด็จพระมหากษัตริย์ไทย เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพระเกียรติยศในหลวง ร.9

วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯโดยรถยนต์พระที่นั่งเปิดประทุนไปบนถนนโลเวอร์บรอดเวย์ (Lower Broadway) นครนิวยอร์ก ท่ามกลางประชาชนรอรับเสด็จเนืองแน่น

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 1960 (พ.ศ.2503) ประชาชนกว่า 7.5 แสนคน (จากการประเมินของเจ้าหน้าที่ตำรวจ) ได้มาเฝ้ารอรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งประทับรถยนต์พระที่นั่งเปิดประทุนมาพร้อมกับขบวนพาเรด บนถนนโลเวอร์บรอดเวย์ (Lower Broadway) นครนิวยอร์ก โดยมีแถบกระดาษขนาดเล็กจำนวนมากโปรยปรายลงมาระหว่างการเคลื่อนขบวนเสด็จ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของการต้อนรับขบวนพาเรดในนครนิวยอร์ก

ขบวนพาเรดดังกล่าวกินเวลาประมาณ 20 นาที นำเสด็จจากถนนโลเวอร์บรอดเวย์ ไปถึงศาลาว่าการนครนิวยอร์ก เมื่อเวลาประมาณ 12.25 นาฬิกา

“มันอลังการมาก เราเคยเห็นการต้อนรับแบบนี้ในภาพยนตร์หลายเรื่อง และเราก็ตื่นเต้นมากที่ได้รับการต้อนรับแบบเดียวกัน” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตรัสกับ โรเบิร์ต แวกเนอร์ (Robert Wagner) ผู้ว่านครนิวยอร์กในขณะนั้น

ในช่วงเวลาดังกล่าวยังอยู่ในภาวะสงครามเย็น สื่อสหรัฐฯ จึงตั้งคำถามต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งพระองค์ได้ทรงตอบว่า

“ประชาชนชาวไทยต้องการสันติภาพ สันติภาพอันมีเกียรติ…เราไม่เคยยั่วยุผู้ใด แต่เราพร้อมที่จะปกป้องตนเองจากการรุกรานจากภายนอก”

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_18062

7 กรกฎาคมของทุกปี วันพูดความจริง Tell the Truth Day ชวนสังคมยึดความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานของความไว้วางใจ เตือนใจสังคมให้กล้ายอมรับข้อเท็จจริง และสื่อสารอย่างตรงไปตรงม

วันที่ 7 กรกฎาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันพูดความจริง” หรือ Tell the Truth Day เป็นวันสำคัญเชิงสัญลักษณ์ที่ชวนให้ผู้คนหันกลับมาให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ทั้งต่อตนเอง คนรอบข้าง และสังคมโดยรวม
แม้วันพูดความจริงจะไม่ใช่วันหยุดราชการหรือวันสำคัญระดับสากลอย่างเป็นทางการ แต่แนวคิดของวันนี้ได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ เพื่อเตือนให้ผู้คนตระหนักว่า “ความจริง” เป็นรากฐานของความสัมพันธ์ที่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน องค์กร ชุมชน หรือระดับสังคม

ในชีวิตประจำวัน การพูดความจริงอาจดูเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป เพราะบางครั้งความจริงอาจทำให้เกิดความไม่สบายใจ อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง หรืออาจทำให้ผู้พูดต้องเผชิญผลลัพธ์บางอย่างที่ไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม ความจริงยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง

วันพูดความจริงจึงมีความหมายมากกว่าการบอกให้ทุกคน “พูดความจริง” เพียงวันเดียว แต่เป็นวันที่ชวนให้สังคมทบทวนว่า เราให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์มากน้อยเพียงใด เรากล้ายอมรับความจริงหรือไม่ และเรากำลังสร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนพูดความจริงอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์หรือยัง
ในระดับส่วนบุคคล การพูดความจริงช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้คน ความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความจริงมักมีความมั่นคงมากกว่าความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยการปิดบังหรือหลอกลวง เพราะเมื่อผู้คนรู้สึกว่าสามารถเชื่อใจกันได้ การสื่อสารก็จะตรงไปตรงมา ปัญหาจะถูกแก้ไขได้เร็วขึ้น และความขัดแย้งจะมีโอกาสคลี่คลายด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์

ในระดับครอบครัว ความจริงใจเป็นพื้นฐานของความอบอุ่นและความเข้าใจ การพูดความจริงด้วยความรักและความเคารพช่วยให้สมาชิกในครอบครัวกล้าเปิดใจ กล้าพูดถึงปัญหา และช่วยกันหาทางออกโดยไม่ต้องซ่อนความรู้สึกหรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

ในระดับองค์กรและการทำงาน ความซื่อสัตย์เป็นหัวใจของความน่าเชื่อถือ องค์กรที่เปิดพื้นที่ให้พูดความจริงจะสามารถมองเห็นปัญหาได้ชัดเจนกว่าองค์กรที่ปกปิดข้อผิดพลาดหรือสร้างภาพว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี การยอมรับความจริงจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาและการแก้ไขอย่างยั่งยืน

ในระดับสังคม ความจริงยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วผ่านสื่อออนไลน์ ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน และข้อมูลที่ขาดการตรวจสอบสามารถแพร่กระจายได้ภายในเวลาไม่นาน การพูดความจริงและการตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะสื่อมวลชนหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

วันพูดความจริงยังเป็นวันที่ชวนให้แต่ละคนกลับมาพูดความจริงกับตนเอง เพราะบางครั้งความจริงที่ยากที่สุดอาจไม่ใช่ความจริงที่ต้องบอกคนอื่น แต่คือความจริงที่เราต้องกล้ายอมรับกับตัวเอง เช่น ความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น พฤติกรรมที่ควรปรับปรุง ความกลัวที่ซ่อนอยู่ หรือปัญหาที่เราหลีกเลี่ยงมานาน
การยอมรับความจริงกับตนเองเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง เพราะตราบใดที่เรายังปฏิเสธความจริง เราก็ยากจะเห็นทางแก้ไข แต่เมื่อกล้ายอมรับ สิ่งที่เคยเป็นปัญหาก็จะกลายเป็นบทเรียน และสิ่งที่เคยเป็นความล้มเหลวก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโต

อย่างไรก็ตาม การพูดความจริงไม่ได้หมายถึงการพูดทุกอย่างอย่างรุนแรงหรือทำร้ายความรู้สึกผู้อื่น ความจริงควรมาพร้อมความรับผิดชอบ ความเมตตา และกาลเทศะ เพราะความซื่อสัตย์ที่ขาดความเคารพอาจกลายเป็นคำพูดที่สร้างบาดแผลได้ ในทางกลับกัน ความจริงที่สื่อสารด้วยเจตนาดีและความระมัดระวัง สามารถช่วยสร้างความเข้าใจและเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้

วันพูดความจริงจึงเป็นวันที่เตือนให้เห็นว่า ความซื่อสัตย์ไม่ใช่เพียงคุณธรรมส่วนบุคคล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคมที่น่าอยู่ หากผู้คนพูดความจริงมากขึ้น สังคมจะมีความไว้วางใจกันมากขึ้น ปัญหาจะถูกเปิดเผยเร็วขึ้น และการแก้ไขจะเกิดขึ้นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากกว่าความเข้าใจผิด
7 กรกฎาคมของทุกปี วันพูดความจริง หรือ Tell the Truth Day จึงเป็นโอกาสให้ทุกคนเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ด้วยการซื่อสัตย์ต่อคำพูด ซื่อสัตย์ต่อการกระทำ ซื่อสัตย์ต่อข้อมูลที่ส่งต่อ และซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเอง

เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล ความจริงอาจเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความกล้าหาญในการรักษาไว้ และความซื่อสัตย์อาจเป็นพลังสำคัญที่สุดในการสร้างความไว้วางใจให้กลับคืนสู่ผู้คน ครอบครัว องค์กร และสังคม

8 กรกฎาคม 2503 ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯ บ้านหลังแรก ณ เมืองเคมบริดจ์ สหรัฐอเมริกา ที่เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ สะท้อนความผูกพันแห่งพระราชประวัติกับสหรัฐอเมริกา

วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปยังเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สถานที่ซึ่งมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับช่วงต้นแห่งพระชนม์ชีพของพระองค์

เมืองเคมบริดจ์เป็นสถานที่สำคัญในพระราชประวัติของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะพระองค์เสด็จพระราชสมภพที่โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ขณะสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงศึกษาด้านสาธารณสุข ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
การเสด็จฯ กลับมายังเมืองเคมบริดจ์ในปี พ.ศ. 2503 จึงมิใช่เพียงส่วนหนึ่งของพระราชกรณียกิจทางการทูต แต่ยังเป็นการเสด็จฯ กลับสู่สถานที่แห่งความทรงจำ สถานที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพระชนม์ชีพของพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่ง ผู้ต่อมาทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างยาวนาน
ในโอกาสดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ ไปยังบ้านหลังแรกที่เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ในเมืองเคมบริดจ์ บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหมาย เพราะเป็นเสมือนการเสด็จฯ กลับไปยังสถานที่ซึ่งเชื่อมโยงพระราชประวัติส่วนพระองค์เข้ากับแผ่นดินสหรัฐอเมริกา

ภาพการต้อนรับในเมืองเคมบริดจ์สะท้อนความรู้สึกพิเศษของชาวอเมริกันต่อพระมหากษัตริย์ไทย โดยมีป้ายต้อนรับข้อความ “Welcome Home to the King” หรือ “ขอต้อนรับพระมหากษัตริย์กลับบ้าน” ซึ่งแสดงถึงความผูกพันระหว่างพระองค์กับเมืองที่พระองค์เคยประทับเมื่อครั้งแรกแห่งพระชนม์ชีพ
นอกจากนี้ พระองค์ยังเสด็จฯ ไปยังสถานที่สำคัญในเมืองเคมบริดจ์ รวมถึงบริเวณมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อันเป็นสถาบันที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงศึกษา และยังเสด็จฯ พบผู้ที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาประสูติของพระองค์ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่เคยถวายการดูแลเมื่อครั้งทรงเป็นทารก

เหตุการณ์นี้จึงมีความหมายทั้งในมิติส่วนพระองค์และมิติทางประวัติศาสตร์ เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่มีพระราชประวัติเชื่อมโยงกับสหรัฐอเมริกาโดยตรง การเสด็จฯ กลับเมืองเคมบริดจ์จึงเป็นช่วงเวลาที่สื่อมวลชนและประชาชนอเมริกันให้ความสนใจอย่างมาก

ในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2503 เกิดขึ้นในบริบทของโลกยุคสงครามเย็น ซึ่งไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในด้านการเมือง ความมั่นคง และการพัฒนา การเสด็จฯ ครั้งนี้จึงช่วยเสริมสร้างพระราชไมตรีและความเข้าใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

แต่สำหรับคนไทย เหตุการณ์ที่เมืองเคมบริดจ์มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าพิธีการทางการทูต เพราะเป็นภาพของพระมหากษัตริย์ไทยที่เสด็จฯ กลับไปยังสถานที่แห่งจุดเริ่มต้นของพระชนม์ชีพ ก่อนที่พระองค์จะทรงเติบโตขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักเพื่อประชาชนตลอดรัชสมัย

บ้านหลังแรกที่เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ จึงไม่ใช่เพียงอาคารหลังหนึ่งในต่างแดน หากเป็นสัญลักษณ์ของความทรงจำ จุดเริ่มต้น และสายสัมพันธ์ระหว่างพระราชประวัติของในหลวงรัชกาลที่ 9 กับเมืองเคมบริดจ์ สหรัฐอเมริกา

8 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญอีกวันหนึ่งของพระราชประวัติ เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯ บ้านหลังแรกที่เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวเมืองเคมบริดจ์

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงสะท้อนความผูกพันส่วนพระองค์กับสถานที่ประสูติ แต่ยังสะท้อนมิตรภาพไทย–สหรัฐฯ ที่เชื่อมโยงผ่านพระราชประวัติ พระราชไมตรี และความประทับใจของประชาชนสองประเทศอย่างงดงาม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top